กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 11 กันยายน 2552 00:01

ถอดแว่น GTH กับ วิสูตร พูลวรลักษณ์

ถึงจะเป็นแว่นตาเหมือนๆ กัน แต่ละคนยังเลือกกรอบแว่นที่แตกต่าง ยังไม่นับขาแว่น วันนี้ ลองมาถอดแว่นผู้บริหาร GTH ..วิสูตร พูลวรลักษณ์

แม้จะเป็น "แว่นตา" เหมือนกัน ทว่า แต่ละคนก็ยังเลือก "กรอบแว่น" แตกต่างกันไป นี่ยังไม่นับเรื่อง "ขาแว่น" และหากแม้มีแว่นตาแต่ละอันแล้ว คนใส่แว่นก็ยังมี "สายตา" ไม่เหมือนกันอีก "จุดประกาย" เคยถอดแว่นมาแล้วหลายความคิด วันนี้ถึงคิว "ถอดแว่น" จากใบหน้าของผู้ชายคนนี้

วิสูตร พูลวรลักษณ์

@ในฐานะนักการตลาด ถ้า "5 แพร่ง" ได้เงินกับไม่ได้เงิน GTH จะมีวิธีคิดเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างกับ "หนังผี" ?

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ถ้า 5 แพร่ง จะได้เงินหรือไม่ได้เงินนั้น จะไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับตัวผมในส่วนของการกำกับ เพราะผมรู้สึกว่าในหนึ่งแพร่งของผมที่มีอยู่ในหนัง ไม่ได้มีน้ำหนักอะไรมากมายในหนัง แต่ในคำถามนี้ ผมจะตอบว่า ถ้าเกิดหนังได้ตังค์ โอเค แสดงว่าคนดูยังชอบอยู่ แต่ถ้าไม่ได้ตังค์ ผมจะมองในส่วนของโปรดิวเซอร์แล้วว่า เอ๊ะ คนดูไม่เอาแล้วเหรอ เกิดอะไรขึ้นกับหนังที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังภาคต่อ หรือคนไทยเริ่มเบื่อหนังผี ..หรือว่าหนังผีมันออกมามากเกินไป อะไรแบบนี้

@ถ้าได้เงินล่ะ จะสะท้อนอะไรต่อแนวคิดเดิม

มันก็แปลว่า สิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับรสนิยมคนดู มันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ คนไทยยังชอบอะไรที่เสพง่ายๆ ไม่ยากเกินไป ไม่ต้องปีนกระไดดู คือถ้าดูหนังผีก็ต้องเป็นหนังผี ให้ความรู้สึกกลัว ลุ้นตื่นเต้นไปกับมันได้ ถ้าหนังทำให้คนดูรู้สึกแบบนั้นได้ เขาก็คงสนุกกับมันได้

@"บุปผาราตรี" พยายามจะเป็นหนังแฟรนไชส์ แล้ว "5 แพร่ง" จะแข็งแรงพอที่จะเป็นหนังแฟรนไชส์ได้มั้ย

จริงๆ เดิมที เราไม่ได้มีแนวคิดแบบนี้มาตั้งแต่ต้นนะ นี่เป็นเรื่องบังเอิญที่ว่า พอยิ่งนานวัน มันยิ่งมีกลุ่มลูกค้าของเรา ที่เพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ จนตอนนี้เวลาเราทำหนังผี เราไม่ได้ทำแค่ประเทศไทยดู แต่ทำให้คนทั่วโลกดู เหมือนเราชัตเตอร์ ทำบอดี้ ทำแฝด และมา 4 แพร่ง จนถึง 5 แพร่ง คือ 4-5 เรื่องที่มันเรียงมาตลอดนี่ย มันสะสมแฟนๆ หนังผีจากทั่วโลก ทีนี้ถามว่า 5 แพร่งจะเป็นหนังแฟรนไชส์ได้มั้ย ขอตอบว่า มันอาจจะนะ

@งั้นประเด็นนี้น่าสนใจแล้ว คุณบอกว่า หนังผีของ GTH มีแฟนๆ แสดงว่า..

ผมอยากจะพูดว่า 5 แพร่งเนี่ยไม่ใช่คนไทยเรียกร้อง แต่เป็นต่างประเทศเรียกร้อง อยากดู ฝรั่งเขามีความเชื่อว่า คนเอเชียคนไทยทำหนังผีเก่ง อย่างหนังแฝด ไปทำเงินในเม็กซิโกเกือบ 100 ล้านบาท อย่าง "วิญญาณอาฆาตฯ" ทำเงินมากในไต้หวัน เราก็เลยคิดว่าเอ๊ะ จะทำอย่างไรดี เราก็ไปปรึกษาอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็แนะนำว่าคุณทำ 4 แพร่ง 2  ได้นะ แต่ควรจะเป็น 5 แพร่ง ถามว่าทำไมต้อง 5 แพร่ง เขาบอกว่าปีนี้เลขมัน 5 มันแรง ! แล้วบอกว่า ต้องฉายวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 (หัวเราะชอบใจ)

@แล้วแบบนี้ในอนาคตจะมีถึง 118 แพร่งมั้ย

ไม่นะ ผมว่าเรากลับไปหา 3 แพร่ง (หัวเราะ) เพราะมันคือตัวจริงของเรื่องแบบนี้

@ถ้าตระกูลหนังผีของไทยเป็นแฟรนไชส์ได้ มันจะขยายสินค้าต่อเป็น merchandise ได้เหมือนหนังผีเมืองนอกมั้ย

ไม่ได้ครับ (ตอบทันที) ของเราไม่ได้ชัดเจนแบบ "เจสัน"

@แต่ถ้าเป็นสตรีเหล็ก 2 หรือ องค์บาก หนังไทยเราเป็น merchandise ได้ไหม 

ในส่วนของสตรีเหล็ก 2  ตอนนั้นเราไปจับมือกับพิซซ่าฮัท ก็เลยเกิดอะไรคล้ายๆ แบบ happy meal ของแมคโดนัลด์ หนังสตรีเหล็กมันใช้แนวคิดแบบนั้น

@คนอื่นเขากำกับหนังอยู่นานแล้วค่อยได้รางวัล lifetime achievement แต่คุณได้รับรางวัลก่อน แล้วค่อยมากำกับหนัง 

(เขาหัวเราะดังที่สุดและนานที่สุดในทุกคำถาม) คือผมอยากจะบอกว่า lifetime achievement เนี่ย เป็นการยกย่องผมเกินไป ผมยังบอกเลยว่า รางวัลนี้แปลว่าอะไรรู้หรือเปล่า แปลว่าเขาเชิญให้ออกจากวงการ (หัวเราะ) ..เพราะว่ารางวัลนี้ถ้าไม่ใช่ผู้อาวุโสไปแล้ว ก็คือเขาจะให้คนก่อนตาย ตอนได้รางวัลนี้ คุณนคร วีระประวัติ (ประธานชมรมวิจารณ์บันเทิง) แกยังโทรมากล่อมผม แกบอกว่าวันนั้น (วันจัดงาน) ว่างมั้ย จะเชิญมางานของชมรมวิจารณ์ฯ แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เชิญมาร่วมงาน แต่จะเชิญมารับงานตัวนี้ แล้วแกก็เล่าว่ามีการเสนอชื่อทางเราไป และทางคณะกรรมการของชมรมนักวิจารณ์ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์  คุณเต็มใจรับเถอะ ทางชมรมฯ เขาเต็มใจให้

@บริหารค่ายหนัง วันหนึ่งมากำกับหนัง เหนื่อยหรือเข็ดมั้ย มันยากสำหรับคุณไหม

ยากง่ายนี่ไม่ค่อยรู้สึกนะ มีทีมงานดี แต่มันชุลมุนน่ะ ถ่าย 6 โมงเช้าเลิกตี 2 แบบนี้อยู่ 2-3 วัน เพราะว่าช็อตมันเยอะมาก 141 ช็อต

@สังคมเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน..โซนี่ กับ ฟอกซ์ เปลี่ยนโมเดลธุรกิจไป GTH มีแผนจะเปลี่ยนโมเดลบ้างมั้ย

เราจะเปลี่ยนโมเดลมั้ย (พูดพลางคิด) GTH เราไม่มีสเกลที่ใหญ่แบบนั้น

@ถ้ามองแบบ standard ค่ายหนังไทยล่ะ

พูดตามตรง เท่าที่ผ่านมาเราก็ไม่ใหญ่โตอะไรมาก หนังที่จะทำต่อปีก็ราวๆ 5-6 เรื่อง GTH เป็นสตูดิโอกลางๆ มีหนังประมาณหนึ่ง คือช่วงเวลาที่ผ่านมา มีสตูดิโอหนังบางแห่งอาจจะบอกว่า จะลดการผลิตหนังเพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ GTH จะไม่ลด เพราะเราก็ไม่ได้ทำใหญ่ เพียงแต่เราจะดูแลให้มาก รัดกุมในการทำหนังมากขึ้น พิถีพิถันมากขึ้นในการอนุมัติแต่ละโปรเจค  เรื่องการไฟเขียวการทำหนังอาจจะยากขึ้น แต่ผมไม่คิดว่าเราจะลดต้นทุนในการผลิตหนังมากไปกว่านี้นะ 

@หมายความว่าในแง่ของเงินทุนต่อเรื่อง คุณมองว่า 20-30 ล้านบาทคือต้นทุนที่ไม่ควรลดลงไปอีกแล้ว

ใช่ๆ ผมค่อนข้างเชื่อว่า ตัวเลขการทำหนังไม่ควรต่ำไปกว่านี้แล้ว เพราะมันจะทำให้หนังไม่มีคุณภาพดีเท่าที่ควร

@แล้วมันมีมั้ยว่า แต่ละปีเรามีสูตร ดราม่า 30 % หนังสยองขวัญ 40 % หนังรักอีก 30 %

ไม่มีครับ เพราะว่าที่ GTH เราทำหนังอยู่ไม่กี่แนว ไม่รักก็ตลก ไม่ตลกก็หนังผี คือมีอยู่ 3 แนว หนังที่เราอยากทำและยังไม่ได้ทำก็คือ แอคชั่น และหนังที่เราไม่ชอบทำก็คือหนังขายเซ็กซ์

@ในส่วนของแอคชั่นนั้น ทำไม ?

ไม่มีนักแสดงที่เรารู้สึกว่าเก่งพอ

@การมาถึงของ โทนี จา ทำให้ taste และมุมมองของการดูหนังแอคชั่นแบบไทย เปลี่ยนไปด้วยมั้ย หมายความว่า มันต้องยากขึ้น เจ๋งกว่านั้นไปอีก

ใช่ เพราะมันหมายถึงการไป set หนังแอคชั่นไว้ในอีก standard หนึ่ง มันเหมือนยุคหนึ่งที่ฮ่องกงมี บรูซ ลี พอใครมาเลียนแบบเขาแล้วเป็นไม่ได้ คนก็จะไม่รับ ไม่เชื่อถือ

@แล้วเฉินหลงล่ะ ซึ่งมี humour เยอะ มันทดแทนได้แค่ไหน

ผมว่าเฉินหลงเขาฉลาด เขามีสองอย่างที่ บรูซ ลี ไม่มี หนึ่ง เขามีลูก comedy ที่ บรูซ ลี ไม่มี และสอง เขามีลูกเสี่ยงตายมาก และคนดูชอบ มันเลยกลายเป็นจุดแข็งของเขา  มันได้กลายเป็น selling point ของเขาที่แข็งแรงมาตั้งแต่เอไกหว่า

@10 ปีที่แล้ว คุณบอกกับผมที่สยามดิสคัฟเวอรี่ว่า ตอนนั้นมีหนัง 4 แบบที่ทำแล้วได้เงินคือ "สัตว์ เซ็กซ์ กะเทย ผี" 5 ปีที่ต่อมา คุณบอกผมที่พารากอนว่า เหลือแค่ ผีกับสัตว์ประหลาด และตอนนี้คุณจะบอกอะไรไหม

ตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน สัตว์ประหลาดกับผีเป็นหนังที่ขายดีในต่างประเทศ แอคชั่นด้วยนะ อย่าลืมว่ามีแฟนหนังกังฟูมีเยอะทั่วโลก

@หนังบางค่ายบอกว่า ต้องทำหนังปีต่อปีแล้วดูอีกที นั่นเป็น surviving มากกว่า living ทีนี้ GTH ล่ะ living หรือ surviving ? คือกำลังกระเสือกกระสน หรือมีชีวิตอยู่สบายดี

ในฐานะของผู้บริหาร ผมไม่เคยบอกตัวเองหรือมองตัวเองว่าอยู่ในฐานะของ surviving เพราะถ้าผมมองแบบนั้น แสดงว่าเตรียมช้อยปิดฉากแล้ว พนักงานเตรียมลาออกไปหางานใหม่ได้แล้ว สิ่งที่ผมคิดอยู่ตลอดเวลาคือ ทำยังไง จึงจะทำให้การทำหนัง มันเป็นอาชีพได้ ทำให้พนักงาน 65 คนอยู่ได้ มีเงินเดือน มีโบนัส และผมคิดว่าเราไม่ต้องรีบร้อน เพราะว่า 65 คนนี้ ครอบคลุมในสิ่งที่ GTH อยากมีแล้ว ทีนี้หน้าที่ผมคือ ทำอย่างไรทำให้คน 65 คนนี้ทำงานและแฮปปี้ รักงาน สนุกกับงาน อยู่ได้ด้วยรายได้ ฉะนั้น ไม่ใช่ surviving แต่ต้อง living

@คุณบอกว่า ทำอย่างไรที่การทำหนังจะกลายเป็น "อาชีพ" ได้ แต่ไม่นานมานี้ เป็นเอก รัตนเรือง บอกกับผมที่สตาร์ บัคส์ ทองหล่อ ว่าหนังไทยเป็นอุตสาหกรรมลำบาก

อืมม์..มันเป็นส่วนที่จริงและไม่จริง

@ยังไง..

ผมว่ามันยาก แต่ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่ลำบาก

@แล้วหนังไทยในยุค facebook twitter มันยากขึ้นมั้ย

มันยากขึ้นในเชิงแข่งขัน  แต่มันไม่ยากขึ้นในเชิงว่า...

@สร้าง product ?

ใช่ 

@การทำลายรายได้หนังทุกเรื่องอย่างราบคาบของ transformer 2 ซึ่งก็ถูกนักวิจารณ์ทั่วโลกบ่นว่าไม่ค่อยมีคุณภาพ การมาถึงของมัน สะท้อนอะไรต่อคุณ

โอ้โห เรื่องนี้มันก็เข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าหนังภาค 2 อย่างเต็มตัวเลยนะ ทุกอย่างต้องมากกว่า เยอะกว่า เป็น speed and more ไง หุ่นมีตั้งหลายสิบตัว เยอะจนตาลาย และเร็วมาก จนดูไม่รู้เรื่องเลย มีแต่หุ่นเต็มไปหมด คือตัวหนังมันใช้ศักยภาพของหนังภาคต่ออย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมความเป็นหนัง 100 ล้านของทุกวันนี้ ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนะ เพราะว่า 100 ล้านของวันนี้ กับ 100 ล้านของอดีตนั้น ของอดีตเป็นตัวจริงกว่า อย่าลืมว่าตอนนั้นไม่มีมัลติเพล็กซ์รองรับ ที่ตอนนี้คุณสามารถเดินเข้าโรงได้ทุกๆ 15 นาทีต่อ 1 รอบ หนังตอนนั้นเปิดตัว 4-5 ล้าน ไปถึง 100 ล้านได้ถ้าดีจริง พูดกันปากต่อปาก แต่ตอนนี้คุณเปิดตัวหนัง 10 กว่าล้านในตอนแรก ก็อาจจะได้เท่านั้น

@พูดเรื่องรายได้ ถึงตอนนี้สูตร "รายได้วันแรก" คูณ "10" จะเป็นรายได้หนัง ยังใช้ได้มั้ย

ผมว่าไม่แน่เสมอไป ตอนนี้พอพ้น 4 วัน วันที่ 5 สัปดาห์ใหม่ รายได้หล่นปุ๊งหายไปแล้ว

@มีสูตรใหม่การคิดมาแทนมั้ย

อีกสูตรคือ 4 วันแรกคูณ 2.5 นั่นคือรายได้

@นั่นคือรายได้กับสูตรที่ใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง ทีนี้เมื่อลองมองดูภาพรวมของหนังทั้งอุตสาหกรรมนั้น 80 % หนังเจ๊ง คุณมองความจริงเหล่านี้ด้วยสายตาอย่างไร

เออ..ผมอยากจะตอบว่าอย่างนี้ การที่หนัง 80 % ขาดทุนทุกปีนั้น เป็นภาวะทั่วโลกเลยนะ ที่ฮอลลีวู้ดก็ใช่ เขาเรียกสูตร 80 ต่อ 20 ที่อเมริกา หนัง 80 % ก็ขาดทุน หรืออาจจะมีบ้างที่เสมอตัว ส่วนที่ไหนละ ที่เกาหลีในปีที่ผ่านมา หนังของเขา 80 % ก็ขาดทุน ตอนนี้หนังทั้งโลกเหมือนกันหมดด้วยตัวเลขแบบนี้ ไม่นานมานี้ ผมเพิ่งคุยกับโปรดิวเซอร์หนังของเกาหลี เขาบอกว่า เฮ้ย การที่หนังของประเทศยู 80 % ไม่ได้เงินนั้น เป็นเรื่องปรกติ ของเกาหลีบ้านเขาหนักกว่าเราอีก ปีหนึ่ง ทำหนัง 120 เรื่อง และ 80 กว่าเรื่องไม่ได้เงิน ผมรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ขณะที่สมัยก่อน หนังได้ 100 ล้านบาท มีเกือบทุกสัปดาห์

@เฮนรี่ ทราน เคยให้สัมภาษณ์ผมว่า เดี๋ยวนี้แค่ 30 ล้านบาทต่อเรื่องก็เหนื่อยแล้ว (หมายถึงหนังฝรั่ง)

ใช่ๆ มันเป็นแบบนั้น

@ในยุคฝืดเคือง ธนาคารต้องหาประกัน ประกันต้องหาเงินทางอ้อม สิ่งพิมพ์หลายรายต้องหารายได้เพิ่มจากกิจกรรม แล้วค่ายหนังต้องหาอะไรแบบนี้มั้ย

เราหา partnership หาสปอนเซอร์ และเราก็พบว่า ยังมีสินค้าอีกหลายรายที่อยากมาอยู่กับเรา เพราะเวลาสินค้าอยู่กับหนัง มัน last long ไม่ใช่โฆษณาไม่กี่วินาทีแล้วหายไปอากาศ หรือยังสามารถตัดคลิปบางส่วนของเราไปทำเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้

@เคยมีคนนินทาด้วยความรักใคร่ว่า คุณมีไลฟ์สไตล์ที่น่าทึ่งมากในวันหยุด กล่าวคือคุณชอบไปตามที่ต่างๆ เพื่อดูแอคชั่นคนดูหนัง (อีกที) เพื่อรู้อะไรบางอย่าง

(หัวเราะ) ตอนนี้น้อยลง สมัยก่อนทุกสัปดาห์ คือผมก็ชอบไปตามโรงหนังดูอะไรแบบนั้น เหมือนคุณชอบไปร้านขายเสื้อบอลเก่าๆ แล้วคุณมีความสุขกับมัน 

@ได้ข่าวว่า ไปบางนา รังสิต ปิ่นเกล้า จะถามว่าคนดูสามพื้นที่นี้ ดูหนังต่างกันมั้ย

ไม่ในแง่ของรสนิยม โอเค ทางรังสิตอาจจะฮาร์ดคอร์กว่า

@เช่น...

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่หนัง "เด็กเสเพล" เข้าฉาย ที่รังสิตจะทำรายได้เยอะมาก บัตร sold out ตลอดเวลา กลุ่มคนที่นู้นชอบดูหนังที่นั่นมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าที่อื่นๆ ไม่ได้เงิน เพียงแต่ตอนนี้ ผมว่าสามพื้นที่นี้ใกล้เคียงกัน สิ่งที่จะต่างกันออกไปเวลาเกี่ยวกับรายได้หนังมากกว่า คือ โรงหนังในเมืองกับชานเมือง หนังที่ success ที่พารากอน อาจไม่ใช่หนังที่ success ที่รังสิต ..และ หนังที่ success ที่รังสิต อาจจะไม่ใช่ success ที่พารากอน

@แล้ว "5 แพร่ง" จะ success หรือไม่ success ที่ "พารากอน" กับ "รังสิต" ?

(หัวเราะ) ผมว่ามันอาจจะ success ได้ทั้งสองที่นะ (หัวเราะต่อ อย่างชอบใจ) แหม มันอาจจะเฉลี่ยความสำเร็จเท่าๆ กัน

@ภายใต้หัวข้อที่เราคุยกันเรื่องอุตสาหกรรมหนัง ทั้ง "รายได้" และ "พฤติกรรมคนดู" คุณมองว่าวัฒนธรรมการดูซ้ำ ยังมีแค่ไหน

น้อยลงไปกว่าสมัยก่อน แต่ก่อนมีนะคนดูหนังเรื่องเดียวอิน ดูเป็น 10 กว่ารอบ แต่สมัยนี้ ความที่มีตัวเลือกเยอะ มีมัลติเพล็กซ์เกิดขึ้น ตอนนี้ถ้าใครดูมากกว่า 5 รอบ ผมว่าก็บ้าแล้ว

@อีกเรื่องหนึ่งที่ผมสังเกตเอาเองก็คือ ระยะหลังๆ เราจะพบว่ามีแอดฯ โฆษณาในหนังสือพิมพ์ มักลอกเลียนคำโฆษณาเหมือน GTH แบบเป๊ะๆ บางทีลอกเลียนถึงขั้นแนวทางหนัง หน้าหนัง และเอาตัวนักแสดงไปเลย คุณมองเรื่องด้วยความรู้สึกไหน 

มันมองได้หลายอย่างนะ แต่สิ่งที่หนึ่งที่เรารู้สึกก็คือ หลายครั้งที่เวลาเราเปิดแอดโฆษณาใน นสพ.ไทยรัฐนั้น เราจะพบว่าเขาเขียนคล้ายๆ เรา จนทำให้เรารู้สึกอึดอัดเหมือนกัน และเราต้องพยายามหนีตัวเองตลอดเวลา ผมยอมรับว่า และเวลาเราเขียนหนีไกลไป คนอ่านอาจจะไม่รู้เรื่อง ถ้าเราไม่หนีมาก หนีไม่ไกลไป เขาก็เหมือนเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามจะทำก่อนคือ พยายามจะสร้าง product ให้แตกต่างก่อน เพื่อ selling point จะได้ไม่เหมือนกัน

@เพราะว่าโทนและทางของหนัง คนละตระกูล (genre)

ใช่ สมมติว่าเราทำหนัง "รถไฟฟ้ามหานะเธอ" เราก็มีจุดขายของเราชัดเจนว่ามันเกี่ยวกับอะไร

@แต่ถ้าเขาทำหนังผี เขาลอกไม่ได้แล้ว

ถูกต้อง เพราะหนังมันกรอบ มีธีมชัดเจน

@มีปัจจัยอื่นๆ ที่จะปกป้องหนังได้อีกมั้ย

ก็มีเรื่องการเลือก timing เลือกช่วงเวลาฉายที่จะไม่มีหนังคล้ายกับหนังเรามากเกินไป เพราะถ้าคล้ายเราและอยู่ในโปรแกรมฉายเดียวกัน มันจะคล้ายๆ กันอีก  ผมเคยได้ข่าวมาว่ามีบางบริษัท เขาตัดเก็บแอดฯ โฆษณาหนังของเราไว้หมด เก็บเป็นปึ๊งๆ เลยนะ เอาไว้ดู

@เราตาตั้งกับหนังไม่ทำเงินกันหลายครั้งแล้ว คุณเคยมีหนังที่เกินคาด "ได้เงิน" แบบช็อกตัวเองมั้ย

"น้ำพุ" ครับ ผมไม่เคยคิดว่าน้ำพุจะได้เงินเลย และผมถือว่าเป็นปรากฏการณ์ของช่วงเวลานั้นนะ คุณเชื่อมั้ย ผมจะได้ดูหนังน้ำพุในตอนนั้น เมื่อเข้าสู่การฉายสัปดาห์ที่ 5 เพราะตั๋วเต็มหมด ผมไม่เคยได้ตั๋ว ไปแล้วเก้อๆ ตั๋วเต็มตลอด แต่มันมีความสุขนะ มันเป็นเสน่ห์ของโรงหนังสมัยก่อน ที่ไม่ได้มีมัลติเพล็กซ์แบบตอนนี้ ที่ 10 นาที 15 นาที ก็มีรอบใหม่ พอมันมีการรอคอย มันก็เป็นเสน่ห์แบบหนึ่ง ฉะนั้น สมัยก่อนหนังรายได้ถล่มทลายนั้น มันสร้างปรากฏการณ์มากกว่าหนังสมัยนี้เยอะ น้ำพุฉาย 5 เดือน แผลเก่าฉาย 7 เดือน หนังวันนี้ฉายไม่กี่วันออก หนังอย่าง transformer  อาจจะสู้อะไรไม่ได้กับหนังอย่าง "น้ำพุ" ในแง่ของปรากฏการณ์ตัวจริง มันเหมือนเราเอาตัวเลขเงินของ E.T.กับ Titanic ไม่มีทางสู้ วิมานลอย หรือ gone with the wind ได้เลย คนละเรื่อง

@ช่วงเวลาที่ผ่านมา ถ้า "ไฟว์สตาร์" เคย "เข็นครกขึ้นภูเขา" และ "สหมงคลฟิล์ม" กำลัง "โยนหินถามทาง" จะถูกมั้ยถ้าบอกว่า GTH กำลังออกแนว..."ฉันเห็น ฉันรู้ ฉันจึงมาหาความหมาย" (คือทำหนังแนวถนัดดีกว่า)

(หัวเราะ) เออ สงสัยจะจริง คือเราไม่ฝืนตัวเราดีกว่า

@กล่าวคือ เป็น "สตรีเหล็ก" มีความสุขกว่าเป็น "นางไม้" 

แหม ผมยังไม่ได้ดู "นางไม้" เลยนะ

@หนังในดวงใจของผู้บริหาร GTH คือเรื่องอะไร เอาเป็นไทย-เทศอย่างละหนึ่ง

ผมเลือก "melody" กับ "วัยอลวน" ตั้มโอ๋

@ทุกคำถามได้ตอบหมดแล้ว ถ้าจะมีสัก "หนึ่งคำตอบ" ที่ผม "ไม่ได้ถาม" ..มันคืออะไร ?

(เขาครุ่นคิดชั่วครู่..) คือสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะอธิบายก็คือ มันมักคำค่อนขอดว่า แหมหนังของ GTH จะ feel good อะไรกันนักหนา จะ feel good ไปไหนเหรอ เลี่ยนแล้วนะ ความจริงคือ GTH เราไม่ได้เจาะจงจะต้อง feel good แต่บังเอิญว่าคนที่นี่ รสนิยมของเราเป็นแบบนี้ เพราะถ้าให้เราทำหนังขายเซ็กซ์ เราก็คงไม่ทำ ..หรือจะให้เราไปทำโหดๆ ก็ทำไม่เป็น ให้ไปทำหนังแอคชั่น อยากทำนะแต่ทำไม่เป็น ฉะนั้น จึงเหลือหนังอยู่ 2-3 แนว ที่พอทำได้ หนังรัก หนังตลก หนังผี แต่พอเป็นหนังผี มันไม่ feel good มาก แต่คนก็จะมองข้ามมันไป และจะเจาะจงแต่หนัง feel good และจะค่อนขอดเราอีก ผมอยากจะบอกว่า GTH เราไม่ได้เจาะจงว่าจะต้อง feel good หรือไม่ feel good แต่มันเป็นเรื่องรสนิยมของคนทำ คือที่ GTH เราเป็นคนชอบอะไรแบบนี้ด้วย

@มองในทางหนึ่ง ตัว lifestyle ของคนทำงาน GTH น่าจะมาทางนี้ด้วย

ใช่ lifestyle พวกเขามันก็มาทางนี้  ฉะนั้น ถ้าสมองเราคิดอะไรแบบนั้นได้ เราก็จะทำ แต่บังเอิญว่า เราถนัดกับหนังแบบนี้ ผมคงไม่ได้ต้องการถึงขนาดให้ใครมาเข้าใจ แต่จะบอกว่า ถึงคุณไม่ค่อนขอดเรา เราก็รู้ตัวเราดีอยู่แล้ว มันเหมือน GTH ชอบแต่งตัวแบบนี้ ใส่เสื้อผ้าแบบนี้ แล้วจู่ๆ คุณมาบอกให้เราเอาเสื้อ "ออกนอกกางเกง" เพื่อเป็นช่างกลนั้น เราคงไม่ใช่ !

........................

14.00 น. แม้ข้าพเจ้าจะเข้า GTH บ่ายวันนั้นพร้อมสายฝน และ 16.30 น. ตอนออกมา เมฆหม่นจะ still ปกคลุมหนาแน่น แต่ "จุดประกาย" หวังว่า อุตสาหกรรมหนังโดยรวมจะฟ้าแจ้ง coming soon

"ประโยคสุดท้ายนี่ พี่เขาแอบด่า gu ป่าววะ" (ผมคิด)

"แต่คงไม่ใช่หรอก.. แหม ..ผมออกจะเรียบร้อยเหมือน..ผ้าพับไว้" (ผมคิดอีก--- ฮิฮิ) 

Tags : GTH วิสูตร พูลวรลักษณ์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

จะเขียนพล็อต ส่งคุณวิสูตรจะส่งได้ที่ไหนบ้าง ตอนนี่เขียนบทได้ 10 บทแล้วอีก 3บทจะเสร็จ อยากให้ตอนท้ายมีหักมุมที่คนดูคาดไม่ถึง และไม่น้ำเน่าเหมือนหนังทุวันนี้

ความคิดเห็นที่ 2

ถึงว่าทำไม GTH มีแต่สิ่งดีดี
รักจัง

ความคิดเห็นที่ 1

ผมขอแสองความยินดีกับผลงานของกลุ่มgthทุกท่านครับและอยากให้สร้างสรรมิติใหม่ๆพร้อมกับแนวทางแปลกๆเพื่อให้เป็นความสุขของพวกเรา พวกเราจะเป็นกำลังใจอยู่ตลอดครับนับถือๆจริงๆครับเรื่องหน้าขอให้ประสบความสำเร็จซัก500ล้านเหรียญน่ะครับคุณวิสุตร แก้งส์ศรัทราgth

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement