กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 9 ตุลาคม 2552 00:01

ถอดหมวกประภาส !

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทวงถามวันวานกับ โก๋ ลำลูกกา ทักทายตัวตนวันนี้ของบิ๊กบอส เวิร์ค พอยท์ ประภาส ชลศรานนท์ ผู้ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 23 CEO แห่งปีจากกรุงเทพธุรกิจ

ตัวตนของ "ประภาส ชลศรานนท์" นั้น เริ่มต้นมาจากที่ใดหรือ ?

..จากวันที่เป็นเด็กเมืองชลฯ แอบนั่งรถไปดูหนังในเมืองคนเดียว หรือจากวันที่เป็น โก๋ ลำลูกกา หามิตรกินยาดองเหล้า ?

..จากวันที่ความคิดแรกเดินทาง ผ่านถ้อยคำและถ้อยความโดยปลายปากกา หรือจากอิฐก้อนสุดท้ายของ "เวิร์คพอยท์" โบกก่อเสร็จ ?

จะมีต้นทางมาจากอะไรก็ตาม แต่ระหว่างทางที่ผ่านมา เขาคือ "นักคิดนักเขียน" และคนทำงานผู้หนึ่ง ซึ่งคนหนุ่มสาวมากมายใฝ่ฝันอยากจะเดินตาม และในวาระที่ ประภาส ชลศรานนท์ ถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 23 CEO ปี 2009 จาก "นสพ.กรุงเทพธุรกิจ" ..นี่อาจเป็นโอกาสอันดี ที่ "จุดประกาย" จะมา "ทักทาย" ตัวตน และ "ทวงถาม" ถึงความคิดของบุรุษนามนี้ 

@เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องมั้ยว่า ผู้ชายคนนี้ไม่มีเวลาเป็น โก๋ ลำลูกกา เพราะวุ่นวายกับการเป็น ประภาส ชลศรานนท์

ถ้ามองว่า โก๋ ลำลูกกา คือไอ้หนุ่มลูกทุ่งแบบเฮๆ มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ถ้าวันนี้ ไอ้หนุ่มคนนั้นก็กลายเป็นลุงแก่ๆ เอามะขามเปียกกินกับยาดองอยู่ แต่เขาก็ยังเป็นโก๋ ลำลูกกาได้ อันที่จริง ตลอดการทำงานมา ผมเป็นประภาสมากกว่าโก๋ ลำลูกกานะ  

@แล้ว โก๋ ลำลูกกา เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว กับ ประภาส วันนี้ ต่างกันอย่างไร

โก๋ นิ่งลง อาจจะรีแลกซ์มากขึ้น หัวใจที่เคยร้อนแรงในวัยหนุ่มมันเย็นลง เหมือนไฟในเตาที่ไม่ลุกโชน แต่บอกได้เลยว่าไม่มอด ผมยังมีความสุขทุกครั้งที่คิดโปรเจคใหม่ๆ ขึ้นมา แต่ก่อนอยากทำนั่นอยากทำนี่แบบอยากแล้วจะทำเลย หกล้มมั่ง ไม่เหมาะกับยุคสมัยบ้าง ทะเลาะกับคนบ้าง เดี๋ยวนี้อยากแล้วนั่งนึกก่อน แล้วหาวิธีทำออกมาให้ดี ให้สำเร็จ ให้กลมกล่อม แล้วก็หาทางส่งเสริมคนรุ่นใหม่

@แล้วคนชื่อประภาส แบ่ง "ร่างเงา-หัวโขน" อย่างไร

จะว่าไป ผมเป็นพวกงานกับเล่นเป็นชิ้นเดียวกันอยู่แล้ว งานที่ผมรับผิดชอบส่วนใหญ่เป็นพวกงานครีเอทีฟ แม้จะโจทย์ยาก ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นของเล่นที่ผมสนุกกับมัน ส่วนเรื่องงานบริหารผมก็ว่าไปตามสไตล์ของผม คือไม่มีฟอร์ม จะทำอะไรตัวเองต้องชอบและคนอื่นชอบด้วย ส่วนนอกงาน ผมคุยสนุกกับน้องๆ ที่ร่วมงานเหมือนเพื่อนเหมือนพี่เหมือนน้อง ยิ่งเวลาไปเฮๆ กับเพื่อนเก่าก็จะเหมือนคนเดิมครั้งยังหนุ่ม พวกผมเป็นอย่างนี้ เวลามาเจอกัน ไม่ว่าใครจะหมวกสูงหมวกใหญ่แค่ไหน ถ้ายังมัวแต่ใส่หมวกอะไรมาอยู่นะก็จะถูกตบหัวเอา (หัวเราะ) คนที่เรียนอาร์ตมันเป็นแบบนี้แหละ มีฟอร์มแล้วเด๋อ ใครยิ่งมีฟอร์มยิ่งตลก 

@ทำงานมากมายหลายอย่าง มีเวลาหาวัตถุดิบใส่ตัวจากตรงไหน

นี่หมายถึงเชื้อเพลิงหรือไฟ

@เอา "ไฟ" แล้วกัน 

ก็ตลอดเลยนะ แค่เดินมาดูคนหนุ่มสาวเล่นละครเวทีก็เหมือนจุดประกายไฟให้ มองเห็นภาพตัวเองอยู่บนเวที มองเห็นตัวเองเคยเขียนบท 

@แต่ก็เห็นเดินตรวจงานตามเวทีบ่อยๆ 

เชื่อมั้ยว่า ผมไม่ได้ตรวจอะไรเยอะเลย ผมแค่มองภาพรวม แล้วก็อยากดู อยากหาความสุข ผมเป็นคนโปรดักชั่นมาตั้งแต่เรียน การได้เห็นแสงได้ยินเสียง มันทำให้มีความสุข มันทำให้ไฟในใจปะทุได้ คนทั่วไปมักจะเห็นผมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เอามือจับคาง หรือเหม่อๆ จริงๆ แล้วผมไม่เครียดอะไรเลย สีหน้าผมมันเป็นอย่างนั้นเอง อย่างที่บอก งานกับเล่นของผมมันเป็นอันเดียวกัน บางทีผมก็คิดเรื่องอื่นอยู่ บางทีผมก็แต่งเพลงอยู่ น้องๆ บางคนคิดว่าผมเครียด ผมจริงจัง อันที่จริงจังน่ะผมจบมันไปตรงโต๊ะประชุมหมดแล้ว ส่วนใหญ่นะ ผมไปนั่งดูแบบคนทั่วไปอย่างมีความสุข 

@ไม่เป็นคนแก่ที่รำคาญเด็กๆ? 

ไม่เลย ทุกครั้งที่เห็นพวกเขาทำงาน กลับมองเห็นภาพตัวเองในอดีต บางทียังคิดว่า ทุกวันนี้เราอายุเท่าไหร่วะ เราใส่หมวกของอะไรอยู่วะ สุดท้ายผมก็บอกตัวเองว่าผมแทบไม่รู้สึกแตกต่างอะไรกับเขาเลย 

@บางคนดูหงุดหงิดกับอาการของ "คนหนุ่มคนสาวร่วมสมัย"

ยิ่งผมเห็นคนหนุ่มคนสาวทำงาน ผมกลับกระปรี้กระเปร่าอยากทำงาน 

@คุณมีวิธี keep ตัวเองให้อยู่ในความเคลื่อนไหวกับความคิดคนหนุ่มสาวอย่างไร 

มันเป็นธรรมชาติของผมเลย ผมเป็นแบบที่เขียนในเพลง "อื่นๆ อีกมากมาย" ของเฉลียงมาตั้งแต่เรียนหนังสือ ผมฟังเพลงได้ตั้งแต่เฮฟวี่ เมทัล ลูกทุ่ง แจ๊ส ร็อค ลูกกรุง ผมชอบดูหนังดูละครที่หนักมากๆ ขณะเดียวกันผมก็ชอบแบบตลกๆ ด้วย มันคือตัวตนของผมที่เป็นมาแบบนั้น ผมอ่านโดราเอมอนไปพร้อมๆ กับอ่าน อัลแบร์ กามูส์ จนถึงวันนี้ เรื่องที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้สนใจ ผมก็สนใจ สนใจเหมือนตอนที่ฟัง ศรคีรี ศรีประจวบ อยู่ แล้วมีคนเอา พิงค์ ฟลอยด์ มาฟัง แล้วเราอยากฟังด้วย

@เป็นแบบนั้นตั้งแต่อยู่ชลบุรี หรือมาอยู่สถาปัตย์ฯ จุฬา

เป็นแบบนั้นตั้งแต่เกิดนะ (หัวเราะกันครืน) แล้วยิ่งเจอไปเรื่อยๆ ยิ่งทำเวิร์คชอปกับชีวิต ทุกวันนี้ ผมก็ยังอยากรู้ตลอดว่า อะไรคือ facebook ไอ้เครื่องโทรศัพท์บีบีมันเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง ทำไมเพลงยุคใหม่ต้องขึ้นเสียงสูงๆ มันมีโน้ตหรืออะไรที่เปลี่ยนสไตล์ไปหรือ หรือเพลงแร็พ ทำไมต้องแร็พ ผมชอบที่จะอยากรู้ว่า แก่นของแต่ละอย่างคืออะไร แล้วก็ไม่เคยรังเกียจศิลปะแขนงไหนเลย 

@บ้านเมืองเป็นแบบนี้ แนวคิดของงานในวงการบันเทิงต้องเปลี่ยนไหม

ผมมองอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นสองหน่วย หน่วยแรกคือนักปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ ผู้ช่วย ตากล้อง นักแสดง ดนตรี ผมว่าตรงนี้เราไม่ขาด เราไม่แพ้ใครด้วยนะ ผมพูดไปถึงภาพยนตร์ดีกว่า ฝีมือนักปฏิบัติบ้านเรา ผมว่าดี นอกจากขาดเงินทุนแล้ว เรายังขาดอีกหน่วยหนึ่งคือ หน่วยความคิด หน่วยนักปราชญ์

@แล้วทำไมวงการบันเทิงบ้านเราไม่มีนักปราชญ์

ผมว่านักปราชญ์บ้านเราไม่สนใจวงการนี้ (หัวเราะ) หรือไม่คนในวงการนี้ไม่สนใจนักปราชญ์ แต่ถามว่าจำเป็นมั้ย  ผมว่าแนวความคิดของคนตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวความคิดแบบพุทธ เป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของเรา

@คุณมีลูกทั้งสองคนอยู่ในวัยเรียน เป็นหนทางช่วยข้อมูลด้านยุคสมัยให้พ่อได้ไหม

เผอิญว่าทั้งสองคนเนี่ย ไม่เหมือนวัยรุ่นทั่วไป สิ่งที่เขาชอบจะเป็น หนังดราม่า ฟังเพลงพวกออร์เคสตรา ดูหนังการ์ตูนจิบลิ เขาไม่ได้เห่ออะไรทางไหนแรงๆ แบบเป็นแฟนคลับใคร ส่วนเรื่องไอที พ่อกับลูกรู้พอๆ กัน

@คุณต้องใช้ความพยายามที่จะเข้าใจคนรุ่นใหม่ตลอดเวลาไหม

ผมว่าผมไม่ได้พยายามจะเข้าใจ มันอาจจะเป็นตัวตนของผม เป็นนิสัยที่ชอบที่จะเข้าใจอะไรต่อมิอะไร แล้วก็เป็นนิสัยที่มีความสุข ในวัยหนุ่ม ในกลุ่มเพื่อนๆ บางคนอาจจะรังเกียจละครของคณะนู้นคณะนี้  แต่ผมไม่เคยรังเกียจ ผมชอบให้โอกาสตัวเองได้ลองชอบ โดยไม่ต้องพยายาม และก็ไม่ฝืนด้วย ผมไปตีสนุกเกอร์ เพราะเพื่อนตี แต่ก็ไปฟังเพลงของ อาจารย์บรู๊ซ แกสตัน ด้วยนะ และถ้าชอบอันไหนมากกว่า ถ้ามันมาพร้อมกัน ถึงเลือก 

@แล้ว ประภาส มี facebook กับเล่น twitter ไหม ?

ไม่มี แต่รู้แล้วว่าคืออะไร ผมเล่น hi 5 บ้างต้องบอกว่าไม่ค่อยสนุกเท่าไร แต่รู้ว่ามันมีประโยชน์ twitter ก็ด้วย เดี๋ยวจะลองเปิดดู แต่เดาว่าคงไม่เหมาะกับวิถีชีวิตเราเท่าไร 

@ลูกฟังเพลง "เฉลียง" ไหม

ฟังครับ บางทีมาอำๆ ว่า พ่อเขียนเพลงอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง (ยิ้ม) บางทีเขาอาจจะเข้าใจแต่อำผม เขาเล่นเปียโนเพลงของเฉลียงได้หลายเพลง เขาแกะเอง

@แล้วคุณพ่อของลูกสองคน เป็นนักโหยหาอดีตไหม

ไม่ต่างจากคนอื่นๆ หรอกครับ มันเป็นอาการแบบอยากกลับไปเห็นความสุขในวันนั้น  ไม่ถึงขนาดโหยหามัน ว่างๆ ก็เอารูปเก่าๆ มาดู รูปเพื่อนๆ ตอนวัยคะนอง รูปลูกตอนเล็กๆ เห็นแล้วความสุขในวันนั้นมันก็ลอยขึ้นมาได้ เครื่องย้อนเวลานี่มีจริงๆ เสียด้วย แค่ดูรูปหรือฟังเพลง มันก็พาเราย้อนไปแล้ว บางครั้งถึงขนาดเอาหนังเก่าๆ มาดู

@เช่นเรื่องอะไร...

back to the future ภาค 2 เพราะผมจำความสุขตอนที่ดูในครั้งแรกได้ และพอเอามาดู ก็พบแผลในหนังเต็มไปหมด แต่ก็มีความสุขที่ได้ดู นี่เพิ่งเอาหนังเถียนมิมี่มาดูอีกครั้ง และก็ยังชอบอยู่..

@คุณ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ของ Grammy ชอบ the sound of music, คุณ ปกรณ์ พงศ์วราภา CEO ของ GM ชอบ the god father แล้วหนังในดวงใจของ ประภาส ชลศรานนท์ คือ ?

ผมชอบเรื่อง "ดวง" ของ เปี๊ยก โปสเตอร์ มันเป็นหนังเรื่องแรกที่ผมไปดูด้วยตัวเอง นั่งรถสองแถวไปคนเดียว กลับมายังถูกแม่ตีแต่ก็มีความสุข จำได้ว่าผมไปเพราะผมเคยดูเรื่องโทนแล้วชอบ ก็เห็นตรงใบปิดหนังว่า เปี๊ยก โปสเตอร์ เป็นผู้กำกับ พอมาเรื่องดวงเลยอยากไปดู ดวงเป็นเรื่องที่ดูในโรงหนัง แต่โทนเป็นเรื่องที่ผมดูในหนังกลางแปลง หนังกลางแปลงสมัยก่อนนี่หนังจีนเยอะที่สุด แล้วผมไม่ค่อยชอบดูหนังเกี่ยวกับจอมยุทธ์ เพราะมันจะเหมือนๆ กัน เดี๋ยวมันก็ไปล้างแค้นแล้ว น่าเบื่อมาก จนกระทั่งมาดู "โทน" เราคิดว่าหนังไทยมีแบบนี้ด้วยหรือ เลยจำชื่อ เปี๊ยก โปสเตอร์ ไว้

@เมื่อกี๊บอกว่าหนังเรื่องดวงเป็นเรื่องแรกที่ไปดูด้วยตัวเองที่โรงหนัง ยังจำชื่อโรงหนังได้ไหม

ชื่อ อพอลโล่ เออ ผมมีเรื่องจะเล่าด้วย (เขาขยับตัวจิบน้ำ ดูผ่อนคลายและสนุกในการเล่าเรื่องมากขึ้น) ที่โรงหนังอพอลโล่ เป็นสถานที่แรกในเมืองชลที่มีบันไดเลื่อนนะ ก่อนหน้านั้น พี่ชายผมเคยพาไปที่นั่นเพื่อไปขึ้นบันไดเลื่อนอย่างเดียว แล้วเด็กๆ ก็เข้าแถวเพื่อขึ้นบันไดเลื่อนเล่น ขึ้นแล้วก็วนใหม่แบบนั้น จนโรงมาไล่

@การไปดูหนังบ่ายวันนั้นเหมือน adventure ของเด็กผู้ชาย ?

ผมชวนเพื่อนไปดูด้วย แต่ไม่มีใครไป ผมเลยไปเอง กำตังค์มัดใส่เสื้อ แล้วจำได้ว่าจะต้องลงตรงไหน เพราะเคยไปแล้ว ผมว่า "ดวง" ไม่เหมือนหนังไทยเรื่องอื่นๆ ตัวอักษรเป็นกราฟฟิกโค้งๆ ยังจำได้ และให้ความสำคัญกับนักแสดงสมทบมาก ตอนนั้นไม่รู้ว่าหนังมันดีไหม แต่รู้ว่าตัวเองดูแล้วมีความสุข จนถึงวันนี้ ก็ไม่เคยมีโอกาสดูหนังเรื่องนั้นเป็นครั้งที่สองอีกเลย ไม่รู้จะไปหาที่ไหน แต่นึกถึงทุกครั้งก็มีความสุข และก็ยกให้เป็นหนังในดวงใจไปแล้ว จะว่าไปมันคงเหมือนเด็กชายที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนรถโดยสาร แล้วเห็นว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามนั้นน่ารักเหลือเกิน  แล้วเธอก็ลงรถไป แล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย แต่เมื่อนึกถึงก็ยังเห็นภาพความน่ารักของเธอไปตลอด ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม

@คุณคิด "คุณพระช่วย" คุณทำอัลบั้ม "เยื่อไม้" คุณเป็นแฟนเพลงลูกทุ่ง "ศรคีรี" ..มันสะท้อนไหมว่าคุณ "ผูกพัน" กับวัฒนธรรมไทย

อย่างที่ผมเคยบอกนะ ทุกอย่างที่ผมเป็นผมไม่ได้พยายามจะเป็นเลย ผมเป็นลูกคนจีนที่ชลบุรี ผมมีเพื่อนเป็นเด็กวัดหลายคน หลายๆ ครั้งไปนอนค้างกับเพื่อนถือปิ่นโตตามพระ ไม่กลับบ้านจนโดนแม่ตี หนองมนสมัยนั้นบ้านนอกนะ มีแต่เพลงลูกทุ่ง ที่วัดเวลามีงานก็มีแต่ลำตัด ลิเก ความบันเทิงใหญ่สุดคือหนังขายยา ปีปีหนึ่งก็รองานแห่เทียนพรรษา รอเล่นสงกรานต์ รอก่อกองทราย ทุกอย่างมันซึมซับอย่างไม่รู้ตัวหรอก 

@มีเรื่องลุยๆ เฮๆ แล้วมีเรื่องโชคดีไหม ในแง่ของชีวิต

ผมโชคดีที่ผมได้เจอครูดีๆ ผมได้เรียนกับอาจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร ท่านปลูกฝังและจุดประกายความรักธรรมชาติให้ผม ตอนเรียนอยู่กับท่านก็ไม่เคยรู้สึกอะไรมาก มันคงเหมือนเมล็ดพืช อยู่ๆ วันหนึ่งพอเราจะเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่ท่านปลูกฝังเรา มันงอกใหญ่เลย แล้วก็ยังได้เจออาจารย์สดใส พันธุมโกมล ท่านนี้เหมือนกับเป็นผู้เปิดประตูให้ผมได้รู้จักศิลปะแขนงการแสดงอย่างจริงๆ ผมไม่ได้เรียนกับท่านในห้อง ได้เรียนกับท่านเพราะไปสมัครเล่นละครกับท่าน ก็เลยได้ครูพักลักจำบ้าง ได้สนทนากับท่านบ้าง ท่านไม่ได้สอนแต่เรื่องการแสดง ท่านสอนไปถึงวรรณศิลป์ สอนไปถึงเรื่องในใจของมนุษย์ แถมยังได้เจออาจารย์บรู๊ซ แกสตัน ผมโชคดีจริงๆ ที่มีครูดีๆเยอะ อาจารย์หลายท่านที่คณะสถาปัตย์ ก็สอนให้ผมรู้จักศิลปะของการมองภาพรวม 

@กลิ่นของวันวาน "อบอวล" ในการพูดคุยครั้งนี้ ถ้าให้เลือก "ของเล่นสักชิ้น" ในวัยเด็ก คุณเลือกอะไร ?

ลูกข่าง ! (ตอบทันที) มีอีกอย่างที่ไม่เคยเป็นเจ้าของมัน แต่นึกได้ว่าชอบมากก็คือ เรือป๊อกแป๊ก เรือสังกะสี ที่มันแล่นในน้ำได้ (คนรอบวง รวมทั้งผู้สัมภาษณ์พากันอธิบายที่มาของมันกันยกใหญ่) ผมตื่นเต้นกับมันนะ ไม่รู้ว่ามันแล่นได้ยังไง 

@คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ CEO ของ GTH บอกว่าอยากเป็น "สตรีเหล็ก" มากกว่าเป็น "นางไม้" คุณประภาส ชลศรานนท์ ล่ะ อยากเป็น "เทวดาตกสวรรค์" หรือ "มังกรไฟไม่เรียนหนังสือ"

ผมไม่เป็นอะไรเลย (หัวเราะ) จริงๆ ไม่เป็นสุธี (สามสี่ชาติ) ด้วย ผมล้วนสร้างตัวละครขึ้นมา และสุธีที่คนเข้าใจว่าเป็นผม จริงๆ ก็ไม่ใช่ผมเลย มันแค่แอนตี้ฮีโร่คนหนึ่งที่ผมสร้างขึ้นมา มันไม่มีส่วนผสมของผมเลย เทวดาตกสวรรค์ยิ่งไม่ใช่ ผมสร้างเขาขึ้นมาเพื่อต้องการถามอะไรบางอย่างจากสวรรค์เท่านั้น มังกรไฟก็เหมือนกัน มันไม่เรียนหนังสือใช่ไหม แต่ผมเป็นเด็กที่ชอบเรียนหนังสือมาก

@เราสนทนากันอยู่ในโรงละคร M theatre น่าสังเกตว่าระยะหลังๆ เวิร์คพอยท์ ลงมาทำโชว์มากขึ้น เข้าใจได้ไหมว่า จะเป็นตลาดใหม่ของบริษัท

ถ้ามองในภาคอุตสาหกรรมแล้ว คอนเสิร์ตก็คือมีเดียหนึ่ง ฉะนั้น การทำคอนเสิร์ตกับการทำทีวีนั้น มันแตกต่างที่สดกับไม่สด แต่มันคือมีเดียอย่างหนึ่ง วิธีการคิดเหมือนกัน รายละเอียดอาจจะไม่เหมือนกัน เรื่องเวลาในการทำงาน แต่ที่สุดแล้วมันเหมือนกัน เหมือนเขียนเรื่องสั้น เหมือนแต่งเพลง ผมมองว่ามันคล้ายๆ กันหมด

@กดดันมั้ยเวลามีแฟนเฉลียงบ่นว่า มีใครคนอื่นเอาเพลงเฉลียงไปร้องเป็นอื่นๆ อีกมากมาย

ไม่รู้สึกกดดัน แล้วยังเข้าใจพวกเขาด้วย เราพยายามจะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า เพลงต้นแบบมันบันทึกเสียงไปแล้ว ถ้าของใหม่มันไม่ดีเท่า ก็ยังมีของเก่าให้ฟังอยู่ ถ้าของใหม่มันดี ยิ่งบวก เพราะของเก่าก็ยังอยู่ ของใหม่ก็เพิ่มขึ้นมา ถ่ายทอดต่อไปให้คนรุ่นใหม่ เหมือนเวลามีคนมาบอกว่า ไม่ชอบเลยถ้ามีคนเอา "สุธีสามสี่ชาติ" ไปทำใหม่ ผมก็จะบอกเขาว่า เอ้า ถ้าไม่อยากดูหรือไม่ชอบ หนังสือมันก็ยังอยู่ก็ไปอ่านหนังสือได้นะ ..ผมชอบการต่อยอด ผมยังเคยเอาเพลงสุนทราภรณ์มาทำใหม่เลย

ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่ยึดติดในของเก่านะ มันผูกพันกันมากกว่าชอบ เหมือนฟังบีจีส์น่ะ ไม่มีใครทำเสียงสูงได้แบบ เดอะ บีจีส์ จริงๆ แต่ถ้าไม่มีคนรุ่นใหม่เอามาร้องใหม่ อีกหน่อยใครจะรู้จักเพลงของบีจีส์ อย่างล่าสุด ละครเดอะเลเจนด์ออฟเร่ขายฝัน ที่ได้น้องๆ เอเอฟมาเล่น มีคนพยายามค้านว่า เด็กๆ พวกนี้จะร้องเพลงเฉลียงได้ดีหรือ ผมไม่คิดอย่างนั้นเลย ผมรู้เลยฝนกำลังตั้งเค้า ใบอ่อนกำลังรอแทงยอด แล้วมันก็ออกมาดีสมใจ น้องๆ ร้องเพลงเฉลียงกันดีเหลือเกิน แฟนๆ เพลงเฉลียงก็ยอมรับละครเพลงเรื่องนี้ดี

@นี่คือ วิธีคิดแบบ "อื่นๆ อีกมากมาย"

ใช่ ถ้าชีวิตลองเปิดใจ คุณจะเจอของใหม่ไปเรื่อยๆ แล้วก็เจอความรู้สึกดีๆ ใหม่ๆ ด้วย

Tags : ประภาส ชลศรานนท์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5

เป็นคนนึงที่ปลื้มเด็กถาปัดมานานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้ว เพราะชื่นชมเด็กถาปัด จุฬาฯ ที่เป็นคนมีความสามารถหลากหลาย จนมาวันนี้ ได้มาอ่านบทความนี้จากคนที่เคยได้ยินชื่อคุณประภาสมาผ่าน ๆ ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย และพอเมื่ออ่านกลับทำให้ปลื้มมากมาย อ่านแล้วได้มุมความคิดที่จะเอาไปปรับใช้กับตัวเองด้วยอ่ะคะ มิน่าคนรอบตัวถึงชอบพูดถึง

ความคิดเห็นที่ 4

เป็นแบบอย่างในการยอมรับใน"ความต่าง"ได้อย่างยอดเยี่ยม ถ้าเราแต่ละคนเรียนรู้ที่จะพยายามปรับมุมความคิดเรียนรู้ เปิดใจ ให้โอกาศ แบบนี้ โลกเราก็จะมีมุมสวย ๆ เกิดขึ้นอีกมากมายนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3

อาจเป็นเพราะอายุยังไม่ถึง กินมะขามเปียกแกล้มเหล้า เลยยังไม่เข้าใจเท่าไร รู้เพียงแต่ว่า ได้อ่านความคิดของพี่จิกแล้วรู้สึกอิ่มอย่างประหลาด

ความคิดเห็นที่ 2

ไม่เคยผิดหวังเลยกับท่านผู้นี้
นี่คือบุคคลในดวงใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1

ดีใจคะที่ให้ความคิดหลาย ๆ อย่าง จากหนังสือของคุณ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement