กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 19 กันยายน 2552 00:01

อรุโณทัยแห่งโกศัยนคร

ภาพประกอบข่าว

คงมีไม่กี่เหตุผลที่ทำให้คนเราตกหลุมรักกลางคืน ความอ่อนโยน และฉ่ำเย็นของอุณหภูมิ ที่หักลบความร้อนแรงของกลางวันลงอย่างราบคาบ

คงมีไม่กี่เหตุผลที่ทำให้คนเราตกหลุมรักกลางคืน ความอ่อนโยน และฉ่ำเย็นของอุณหภูมิ ที่หักลบความร้อนแรงของกลางวันลงอย่างราบคาบ เสียงเงียบงันที่กล่อมใครต่อใครได้พบมุมสงบของชีวิตบ้าง ขณะที่อีกหลายคู่รักก็ใช้เวลากลางคืนเพื่อเติม "เชื้อใจ" ให้แก่กันและกัน

หรืออย่างน้อยกลางคืนก็ทำให้เรารู้ว่า ประดิษฐกรรมจากมันสมองมนุษย์อย่างไฟฟ้านั้น มีค่าและสวยงามขนาดไหน เมื่อได้ลองปั่นจักรยานเที่ยวใต้แสงสลัวของไฟรายทาง ไปตามถนนสายหลักที่ทอดตัวผ่านกลางใจเมืองอย่างนี้

"แพร่" นี้ได้แต่ใดมา

ถ้าเปิดบันทึกการ "แอ่วเหนือ" ขึ้นมากางดูกันทั่วๆ เรามักพบสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พากันแปะป้ายความทรงจำเอาไว้อย่างไม่รู้เบื่อ แต่สำหรับ "น้องเล็ก" ที่อยู่ท่ามกลางหมู่ "พี่ใหญ่" อย่างเมืองแพร่ นั้น นอกจากเรื่องราวของ "แพะเมืองผี" ในแบบเรียนสังคมศึกษาแล้ว ขาเที่ยวก็แทบไม่ได้ทำความรู้จักกับที่นี่เลย

อันที่จริง แพร่ เป็นเมืองเก่าอีกเมืองหนึ่งในดินแดนล้านนาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด และใครเป็นผู้สร้าง ด้วยความที่ไม่มีจารึกเป็นของตนเอง นอกจากปรากฏในตำนานพงศาวดารและจารึกของเมืองอื่นๆ บ้างเพียงเล็กน้อยอย่าง หลักฐานจากตำนานเมืองเหนือ พงศาวดารโยนก และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

จากการปะติดปะต่อของข้อมูลที่ปรากฏทำให้มีข้อสันนิษฐานว่า เมืองแพร่น่าจะสร้างยุคเดียวกันกับกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา น่าน ซึ่งบ้านเมืองของเมืองแพร่ ในยุคนั้นคงไม่กว้างขวางและมีผู้คนมากมายเหมือนปัจจุบัน มีชื่อบ้านนามเมืองแบบเต็มๆ ว่า "โกเสยฺยธชฺชพลวิชยแพร่แก้วเมืองมุร" (ตามจารึกแผ่นหินภาษาล้านนาของวัดมหาโพธิ์ อำเมือง จังหวัดแพร่ ที่จารึกในสมัย ร.3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)

และด้วยความเป็นเมืองเก่านี่เองทำให้ แพร่ เป็นอีกจังหวัดที่ "ขึ้นชื่อ" ไม่น้อยหน้าใคร ตามตำนานเมืองเหนือฉบับใบลาน ระบุว่า ปีพ.ศ. 1371 พญาพล, พญาพละ หรือขุนหลวงพล ได้อพยพผู้คนส่วนหนึ่งลงมาจากเมืองเชียงแสนไชยบุรี เวียงพางคำ ลงมาทางใต้ สร้างเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม เรียกว่า "เมืองพล" หรือ "พละนคร" ตามชื่อของพญาพลผู้สร้างเมืองอันถือเป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองแพร่ ซึ่งในปัจจุบัน พลนคร ก็ยังมีปรากฏเป็นชื่อวิหารในวัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง ซึ่งวัดหลวงเป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ เป็นวัดที่เจ้าเมืองแพร่ให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอดจนหมดยุคเจ้าเมือง

ต่อมาสมัยขอมเรืองอำนาจ ราว พ.ศ.1470 - 1540 ตามพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนนั้นเมืองพลก็ได้ถึงคราวเปลี่ยนชื่อแปลงนามอีกครั้ง เมื่อพระนางจามเทวีได้แผ่อำนาจเข้าครอบครองดินแดนในเขตล้านนา และได้เปลี่ยนชื่อเมืองในเขตล้านนาเป็นภาษาเขมร เช่น ลำพูนเป็น หริภุญไชย น่านเป็นนันทบุรี เมืองแพร่ในยุคนี้จึงเป็นที่รู้จักในนาม "นครโกศัย" "โกศัยนคร" หรือ "เวียงโกศัย" ซึ่งมีความหมายว่า ผ้าแพร นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังปรากฏในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชด้านที่ 4 เรียกเมืองนี้ว่า เมืองแพล อีกด้วย สำหรับ เมืองแพร่ นั้นเป็นชื่อที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ใช้เรียกเมืองแพลโดยกลายเสียงเป็นแพรหรือเมืองแป้ อันหมายถึงเมืองแห่งชัยชนะ (แป้  คือ  ชนะ) แล้วจึงกลายเสียงมาเป็น แพร่ ตามภาษาของภาคกลางเมื่อมีพระราชบัญญัติการปกครองท้องถิ่น  ร.ศ.116 (พ.ศ.2441) และใช้เรียกกันจนทุกวันนี้
 
ทอดน่องท่อง "เวียงโกศัย"

ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงเรียงนามที่ทำให้แพร่ดูสนุกและน่าติดตามเท่านั้น ดังวลีของกวีที่ว่า "ท่ามกลางขุมเขาย่อมมีไม้งามซ่อนอยู่ให้ค้นหามิรู้จบ" สภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนไปไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ คล้ายดังเอื้องเหนือตามแบบฉบับล้านนาแท้ที่ยังไม่โดนคมมีดของการท่องเที่ยวกรีดเนื้อเฉือนผ้าให้เว้าแหว่ง หาสเปรย์มาแต่งผมย้อมสีเพื่อให้ถูกใจบรรดานักเที่ยวจากเมืองใหญ่ เหมือนเพื่อนๆ ของเธอที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้

แม้ลวดลายสลักตามแบบฉบับล้านนาที่เห็นได้ทั่วไปจะไม่ค่อยเป็นของแปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับเมืองเหนือ แต่บ้านเก่าประเภท "เก่าจริง" อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี เรียงรายกระจัดกระจายตามมุมต่างๆ ในตัวเมือง แซมวัดวาอารามที่มีมาแต่ดั้งเดิม บวกอากาศดีๆ กับจักรยานสักคัน (หรือแถมมือนิ่มๆ ของคนรู้ใจด้วยก็ไม่ผิดกติกา) เท่านี้ ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้เมืองแพร่น่า "ร่อน" ขึ้นอีกเป็นไหนๆ

อากาศได้ เพื่อนร่วมทริปได้ พาหนะสองล้อถีบก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะนโยบายของเทศบาลเมืองแพร่ที่ขานรับการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองไทยเขามีบริการให้ยืมจักรยานฟรี แค่เอาบัตรประชาชนไปแลกที่หน้าเทศบาลเมืองก็สามารถนำจักรยานมาปั่นไปไหนมาไหนได้อย่างสะใจ 1 วันเต็ม ส่วนจะเลือกโปรแกรมย่ำรุ่ง หรือย่ำค่ำก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน

ด้วยความที่ผังเมืองเก่าค่อนข้างถูกจัดวางอย่างกะทัดรัด ทำให้ถนนหนทางค่อนข้างที่จะเชื่อมถึงกันหมด ถึงแม้จะเป็นนักปั่นมือใหม่ก็สามารถเที่ยวในรัศมี 2 กิโลเมตร รอบ กำแพงคูเมืองเก่า ได้สบาย พอให้เสียเหงื่อบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

ในตอนเช้านอกจากอากาศบริสุทธิ์และบรรยากาศบ้านเมืองเพิ่งตื่นนอนแล้ว ที่ กาดหมั้วเทศบาลเมียงแป้ จะพบกับความคึกคักของผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของ เสียงต่อรองราคาไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เซ็งแซ่ไปพร้อมๆ การเดินทางเข้าสู่วันใหม่ ทั้งของคาวหวาน หรือถ้าอยากหามื้อเช้าเป็นเรื่องเป็นราวก็เดินข้ามฝั่งถนนไปยังแผงร้านข้าวได้ทันที ตลาดนอกจากจะเป็นจุดนับพบของชุมชนแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนวิถีท้องถิ่นให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้อย่างชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง

กลิ่นข้าวอวลอบในมือเล็กๆ ของใครคนหนึ่งที่กำลังประนบขึ้นเหนือศีรษะ ขณะรอหน่อเนื้อนาบุญน้อยๆ ค่อยเยื้องย่างเรียงรายมาตามถนนอีกด้าน ความงามของศรัทธาชนไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ล้วนเป็นความงามด้วยกันแทบทั้งนั้น หลังน้ำเปล่าขวดขนาดพอสองมือสามเณร เสียงประสานพรสำเนียงเหนือก็ดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน ทำเอาคนแปลกหน้าบางคนอดใจไม่ไหวต้องหยิบกล้องขึ้นมาชักภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ห่างจากผู้คนไปทางวงเวียนกลางเทศบาลเมืองก็จะถึง คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ อาคารทรงอิตาเลียนเก่าแก่ที่พำนักของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย ก่อนที่จะมีการก่อกบฏเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ให้ผู้ที่ชื่นชอบศิลปกรรมกึ่งคลาสสิกได้ชมอย่างจุใจ

อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2435 เป็นแบบยุโรปประยุกต์หลังคาสูงทรงปันหยา 2 ชั้น มีลวดลายเถาไม้แกะสลักประดับตามส่วนต่างๆ ของตัวบ้าน อาทิ หน้าจั่ว ช่องลม ประตู หน้าต่าง ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนทั้ง 2 ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อนเป็นไม้เนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง ภายในบ้านตกแต่งด้วยสิ่งของเครื่องใช้เก่าแก่และภาพถ่ายที่หายากของเมืองแพร่

ภายใต้อาคารคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่หลังนี้ยังเคยใช้เป็นที่คุมขังทาส และนักโทษในอดีต มีสภาพเป็นเหมือนห้องใต้ดินขนาดใหญ่แบ่งเป็นห้อง ลึก 2 ชั้น มีพื้นที่โล่งด้านหน้าสำหรับควบคุมตรวจตราบรรดานักโทษ ห้องด้านหน้าด่านแรกแยกเป็น 3 ห้องเรียงกัน โดยมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการลงโทษในสมัยนั้นไว้ให้ชมด้วย

"มีผีไหมนะ" เสียงใครบางคนถามขึ้น ...แต่เหมือนรู้กัน คำตอบที่ได้จึงกลายเป็นรอยยิ้มเจื่อนๆ จากเพื่อนร่วมทาง 

ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากคุ้มเจ้าหลวงฯ ก็คือ บ้านวงศ์บุรี บ้านไม้สักศิลปะทรงขนมปังขิง (ยุโรปประยุกต์) ซึ่งสร้างหลังคุ้มเจ้าหลวง 5 ปี เจ้าของบ้านคือเจ้าแม่บัวถา ฉายาองค์แรกของเจ้าหลวงผู้ครองนครเมืองแพร่ ก่อนกลายเป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลานมาถึง 5 รุ่น ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมข้าวของเครื่องใช้โบราณสมัย ร.5 ทั้งข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน และเอกสารสำคัญอย่างหนังสือค้าทาส หนังสือสัญญาในสมัยนั้น ก็ยังมีให้เห็นอยู่

ทอดใจตามรอยธรรม

ไม่เฉพาะความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมในแง่การดำรงชีวิตของชาวเมืองแพร่เท่านั้น ในด้านการสืบสานสายธารแห่งธรรมก็เป็นเครื่องยืนยันถึงขนบประเพณีอันดีงามในอดีตของบรรพบุรุษได้เป็นอย่างดี พอๆ กับการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็น "คนเมือง" ผ่านงานศิลปกรรมบนศาสนสถานของพวกเขา

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร พระอารามหลวงเก่าแก่ ตั้งอยู่ใกล้ศาลากลางจังหวัดแพร่ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2498 โดยรวมวัดโบราณ 2 แห่งเข้าด้วยกัน คือ วัดพระบาท และวัดมิ่งเมือง ปัจจุบันวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด พระเจดีย์มิ่งเมือง ซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่ และรอยพระพุทธบาทจำลอง

ถัดไปด้านฝั่งอาคารเรียนพระปริยัติธรรม ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณ ทั้งของล้านนาและพม่าเอาไว้ให้ชมอย่างจุใจ โดยมี พระคัมภีร์โบราณ อายุ 130 ปี ที่ปักด้วยไหมเป็นอักขระภาษาล้านนาหนึ่งเดียวในประเทศไทย สร้างถวายโดยเจ้าแม่บัวไหล พระมเหสีของเจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงค์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย เมื่อปี จ.ศ.1235 (พ.ศ.2416) นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของมูลนิธิยาขอบอนุสรณ์เพื่อระลึกถึง ยาขอบหรือนายโชติ แพร่พันธุ์ นักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้วซึ่งเป็นทายาทเจ้าเมืองแพร่คนสุดท้าย อีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจศิลปะแบบพุกามต้องแวะไปที่ วัดจอมสวรรค์ ซึ่งสันนิษฐานว่าชนกลุ่มม่านหรือไทยใหญ่ (เงี้ยว) เป็นผู้สร้างมาก่อน แต่สร้างตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน คาดกันว่ามีอายุไม่น้อยกว่าร้อยปี แต่ถ้าต้องการความสงบก็ต้องตรงไปที่ วัดสะแล่ง ที่อยู่ห่างตัวเมืองไปราว 1 ชั่วโมง บรรยากาศที่ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ยิ่งเพิ่มความเข้มขลังให้กับโบราณสถานทั้งพระธาตุขะอูบคำ ซุ้มสิงห์จามเทวี ชุ้มพระสามพี่น้อง ลานไม้กลายเป็นหิน รวมถึงพระอุโบสถเก่า เหมาะกับการปลีกจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่มาให้ร่มพระศาสนาเป็นที่พึ่งพิงทางใจเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าตระเวนทั่วเมืองแพร่แล้วยังไม่หนำใจ แดดร่มลมตกเมื่อไหร่ก็ควงจักรยาน (บวกคนรู้ใจ) ออกไปร่อนยลราตรีของที่นี่ได้เหมือนกัน ถึงจะเป็นเส้นทางเดิม แต่ความแตกต่างระหว่างหัวรุ่ง กับย่ำค่ำนั้นออกจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน

เมื่อแสงแรกของวันพาความคึกคักของชีวิตมาเยือน แสงสุดท้ายของวันก็พลันหอบเอาความเงียบสงบมาฝากด้วย ภาพความพลุกพล่านของผู้คนถูกทดแทนด้วยแสงไฟ และเงากลางคืน ถนนเส้นกาดหมั้วในตอนเช้ากลายเป็นย่านร้านอาหารโต้รุ่ง โดยบรรดาพ่อค้าแม่ขายจะมาตั้งร้านรวงกันตั้งแต่ 5 โมงเย็น และเริ่มทยอยเก็บข้าวของกันตอน 4-5 ทุ่ม

ถนนในเมืองแพร่ตอนกลางคืนจึงคล้ายกับลานเด็กเล่นสำหรับจักรยานที่พากันเอ้อระเหยไปตามทาง ไม่รู้ว่าฉ่ำใจหรือครื้นเครงมาจากไหน สาวเจ้าจึงควบจักรยานฉวัดเฉวียนไปมาอย่างไม่พะวงว่าจะมีรถสวนมาหรือเปล่า 

"อยากทำอย่างนี้มานานแล้วล่ะ" เธอให้คำตอบพร้อมรอยยิ้มหลังได้ยินเสียงเตือนแว่วมาให้ปั่นระวังๆ บ้าง

โครม!!! ตึง!!! เสียงดังจนผู้คนในละแวกนั้นต่างต้องพากันหันมอง เพราะจู่ๆ สาวเจ้าก็ลงไปนอน "วัดพื้น" ถนน พร้อมจักรยานเอาดื้อๆ

"เป็นไงล่ะ ได้ของฝากเป็นทางเลยคราวนี้" เจ้าของคำเตือนส่ายหน้า

  • การเดินทาง

จังหวัดแพร่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 555 กิโลเมตรสามารถเดินทางไปได้โดยทางรถยนต์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 11 ที่ อ. ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ผ่าน จ.พิจิตร พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ก่อนเข้าตัวเมืองแพร่ สำหรับทางรถไฟให้ไปลงที่สถานีเด่นชัยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-10 ชั่วโมง (สอบถามรายละเอียดโทร. 0-5461-3260) 

ส่วนรถโดยสารประจำทางนั้นมีทั้งรถธรรมดาและปรับอากาศบริการทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีเดินรถสายเหนือ หมอชิต 2 โทร.0-2 936-2852-66 บริษัท ขนส่ง จำกัด จังหวัดแพร่ โทร. (055) 511-276 หรือ www.transport.co.th

Tags : โกศัยนคร แพร่

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ขอเมตตาแก้ข้อความว่า วัดพระบาทสร้างขึ้น ปี พ.ศ.๒๔๙๘ ไม่ใช่ พ.ศ.๒๔๙๘ นั้น วัดพระบาทมิ่งเมือง ได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้น ตรี ชนิด วรวิหาร ไม่ปรากฎหลักฐานการสร้าง แต่สันนิฐานตามบันทึกของเจ้าเมืองแพร่ในอดีต ประมาณ ๖๐๐ กว่าปี เดิมมี ๒ วัด คือวัดมิ่งเมือง และ วัดไชยอารามพระบาท ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ได้รวมวัดทั้ง ๒ เข้าด้วยกันชื่อ วัดพระบาทมิ่งเมือง และได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร จึงได้นามใหม่ว่า วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร มาจนถึงปัจจุบัน ขอเจริญพรเมตตาเจ้าของเว็ปช่วยเปลี่ยนและประชาสัมพันธ์ให้วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหารด้วย จักเป็นพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ขอเจริญพร

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement