กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 27 ตุลาคม 2552 00:01

นักสัทศาสตร์ ผู้รู้จริง รศ.ดร.อมร แสงมณี

อมร แสงมณี
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ชีวิตนักสัทศาสตร์ ครูภาษาผู้พยายามค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองถนัดอย่างลึกซึ้ง และหาความรู้ใหม่ๆ มาสอนนักศึกษา มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียน

เธอเป็นนักสัทศาสตร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย สามารถออกเสียงในภาษาต่างๆ ได้เหมือนเจ้าของภาษา เพราะความเข้าใจในการออกเสียงตามหลักวิชาการด้านภาษาและความสามารถส่วนตัว

รศ.ดร.อมร แสงมณี เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก วิชาสัทศาสตร์ และภาษามลายู สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล 

หากถามว่า เธอเป็นครูบาอาจารย์แบบไหน คาดคะเนได้ว่า ลูกศิษย์จะไม่ลุกออกจากห้องหรือง่วงนอน เพราะเธอสอนได้สนุกและชอบค้นคว้าเรื่องใหม่ๆ มาสอนนักศึกษา

อีกบทบาทเธอเป็นผู้อบรมครูและผู้สนใจในเรื่อง การอบรมเชิงปฏิบัติการสัทศาสตร์ปฏิบัติเพื่อการออกเสียงที่ดีกว่า เธอศึกษาค้นคว้าเพื่อสร้างหลักสูตรและวิธีการสอนด้วยตัวเองผ่านมากว่า 60 คอร์สและทุกครั้งที่การสอนจบลง เธอจะอิ่มเอิบใจ เพราะคนสนใจเรียนและได้อะไรมากมายจากคอร์สของเธอ

และเธอยังทำงานเพื่อสังคมจัดรายการ Dhamma World คลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 89.25 เมกะเฮิร์ต (ทุกวันจันทร์-พุธ เวลา 17.30-18.00 น. ) นำเรื่องราวธรรมะและถ้อยคำที่งดงามให้กำลังใจมาเล่าผ่านภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รายการนี้เธอทำเพื่อตอบแทนธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงไม่มีค่าตอบแทนใดๆ

ส่วนอีกบทบาทเป็นผู้แปลหนังสือมากมาย และหลายครั้งไม่ปรากฎชื่อผู้แปล มีเพียงหนังสือ 2 เล่มคือ ภาพสวรรค์ภูฎาน สมบัติล้ำค่าแดนมังกรสายฟ้า ผลงานเขียนของสมเด็จพระราชินีแห่งภูฎาน อาชิ โดร์จี วังโม วังชุก และสุดทางทุกข์ โดยคล้อด อันชิน ธอมัส ทั้งสองเล่มเป็นการเล่าเรื่องผ่านการเดินทางด้วยเท้า 

เธอกำลังจะเขียนหนังสืออีกหลายเล่ม โดยเฉพาะเล่มที่กำลังหาผู้พิมพ์คือ พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย จัดเรื่องตามกลุ่มความหมาย เป็นผลงานร่วมกับนักสัทศาสตร์ต่างชาติ เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจศัพท์ในภาษาอังกฤษและการออกเสียง และต่างชาติเข้าใจภาษาไทยและการออกเสียง 

ลองมาอ่านเรื่องราวนักสัทศาสตร์ อดีตนักร้องวงกรรมาชน และผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา 19 ซึ่งเกือบจะเข้าป่า แต่ในที่สุดห้วงห้านาทีสุดท้ายก่อนรถไฟจะเคลื่อนตัวออกจากสถานีหัวลำโพง เธอกระโดดลงจากรถ เพราะคำพูดของพ่อเพื่อนที่ก้องอยู่ในหูว่า 

“ถ้าหนูอยู่บ้าน หนูตายพ่อแม่ยังได้เห็นศพ ถ้าหนูเข้าป่า หนูไม่สามารถให้พ่อแม่ได้ดูแลอีกเลย”

@ทำไมอาจารย์มาเรียนด้านนี้คะ  

ตอนถูกจับคดี 6  ตุลา 19 ชื่อตกสำรวจไม่มีรายชื่อในคุก จนหลายคนนึกว่าเราตาย ทำให้แม่เราเป็นโรคหัวใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็เลยคิดว่าเราไม่ควรทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจอีกแล้ว และตอนนั้นก่อนออกบ้านไปชุมนุม แม่ก็บอกว่าอย่าไปเลย แต่เราผูกพันกับหมู่คณะ เราต้องไปร้องเพลง เพราะบ้านอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่พอได้ยินเสียงปืนตูมแรก เรารู้อย่างหนึ่งว่า วันนี้คงตายแน่ ความกลัวไม่เคยจางหาย รู้อย่างเดียวว่าต้องตาย ไม่รู้จะหนีไปทางไหน แต่มีคนนำให้ออกไปทางหลังท่ามหาราช เวลามีคนโดดน้ำ เราก็ต้องโดด ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะไปเจออะไร ก็โดด จะออกไปทางน้ำก็ไม่ได้ มีเรือคอยยิงอยู่กลางแม่น้ำ เวลาตอนนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง มีแต่ความกลัวตาย 

ในที่สุดตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโท การเรียนต่อสมัยนั้นต้องมีบุคคลค้ำประกันหรือทรัพย์สินค้ำ จึงตัดสินใจเอาบ้านที่พ่อแม่ยังอยู่ไปค้ำประกันการเรียนของตัวเอง เพื่อผูกมัดไม่ให้เข้าป่า และทำงานอยู่ 15 ปีจึงเรียนต่อจนจบปริญญาเอกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

@จากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น ชีวิตเปลี่ยนอย่างไร

หลังจากวันนั้นเราไม่เคยกลัวตายอีกเลย เรารู้สึกว่า มันก็แค่นั้นเอง อย่างเราทำงานการศึกษาเรื่องภาษามลายู ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองภาคใต้คุกกรุ่นอย่างไร เราก็ยังลงไปภาคใต้ เรารู้สึกว่า เมื่อเราจะต้องตาย ก็ต้องตาย ผนวกกับความคิดทางสัจธรรมด้วย ความยอมรับในเส้นทางของชีวิต เรายอมรับได้ทุกอย่าง

อย่างตอนเรียนปริญญาโท ปี 2521 เราก็เดินทางไปที่เกาะหลีเป๊ะคนเดียว นั่งอยู่ในเรือเกือบเก้าชั่วโมง เราจำได้ว่า เราไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร ความรู้สึกไหวหวั่นสั่นคลอนกับสิ่งที่เผชิญ

@เคยมีคนบอกว่า ภาษาเป็นพรสวรรค์ของอาจารย์ ช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยค่ะ 

ถ้ามีคนอยากให้เราพูดภาษาพม่า แล้วคนพม่ามาพูดให้ฟัง เราจะก็อปปี้ได้เหมือน เคยไปช่วยงานวัด แล้วทางวัดต้องการประชาสัมพันธ์การทอดกฐินเป็นภาษาเขมร  และทางวัดเข้าใจว่า เราพูดได้ทุกภาษา เขาก็ให้คนวัดพูดภาษาเขมรผ่านโทรศัพท์มือถือ แล้วให้เราบันทึกเป็นตัวอักษร เราก็จดด้วยสัทสัญลักษณ์ (phonetic symbol) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยการเรียนการสอนด้านการออกเสียง 

เราไม่ได้เก่งอะไรนักหนา แต่มีพรสวรรค์ เลยทำให้อยู่ในโลกภาษาศาสตร์ได้อย่างไม่อึดอัด ถ้าเราพูดภาษามอญ คนมอญจะบอกว่าเป็นมอญที่ไหน หรือพูดภาษามลายู เขาจะถามว่ามาจากปะลิศเหรอ เสียงเหมือนคนปะลิศเลย ถ้าพูดภาษาไทยใต้ ถ้าไม่จับผิดมากมาย เขาจะบอกว่าทำไมพูดเหมือนคนใต้ที่มีอายุ 

จำได้ว่า ตอนไปเก็บข้อมูลปริญญาเอกภาษาชาวเล เกาะหลีเป๊ะ สตูล เด็กสาวที่นั่นถามว่า เป็นคนที่ไหน เราพูดสำเนียงของพวกเขากลับไปบอกว่าเป็นคนกรุงเทพฯ เขาบอกว่าตอแหล มึงนั่นแหละชาวเล (ภาษาชาวเล) มึงไปได้ผัวกรุงเทพฯ แล้วลืมชาติ (หัวเราะ)

@ค้นพบตอนไหนว่าตัวเองออกเสียงภาษาต่างๆ ได้เหมือน ? 

เมื่อก่อนเราไม่รู้ชัดเจน สมัยเป็นนักศึกษาเวลาออกค่าย ไปตลาดจะพูดภาษาท้องถิ่นได้ และตอนที่รุ่นพี่คนหนึ่งต้องย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และให้เราสอนวิชาสัทศาสตร์แทน แรกๆ เราก็บอกว่า สอนไม่ได้หรอกเพราะยาก เนื่องจากวิชานี้เป็นรากฐานของภาษาศาสตร์ 

รุ่นพี่คนนั้นบอกว่าเราทำได้ เราก็ถามว่า จะยอมให้เราไปนั่งในชั้นเรียนที่เธอสอนไหม เมื่อรุ่นพี่คนนั้นยอม ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก จนได้สอนด้าน สัทศาสตร์ ก็พบว่าคือตัวเรา ไม่ว่าภาษาจะพิสดารอย่างไร เราก็ก็อปปี้เสียงได้ อาศัยว่าเราเคยเรียนด้านกายวิภาคศาสตร์ (anatomy) อวัยวะที่คนอื่นไม่เคยเห็น เราผ่ามาแล้ว การเรียนปริญญาตรีด้านกายภาพบำบัด เสริมเรื่องการออกเสียงในภาษาต่างๆ ได้ดี

@ถ้ามนุษย์จะพูดภาษาได้ดี ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

คุณจะให้พูดในแง่มีครูหรือไม่มีครู

@หากไม่มีครู ?

ข้อแรกคือ ต้องมีทัศนคติบวก ต้องบอกตัวเองว่า ฉันได้ทำ ข้อสอง แรงจูงใจ ต้องถามตัวเองว่า จะทำสิ่งนี้ไปทำไม บังเอิญมีแฟนต่างชาติหรือว่าอยากฝึกภาษาให้เก่ง ข้อสามต้องรู้จักเลือกตำราดีๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และข้อสี่ ขาดไม่ได้คือ ความอดทนในการฝึกฝน ไม่ว่าจะพูดภาษาใด ต้องอ่าน ฟัง พูดอยู่เสมอ

@แล้วที่คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เหตุปัจจัยในมุมของอาจารย์คืออะไร

คุณเห็นเด็กทารกไหม ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ภาษา การใช้เสียงเป็นจุดตั้งต้นของการเรียนรู้ภาษา ครูไทยไม่ค่อยมั่นใจในการสอนการออกเสียง เพราะไม่รู้ว่าจะสอนอะไรหรือไม่ก็ไม่รู้เทคนิควิธีการสอน นี่คือผลจากการเก็บข้อมูลเบื้องต้นในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่กำลังดูแลอยู่ 

เรากล้าพูดได้ว่า ร้อยละ 90 ของครูไทยไม่มีใครอ่านคำว่า School ถูกต้อง มักจะอ่านว่า “สคูล” ทั้งๆ ที่ต้องอ่านว่า “สกูล” เพราะเราไม่รู้กฏการออกเสียงเบื้องต้นนั่นเอง ตรงนี้ต้องออกเสียงเป็นเสียงคล้าย “ก” ไม่ใช่ “ค” ขณะนี้กำลังเขียนตำราคือ การออกเสียงภาษาอังกฤษและทำเป็นซีดีด้วย

@ในทัศนะของอาจารย์ การออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ยากอย่างที่คิด ?

ถ้าจะให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ดี ครูต้องรู้กฎเกณฑ์การออกเสียงทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เราได้อบรมเรื่องนี้มากว่าหกสิบครั้งแล้ว ไม่มีสักครั้งที่ไม่เตรียมตัวและไม่เคยพูดเหมือนเดิมหมด ทั้งๆ ที่การสอนก็อยู่ตัวแล้ว คนมาเรียนก็มีความสุข กฏเกณฑ์การออกเสียงทุกเรื่องต้องออกเสียงได้ จนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจ ไม่ใช่ท่องเป็นนกแก้ว เพราะครูกลุ่มนี้ต้องไปสอนนักเรียนต่อ บ่อยครั้งสอนคนเดียวตั้งแต่เช้าถึงเย็น 7 ชั่วโมง และทุกครั้งที่จบคอร์ส เราจะอิ่มทิพย์ มีคนถามว่าไม่เหนื่อยหรือ ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยคงโกหก แต่พอเห็นปฏิกิริยาของผู้มาอบรมก็หายเหนื่อย 

เราเห็นการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน เรามีตัวอย่างที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นไปได้ยังไงที่เราจะไปยืนพูดเหมือนเดิม แล้วคนเราจะไม่พัฒนาเลยหรือ เวลาของชีวิตผ่านไป ต้องมีอะไรใหม่มาเล่า ความสำเร็จของคนเป็นครูคือ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจสิ่งๆ นั้นได้พอๆ กับเรา แต่ความสำเร็จสูงสุดคือ ทำให้คนเรียนอยากรู้อะไรต่ออีก
คอร์สที่อาจารย์จัดอบรมครูเป็นอย่างไร

เราสร้างคอร์สจากแนวทางของเราเอง ขุมทรัพย์ความรู้ตรงนี้มาจากอินเตอร์เน็ต ประสบการณ์ชีวิตและความรู้ เราจะไม่สอนให้พูดตาม แต่ต้องรู้กฏที่ใช้ได้จริง

@ในสายตานักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก อาจารย์อมรเป็นผู้สอนแบบไหนคะ

ลูกศิษย์บอกว่า อาจารย์สอนมัน มีความสุขทั้งสองฝั่ง ก่อนเข้าห้องเรียน เราคิดว่าเรากำลังจะไปจัดทอล์คโชว์ เราคิดอย่างนั้น แล้วเราก็คิดว่า วันนี้เราจะไปโชว์เรื่องอะไร เราต้องมีเรื่องที่เราเรียนรู้ใหม่ ถ้าไม่ใหม่ทางความเข้าใจ ก็ต้องใหม่ในการสื่อ เราคิดว่า สุดยอดของความเป็นครูคือ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียน

@อาจารย์คิดว่า การพูดภาษาไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ปัจจุบันเราพบว่า ใครที่พูด “ร เรือ รัวลิ้น” แปลก อย่างเพลงในซีดีที่เราร้อง ก็มีคนบอกว่าทำไมออกเสียง “ร เรือ”แบบนั้น จริงๆ ไม่ได้พิสดารเลย มันเป็น

@”ร เรือ” ปกติ บางคนก็บอกว่า ทำไมเราออกเสียงชัดขนาดนั้น 

อย่างอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบอกว่า ต้องหันมาให้เด็กไทยอ่านทำนองเสนาะเพื่อพัฒนาปรับปรุงการอ่านภาษาไทย 

ในแวดวงภาษาศาสตร์ ในหลวงทรงเป็นนักภาษาศาสตร์ที่มีพระปรีชาญาณ พระองค์ท่านทรงมองทะลุว่า ในปัจจุบันเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องการออกเสียงเท่านั้น แต่มีปัญหาเรื่องการใช้คำในภาษาไทยด้วย ทำไมต้องใช้คำภาษาต่างชาติ ทั้งๆ ที่มีภาษาไทยอยู่แล้ว อย่างนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกที่นี่ สมรรถนะในการเขียนก็ย่อหย่อนกว่านักศึกษารุ่นก่อนๆ

@ภาษาเขียนยุคนี้ไม่ละเมียดละไม อาจารย์คิดว่ามีสาเหตุจากอะไร ?

สมัยก่อนครูจะให้นักเรียนเขียนเรียงความ แต่เดี๋ยวนี้จงเติมคำในช่องว่าง ทักษะการเขียนก็ไม่ถูกสร้าง ไม่ได้ฝึกให้เด็กคิดและจินตนาการ จริงๆ แล้วคนวางหลักสูตรไม่ได้คิดเรื่องผลกระทบ เพราะเราใช้ภาษาไทยเป็นสะพานถ่ายทอดความคิด ความคิดจะปรากฏอย่างไรขึ้นอยู่กับบริบทความคิดนั้น และผู้สอนก็ไม่จ้ำจี้จ้ำไชเหมือนครูในรุ่นของพวกเรา
แล้วในอนาคตภาษาไทยจะเป็นอย่างไร

ถ้าเราใส่หมวกนักภาษาศาสตร์ ก็ต้องบอกว่าเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะสังคมยอมรับ ไม่มีกระบวนการทักท้วง ไม่เหมือนชาวต่างชาติเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามพูดออกเสียงไม่ถูก  เขาจะบอกว่าให้พูดใหม่ 

หากเราใส่หมวกด้านการทำงานอนุรักษ์เอกลักษณ์ไทย เราก็จะบอกว่าไม่ได้แล้วนะ เพราะความงามของภาษาจะบอกตัวตนของเรา เราเห็นได้ชัดเจนว่า ในหลักศิลาจารึกมีทั้ง “ร เรือ” และ “ล ลิง” ก็เพราะบรรพบุรุษแยกแยะเอาไว้ และบทบาทของเราก็เป็นทั้งสองอย่าง 

ในซีกหนึ่งเราต้องทนได้ เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงทางภาษาศาสตร์ ไม่มีใครห้ามได้ และวันหนึ่ง “ร เรือ” และเสียงควบกล้ำอาจจะหายไปจากภาษาไทย ทั้งๆ ที่มีความงามทางภาษา และเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทย เพราะสังคมไม่ได้ทุกข์ เราเป็นนักภาษาศาสตร์ เราก็รู้ว่าการออกเสียง “ร เรือ” จะเหนื่อยกว่า ผู้คนก็เลือกสิ่งที่ง่ายกว่า และอีกไม่นานคนพูด “ร เรือ” ชัดจะกลายเป็นคนกลุ่มน้อย

@ในส่วนของการจัดรายการวิทยุ เข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร

ผู้ดูแลคลื่นวิทยุไม่เชิญให้ทำ เราเข้าไปเสนอและต้องพิสูจน์ตัวเอง แรกๆ เขาก็นึกว่า จะใช้คลื่นวิทยุหากิน แต่เราทำเพราะมีเจตนาตอบแทนคุณของพระพุทธเจ้า หากไม่ได้ธรรมะ เราก็ยืนไม่แข็งแรง เราจัดทางคลื่นเอฟเอ็ม 89.25  เมกะเฮิร์ต รายการ Dhamma World ตอนนี้เป็นตอนเก่าๆนำมาเปิดใหม่ เพราะ 6เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พ่อป่วยต้องดูแลท่าน เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะไปจัดรายการต่อ เพราะทางผู้ดูแลคลื่นวิทยุยังต้องการให้กลับไปจัดอีก
มีรูปแบบการนำเสนออย่างไรคะ 

อ่านหนังสือธรรมะสองภาษา และนำเสนอเกร็ดเรื่องการออกเสียง หนังสือธรรมะสองภาษาก็ได้แก่หนังสือของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งมีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ท่านตรวจการแปลด้วยตัวเอง เราอ่านก็ได้รับอานิสงส์เต็มๆเลย จำได้ว่าตอนไปช่วยทำหนังสือ25 ปีวัดไทยในพุทธคยา จนได้เดินทางไปอินเดีย ตอนนั้นเขาให้ตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว แต่ไปงานวัดก็ไปช่วยเขาทำงาน เพราะคนไม่พอ 

แม้กระทั่งวันที่เรายุ่งมากและต้องจัดรายการ เราก็จะบอกกับคนฟังว่า เป็นรายการ Dhamma World แบบไม่ปกติ จะอ่านแต่ภาษาไทย เพราะถ้าอ่านสองภาษาต้องเตรียมตัวเยอะ จัดรายการแค่สามสิบนาที แต่ต้องเตรียม 3 ชั่วโมง

@ทำไมอาจารย์คิดว่าพลังภาษาเปลี่ยนชีวิตได้

คือเวลาเราอ่าน ความหมายในภาษาและเรื่องราวชีวิตผ่านภาษาที่งดงาม ทำให้เราคล้อยตาม มีถ้อยคำดีๆ น่าจดจำ จนทำให้กล่าวได้ว่า ตัวตนในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงของการได้อ่านสิ่งดีๆ ในลีลาการเขียนที่งดงาม จึงมีความคิดอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ตรงนี้ให้คนอื่นๆด้วย ก็เริ่มคิดที่จะเขียนบล็อกเล่าขานถึงเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับภาษาที่ได้พบมาใน http://languagemiracle.blogspot.com

Tags : อมร แสงมณี

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement