กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 00:01

Twitter : การเมืองแค่เรื่องนกกระจิบ

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

อีกครั้งที่ Social network ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จริงๆ แล้วพลังไม่เกิน 140 ตัวอักษรของ twitter เป็นประโยชน์ได้มากกว่านั้น

ถ้าไม่มีคนระดับ "บิ๊ก เซอร์ไพรส์" โผล่มา tweet เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน โซเชียลเน็ตเวิร์คภายใต้ชื่อ Twitter คงยังวนอยู่แค่ผู้ใช้ (ว่ากันว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่) ในกลุ่มค่อนข้างจำกัดไปอีกนาน 

เพียงไม่เกิน 140 ตัวอักษรที่ tweet กันไปมา ด้วยเนื้อหาที่ไม่กินความมากเกินไปกว่าการชิงเหลี่ยมของ "อดีต" และ "ปัจจุบัน" ...แต่แค่นั้นก็มากพอจะเป็นสีสันให้สื่อกระแสหลักหยิบไปเพิ่มมูลค่าบนหน้าจอ หน้ากระดาษ และหน้าเว็บต่อ

ผลพลอยได้ที่ตามมาคือ มีนักท่องเน็ตชาวไทยไปสมัครสมาชิก twitter มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะไม่สนใจ tweet กันนัก แต่หนักไปทาง follower เสียมากกว่า เพราะอยากรู้ว่า "เซเลบ" ในใยแมงมุมเขากำลังทำอะไรกันบ้าง 

โดยเฉพาะนักการเมืองขั้วรัฐบาลที่ชิง tweet ไปก่อนแล้วหลายเดือน แต่ไม่ยักจะเป็นข่าวเท่ากับคนที่เพิ่งฉลองแซยิดไปหมาดๆ แถมไม่รู้ว่าตัวเองก็มี twitter กับเขาด้วย 

"ใคร tweet จริง tweet ปลอม" เป็นคำถามที่เกิดตามมา แต่เชื่อหรือไม่ว่า follower ส่วนใหญ่อาจไม่สนใจว่า "ตัวจริง" จะมาเขียนเองหรือไม่...เสียด้วยซ้ำ

มันอยู่ที่ว่า "เรา" (สมมติว่าเป็น Follower) เชื่อในความเป็น "คน" ของพวกเขาหรือเปล่า 

เพราะกลไกและธรรมชาติบางอย่างของ Twitter มันแสดงให้เห็นถึงความจริงและความบริสุทธิ์ ขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นพลังขับเคลื่อนน้องใหม่ ที่ "ใช้ได้" ที่เดียวในหมู่นักรณรงค์หรือบรรดาองค์กรเอกชนต่างๆ ที่สื่อกระแสหลักไม่ค่อยเจียดพื้นที่ให้พวกเขา

โดยมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ "ใช้ให้เป็น" ไม่ใช่แค่โจมตี หรือเป็นเพียงเครื่องมือของใครบางคน

  • tweet แบบไม่ปรุงแต่ง 

บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ นักวิชาการ นักเขียน อาจารย์พิเศษ นักการเงิน และเกมเมอร์ตัวกลั่น เหล่านี้คือหมวกหลายใบของ สฤณี อาชวานันทกุล ที่ใช้ Social Network อยู่ 2 เครือข่ายคือ twitter กับ Facebook มานานหลายเดือนแล้ว

ถามว่าใช้แบบไหนและเพื่ออะไร เธอตอบว่า "ใช้อย่างเถรตรงมากๆ คือบอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่" สำหรับ twitter ส่วนตัว ที่ไม่ต้องถึงกับซีเรียสว่าต้องใช้ให้เป็น เพราะจุดประสงค์ของผู้ก่อตั้ง ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเกินกว่าการเป็นชุมชนติดต่อสื่อสารกันของศิษย์เก่าหลังเรียนจบ 

สฤณี สมัครเป็น follower ของหลายเจ้า ทั้งสำนักข่าว เพื่อน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและสนใจ

"เหมือนเดินเข้าไปในงานปาร์ตี้ ได้เจอคนเยอะๆ หน้าใหม่ๆ ได้บทสนทนาที่หลากหลาย สนุก" เธอบอกเช่นนั้น พร้อมกับยกตัวอย่างเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่การ tweet ของเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงทำให้เห็นอะไรบางอย่าง

"ถ้าเราเชื่อว่าเขาเลือกข้าง เขาก็เลือกข้างอย่างบริสุทธิ์ใจนะ" เพราะด้วยความยาวที่กำหนดมาให้ไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อการ tweet 1 ครั้งนั้น ถึงแม้จะสั้น และมันเป็นรูปแบบการสื่อสารชนิดทันที เข้าถึงอย่างทันใจ และที่สำคัญ ไม่คิดมากก่อนพิมพ์"

ข้อดีอย่างหนึ่งของการไม่เสียเวลากับการคิดมาก คือการสื่อสารออกไปตรงๆ สะท้อนในสิ่งที่คิดออกมาแบบไม่ค่อยปรุงแต่ง (สำหรับบางคน)

"เท่าที่มอนิเตอร์ แดงก็กังวลว่าภาครัฐจะใช้วิธีอะไรในการจัดการม็อบ ส่วนเหลืองเองก็เป็นห่วงในประสิทธิภาพการจัดการและรับมือของรัฐบาล คือ เราจับได้ว่าทั้งคู่มีประเด็นร่วมกันคือ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ ไม่อยากเห็นความรุนแรง ไม่อยากให้ใครตาย ต่างกันแค่มุมมองและวิธีการแสดงออกเท่านั้น" 

ความจริงและความบริสุทธิ์ใจคือสิ่งดีๆ ที่สฤณีสัมผัสได้ แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน

โดยเฉพาะคนที่เพิ่งมาสมัครไม่กี่เดือนมานี้ และมีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง

"เราก็พยายามดูนะว่าตัวจริงไหม เขาบริสุทธิ์ใจหรือเปล่า เรื่องแบบนี้มันมองออกนะว่าใครเขียนเองหรือมีคนเขียนให้ เท่าที่ดู จาตุรนต์(ฉายแสง) สาธิต (วงศ์หนองเตย) น่าจะเขียนเอง คือเขาเขียนแบบไม่พยายามที่จะเขียน" ขณะที่คนอื่นซึ่งพยายามส่งภาพความเป็นครอบครัว หรืออะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติมากๆ สฤณีบอกว่า "มันธรรมชาติมากเกินไป จนกลายเป็นเฟค" 

หลายคนที่ปวารณาตัวเข้ามาเป็น follower ของคนกลุ่มนี้ อาจไม่หาสาระอะไรมากกับการเป็นตัวจริง-ตัวปลอม เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ความเป็นมนุษย์จากรูปแบบการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับคนคนนั้น ที่สำคัญมันสั้นๆ และทันใจดี 

"มันก็เป็นมาร์เก็ตติ้งที่เล่นกับความเป็นคน เพราะคนสมัยนี้เริ่มชาชินกับโฆษณา จึงอยากจะหาความเป็น "คน" จริงๆ (ซึ่งไม่มายด์ว่าจะเป็นแบบจัดตั้งหรือเปล่า)" 

กับประเด็นที่สื่อต่างๆ หันมาสนใจ twitter กันอีกครั้งนั้น นักวิชาการสาวตอบสั้นๆ ว่า "เชยจัง" เธอให้เหตุผลว่า นั่นเพราะสื่อไม่เคยให้ความสนใจหรือหาความรู้เรื่อง Social network ทั้งๆ ที่ตัวมันเองก็เป็นข่าวได้อยู่แล้ว

  • ความหวังของพลังรณรงค์ 

อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต เป็นอีกคนที่เข้าข่ายคอร์ twitter

กับคำว่า "สงครามการเมืองโลกไซเบอร์" ในบริบทสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ชายหนุ่มมองว่า "เกินไป" อย่างมากก็เป็นได้เพียง ข่าวประเภทซุบซิบ สีสันที่หาอ่านยากในข่าวรายวัน ที่แข่งกันในเรื่องของประเด็นและเวลา

พูดง่ายๆ ว่า tweet ต่างๆ นั้นอยู่ในอารมณ์ประมาณ "พักเบรก" 

โดยส่วนตัว เขาใช้ twitter ผ่านโทรศัพท์มือถือไปกับการบ่น

"เหมือนบ่นไปเรื่อยๆ คล้ายไดอารี่ แต่เปิดให้อ่าน สมมติว่าผมเดินเล่นอยู่สยาม ไม่มีอะไรทำ ก็ tweet ไป ในกลุ่มก็อาจจะตอบกลับมาว่า อยู่นี่นะ มาเจอกันไหม" แต่กับนักการเมือง อาทิตย์มองว่า นอกจากการได้ภาพคนรุ่นใหม่แล้ว สิ่งที่ได้คือการสร้างความผูกพันในชุมชน รูปแบบคล้ายๆ ผู้ใหญ่บ้าน-ลูกบ้าน 

"คงไม่ต่างจาก Hi5 หรือบล็อกต่างๆ ที่แรงแค่ช่วงแรก ไม่นานก็ซา เพราะคนเปลี่ยนจะไปหาของใหม่ๆ"

หากสิ่งที่เขาว่ากำลังมาแรงและมีแนวโน้มสำหรับ twitter นั้น คือการใช้มันในฐานะเครื่องมือในการรณรงค์หรือเคลื่อนไหวในประเด็นระดับโลก

เขายกตัวอย่างปรากฏการณ์ tweet กันมหาศาลเมื่อคราวประท้วงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอิหร่าน หรือในเหตุการณ์ครบรอบ 20 ปี เหตุนองเลือดจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 316 ล้านคนในประเทศต้องใช้รหัสลับในเครือข่าย Twitter เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นองเลือดได้โดยไม่ถูกรัฐบาลเซนเซอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนสั่งแบนเว็บไซต์นี้เพื่อไม่ให้แสดงความคิดเห็น 

"อิหร่านเอง ขนาดเกินความเคลื่อนไหวเช่นนั้น ทางการก็ไม่กล้าปิดหรือบล็อกนะ เพราะธุรกิจทั้งของรัฐและเอกชนเอง ต้องพึ่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสูงมาก" สฤณีร่วมให้ความเห็น 

กระทั่งการเคลื่อนไหวในเรื่องเอฟทีเอที่เกาหลีใต้ หรือประเด็นการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจีในประเทศพม่า ล้วนผนวก Twitter เข้าเป็นหนึ่งในเครื่องมือรณรงค์ 

"ในประเด็นหรือการรณรงค์ระดับสากล ที่ต้องการแรงผลักดันจากข้างนอกเข้ามาช่วยกดดัน twitter เป็นเครื่องมือหนึ่งที่แม้สร้างกลุ่มหรือทำให้เกิดความเคลื่อนไหวได้ ยกตัวอย่างประเทศปิดอย่าง พม่า อิหร่าน พลัง twitter จะรวมกันเข้ามาจากข้างนอกเพื่อกดดันข้างใน แม้มันอาจจะไม่มีผลอะไรมากแต่มันก็สร้างกระแสขึ้นมาได้" อาทิตย์ เพิ่มเติม 

แตกต่างจากพฤติกรรมการใช้ของพลเมืองสหรัฐอเมริกาที่ใช้ Social Network โดยเฉพาะ Facebook ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่ใช้ในการติดต่อหรือสื่อสารกันภายในประเทศ คล้ายๆ กันกับคนไทยที่ยอดการใช้ Facebook อยู่ราวๆ 1 เปอร์เซ็นต์ 

ส่วนยอดผู้ใช้ twitter ในเมืองไทย ภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ เจ้าของเว็บไซต์ตลาดดอทคอม ประมาณว่าน่าจะอยู่ในหลักแสนต้นๆ และน่าจะเพิ่มขึ้นจากประเด็นทางการเมืองและการถูกหยิบไปเป็นเครื่องมือของนักการตลาด

แน่นอน ประชากรส่วนใหญ่ของ "หลักแสนต้นๆ" ที่ภาวุธว่านั้น คือคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยถึงวัยทำงาน แถมอยู่ในหมวดชนชั้นกลางที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ ในสายตาของคนทั่วไป จึงเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ไม่น่าจะมีอิทธิพลในระดับภาพรวมได้ 

หรือ "สร้างกระแสได้ แต่สื่อสารไม่ได้" ...นั่นเอง 

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักรณรงค์ด้านการเข้าถึงยา เป็นคนหนึ่งที่ถูกหน่วยงานต้นสังกัดอย่าง Medicins sans frontieres จากกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ขอร้องแกมบังคับให้สมัคร twitter โดยให้เหตุผลว่า มันเป็นประตูที่เปิดไปสู่โลก 2.0 ที่ง่ายมาก และช่วยส่งเสริมให้งานรณรงค์ดูคึกคัก มีชีวิตชีวา

"มันไม่ใช่แค่ของเล่น เราต้องการให้ทีมรณรงค์ทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วม" เป็นคำยืนยันทางอีเมล์ที่ส่งตรงจากหน่วยแม่ 

จนถึงตอนนี้กรรณิการ์ยังไม่ได้สมัครตามคำขอ เธอให้เหตุผลว่า ด้วยเนื้องานทุกวันนี้ ติดต่อกับสื่อโดยตรงได้ง่ายและสะดวกอยู่แล้ว แต่ก็วางแผนไว้ว่า จะทดลองเครือข่ายสังคมออนไลน์ชนิดนี้ ไม่ช้า แต่ขอเวลาศึกษาหาข้อมูลให้มากกว่านี้

"ด้วยความที่มันจำกัดแค่ไม่เกิน 140 ตัวอักษร ก่อนจะ tweet เราก็ต้องเลือกคำ ประโยคที่กินความครอบคลุมที่สุด ซึ่งถ้าทำได้ twitter หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ น่าสนใจในแง่ขยายฐานกลุ่มเป้าหมาย เราเชื่อว่าที่ไหนที่มีโอกาส กระตือรือร้นอยากรับข่าวสาร มันพร้อมอยู่แล้ว เราเชื่อในพลังการบอกต่อ" 

ส่วนคำปรามาสที่ว่า พลังเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นไม่มีทาง "สื่อสาร" ได้เพราะกลุ่มคนใช้จำกัด กรรณิการ์ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก

"พลังการบอกต่อด้วยเทคโนโลยีมันมุมดีๆ ให้เราเลือกรับและปรับใช้อยู่แล้ว และเราเชื่อว่า ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูล เพียงแต่เราจะมีวิธีใช้มันอย่างไรให้ได้ผล"

ด้าน ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ที่เพิ่งใช้ twitter มาเพียง 1 เดือนครึ่ง ก็เริ่มเห็นผลของมันบ้างแล้ว

"ผมใช้ในการประชาสัมพันธ์ผลการศึกษาต่างๆ และเมื่อเสนอผลงานวิชาการนั้นไปแล้ว ก็เอาบางประเด็นในนั้นมา tweet ก็จะได้ความคิดตอบกลับเข้ามาหลากหลาย ในลักษณะโพล์อย่างไม่เป็นทางการ และใช้ข้อมูลตรงนี้ในการคิดหาหรือคัดเลือกหัวข้อการศึกษาต่อไป" คล้ายๆ กับการแถลงข่าวซ้ำในรูปแบบข้อความสั้น และreaction ที่ตอบกลับมาจาก follower ที่อาจจะยังไม่มาก แต่ได้น้ำและเนื้อเพราะล้วนเป็นคนที่ทำงานในเครือข่ายใกล้เคียง 

  • ไม่ง้อสื่อกระแสหลัก 

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งที่หลงใหลอินเทอร์เน็ต และรู้สึกทึ่งอย่างมากกับความสามารถด้านสื่อสารอันหลากหลาย ที่ทำให้ผลิตงานได้ปริมาณที่มาก รวดเร็วและส่งถึงเครือข่ายได้ทั่วโลก

"ไม่น่าเชื่อว่าอีกด้านหนึ่งผลิตงานได้เยอะ มันก็ดี ทำให้ง่ายมาก อย่างเล่มล่าสุด ผมต้องรีบ เขียนเองก็ยาก ก็ส่งอีเมลถามเครือข่ายว่าใครมีลำดับเวลาประวัติศาสตร์พม่าบ้าง แป๊บเดียวก็มีคนส่งมาก ทำงานได้เร็ว ได้มากขึ้น มันก็เหนื่อยขึ้น โดยส่วนตัวผมก็สนุกกับมัน"

สื่ออินเทอร์เน็ต ไม่เพียงช่วยผลิตผลงานได้รวดเร็วเท่านั้น แต่ยังมีส่วนอย่างมากในการสื่อสารหรือเคลื่อนไหวทางความคิด และเป็นการเปิดช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาสื่อที่เรียกว่า"กระแสหลัก" ซึ่งหมายถึงหนังสือพิมพ์รายวันและทีวี

"ตอนนี้ผมไม่ต้องง้อสื่อ เพราะผมมีเครือข่ายของตัวเอง เพียงส่งข่าวสารผ่านเครือข่ายก็มีคนเข้ามาร่วมแล้ว" ดร.ชาญวิทย์กล่าว พร้อมกับเปิดจอคอมพิวเตอร์ให้ดูรายชื่ออีเมลที่อยู่ในเครือข่าย(social network) 

ในฐานะนักประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ดร.ชาญวิทย์ยังใช้เว็บไซต์ทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะชีวิตยัง"สนุกกับประวัติศาสตร์ หนังสือ การเดินทาง กับการอยู่  กับคนหนุ่มสาว" ดังนั้น ผู้สนใจประวัติศาสตร์จะพบกิจกรรมการมากมายที่มีชื่อของ ดร.ชาญวิทย์ร่วมอยู่ด้วยเสมอ

เขาบอกว่าขณะนี้กำลัง "บ้าเว็บไซต์"

"ตอนนี้ผมบ้าเว็บไซต์ e-library ตอนนี้เว็บไซต์ของอาจารย์ปรีดีกับคุณหญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นเว็บไซต์ที่รวมผลงานทั้งหมด ทั้งงานเขียน ภาพถ่ายและเสียง คนเข้าไปดูเป็นหมื่นๆ ประเด็นของผม คือผมสนุกกับมัน วิชาความรู้มันสำคัญ คนจะหาความรู้ได้อย่างไร ไปห้องสมุดก็ลำบาก ต้องเสียเงิน แต่คลิกเข้าไปในเว็บไซต์ก็รู้ว่าอาจารย์ปรีดี เขียนเรื่องสยามไว้ว่าอย่างไร และต่อไปผมก็จะทำโครงการตำราฯ ทำเว็บของอาจารย์ป๋วย และจะทำของตัวเองในที่สุด"

ในวันนี้ เว็บไซต์หรือสื่ออินเทอร์เน็ต ไม่เพียงแต่ทำให้นักประวัติศาสตร์และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเกษียณราชการมานับสิบปี ยังเดินหน้าทำงานที่ "สนุก"อย่างไม่หยุดยั้ง และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

"ผมนึกไม่ออกว่าจะหยุดทำงานเมื่อไร" ดร.ชาญวิทย์ กล่าวพร้อมกับหันไปเปิดเว็บไซต์ http://www.pridi-phoonsuk.org/ ที่เปิดตัวไปแล้วและกำลังจะเสร็จสมบูรณ์ในไม่ช้า เพื่อเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ในเครือข่ายของโลกไร้พรมแดน

Tags : twitter

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement