กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 14 สิงหาคม 2552 00:01

ผู้หญิง ความเพ้อฝัน และโลกของ Mamma Mia!

ภาพประกอบข่าว

เทียบฟอร์ม Musical ระดับ "งานช้าง" ที่เดินทางถึงกรุงเทพฯ ห่างกันแค่ปี Chicago และ Mamma Mia! ล้วนมีแง่มุมสำคัญในคุณค่าแห่งเพศหญิง

โลกของสาวน้อยใน Chicago นั้น ย่อมเป็นคนละส่วนกับโลกของ "แม่-ลูก" ใน Mamma Mia

ในเรื่องแรกนั้น ร็อกซี่ ฮาร์ท สาวผู้มีความใฝ่ฝันอยากจะเดินตามรอยเท้าและความสำเร็จของ เวลม่า เคลลี่ แต่ด้วยความผิดพลาดในความรัก มันทำให้เธอต้องคดีในข้อหาฆาตกรรม และเข้าไปกับโลกด้านมืดในคุก ขณะที่เรื่องหลัง ซึ่งกำลังเริ่มต้นแสดงที่เมืองไทยรัชดาลัยฯ ในบ้านเรานี้ นำเสนอเกี่ยวกับการพบเรื่องราวของแม่ตัวเอง ในขณะที่สาวน้อยกำลังจะแต่งงาน สร้างชีวิตใหม่

"ผมเห็นด้วยว่า musical สองเรื่องนี้ ซึ่งเคยผ่านการเป็นหนังมาแล้วทั้งคู่ ต่างมีด้านที่แตกต่างกัน เพราะขณะที่ chicago เป็นมุมมืด กดดัน ตัวของ Mama Mia กลับสดใส ไร้เดียงสา" มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์บอกกับ "จุดประกาย" เขาบอกว่าถ้ามองในฐานะผู้ชาย ทั้งสองเรื่องนี้ใช้ผู้หญิงอย่างชัดเจนเพื่อสื่อสารบางอย่าง

"เราจะพบว่าคุณค่าของผู้หญิงใน Mamma Mia ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความยุติธรรมกับบรรดาผู้ชาย ซึ่งเคยเป็นคนรักเก่าของแม่นางเอก ส่วนสาวๆ ใน Chicago นั้น มันมีลักษณะของการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้หญิง ซึ่งเป็นเพศที่ถูกกระทำ ผมว่ามันคือคุณค่าเหมือนกัน แต่เรียกร้องและแสดงออกมาแตกต่างกัน" เขาบอก

มโนธรรม แย้ง "จุดประกาย" ก่อนวางสายไปว่า เขาไม่เห็นด้วยว่า โดยเรื่องราว Mamma Mia! จะได้ดีกว่า ไปได้ไกลกว่ากับคนดูวงกว้างมากกว่า Chicago

ในห้วงยามที่ละครเพลงที่ขายบัตรก่อนการแสดงได้มากที่สุด อยู่อย่างนิยมชมชื่นในคอละครเพลงมาถึง 10 ปีอย่างไม่ตกหล่นทางเรทติ้ง บางทีสิ่งเหล่านี้ อาจไม่ใช่แง่มุมสำคัญเท่ากับการจะ "ชักชวนกันไปมอง" พื้นที่สำคัญบางอย่าง

ในละครเรื่อง Mamma Mia! นั้น มีตัวละครผู้หญิงแกร่ง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมีบุคลิกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงคือ คนหนึ่งออกจะ "เจ้ากี้เจ้าการ" และชอบสั่ง, คนที่สองก็ดูไม่ค่อยเป็นระเบียบ ไม่มีวินัยกับตัวเอง ..ส่วนคนสุดท้ายก็เป็นพวก "จริงจังไปกับทุกเรื่อง" และมีระเบียบมาก

แม้จะมีการยอมรับและรับรู้กันดีว่า ความสำเร็จมากกว่าครึ่งของ Mamma Mia! นั้น มาจากการใช้เพลงสนุกสนานของ ABBA มาเรียงร้อยและเล่าเรื่อง แต่ จูดี้ เครย์เมอร์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานก็ยืนยันว่า นี่ไม่ใช่กิจกรรมสรรเสริญวง ABBA

"Mama Mia! ไม่ใช่คอนเสิร์ตรวมเพลงฮิตแน่นอน เพราะมันไม่ใช่การมาสรรเสริญเยินยอ ABBA ใช่แน่นอน เพลงของ ABBA จะมีความใสซื่อ บริสุทธิ์ ซึ่งเปรียบเสมือนกับสาววัยแรกรุ่น ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับวุฒิภาวะของนักร้อง และแน่นอนว่า เพลงเหล่านั้นขับร้องโดยผู้หญิง จึงไม่แปลกเลยที่เนื้อเรื่องที่สร้างขึ้นเป็นเรื่องราวของแม่และลูกสาว จึงไม่แปลกที่ไม่ว่าเรื่องจะเดินไปทิศทางใด เพลงเหมือนกลายเป็นตัวละครหลักของเรื่องนี้อยู่ดี ทั้งที่เนื้อหาโดยตัวมันเองก็มีแง่มุมเกี่ยวกับผู้หญิงอยู่” เธอบอก

พาฝันก็มีคุณค่า 

ปริดา มโนมัยพิบูลย์ อาจารย์สอนการเขียนบทละครที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทั้งยังมีดีกรีด็อกเตอร์ทางการละครมาจากอังกฤษ บอกกับ "จุดประกาย" เกี่ยวกับประสบการณ์ทีเคยดู Mamma Mia! ที่ลอนดอนว่า..

"จำได้ว่าเป็นตัวเลือกแรกๆ ของ musical ที่ตั้งใจจะไปชม เพราะเคยได้ยินมาว่า เป็นละครเพลงที่มีจำนวนผู้ชมมากเป็นอันดับหนึ่งของลอนดอนในช่วงเวลานั้น  เมื่อได้ไปชมแล้ว ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นตอนกำลังเดินออกจากโรงละครคือ ละครอะไร บทแสนจะอ่อน เรื่องราวก็พื้นๆ ตื้นเขิน ไม่มีเหตุไม่มีผล แต่ชอบจังเลย ดูแล้วอิ่มอกอิ่มใจ มีความสุข จนแทบจะเดินไปเต้นไปตามจังหวะเพลง ABBA ออกมาเรียกแท็กซี่กลับบ้าน"

อาจารย์สาวยุคใหม่จากรั้วสามย่านบอกว่า ความน่าประทับใจของบทละครเรื่องนี้ อยู่ที่การเรียงร้อยเพลงของ ABBA ให้เป็นเรื่องราว

"...โดยที่แต่ละเพลงได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่และเต็มความหมาย หากมองแค่ตัวโครงเรื่อง โดยส่วนตัวคิดว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องพาฝัน หลีกหนีความเป็นจริง (escape) เต็มด้วยเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อ ไม่สมเหตุสมผล เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ ทีนี้ถ้ามองในคุณค่าของผู้หญิง   

...คือในฐานะที่เป็นผู้หญิง รู้สึกว่าคนเขียนบทวาดภาพ “โลกของผู้หญิง” ในแบบที่ "เกินจริง" ไป มีการสร้างบรรยากาศแบบหญิงๆ ฉากแบบหญิงๆ ตัวละครที่มีความเป็นผู้หญิงสูงมาก ทั้งยังเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันของผู้หญิง ที่มองโลกในแง่ดีจนเกินจริง...

แต่ความมากจนล้นเกินจริงเหล่านี้ กลับลงตัวได้อย่างดีเมื่ออยู่กับบทเพลงแต่ละเพลง ทั้งที่เรื่องราวแบบนี้ ตัวละครแบบนี้ และการนำเสนอแบบนี้ ทำให้ต้องนับว่า นี่ไม่ใช่บทที่ดีในแบบที่เรียนมา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เพลงและอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องช่วยทำให้คนดูมองข้ามจุดอ่อนของบทไปได้อย่างไม่แยแสเลยสักนิดเดียว" ความที่ อ.ปริดา จบการศึกษาเกี่ยวกับการเขียนบทมา เธอมอง Mamma Mia! ไปถึงการใช้เพลงด้วยว่า เป็นหัวใจของเรื่อง

"ใน Mama Mia! เพลงของ ABBA ไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบ หากแต่เป็นหัวใจสำคัญของละคร ต่างกับ Musical อื่นๆ ที่เพลงเป็นองค์ประกอบของโครงเรื่อง สำหรับเรื่องนี้ เพลงทำหน้าที่เป็นตัวบทละครเองเลยทีเดียว ความสามารถของคนเขียนบทเรื่องนี้อยู่ตรงการเชื่อมเรื่องราวของแต่ละเพลงเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นไปอย่างแนบเนียน สวยงาม และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมได้ดี  ทำให้ไม่รู้สึกเลยว่าคนเขียนบทกำลัง “พยายาม” จนกลายเป็นยัดเยียดเพลงใส่ลงไปในเรื่องราว"

แล้วคิดว่า Mamma Mia! จะประสบความสำเร็จในการรับรู้ของสังคมไทยไหม ? จุดประกาย โยนคำถามต่อมาให้เธอตอบ

"..คือก่อนจะไปดูละครเรื่องนี้ เคยได้ยินมาว่า ตอนจบของละคร คนดูจะลุกขึ้นเต้นไปกับเพลง ตอนนั้น ยังรู้สึกว่า คนดูคงเต้นกันตามกระแสเพราะถ้าไม่ลุกขึ้นเต้น ก็เหมือนไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ และยังมั่นใจกับตัวเองว่า เราไม่เต้นแน่ แต่เมื่อได้ดูจนจบจริงๆ กลับต้องกลืนน้ำลายตัวเองอย่างไม่รู้ตัว อารมณ์ความรู้สึกที่ละครสร้างให้กับคนดูสามารถเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของละคร  กลายเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ต้องลุกขึ้นเต้นตามเพลง เพื่อร่วมแสดงความยินดีอย่างจริงใจในงานฉลองแต่งงาน" 

ดูเหมือนการเดินทางของแนวคิดเกี่ยวกับคุณค่าเพศหญิงใน Mamma Mia! ดูจะมีอะไรมากกว่าการเดินทางเกี่ยวกับความลับที่ตัวเอกของเรื่องค่อยๆ ค้นพบในเรื่อง 

วีณารัตน์ เลาหภคกุล ผู้ดำเนินรายการ "ชีพจรโลก" กับ สุทธิชัย หยุ่น ให้ความเห็นกับ จุดประกายว่า เธออยากรู้ว่าละครเพลงเรื่องนี้ จะพาเธอไปทางไหน...

“โดยรวมๆ อยากรู้ว่า Mamma Mia! ฉบับละครเวที จะมีการวางโครงเรื่องให้มีความสนุก ดึงดูดความสนใจคนดูได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในความตลกโรแมนติก มีการสืบเสาะปนอยู่ เป็นปริศนาที่คนดูอยากได้คำตอบ เพราะฉะนั้นชั้นเชิงในการเล่าเรื่องให้คนดูอยากตามไปเรื่อยๆ จนถึงบางอ้อจึงมีความสำคัญมาก  

"สำหรับดิฉัน การดูละครเวทีเป็นการดูศิลปะแห่งการแสดงสด ซึ่งยากมาก แต่ถ้านักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ดี คนดูจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งอารมณ์ตรงนั้น ราวกับตกอยู่ใต้เวทย์มนต์บางอย่าง อยากดูแล้ว ยิ้ม หัวเราะ ซึ้ง และลุ้นไปกับการค้นหาตั้งแต่ต้นจนจบ (แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตามเถอะค่ะ)”

มีทัศนะของคนสร้างงาน มีความเห็นของผู้จบการศึกษาด้านการเขียนบทละคร และมีคนข่าวที่มีบุคลิกของผู้หญิงยุคใหม่ ..แน่นอนว่า "จุดประกาย" ไม่ลืม ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้ชายที่ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ละครเวทีของบ้านเรา  คำถามคือ เมื่อมีละครโปรดักชั่นใหญ่โต หรือวัฒนธรรม musical เข้ามาแสดงในบ้านเรานั้น ในฐานะคนทำงานแสดงความคิดเห็น เขาคิดว่ามีแง่มุมไหนที่เขาต้องการดู

"การจะเลือกดูงานการแสดงบนเวทีทั้งละครเวทีหรือนาฏยศิลป์ รวมทั้งภาพยนตร์นี่ ผมจะคิดถึงผู้กำกับการแสดง ผู้กำกับลีลา และผู้เขียนบทก่อนเป็นอันดับแรกครับ  คือ เรื่องที่จะนำเสนอนี่ล่ะครับ คือ ถ้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ผมจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ  แล้วก็ต้องคิดถึงจุดประสงค์หรือสารที่เขาต้องการจะสื่อกับผู้ชมด้วย ว่าทำไมเขาต้องทำงานชิ้นนี้ให้เราชมตอนนี้และที่นี่ คือ บางทีเรื่องก็ดีนะครับ เหมาะกับตอนนี้ แต่ไม่ค่อยเหมาะกับที่นี่เท่าไหร่  รองลงไปก็คงเป็นวิธีการนำเสนอมั้งครับ เพราะบางทีเรื่องที่รู้แล้ว แต่นำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็เกิดเป็นงานใหม่ที่น่าชมได้ แล้วก็แน่นอนครับ อย่างน้อยที่สุด ต้องสร้างความบันเทิง แล้วก็ควรจะเป็นความบันเทิงแบบที่หาชมที่บ้าน ในโทรทัศน์ก็ไม่ได้ ในแผ่นดีวีดีก็ไม่ได้ด้วย"

เมื่อมองไปยังเทรนด์ของสินค้าและวัฒนธรรมหลายๆ อย่าง เราจะพบว่า อารมณ์ของผู้หญิงคือสินค้าตัวหนึ่งที่การตลาดให้ความสำคัญ ที่แน่นอนว่าต้องเติมความพาฝันและเพ้อฝันลงไปด้วย ราวกับจะบอกว่า ผู้หญิงกับความเพ้อฝันนั้น เป็นคุณค่าที่สร้างมาคู่กัน..แน่นอนว่า Mamma Mia! ก็เช่นกัน

"จะว่าไปอาจกล่าวได้ว่า Mamma Mia! ไม่ได้เป็นบทละครที่ดีด้วยตัวมันเอง" อ.ปริดา บอก "..หากตัดเพลง ABBA ออกไป บางที Mamma Mia! ก็ไม่ต่างจากซีรีส์เกาหลี ที่หาดูได้ทั่วไป และ Mamma Mia! ทำให้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่า บทที่น่าประทับใจอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกับบทที่ดี ไม่จำเป็นต้องทำให้เรามองเห็นสัจธรรมอะไรยิ่งใหญ่ และละครพาฝันไร้สาระก็มีคุณค่าในแบบฉบับของตัวเองได้  แม้ว่าเราดูแล้วก็รู้อยู่แก่ใจว่าโลกของความเป็นจริงไม่ได้สวยงามน่ารื่นรมย์อย่างนั้น แต่บางที การได้หลีกหนีชั่วครั้งชั่วคราวไปกับท่วงทำนองของเรื่องราวและบทเพลง ก็ช่วยให้เรามองโลกและชีวิตให้น่าอยู่ ได้มากขึ้น ไม่ว่าจากทางไหนก็ตาม"

................................

หมายเหตุ : Mamma Mia! จะเปิดการแสดงระหว่างวันที่ 11-30 สิงหาคมที่โรงละครเมืองไทย รัชดาลัย เธียเตอร์ บัตรเข้าชมมีราคา 1,000 / 2,000 / 3,000 / 3,500 และ 4,000 บาท เปิดจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 02-262-3456 หรือ www.thaiticketmajor.com

Tags : Mamma Mia

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ชอบตอนแม่แต่งตัวให้ลูกสาวในวันแต่งงานมาก เพลงของแอบบาก็บ่งบอกความเป็นแม่ที่เห็นเจ้าตัวเล็กค่อ ยๆเติบโตมา จนถึงวันที่ต้องออกจากอกแม่ไปเผชิญโลกด้วยตัวเอง ฮึ่มเราชอบนะ สำหรับเราบทละครที่ดีคือบทที่สามารถเข้าไปในจิตใจความรู้สึกของคนดูได้เป็นอย่างดี แล้วผู้ชมนั่นแหละจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า เป็นละครที่ดีหรือไม่ ความเห็นของคนที่เรียนจบมาทางนี้แต่ไม่กล้าใช้ความเป็นอิศระของความคิด อาจจะบอกว่าเป็นละครเกาหลีหรือน้ำเน่า ลองตัดความคิดทางกรอบวิชาการออกก่อนแล้วเข้าไปดูด้วยความรู้สึกของชาวบ้านทั่วไป คุณจะเข้าใจว่าละครแปลว่าอะไร

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement