กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 6 ตุลาคม 2552 00:01

เมล็ดพันธุ์...เมล็ดเงิน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หน่วยเล็กๆ ของ เมล็ดพันธุ์ มีความสำคัญต่อมนุษย์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาหาร อีกทั้งยังกลายเป็นทรัพยากร ที่ทั่วโลกขวนขวายและแสวงหา

แม้ว่าในปี 2552 ราคาอาหารจะลดฮวบลงอย่างมาก หากเทียบกับราคาที่พุ่งทะยานขึ้นสูงสุดก่อนหน้านี้ (ปี 2550-51) เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน แต่นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าการลดลงครั้งนี้เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น 

ผลกระทบอันเกิดจากภาวะโลกร้อนและความผันผวนด้านเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรโลก โดยจากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุถึงจำนวนประชากรที่กำลังเผชิญกับภาวะหิวโหยทั่วโลกสูงถึง 1,000 ล้านคน หรือ 1 ใน 6 ของประชากรโลกทั้งหมด และทุกๆ 5 วินาที จะมีเด็กเสียชีวิตด้วยความอดอยากหิวโหย 1 คน 

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนให้ชาวโลกตระหนักถึงความสำคัญของอาหารที่นับวันปัญหาจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น 

แต่โชคดีสำหรับประเทศไทย นอกจากจะเป็นอู่ข่าวอู่น้ำรายใหญ่ของโลกแล้ว ยังเป็นผู้ส่งออก "เมล็ดพันธุ์" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอาหารด้วยมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านบาทต่อปี 

และเมล็ดพันธุ์คือจุดกำเนิดของหลากชีวิตบนโลก  

ต้นธารของอาหาร

แม้จะเป็นหน่วยเล็กๆ แต่ "เมล็ดพันธุ์" (Seed) ก็รั้งบทบาทสำคัญ ด้วยเป็นพื้นฐานของอาหาร 1 ในปัจจัย 4 พื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ รวมถึงความมั่นคงของประเทศชาติและของโลก อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์จึงเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรต้นน้ำที่สำคัญและเป็นอีกฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

โดยเฉพาะจากวิกฤติอาหารเมื่อสองปีที่ผ่านมา กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องจดจำและหันมาให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมไปพร้อมๆ กับความมั่นคงทางด้านอาหารมากขึ้น 

"เมล็ดพันธุ์เป็นปัจจัยพื้นฐานทางด้านเกษตร นอกจากดิน ฟ้า อากาศที่เหมาะสมแล้ว เมล็ดพันธุ์ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ได้ผลิตผลดีหรือไม่ดี เป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตพืช ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์พืชไร่ เช่น ข้าวโพด ข้าว หรือว่าพืชผัก เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าต่างๆ ถามว่าเมืองไทยเห็นความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ไหม จริงๆ เห็นมานานแล้วและอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยพัฒนาไปเร็วมากจนแทบไม่น่าเชื่อ" รศ.ดร.จวงจันทร์ ดวงพัตรา นักวิชาการจากภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายกสมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย กล่าว 

หากเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีแห่งหนึ่งของโลกทีเดียว ด้วยสภาพภูมิอากาศเหมาะแก่การผลิตเมล็ดพันธุ์ สร้างรายได้แก่ภาคเกษตรกรรมทั้งจากการส่งออกและตลาดในประเทศรวม 3,500 ล้านบาท 

แต่บางครั้งชาวบ้านร้านช่องทั่วไปกลับละเลย ไม่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ในท้องถิ่นของตัวเองมากนัก 

"ความอุดมสมบูรณ์ ภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ทำให้ไทยเป็นแหล่งผลิตพืชผักและพืชไร่อันเป็นอาหารของโลก ดังนั้นคนไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาความหลากหลายและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์เพราะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อจำนวนและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป คนไทยควรร่วมมือกันในการสงวนรักษาพันธุ์พืชผักและพืชไร่พื้นบ้านให้คงอยู่เพื่อเป็นมรดกของชาติ โดยมีการปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติเพื่อเพิ่มผลผลิตด้วย" ดร.จวงจันทร์ กล่าว

หากจับตาดัชนีบ่งชี้ทางเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น จะเห็นว่าความสำคัญของภาคเกษตรกรไทยมีแนวโน้มลดลง ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างบีบรัดรอบด้าน ฉะนั้น การพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์และเทคโนโลยีชีวภาพ จึงมีบทบาทสูงต่อการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และร่นระยะเวลาในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมล็ดพันธุ์จากประเทศไทย 

"การพัฒนาเมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะการจะเพิ่มผลผลิตโดยการขยายพื้นที่ออกไปมันแทบมองไม่เห็นเพราะพื้นที่การเกษตรมีแต่จะลดลง ฉะนั้นตอนนี้ถ้าไม่มีกลยุทธ์ที่ดีๆ ในอนาคต ไม่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ในอนาคตอาจจะมีปัญหาก็ได้ จากที่เคยส่งออกอาจจะไม่เพียงพอเลยก็ได้" เสียงสะท้อนอย่างวิตกกังวลจาก พาโชค พงษ์พานิช นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย

แม้ว่าผู้เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์หรือนักวิชาการพัฒนาพันธุ์พืชยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยนั้นมีศักยภาพที่จะรักษาสถานะการเป็นผู้ผลิตอาหารได้ในระยะยาวอยู่ แต่หากใครไม่ได้มาคลุกคลีอยู่ในวงการนี้อาจจะไม่รู้ว่าปัญหาเป็นอย่างไรบ้าง 

โดยเฉพาะปัญหาที่เห็นอยู่ดาษดื่นคือเรื่องการละเมิดและการลักลอบผลิตเมล็ดพันธุ์ผู้อื่นหรือการลักลอบซื้อเมล็ดพันธุ์จากแปลงผลิตและนำมาขายในราคาที่ต่ำกว่า เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายด้านงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาด้านการตลาด เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่สอดรับกับธรรมชาติของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในเวลานี้ 

ขณะเดียวกันปัญหาที่หนักหน่วงสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการคงหนีไม่พ้นเรื่องราคาตลาดโลกตกต่ำ และการกีดกันทางการค้าจากประเทศโลกที่ 1  

"ในภาวการณ์ผลิตพืชพันธุ์ทางการเกษตรมันต้องแข่งกับราคาตลาดโลกอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถกำหนดราคาได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องลดต้นทุนให้ต่ำ หมายความว่าต้องเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ให้ได้ ฉะนั้นเมล็ดพันธุ์เป็นตัวแปรสำคัญหนึ่ง สามารถพูดได้เลยว่าความสำเร็จของเกษตรกรจะมาจากเมล็ดพันธุ์ 50เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ ปุ๋ย และน้ำเป็นองค์ประกอบ ถ้าเมล็ดพันธุ์ดี การจัดการดี การดูแลรักษาดี จะทำให้ได้กำไรดี" เขาย้ำ

เมล็ดเงิน..เมล็ดพันธุ์

ในมูลค่า 2,300 ล้านบาทของการค้าเมล็ดพันธุ์ในประเทศต่อปีนั้น 3 อันดับยอดนิยมของเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพดไร่ ทานตะวัน และข้าวฟ่าง เฉพาะมูลค่าส่งออกข้าวโพดไร่สูงถึง 1,000 ล้านบาท ส่วนเมล็ดพันธุ์ผักที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ พืชตระกูลแตง คือ แตงโม และแตงกวา พืชตระกูลกะหล่ำ คือ กระหล่ำปลี และกระหล่ำดอก และสุดท้ายคือ ข้าวโพดหวาน 

แม้ว่า "ข้าว" ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ จะอยู่ในกลุ่มเมล็ดพันธุ์พืชไร่ แต่ว่าการค้าและพัฒนาพันธุ์ข้าวจะเป็นของส่วนราชการเป็นหลัก ส่วนอุตสาหกรรมพืชไร่ที่เอกชนเข้ามาทำธุกิจที่สำคัญๆ นอกจากข้าวโพด ทานตะวัน และข้าวฟ่างแล้วยังมีถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสงด้วย  

"แต่ว่าพืชที่เอกชนเข้ามาทำธุรกิจส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พืชที่ใช้เทคโนโลยีหรือพันธุ์พืชลูกผสมที่เป็น hybrid ฉะนั้นจะจำกัดลงไปอีกว่าในอุตสาหกรรมที่เป็นพืชไร่จริงๆ มีอยู่ 3-4 อย่างเท่านี้เอง แต่ว่าพืชผักจะหลากหลายกว่า" พาโชค กล่าวและบอกอย่างภาคภูมิใจว่า... 

"เฉพาะข้าวโพดไร่ ประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของความก้าวหน้าในการพัฒนาพันธุ์สูงสุดในเขตภูมิภาคเอเชีย เพราะว่าข้าวโพดที่พัฒนาวิจัยในเมืองไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปขายได้ทั่วประเทศเอเชีย-แปซิฟิก ไล่มาตั้งแต่ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เพราะพันธุ์จากเมืองไทยสามารถปรับตัวได้ดี"

หากดูแนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เวลานี้ วินิจ ชวนใช้ เลขาธิการสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโสธุรกิจเมล็ดพันธุ์บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้ส่งออกเมล็ดพันธุ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เปิดเผยว่า... 

"การทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ดูง่ายๆ ว่าประเทศไหนมีจำนวนประชากรเยอะ นั่นคือตลาดใหญ่ เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะมีทุกอย่างได้เพราะว่าเมล็ดพันธุ์มันมีขีดจำกัดในเรื่องของดินฟ้าอากาศในการขยายพันธุ์ บ้านเราคุณปลูกกะหล่ำปลีให้ตายยังไงก็ไม่ได้เมล็ด ได้แต่หัวไปกิน เพราะไม่หนาวพอ ต่างประเทศเหมือนกัน ปลูกแตงไม่ได้เพราะเย็นเกินไป อากาศไม่ร้อนพอ ฉะนั้นในอุตสาหกรรมเมล็ดผักมันต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน แต่ประเทศไทยโชคดีว่าส่งออกมากกว่านำเข้าเยอะ" 

ยิ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยเทียบกับเมื่อ 5-10 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเจริญเติบโตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเปลี่ยนจากใช้เมล็ดพันธุ์ธรรมดาทั่วไปเป็นพันธุ์ที่มีการพัฒนาปรับปรุงเป็นลูกผสมมากขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการที่เข้ามาทำธุรกิจค้าเมล็ดพันธุ์อย่างจริงๆ จังๆ ยังถือว่ามีน้อย 

"ต้องเข้าใจว่าธุรกิจเมล็ดพันธุ์มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์คือทางด้านวิทยาศาสตร์ต้องใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงพันธุ์ทั้งยีนหรือดีเอ็นเอ วิจัยและพัฒนาพันธุ์ ศิลป์คือเนื่องจากมันเป็นอาหารและอาหารคือวัฒนธรรม อย่างภาคเหนือกับภาคใต้กินไม่เหมือนกันอยู่แล้ว คนไทยกับคนลาวกินไม่เหมือนกัน ยิ่งกับฝรั่งยิ่งไปคนละโยชน์เลย ฉะนั้นมันจึงเป็นทั้งวัฒนธรรมและศิลปะ 

คนที่จะเข้ามาลงทุนอย่างจริงๆ จังๆ ไม่เยอะ แต่ถ้ามาอย่างฉาบฉวยตีหัวเข้าบ้านหรือว่าไปขโมยพันธุ์ของเขามาขายมีเยอะ แต่คนที่ลงทุนจริงๆ มีการวิจัยพัฒนาจริงๆ น้อยมาก คือมันเข้าง่าย แต่จะพัฒนาไม่ง่าย ตรงนี้เป็นปัญหาหนักอกของผู้อยู่ในวงการเพราะลงทุนพัฒนาปรับปรุงพันธุ์แล้วถูกขโมยไปขาย กฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพในการดูแลมากเท่าที่ควร" นักธุรกิจค้าเมล็ดพันธุ์สะท้อนปัญหา

ซีด ฮับ กับ ครัวโลก? 

ก่อนหน้านี้หากจำกันได้รัฐบาลเคยประกาศนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็น "ครัวโลก" (Kitchen of the World) ขณะเดียวกันการจัดงาน ประชุมเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชียแปซิฟิก (Asian Seed Congress 2009) ขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2552 นี้ ยังหวังเพื่อเปิดตัวประเทศไทยสู่ "ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์" (Seed Hub) อีกด้วย

แต่จะไปถึงเป้าหมายหรือไม่นั้น วินิจ มองว่า "ในภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ภาครัฐและเอกชนไทยต้องร่วมมือกันเพื่อยกระดับความสามารถของผู้ผลิตและเกษตรกร ตลอดจนนักวิชาการให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ โดยมุ่งเป้าไปที่การเพิ่มบทบาทในการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ของไทย พร้อมกับมีเครื่องหมายการค้า (brand name) ของประเทศ นอกเหนือไปจากการรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นการขายแรงงานที่สร้างรายได้ต่ำ"

เขาบอกอีกว่าประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์บนพื้นฐานแนวคิด 4 ด้าน ได้แก่ ส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองป้องกันสายพันธุ์ที่ได้มีการพัฒนาขึ้นมา การสร้างความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยี โดยสนับสนุนงานวิจัยด้านวิชาการเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน และประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างกลุ่มต่างๆ 

เช่นเดียวกับ ดร.จวงจันทร์ มองเห็นว่า การช่วยกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวเรื่องเมล็ดพันธุ์และเห็นศักยภาพของไทย ว่าขณะนี้ธุรกิจเมล็ดพันธุ์สามารถทำธุรกิจส่งออกเป็นล่ำเป็นสันได้ด้วย 

"เมื่อก่อนคิดว่าขายข้าวโพดไปหนึ่งลำเรือให้กับญี่ปุ่น สามารถซื้อรถยนต์ได้หนึ่งคัน เดี๋ยวนี้ไม่ขายข้าวโพดแล้ว แต่ขายเมล็ดพันธุ์ซึ่งมันแพงกว่าหรือมีมูลค่าสูงกว่า แต่ว่าอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์มีผลตอบแทนไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ หากผลที่จะกลับมาสู่ชีวิตมนุษย์มันมีเยอะมากเพราะต้องกินทุกวัน" 

เธอย้ำอีกว่า "ยิ่งบ้านเรามีสภาพของดินฟ้าอากาศที่ปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ซึ่งประเทศอื่นไม่มี ลองไปเปรียบเทียบยุโรป อเมริกา อากาศหนาว 8 เดือน ปลูกพืชได้แค่ 4 เดือนอย่างนี้ เราปลูกพืชได้เลยทั้งปี แต่ปัญหาขาดอย่างเดียวคือ "น้ำ" เท่านั้นเอง" 

กับอีกคำถามที่ ดร.จวงจันทร์ต้องตอบบ่อยๆ ว่า "การพัฒนาเมล็ดพันธุ์เป็นการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) หรือไม่?" 

"การพัฒนาเมล็ดพันธุ์เป็นคนละด้านกันกับพืชจีเอ็มโอเพราะไม่ได้เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม  แต่เป็นการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ" 

ถึงที่สุดแล้ว แม้ผลผลิตต้องฝากความหวังไว้กับเมล็ดพันธุ์ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่กว่าจะได้เมล็ดพันธุ์สัก 1 เมล็ดก็ยังต้องพึ่งธรรมชาติอย่างน้ำ ฟ้า อากาศ อยู่ดี

...ไม่มีความ (อุดม) สมบูรณ์ใดๆ เกิดได้โดยลำพัง   

Tags : พรชัย จันทโสก

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement