ถึงโลกอนาคตจะไม่มีโดราเอมอน แต่นักวิจัยไทยก็มี "ของวิเศษ" มอบให้ผู้สูงอายุกดปุ่มกำหนดชีวิตเดียวดายของตัวเองได้
“สถานีปลายทาง อ่อนนุช”
สิ้นเสียงประกาศ คุณลุงวัย 60 ปีขยับตัวพลางยื่นมือให้คุณป้าศรีภรรยารุ่นราวคราวเดียวกันลุกขึ้น และก้าวออกจากประตูรถไฟฟ้า
แทนที่จะเดินตรงไปยังลิฟต์สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ ไม้เท้ายอดทองกับกระบองยอดเพชรคู่นี้ค่อยๆ เดินลงตามทางบันไดสูงชันอย่างไม่เร่งรีบ หรือถึงรีบก็คงเดินได้เร็วแค่นี้
ลิฟต์อำนวยความสะดวกที่ให้บริการสำหรับผู้ต้องการความช่วยเหลือยังคงจอดนิ่งอย่างเดียวดาย บางสถานีมันแทบจะไม่ได้ขยับตัวเอ็กเซอร์ไซส์เลย เพราะอะไร? ผู้สูงอายุไม่กล้าใช้ ใช้ไม่เป็น กลัวเงอะงะ หรือพอใจกับการเดินเหินมากกว่า
ณ ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกของ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ซึ่งตั้งอยู่ที่อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ปทุมธานี นักวิจัยกำลังแลกเปลี่ยนความเห็นกันเกี่ยวกับโจทย์ข้อใหม่สำหรับนำมาปรับปรุง "ต้นแบบ" อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงอายุ และคนพิการ
ดร.พศิน อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (REAT) หน่วยงานหนึ่งของเนคเทค หันมาบอกกับผู้สังเกตการณ์ว่า ผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และจะมีคนแก่ที่ไร้ลูกหลานดูแลจำนวนมาก นักวิจัยสามารถหาวิธีช่วยให้คนแก่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องคอยพึ่งพาคนอื่นไปทุกอย่าง
นอกจากผู้สูงอายุแล้ว จากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2550 ยังพบว่าจำนวนผู้พิการในประเทศไทยมี 1.9 ล้านคน แบ่งเป็นผู้พิการอายุระหว่าง 15-30 ปีจำนวน 2.3 แสนคน ผู้พิการที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปมี 1.8 ล้านคน
ข้อมูลที่น่าสนใจและน่าตกใจก็คือ ผู้พิการไม่สามารถเข้าถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้ รวมทั้งไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสำหรับผู้พิการ เพื่อให้ผู้พิการสามารถเดินทางไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยสะดวก
รถโดยสารในต่างประเทศ (หมายถึงประเทศที่พัฒนามาก) ออกแบบให้มีระบบไฮโดรลิกสามารถลดระดับตัวรถให้ยุบห่างจากพื้นถนนเพียงไม่กี่นิ้ว เพื่อให้ผู้โดยสารก้าวลงได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศไทย รถโดยสารอำนวยความสะดวกแบบนี้มีให้บริการเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิสำหรับใช้ส่งผู้โดยสารจากเครื่องบินไปยังเทอร์มินัล
“เรารับโจทย์มาจากการลงสำรวจความต้องการในชุมชนชนบทที่มักมีแต่คนแก่และเด็กอยู่ ขณะที่คนหนุ่มสาวต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หรือต่างถิ่น สิ่งที่พบคือ ผู้สูงอายุเหล่านี้ ต้องการอุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกในบ้านและอุปกรณ์สำหรับขอความช่วยเหลือ” ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ หัวหน้าโครงการเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตอิสระ (Technologies for Independent Living) สถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (REAT) บอกจุดประสงค์
โครงการสถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (REAT) เกิดมาจากโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการ ภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพคนพิการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักการความเสมอภาคในเรื่องของโอกาส และการพึ่งพาตนเอง เพื่อที่คนพิการสามารถใช้ชีวิตในสังคมอย่างเป็นอิสระ มีความภาคภูมิใจในตนเอง
แต่พอหันไปมองแนวโน้มของโลก ทีมวิจัยจึงขยายขอบเขตการทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ
งานวิจัยของโครงการสถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูมุ่งเน้น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร การใช้ชีวิตประจำวัน และการดูแลความปลอดภัย โดยเริ่มที่อุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ทีมวิจัยพัฒนาและนำไปใช้ในชุมชนแล้ว
รีโมทสารพัดนึก
ทีมวิจัยได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ต้องพัฒนารีโมทสารพัดนึกคอยช่วยผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังในบ้าน (ยังไม่นับต้องเลี้ยงหลานอีกสองคน) ให้เปิดปิดไฟ พัดลม หรืออุปกรณ์อื่นที่อยู่ไกลตัวรวมอยู่ในรีโมทตัวเดียว แทนที่จะเดินกระย่องกระแย่งไปเปิดปิดสวิทช์ หรือถ้าเป็นกลางคืนยิ่งแล้วใหญ่ จะเดินไปเปิดหรือปิดไฟ คงเป็นเรื่องเสี่ยงหากเกิดอันตราย
“รีโมทสารพัดประโยชน์” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ตัวรีโมทกับเครื่องรับ ที่ทำงานประสานกันด้วยการส่งสัญญาณคลื่นวิทยุ ทำหน้าที่เปิดปิดไฟ หรือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังลำโพงบริเวณเสารับสัญญาณที่ติดตั้งอยู่ในห้องผู้ดูแลหรือบริเวณหน้าบ้าน
“ตัวรับสัญญาณจะเป็นสวิทช์ไฟปกติ แต่เพิ่มวงจรพิเศษให้รับสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อเปิดหรือปิดไฟ ส่วนที่ตัวรีโมทมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดไม่ใหญ่มาก พร้อมปุ่มขนาดใหญ่ สีสันสดใสเห็นได้ชัด 4 ปุ่ม ทำหน้าที่เปิดหรือปิดไฟ 3 ดวง และปุ่มสุดท้ายจะเป็นปุ่มขอความช่วยเหลือ” นักวิจัยแจงการทำงานของรีโมทรวมมิตร
ระบบรีโมทสารพัดประโยชน์สามารถรับสัญญาณได้ในรัศมี 30 เมตร ติดตั้งในห้องที่มีคนแก่ คนพิการที่เป็นอัมพาต เคลื่อนไหวไม่ได้ หรือผู้ที่นั่งรถเข็น
เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกกับคนชราและผู้พิการดังกล่าว ไม่ได้นั่งเทียนคิดทำกันขึ้นมา แต่ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลที่จังหวัดขอนแก่น 15 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลศิลา, องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่า และเทศบาลนครเมืองขอนแก่น โดยใช้เวลาสำรวจนานกว่า 1 ปี
งบประมาณ 1 แสนบาทสำหรับสร้างและติดตั้งรีโมทสารพัดประโยชน์เรียกว่าถูกแสนถูก เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่เกิดกับชุมชุน งบมหาศาลก้อนนี้ยังรวมถึงการจัดอบรมนักเรียนเทคนิคและช่างฝีมือในท้องถิ่นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีวิธีการผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ให้มากขึ้น
ผลงานจากการเริ่มโครงการระยะแรกไปแล้ว พบว่า รีโมทสามารถช่วยให้ผู้เฒ่าผู้แก่ใช้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องกลัวจะหกล้ม หรือใช้เวลานานกว่าจะเดินไปเปิดไฟ หรือกดสวิทช์พัดลม ไม่เฉพาะคุณตาคุณยาย ผู้ป่วยที่ต้องนอนแบ่บอยู่บนเตียงก็ใช้งานได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งใครตลอดเวลา แค่หยิบรีโมทมากด กด กด ผลตอบรับกับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายในบ้านก็เป็นไปอย่างดี
และตามมาด้วยโครงการระยะสอง เป็นระยะส่งไม้ต่อเหมือนนักวิ่งผลัด โดยหน่วยงานท้องถิ่นเริ่มเข้ามามีบทบาท ผ่านโครงการ “คนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกัน” ที่เทศบาลเมืองขอนแก่นเป็นคนจ่ายค่าอุปกรณ์และค่าฝึกอบรม ส่วนเนคเทครับเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี
ปัจจุบัน ทีมวิจัยอยู่ระหว่างการต่อยอดพัฒนาศักยภาพ เพิ่มขอบเขตการขอความช่วยเหลือ โดยปรับแผงวงจรรับสัญญาณให้มีช่องใส่ซิม เมื่อผู้ใช้กดขอความช่วยเหลือ สัญญาณจะต่อตรงไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรของลูกหลาน โรงพยาบาล หรือศูนย์กู้ภัยต่าง ๆ เพื่อให้มาช่วยเหลือได้ทัน
“การต่อยอดในครั้งนี้ เรามุ่งไปที่ชุมชนเมือง ที่มีระบบสาธารณูปโภคพร้อม โดยปรับให้มีการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารเข้ามาเสริม ในขณะเดียวกัน ชุมชนชนบทที่เราเริ่มไว้ ก็จะต่อยอดให้เกิดการสร้างกลุ่มแกนนำเทคโนโลยี เพื่อถ่ายทอดความรู้ออกไปในวงกว้าง”
ปุ่มคลิกสื่อสาร
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องช่วยพูด ที่ครั้งแรกทีมวิจัยตั้งชื่อว่า ไอซียู ทอล์ก (ICU Talk) หวังช่วยผู้ป่วยที่อยู่ในห้องไอซียูสื่อสารกับครอบครัวและญาติ แต่ก็พบว่า ไม่เหมาะจึงปรับใช้ในห้องพักฟื้นคนชราหรือห้องพักผู้ป่วยที่มีปัญหาในการพูดหรือสื่อสาร เช่น คนที่เจาะคอ หรือคนที่ต้องนอนอยู่กับเตียง
“ตอนแรก เราตั้งเป้านำไปใช้ในห้องไอซียู ด้วยมองว่า ผู้ป่วยอาจจะต้องการสื่อสารกับญาติ หรือผู้เป็นที่รัก แต่ในความเป็นจริง เราพบว่า คนป่วยในไอซียู ไม่สามารถที่จะใช้งานเครื่องช่วยพูดได้หรือไม่ก็อยู่ในอาการที่ไม่มีสติหรือเรี่ยวแรงจะทำอะไรได้ จึงต้องกลับมาคิดกันใหม่ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาในการพูดหรือสื่อสาร” นักวิจัยเนคเทคเล่าที่มาที่ไป
สุดท้ายมาลงเอยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ดาวน์โหลดโปรแกรมการสื่อสารเอาไว้ ผู้ใช้จะควบคุมผ่านปุ่มขนาดใหญ่ ไฟแสดงสถานะจะวิ่งไปยังกลุ่มคำบนหน้าจอ เช่น อาหาร ของใช้ เมื่อต้องการสื่อสารคำไหน ผู้ใช้จะรอไฟวิ่งไปยังคำนั้นแล้วจึงกดอีกครั้งเมื่อพบคำที่ต้องการสื่อสารกับหมอหรือญาติ เหมาะกว่าวิธีเดิมที่มักใช้กัน เช่น ถ้าใช่ให้กะพริบตาหนึ่งครั้ง ถ้าไม่ใช่กะพริบตาสองครั้ง
“ปัจจุบัน ระบบช่วยสื่อสารนี้ นำไปทดลองใช้ที่โรงพยาบาลศิริราชประมาณ 1 ปีแล้ว ผลที่ได้ถือว่าดีพอสมควร แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ใช้เพราะหากเป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์มาก่อนก็จะมีข้อจำกัด” นักวิจัยกล่าว ก่อนชี้ว่า อย่างไรก็ดี ระบบนี้จะเหมาะกับคนที่รู้ตัวล่วงหน้าว่า จะต้องทำการผ่าตัดและสื่อสารไม่ได้ชั่วขณะ และมาเรียนรู้การใช้งานระบบนี้ก่อน
“หลายคนมองว่า สิ่งประดิษฐ์เพื่ออำนวยความสะดวกคนแก่และคนพิการยังไปไม่ถึงไหน เราจึงตั้งแนวทางวิจัยและพัฒนา โดยเน้นเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง รองรับความต้องการของผู้ใช้จริง” ดร.พศิน กล่าว
ดร.ประกาศิต ย้ำว่า ปัจจัยที่ช่วยให้นวัตกรรมอย่างรีโมทสารพัดประโยชน์ไปถึงมือผู้ใช้คือ ความร่วมมือของชุมชน ที่ไม่ใช่แค่รอใช้งาน แต่เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ โดยที่ไม่มุ่งเน้นในเชิงพาณิชย์
หากมองนวัตกรรมอำนวยความสะดวกให้คนชราและผู้พิการ คนต้องนึกไปถึงญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี แล้วไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน ผู้อำนวยการสถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกของเนคเทคมองว่า ต้องกลับมาดูสถานะของประเทศ
“ไทยต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนา เช่น ขาเทียม การใช้ขาเทียมที่ได้มาตรฐานสากลจะมีราคาสูง ต้องใช้เงินก้อนโต และอาจจะไม่ได้ใช้ทุกคน แต่ด้วยศักยภาพของนักวิจัยไทย สามารถทำขึ้นเองได้ ไม่ต้องคุณภาพสูงมาก แต่สามารถใช้งานได้ ต้นทุนถูก ครอบคลุมกับความต้องการของทุกคน ก็อาจจะเหมาะกว่า”
ดร.ประกาศิตเสริมว่า หากเป็นนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซับซ้อน แต่ไม่ตรงกับความต้องการ เช่น ขาเทียมจากวัสดุอย่างดี แต่ผู้ใช้ต้องใส่ไปทำนา ขาเทียมแบบสวยงามก็จะถูกโคลนดูด บางครั้งดึงขาออกมาโดยที่ขาเทียมยังจมโคลนอยู่ แต่ภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ขาเทียมที่ไม่สวยงาม เป็นไม้เหลา ๆ ตรงปลายสุดเป็นแท่งแหลม เหมาะกับการใช้ทำนา เพราะไม่โดนโคลนดูด และยังเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ทำได้ง่าย ราคาไม่แพง แต่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด
“สิ่งเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่นักวิจัยต้องศึกษาก่อนที่จะพัฒนานวัตกรรม ที่สำคัญ ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนให้เทคโนโลยีแพร่หลาย” ผู้อำนวยการสถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกจากเนคเทค ทิ้งท้ายด้วยประโยคคลาสสิค
Tags : เนคเทค • พศิน อิศรเสนา ณ อยุธยา • ประกาศิต กายะสิทธิ์
