มีเดียมอร์นิเตอร์เผยผลสำรวจคนเมินอ่านข่าว แห่ดูรายการเล่าข่าวทางทีวี ข้อดีช่วยกระตุ้นบริโภคข่าวสาร นักวิชาการห่วงพิธีกรโชว์ลีลามากกว่าสาระ
ทุกเช้า เราคุ้นเคยกับการเปิดโทรทัศน์เพื่อรับชมรายการเล่าข่าวของช่องฟรีทีวี นอกจากจะมีเวลาในการเตรียมตัวไปทำงานได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้เรารู้ทันข่าวสารในแต่ละวันไปพร้อมๆ กันด้วย
หากเปรียบเทียบการรับข่าวสารในอดีตกับปัจจุบัน พบว่าสังคมไทยในยุคนี้ห่างเหินกับการอ่านข่าวหนังสือพิมพ์มากขึ้น เพราะรายการเล่าข่าวจากสื่อโทรทัศน์ได้เข้ามาแทนที่หนังสือพิมพ์ ทำให้วงการสื่อโทรทัศน์เติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ทั้งสองจะเป็นสื่อมวลชนเหมือนกัน แต่ทิศทางในการนำเสนอข่าวสารสู่ประชาชนกลับแตกต่างกัน
ความแตกต่างในการถ่ายทอดสารสู่ผู้รับสารของสื่อทั้งสองประเภท ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า ส่วนได้เสียจะตกอยู่กับใคร ระหว่างผู้ผลิตสารหรือตัวผู้รับสารเอง จึงเป็นที่มาของกิจกรรมห้องเรียนสาธารณะ ภายใต้การเสวนาหัวข้อ ‘เบื้องลึก..รายการคุยข่าว/ เล่าข่าว : บทสะท้อนคุณค่าต่อสังคม’ โดยความร่วมมือระหว่าง สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)
ธาม เชื้อสถาปนศิริ ในฐานะผู้จัดการงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ เล่าถึงรายการคุยข่าว/เล่าข่าวว่า ทุกวันนี้ ประชากรไทยเปิดรับรายการเล่าข่าวจากสื่อทางฟรีทีวีจำนวนมาก โดยเฉพาะรายการเรื่องเล่าเช้านี้ มีผู้ชมมากถึง 50% และอีก 30% พบว่า ประชากรไทยเลือกชมรายการข่าวสามมิติ
“สำหรับมีเดียมอนิเตอร์ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังสื่อ ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสื่อมวลชนโดยตรง เราทำการศึกษาสื่อทุกแขนงในการส่งสารออกสู่ประชาชน ในกรณีของรายการเล่าข่าวก็เช่นกัน จากการศึกษาพบว่าพิธีกรใช้ภาษาที่ตลก ขำขัน มีการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว รวมทั้งใช้ภาษาที่ชี้นำความคิดอีกด้วย” ธาม อธิบาย
นอกจากนี้ยังพบว่า จุดเด่นของรายการเล่าข่าวคือ การให้ผู้ชมมีส่วนร่วมด้วยการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ มายังรายการเล่าข่าวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าว เล่นเกมชิงรางวัล แจ้งข่าวสาร หรือเพื่อสื่อสารกับบุคคลอื่นก็ตาม
ธาม ยังเล่าถึงข้อดี ข้อเสีย ของรายการเล่าข่าวว่า รายการเล่าข่าวมีข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สามารถกระตุ้นให้ประชาชนหันมาบริโภคข่าวสารกันมากขึ้น ข่าวถูกย่อยให้เข้าใจได้ง่าย และมีความสนุกสนานในการรับชม มีคุณค่าในแง่การสร้างสีสันให้สังคม เน้นการเล่าเรื่องที่เร้าอารมณ์ผู้ชม ประกอบกับส่งผลดีต่อฝ่ายผลิตรายการด้วย เพราะทำงานง่ายขึ้น ต้นทุนถูก สะดวก อีกทั้งได้กำไรสูง
แต่เมื่อมองอีกมุมกลับพบว่ารายการเล่าข่าวนี้กระทบต่อวงการวารสารศาสตร์ เนื่องจาก รายการเล่าข่าวเป็นการผลิตซ้ำข้อมูลจากหนังสือพิมพ์อีกทอดหนึ่ง นั่นส่งผลเสียไปถึงผู้ชม เพราะทำให้ผู้ชมได้รับข่าวสารที่ล่าช้า ไม่ทันเหตุการณ์ และทำให้ความหลากหลายทางข้อมูลขาดหายไป
รวมไปถึง ทำให้เกิด ‘ภาวะปรสิต’ ในระบบข้อมูลข่าวสาร ซึ่งหมายความว่า เกิดการสูบเลือดเนื้อของนักข่าวหนังสือพิมพ์ การจะได้มาซึ่งข่าวแต่ละชิ้นนั้น นักข่าวหนังสือพิมพ์ต้องแบกรับความเสี่ยง ทั้งในการลงพื้นที่และในทางจริยธรรม แต่นักข่าวโทรทัศน์กลับไม่ต้องแบกรับภาระเช่นนั้นเลย
ในขณะที่ ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่าหลักการทำงานในวิถีทางวารสารศาสตร์ ทำให้เรียนรู้ได้สองอย่าง คือ 1. ความเข้าใจในข่าวที่จะทำ 2. ความละเอียดลึกซึ้งต่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม
ก่อเขตชี้แจงว่า มีความจำเป็นที่นักวารสารศาสตร์จะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น การเขียนข่าวตามหลักทางวารสารที่ครบถ้วนนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องเรียนรู้ในบริบทของสังคมด้วย ตนมองว่านิสิตจบจากสาขาไหนไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ คุณสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้มากแค่ไหน
ด้าน อาจารย์พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์ อาจารย์สาขาการสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพิ่มเติมในประเด็นการเล่าข่าวและจรรยาบรรณนักข่าวว่าคนไทยไม่ได้อยู่กับวัฒนธรรมการอ่าน แต่อยู่กับวัฒนธรรมการเล่ามาตั้งแต่อดีต ดังนั้นการถ่ายทอดเรื่องราวใดก็ตาม ก็ต้องใช้วิธีการเล่าเพราะคนไทยคุ้นชินมาตั้งแต่เด็ก
สำหรับบทบาทของสื่อมวลชน อาจารย์พิษณุรักษ์เล่าต่อไปว่า การแข่งขันการเล่าข่าวทำให้เกิดสงครามพรีเซนเตอร์ที่ต้องสร้างความน่าสนใจของคนเล่าข่าวให้น่าสนใจ โดยบางครั้งอาจจะหลงลืมประเด็นที่เล่า เพราะมัวแต่สนใจลีลาของผู้เล่าคนนั้น
“อย่างข่าวข่มขืน ก็ใช้การเล่าเรื่องมาถ่ายทอดเหตุการณ์ จากข่าวธรรมดาก็ใส่อารมณ์ใส่ความคิดให้น่าตื่นเต้น บางครั้งข่าวก็ส่งผลเสียต่อเหยื่อความรุนแรงนั้น แต่เรื่องเล่าดีๆ ก็มี เช่น ในเหตุการณ์ สึนามิ ก่อให้เกิดความร่วมมือ ทำให้เรามองเห็นน้ำใจของคนไทยที่มาช่วยเหลือกัน ดังนั้น คนเราจะทำอะไรก็ต้องรู้ตัว ต้องรู้ว่าเล่าอะไรอยู่ มีผลกระทบต่อใครแค่ไหน” อาจารย์พิษณุรักษ์ กล่าว
ด้าน จำนงค์ นามมา นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาการสื่อสารมวลชน เอกวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แสดงความคิดเห็นต่อรายการเล่าข่าวว่า ผู้ประกาศในรายการเล่าข่าวมีลีลาการเล่าข่าวแตกต่างกันไป ตนเห็นว่าการที่ผู้ประกาศจะเล่าข่าวใดก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับโปรดิวเซอร์ของแต่ละรายการว่ามีจุดยืนของรายการอย่างไร เช่น ช่องทีวีไทย พบว่าผู้ประกาศจะพูดทีละประเด็น เมื่อพูดจบก็ตัดเข้าภาพข่าว จากนั้นจึงตัดมาผู้ประกาศอีกครั้ง
“คิดว่าขึ้นอยู่กับตัวผู้ประกาศข่าวด้วย เช่น คุณพิสิทธิ์ กีรติการกุล ผู้ประกาศข่าวช่อง7 ที่เขาพยายามจะปล่อยมุกตลก อย่างคำว่า ..ทำไปได้.. อย่างนี้เป็นต้น ก็ออกแนวตลกฝืด แต่นั่นก็เป็นบุคลิกส่วนตัวที่ทำให้ผู้ชมจำเขาได้” จำนงค์ แสดงความเห็น
Tags : รายการเล่าข่าว • ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ • พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์ • ธาม เชื้อสถาปนศิริ
ความคิดเห็นที่ 6
replica breitling watches for sale , 3 สิงหาคม 2554 14:11
mens and ladies burberry designer luxury watches
ความคิดเห็นที่ 5
replica omega watches for sale , 30 กรกฎาคม 2554 15:13
comb Hairbrushes are a no-no too
ความคิดเห็นที่ 4
bedding , 29 กรกฎาคม 2554 13:07
celebrities The brand is famous for its its fine
ความคิดเห็นที่ 3
= = , 25 กันยายน 2552 16:20
***จะว่าไปนิสัยเสี่ยเหมือนพ่อกับแม่ที่บ้านผมเลยถือทิฐิตัวเองเป็นใหญ่เสียงความคิดจากหัวใจใกล้ๆไม่เคยฟังมีแต่จะกำหนดกฎเกณฑ์ให้เสียงที่หวังดีไม่มีอะไรไร้สิ้นทุกอย่างเพราะว่าทิฐิไม่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นใครเฮอเฮอ พี่สาวก็ไปสบายใจคน1แล้วตัวเองอยู่หมดโอกาสและโดนตัดโอกาสอีกภูมิใจจังหากมีโอกาสก็คงไม่อยู่เป็นภาระให้มั้งครับเริ่มพิมพ์เพี้ยนไปแนวนี้อีกล่ะไม่ไหวคงต้องไปไกลๆจากสถานที่นี้สักพักพอดีอยู่อย่างโดดเดียวก็เลยต้องทำใจล่วงหน้าเฮอเฮอ ระบบทิฐิเหมือนระบอบเผด็จการเลยอ่ะสู้ระบอบรับฟังความคิดเห็นไม่ได้มั้งครับที่อเมริกาผู้นำหรือธุรกิจต่างๆเขาจะใช้ผู้ที่เรียนมาหรือมีประสบการ์ณบริหารส่วนตัวเองนั่งนับเงินและหากรายได้และยอดไม่เป็นอย่างที่จ้างมาเขาก็ไล่ออกแค่นั้นเองเพราะให้โอกาสแต่ทำไม่ได้ก็ออกไปแนวนั้น แล้วทำไมผมถึงไม่มีโอกาสที่บ้านเลยฟะอนาทสุดๆเหมือนไร้ค่าพิกลแฮะอยู่เป็นภาระให้เขาลำบากไปด้วยจัง
ความคิดเห็นที่ 2
= = , 25 กันยายน 2552 16:13
***ถ้าสมัยนี่ค่ายข่าวไหนให้ข่าวเฮอร์หรือโกหกจนเกินเหตุพวกจับได้ก็หมดความนิยมอีกนั้นแหละทำให้จากการที่จะได้ผลประโยชน์กับสปอนร์เซอร์ที่หนุนค่ายข่าวให้ออกแนวหลอกลวงถ้าลูกค้าจับได้ว่าหลอกก็จะทำให้ไม่ดูหรือดูแล้วใช้ตรงกันข้ามดูอย่างข่าวต่างประเทศปีที่แล้วก็ได้ครับบทวิเคราะห์อ่ะพอดีพอจะมองออกเพราะออกวิเคราะห์มาให้เสียเงินและทำอะไรเสียหายเพื่อให้อีกส่วนได้กำไรหรือได้ผลประโยชน์ แต่หากเป็นคนซื่อหรือผู้ประกอบการอะไรที่ซื่อมากเกินเชื่ออะไรในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสผลออกมาก็คือขนเงินขนรายได้จากส่วนที่น่าจะมีหรือมีไปให้อีกส่วนโดยความซื่อนั่นเองหากนั่งดูดีดีปีที่แล้วมีเกี่ยวกับธุรกิจแนวไหนจะเอาเงินหรือทุนไปลงฝั่งตรงข้ามอย่างเดียวก็พอเพราะข่าวเกี่ยวกับผลประโยชร์มันออกผิดทุกข่าวเลยทำให้ไม่ต้องคิดมากที่จะลงเงินส่วนกตรงข้ามแต่สมัยนี้ไม่รู้จะเป็นอย่างไงตอนนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยฟังอะไรง่ายๆนอกจากผลที่ได้ของจริงมากกว่าเพราะคำแนะนำมันก็เคียงคู่กับผลประโยชน์แล้วจะแยกคำแนะนำเหล่านั้นตรงไหนว่าอันไหนจริงหรือไม่จริงถ้าคำแนะนำของคนที่ไม่ได้ผลประโยชน์หรือหวังดีอันนั้นค่อยน่าเชื่อหน่อยดูอย่างที่บ้านผมก็รู้ทิฐิข้อมูลที่เป็นจริงกับคำแนะนำพูดจนท้อแท้ยังไม่เคยฟังหรือพยายามจะสร้างโอกาสให้ตัวเองดันโดนทำลายโอกาสอีกเฮอเฮอแต่อันนี้ไม่น้อยใจภูมิใจแปลกๆหลอกตัวเองไปวันๆดีกว่าแต่ก็ยังเจอบอกให้ไปช่วยคนอื่นรวยก็เลยต้องลองมาบอกแนวใส่ในเว็ปดูเพราะถ้ามีพวกเพี้ยนๆมาเล่นหรือทำตามก็จะรวยเองแต่นั้นก็จะดีกับผมส่วน1ภูมิใจที่ยังมีคนเห็นความคิดเห็นที่เสนอยังมีประโยชน์เพราะที่บ้านใช้ระบบเดียวกับเสี่ยทักษินเลย ทิฐิข้าถูกข้าทำได้ข้าไม่ผิดเสมอ ความคิดเห็นอื่นๆหรือคำแนะนำคนอื่นผิดหมดฟังข้าผู้เดียวทำให้ผู้ที่มาแทนอย่างลูกพี่มาร์คที่เปลี่ยนแนวมารับฟังลูกน้องตัวเล็กๆถ้าเห็นว่าดีหรือพอจะเป็นไปได้ก็ทำและถ้าผลออกมาดีก็ดีร่วมด้วยกันเทียบระบบแล้วหากเสี่ยไร้เงินจะมีใครมาเดินหรือเห็นใจมั้งครับสู้ทำงานให้กับคนรับฟังเราให้โอกาสเราดีกว่าเพราะเจ้งก็เจ้งรวมดีก็ดีร่วมแต่ลูกน้องคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างไงก็รู้อยู่เลือกหาเอาเองหายากลูกน้องดีดี
ความคิดเห็นที่ 1
SA , 23 กันยายน 2552 19:08
คิดถึงรายการข่าวนั่งหลังตรงสมัยก่อน อ่านเสร็จจบ ไม่โน้มน้าวด้วยสีหน้า คำพูด หรือการแต่งตัวจนเกินเหตุ