กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 12 ตุลาคม 2552 00:01

พระเจ้าช่วย! กล้วยหอม

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

กล้วยหอมในเมนูไดเอ็ทของสาวญี่ปุ่น หนึ่งในต้นทางมาจากอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเพชรบุรี และกล้วยหอมทองบ้านๆ ของที่นี่ ถือว่า พรีเมียม สำหรับที่นั่

อยู่ในฐานะ “ผลไม้คู่บ้าน” มานมนาน เพิ่งจะมีปีที่แล้วนี่เองที่นับว่าเป็นปีทองของ “กล้วย” โดยเฉพาะกล้วยหอม(ทอง)

ความดีความชอบต้องยกให้ “อะสะบานาน่า ไดเอ็ท” โปรแกรมลดน้ำหนักสุดฮอตจากแดนซากุระ ที่มี “กล้วยหอมทอง” เป็นเมนูหลัก หากอยากผอม วันหนึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสองลูก 

ในวงเล็บว่า ญี่ปุ่นปลูกกล้วยเองไม่ได้ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ต้องนำเข้า ดังนั้นราคาต่อการปอก 1 ครั้งจึงเอาการอยู่ (ราวๆ 30-100 บาทต่อแพ็ค 4 ลูก)  

ราคานั้นที่เมืองไทยอิ่มได้หลายหวี ประกอบกับเรดาจับเทรนด์ของสาวไทย ไวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องผอมๆ สวยๆ และถูก อย่างนี้ 

และหนึ่งในต้นทางกล้วยหอมทองก็ยังอยู่ที่นี่ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จุดขายอยู่ที่สัดส่วนอวบอัด เหลืองอร่าม รสหวาน เนื้อแน่น แถมเป็นกล้วยปลอดสารพิษอีกต่างหาก 

ไม่ใช่โรงงาน หรือสวนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ทำกันแบบรวมไร่เล็กไร่น้อย ทว่าเข้มแข็งภายใต้แบรนด์ “สหกรณ์การเกษตรท่ายาง” ที่ตอนนี้อู้ฟูล่ำซำ รับออเดอร์สั่งซื้อกล้วยล่วงหน้าจากญี่ปุ่นไปถึงปี  2553 แล้ว ประมาณ 1,700 ตัน

มูลค่าเหนาะๆ แค่ 70 ล้านบาทเอง

หอมไปถึงญี่ปุ่น 

ห่างจากตัวเมือง 30 กิโลเมตร อำเภออากาศร้อนชื้น ฝนตกชุกแห่งนี้ มีของดีอยู่ 2 อย่างคือ มะนาวกับกล้วย ซึ่งแบ่งเป็น กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า และกล้วยหอม ซึ่งก็ซอยย่อยได้อีกสอง คือ กล้วยหอมทอง กับกล้วยหอมเขียว 

เจ้าถิ่นเดิมคือ กล้วยหอมเขียว ซึ่งป้าแอ๊ว หรือ เสริ่น ขวัญเมือง เจ้าของไร่อ้อยวัย 63 และหนึ่งในสมาชิกสหกรณ์การเกษตรท่ายาง บรรยายสรรพคุณว่า ถึงสุกแล้วเปลือกยังสีเขียว รสชาติอร่อย หอมกว่ากล้วยหอมทอง แต่ด้วยรูปลักษณ์ดิบๆ ภายนอก คนจึงไม่ค่อยนิยม 

มาทีหลังดังกว่าอย่าง กล้วยหอมทอง ป้าแอ๊วจำไม่ได้แล้วว่า เอาหน่อมาจากไหน รู้แต่ว่าคนท่ายางเริ่มขนกันมาทีละร้อยสองร้อยหน่อ ชาวสวนหัวการค้าอย่างป้าจึงเอากับเขาด้วย กล้วยหอมเขียวจึงเฟดตัวออกไปอย่างเงียบๆ จนเดี๋ยวนี้หากินไม่ได้แล้ว

กล้วยหอมทองครองตลาดท่ายางมากขึ้น เดินสายไปตามตลาดนัด ตลาดเร่ ขนกันไปทีละเข่งสองเข่ง สมัยนั้นกล้วยหอมเดินทางไปไกลที่สุดก็แค่กรุงเทพฯ 

ตัดสลับไปที่ญี่ปุ่น แม้จะไม่สามารถปลูกกล้วยได้เอง แต่ชาวอาทิตย์อุทัยกับผลไม้ชนิดนี้ รู้จักกันมาหลายสิบปีแล้ว ในฐานะผลไม้คู่บ้าน  กินกันวันละ 1 ลูกต่อคน 

ประชากรทั่วประเทศญี่ปุ่นมีประมาณ 120 ล้านคน ยอดนำเข้ากล้วยหอมตอนนี้อยู่ที่ 1 ล้านตันต่อปี 90 เปอร์เซ็นต์มาจากฟิลิปปินส์ อีก 5-6 เปอร์เซ็นต์อุดหนุนโซนอเมริกาใต้ ส่วนที่เหลือเฉลี่ยกันไปหลายประเทศร้อนชื้นฝนตกชุก

กล้วยคุ้นลิ้นนั่นเป็นพันธุ์ Cavendish ซึ่งปลูกกันในไร่ขนาดใหญ่เป็นอุตสาหกรรม หากระยะหลังๆ กระแสรักสุขภาพเข้ามามีอิทธิพลเหนือราคา จึงมีการเสาะแสวงหา กล้วยหอมปลอดสารพิษ ราคาเป็นมิตรต่อเกษตรกร(รายย่อย)
 กล้วยหอมทองของไทยจึงได้โกอินเตอร์

อ่อนหวานและอวบอัด 

18 ปีที่แล้ว สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ได้รับการติดต่อจาก มร.ฮิโรยูกิ ยามาโมโต้ อดีตประธานกรรมการสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมาพร้อมความต้องการทานกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ เจาะจงว่าต้องเป็นกล้วยหอมพันธุ์ Gros Michel 

กรมวิชาการเกษตรในฐานะคนกลางก็ประสานมายังอำเภอท่ายาง ในฐานะดงกล้วยหอมของประเทศ จากที่เคยปลูกขายกันแบบบ้านๆ ชาวสวนจึงต้องปรับวิธีปลูกให้มีมาตรฐานมากขึ้น ทั้งในแง่คุณภาพและเทคโนโลยี จนส่งออกไปขายที่ญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2535 ในปริมาณ 6 ตันหรือ 1 ตู้คอนเทนเนอร์

แต่ญี่ปุ่นไม่ได้แค่รอรับของที่ปลายทาง หากส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมคุณภาพกันตั้งแต่เตรียมดินปลูกกล้วยกันเลยทีเดียว 

อาคม คงกะเรียน หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่แดนซากุระจะลงแปลงด้วยตัวเองคู่กับผู้ตรวจจากสหกรณ์ฯ พร้อมกับข้อปฏิบัติยาวเหยียด เช่น ต้องปลูกกล้วยล้วน ห้ามผสมหรือสลับกับพืชอื่น , ใช้ได้แต่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ถ้ามีโรคหรือแมลง ใช้ได้แค่สารสกัดจากธรรมชาติ และขยายพันธุ์ด้วยหน่อเท่านั้น ห้ามเพาะเนื้อเยื่อ เพราะสามารถตัดแต่งพันธุกรรมได้ 

"เจอเข้ากับรายละเอียดอย่างนี้ ชาวสวนหลายคนก็ถอยหลังไปเหมือนกัน" แต่อาคมยืนยันว่า ไม่มาก

พอเตรียมดิน เตรียมไร่เสร็จ แปลงดังกล่าวก็จะถูกนำเข้าระบบข้อมูล เช็คว่ามีกี่ต้น เพื่อคำนวณว่าอีก 9 เดือนข้างหน้า (อายุเก็บเกี่ยว) จะมีกล้วยพร้อมส่งออกทั้งหมดเท่าไหร่ จะได้ไม่มีปัญหาของขาดหรือกล้วยล้นตลาด

ปีนี้ยอดสั่งซื้อจากญี่ปุ่นอยู่ที่ 800 ตัน ปีหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ตัน เฉลี่ยแล้วออเดอร์เพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 25-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเทียบสัดส่วนกับฟิลิปปินส์ กล้วยหอมทองจากไทยยังน้อยมาก แค่ 0.8 เปอร์เซ็นต์ หรือ อันดับ 8 จากประเทศที่ส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่นทั้งหมด

"แต่รสชาติของเราดีกว่า หวานน้อยกว่า เนื้อแน่นกว่า แต่เปลือกบางกว่า เก็บไว้ไม่ได้นาน แถมราคาก็แพงกว่าด้วย" กระนั้น ความนิยมในกล้วยหอมไทยๆ ยังทะยานไม่หยุด ในฐานะ "กล้วยมีระดับ" แพ็ค 4 ลูก ต่ำสุดที่ 200 บาท 

...ที่ไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น

ของดี มีขายเฉพาะที่...

"ต้องสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตครับ" 

ภาษาไทยสำเนียงปลาดิบจาก เคนจิ มาซากิ ประธานบริษัท ออเทนโต้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทลูกที่ทำหน้าที่ประสาน ดูแลผลผลิต (กล้วย) ณ ต้นทาง ของสหกรณ์ผู้บริโภค วาโกเอน (wagoen) (ชื่อเดิมของสหกรณ์ฯ โตโต้) อธิบายต่อว่า กล้วยทุกแพ็คจะมีบาร์โค้ดหรือซีเรียลนัมเบอร์ เก็บข้อมูลไว้โดยละเอียดว่า ปลูกที่ไหน ปลูกโดยใคร และปลูกอย่างไรจนกว่าจะมาเป็นผลให้ได้ปอกเปลือกกิน

ในฐานะลูกอาทิตย์อุทัยคนหนึ่ง มาซากิ ซึ่งเกิดและเติบโตในโตเกียว กินกล้วยมาตั้งแต่จำความได้ เมนูหลักคือ กล้วยแกล้มนมสด...ทุกวัน ไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็น เพื่อนๆ เขาบางคนก็เอาไปกินกับมื้อกลางวัน

"ส่วนใหญ่กินวันละ 1 ลูก เป็นผลไม้ที่ต้องมีไว้ในบ้าน ถือว่าเป็นผลไม้ที่ popular ที่สุด เพราะสารอาหารเยอะ ให้พลังงาน  ราคาไม่แพง กินง่ายแค่ปอกเปลือก เด็กๆ ไม่มีฟันก็กินได้" 

มร.มาซากิ เพิ่มเติมว่า ผลไม้ 40 เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่นปลูกได้เอง เช่น แอปเปิล สตรอว์เบอร์รี ส้ม ซึ่งมีแต่หน้าหนาว ส่วนที่เหลือพึ่งการนำเข้าทั้งหมด และเมื่อเทียบราคากันแล้ว ผลไม้นำเข้าบางชนิด (โดยเฉพาะกล้วย) ยังถูกกว่าของที่ปลูกได้ในประเทศเสียอีก

ถ้าคิดเป็นเงินเยน อย่างถูกที่สุด ประมาณ 4 ลูก 100 เยน (30 บาท) แพงที่สุด 300 เยน (100 บาท) ขณะที่ ราเมน 1 ชาม ราคา 500-600 เยน พอๆ กับอาหารเย็น 1 เซต 

ปีที่แล้ว มาซากิ กับลูกทีมในออเทนโต้ ต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากกระแสลดความอ้วนด้วยกล้วย กำลังบูมสุดๆ 

"กล่องข้าวทำช่องสำหรับใส่กล้วยโดยเฉพาะ หรือไม่ก็เป็นกล่องใส่กล้วยเลย ไม่พกข้าวไปกิน" แต่ตอนนี้ มาซากิ บอกว่า ยอดสั่งซื้อยังคงที่ ไม่ตกลงตามกระแส โดยเฉพาะกล้วยรักสุขภาพจากเมืองไทย ที่ต้องสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น 

ซีอีโอออเทนโต้ เล่าที่มาที่ไปว่า สหกรณ์วาโกเอน ซึ่งเน้นจำหน่ายพืชผลต่างๆ ในแก่สมาชิกทางอินเทอร์เน็ต อยากทำธุรกิจแนวคิดใหม่ แบบ Social Business ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น 

"ที่ฟิลิปปินส์ปลูกเยอะ ราคาถูกก็จริง แต่เราก็คิดว่า ถ้าราคาถูกอย่างนี้ เกษตรกรรายเล็กจะอยู่ไหวหรือเปล่า สิ่งแวดล้อมก็ไม่ดีด้วย ไหนจะปัญหาโลกร้อนอีก ถ้าเราทำแบบปลอดสารพิษ สภาพแวดล้อมก็จะดีขึ้น ได้ช่วยเหลือเกษตรกรที่เขาปลูกแค่ไร่สองไร่ ที่สำคัญได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย" แต่มาซากิแอบกระซิบว่า จริงๆ แล้วเขาชอบกล้วยไข่มากกว่า เสียแต่ต้องกินหลายลูกถึงจะอิ่ม

แต่ถึงจะเป็นการซื้อขายที่ห่วงโลกร้อนแค่ไหน โลกร้อนก็วกกลับเข้ามาทำร้ายกล้วยจนได้ 

"ช่วงหลายเดือนก่อนที่หนาวมาก เดี๋ยวก็น้ำท่วมสลับกับร้อนแล้ง ทำให้กล้วยลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราเองก็อธิบายกับทางญี่ปุ่นลำบาก จริงๆ เขาก็ฟังนะเรื่องโลกร้อน แต่เขาก็ตั้งคำถามกลับมาว่า ทำไมเราไม่เตรียมตัวจัดการล่วงหน้า" จิตราพร มูลละออง เจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานและดูแลผลิตภัณฑ์ จาก บ.ออเทนโต้ ร่วมเล่า

เหตุผลที่โลกร้อนค่อนข้างเบาหวิวในสายตา ญี่ปุ่น จิตราพรเผยว่า ที่โน่นอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ เกษตรกรรมที่นั่นไม่ค่อยพึ่งพาธรรมชาติเท่าเทคโนโลยี

อร่อยด้วยขี้ไก่ 

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่บาร์โคดกล้วยหอมทองของ ป้าแอ๊ว หรือ เสริ่น ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกถึงขั้นว่า ใช้ขี้ไก่มาเป็นปุ๋ย 

"กล้วยป้า กล้วยขี้ไก่เลยนะ" คนเล่าหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

ไม่ใช่สักแต่ว่าใส่ แต่เพราะทดลองซ้ำหลายครั้ง ทั้งเคมี ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ก็พบว่าของดีที่แท้ ต้องมาจากไก่เท่านั้น

8 ปีที่แล้ว ก่อนจะมาเป็นสมาชิกสหกรณ์ ป้าแอ๊วผ่านการปลูกมาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นมะนาว ชมพู่ ถั่ว มะเขือ มะระ กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ฯลฯ ทุกอย่างป้าให้ "ยา" หมด

"โอ๊ย ไม่ใช้ยามันจะไม่ไหว มันจะไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเราใช้ ของมันจะดี สวย" ป้าเผยความคิดที่เคยฝังหัว "ก็รู้อยู่นะว่ามันอันตราย แต่ถ้าไม่ใช้ มะเขือมีหนอน มีรู มันก็ขายไม่ได้" 

แต่คนปลูกป้องกันตัวเองดีมาก นอกจากจะกินพืชผักในแปลง (ปลอดสาร) ที่แยกไว้ต่างหาก ทุกครั้งหลังฉีดยาเสร็จจนตัวชุ่มโชก ป้าแอ๊วจะกลับบ้านน้ำทันที ขัดสีฉวีวรรณให้ทุกซอกทุกมุม ตบท้ายด้วยการกินน้ำเกลืออุ่นๆ สักแก้ว 

"ถ้าลูกหลานมาที่บ้าน อยากกินอะไร ป้าก็จะบอกว่า จะกินก็กินเลยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะฉีดยาแล้ว" 

จนเมื่อโปรเจคกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเข้ามาทางสหกรณ์ ด้วยความรู้สึกผิดที่เรื้อรังมานาน ป้าแอ๊วจึงตัดสินใจเอา 14 ไร่ของตัวเองเข้าร่วมทันที จนถึงทุกวันนี้ก็ทำรายได้ให้อย่างน้อยๆ เดือนละ 20,000 บาท 

ทุกวันนี้ป้าแอ๊วสบายใจมากขึ้นที่คนกินกล้วยของป้าทั้งอร่อย ทั้งปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง 

เหลือบมองที่มุมบ้าน เห็นกล้วยหอมเครือใหญ่วางพิงไว้เหลืองอร่าม เลยถามป้าว่า ปลูกเอง กินเอง ...เบื่อไหม

คนตอบได้แต่ยิ้มๆ พร้อมกับยกมาหลายหวีให้ลองชิม เท่านั้นไม่พอ ยังจะยัดเยียดให้ใส่ถุงกลับบ้าน

"มันเบื่อ (หัวเราะ) แรกๆ ก็ชอบนะ เก็บกินในไร่เลย แต่เดี๋ยวนี้น่ะเหรอ เฉาะให้กากิน ตักบาตรพระยังไม่ค่อยอยากฉันท์เลย" ป้าอารมณ์ดีตบท้ายด้วยเสียงสูง...

"แต่อร่อยจริงๆ นะ" ...ป้ารับประกัน

  • สูตรสวยด้วยกล้วย

มื้อเช้า - กินกล้วยหอมอย่างเดียว กี่ลูกก็ได้ แต่เคี้ยวให้ละเอียด และกินกับน้ำเท่านั้น ถ้ากินเสร็จแล้วยังหิวอยู่ ให้เว้น 15-30 นาที แล้วทานข้าว (พอประมาณ) ก็ได้

กลางวัน - ทานได้ตามปกติ

บ่าย - ทานของว่างหรือขนมได้

อาหารเย็น - ทานได้ปกติ เวลาดี 6 โมงเย็นถึงสองทุ่ม

ดึกๆ (เกิดหิว) - ผลไม้เท่านั้น

Tags : เสริ่น ขวัญเมือง สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี

Adsense

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7

นั่นสิ คุณ Datsun จะเชื่ออันไหนดีแล้วจะทำไงดี ใครรู้ช่วยตอบที

ความคิดเห็นที่ 6

เคยอ่านบทความหนึ่ง ถึงเมนูห้ามรับประทานขณะท้องว่าง หนึ่งในนั้นคือ กล้วยหอม

เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุ
แมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไปเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือด
หัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

ควรจะเชื่อแบบไหนดี ...

ความคิดเห็นที่ 5

ถึงคุณ YU คุณมาอ่านข่าวนี้หลังผม

ตอนที่ผมพิมพ์ ในข่าวมันเป็น 12ล้านคนครับผม

เข้าใจว่า ทีมงานคงแก้หลังจากผม พิมพ์ความเห็นไปครับ

ความคิดเห็นที่ 4

คุณ hi ครับตรงไหนที่บอกว่าประชากรญี่ปุ่นมี 12 ล้านครับผมก็ว่าเค้าใส่มา 120 ล้านนี่นา 12 ล้านอยู่ตรงไหนบอกหน่อย ช่างสังเกตดีจัง..เอ๊กๆๆ

ความคิดเห็นที่ 3

เหมือนกัน เราก็กินแต่กล้วยน้ำหว้า แถมกินตอนเย็นอีกต่างหาก

ความคิดเห็นที่ 2

ประชากรทั่วประเทศญี่ปุ่นมีประมาณ 12 ล้านคน


ข้อมูลผิดนะครับ (อาจจะพิมพ์ผิดหรือเปล่า)

ประชากรญี่ปุ่นประมาณ 120ล้านคนนะครับ
ไม่ใช่12ล้าน

ความคิดเห็นที่ 1

วันก่อนอ่านข่าวนี้ไม่บอกว่าเป็นกล้วยหอม เราเลยกินกล้วยน้ำหว้าซะพุงกางเลย

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement