คนพิการมักถูกสังคมตีค่าจากสิ่งที่ตาเห็น ทั้งที่จริง ศักยภาพของพวกเขา "ดี" และ "มีของ" มากกว่านั้น ...เพียงหันมามองพวกเขาให้เท่ากับคนปกติ
ถึงแม้เรื่องราวของคนพิการจะถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ภาพความเลื่อมล้ำทางสังคมระหว่าง "คนปกติ" กับ "คนพิการ" ก็ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องศักยภาพในการใช้ชีวิต แต่บ่อยครั้งที่คนพิการสามารถก้าวขึ้นมายืนหยัดเทียบเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคมชนิดที่บ่อยครั้งเรายังต้องยกนิ้วให้
บนเวทีการมอบรางวัลคนพิการต้นแบบใน "มหกรรมต้นแบบคนพิการไทย" ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในการแสดงให้เห็นศักยภาพคนพิการที่มีอยู่เท่านั้น เพราะยังมีต้นแบบคนพิการนอกเวทีที่น่าสนใจอีกมากมายในสังคม
ซึ่งบางครั้ง "เหนือชั้น" กว่าคนที่เรียกตัวเองว่า "ปกติ" เสียด้วยซ้ำ
- อย่ารังแกเราด้วยความรัก
สมสรวง กองเงิน
ถึงจะพอมองเห็นอยู่บ้าง แต่ในโลกที่ไร้แสงเงานั้น คงไม่ได้ทำให้ สมสรวง กองเงิน วัย 45 ปี ต่างจากผู้พิการทางสายตาคนอื่นๆ มากนัก ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยความที่ไม่อยากเป็นภาระให้กับครอบครัว เธอจึงขวนขวายออกหางานทำมาตลอดถึงแม้น้องอีก 2 คนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
"ตาเราเห็นรูปร่างคนแต่ไม่ชัด แค่มัวๆ ไม่เห็นแสงกับเงา เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ด้วยความที่บ้านก็ไม่ได้ลำบากอะไร เราก็ทำงานอยู่ที่บ้านเฉยๆ เคยคุยเหมือนกันว่าอยากออกมาทำงานข้างนอก แต่น้องๆ อีก 2 คนก็จะคอยห้ามเพราะเขาเป็นห่วงเราว่าจะออกไปใช้ชีวิตยังไง" เธออธิบาย
เมื่อได้มาฝึกการนวดแผนไทยกับศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอด สามพราน ตลอดเวลา 12 ปี ของการเป็นสมาชิกที่นี่ สมสรวงถึงได้ทำความรู้จักกับศักยภาพของตัวเองในอีกมุมหนึ่ง
"เริ่มฝึกตั้งแต่พื้นฐานเลย ต้องเลือกระหว่างโครเชต์กับนิตติ้ง จะเอาอะไร เราเลือกนิ้ตติ้งเพราะพ่ออยากได้เสื้อไหมพรมแขนยาว เขาก็ให้ฝึกทำผ้าพันคอก่อน เพราะเป็นลายตรงๆ เฉยๆ ถักปกติมันก็ลำบากอยู่แล้วแต่เราเป็นอย่างนี้ ตาไม่ดีมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยได้ใช้ตาอย่างคนตาดี ส่วนใหญ่สัมผัสเอาจากมือ จะคุ้นกับงานใช้มือมากกว่า เวลาขึ้นลาย หรืออ่านลายก็จะใช้อักษรเบลล์ ครูจะอ่านลายให้ว่าขึ้นเท่าไหร่ ลงเท่าไหร่ เราก็จดไป แล้วก็มาคลำอ่านเอา ทำงานเรื่อยๆ ผืนแรกกว่าจะได้เสียเวลาไปตั้ง 2-3 เดือนแน่ะ นานมาก เสื้อเด็กตัวแรกนี่เป็นปีเลยนะ"
จากลายปักพื้นฐาน เปลี่ยนไปเป็นผ้าพันคอผืนแรก แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาฝีมือในการถักไปทีละขั้น จนกระทั่งเวทีแห่งโอกาสของเธอถูกเปิดออกในการแข่งขันฝีมือคนพิการที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี นอกจาก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงินจะเป็นเครื่องการรันตีฝีมือที่เข้าขั้นระดับประเทศแล้ว ในปี พ.ศ. 2550 สมสรวงได้เป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทยไปคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขัน ฝีมือคนพิการนานาชาติครั้งที่ 7 ที่ประเทศญี่ปุ่นติดมือกลับมาอีกด้วย
รางวัลดังกล่าวนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจสำหรับเธอ และครอบครัวแล้ว ยังเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของการยืนหยัดในสังคมของคนพิการ ซึ่งสมสรวงมองว่า "ครอบครัว" ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของโอกาสในการใช้ชีวิต
"อุปสรรคของคนพิการในสังคม ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวมากกว่า เขาคิดว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้ บางคนก็รักมากเกินไปจนไม่ให้ทำอะไรเลย อันนี้ไม่ดี วันหนึ่งเขาจะลำบาก เป็นการรังแกทางอ้อม มันเป็นการรังแกจากความรักของเขานั่นแหละ"
เป้าหมายชีวิตสำหรับเธอในตอนนี้ อยากมีธุรกิจนวดแผนไทยเล็กๆ เป็นของตัวเองที่บ้าน ส่วนงานถักนิตติ้งก็ยังทำส่งศูนย์ฯ อยู่เป็นประจำ ทั้งหมดก็ด้วยหวังว่าชีวิตในอนาคตอย่าลำบากตอนแก่ก็พอ
"อีก 20 ปีข้างหน้า สงสัยต้องเข้าบ้านพักคนชรา" เธอทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
- จากลบสู่ล้าน
เกษม จันทร์คง
อาการโปลิโอที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดในครอบครัวลูกชาวนาฐานะยากจน นอกจากจะสร้างปมด้อยในความรู้สึกให้กับ เกษม จันทร์คง อยู่บ้างแล้ว การตกเป็นที่ระบายโทสะของผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้าอยู่เสมอทำให้ย่าต้องรับมาเลี้ยงดู ก่อนจะเข้ามาระหกระเหินในกรุงเทพฯ ต่อสู้ชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังไม่เต็ม 20 ดี
...ถ้าไม่เรียกว่าเริ่มด้วย "ชีวิตติดลบ" ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว
"เป็นลูกชาวนา แถมยังเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 11 คน พอเป็นแบบนี้เวลาพ่อเครียดมากๆ หรือมีปัญหาอะไรก็มักจะมาลงที่เราเยอะ ย่าเลยรับมาอยู่ด้วย เลี้ยงมาจนโต เหมือนสถานการณ์บังคับน่ะ ก็ต้องดิ้นรน เพื่อนคนอื่นเขาได้ดิบได้ดี แต่เรายังไม่มีอะไรเลย อายุ 18-19 ปี ก็ออกมาเร่ร่อน"
เมื่อออกมาใช้ชีวิตริมถนนในเมืองใหญ่ เขาถึงได้จับพลัดจับผลูเข้าไปเรียนช่างไฟฟ้าของกรมประชาสงเคราะห์จนจบการศึกษา หลังตระเวนหางานอยู่พักใหญ่แต่ไม่มีใครรับก็หันมาเปิดร้านเป็นของตัวเอง ก่อนจะก่อหนี้สินติดตัวกว่า 300,000 บาท ล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยความเป็นคนไม่ย่อท้อเขาค่อยๆ ฝ่าฟันปัญหา จนในที่สุดเส้นทางที่ชัดเจนของตัวเองก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
"ผมเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายครั้ง ทั้งขับรถบรรทุกรับจ้าง ขายของส่ง ขายผลไม้ตามฤดูกาล จนรับขนมปังมาขาย ชีวิตผมค่อนข้างจะมีความกดดันเยอะ เจอคนสบประมาทมาตลอด เพราะเราเป็นคนคิด ใฝ่ฝัน สู้ชีวิต คนเขาชอบล้อผมว่าเป็นหมาเห่าเครื่องบิน แต่มันทำให้เรามีมานะ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ"
เหมือนเมื่อฝนซาฟ้าก็สดใส ธุรกิจขนมปังเริ่มต้นไปได้ดี จนในที่สุด เขาก็ได้เป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนมปัง และจำหน่ายแฟรนไชส์ฟูดวิล ขนมปังอบไอ้น้ำ - กาแฟโบราณ ตามแนวคิดของตัวเอง โดยออกแบบดัดแปลงส่วนประกอบ และอุปกรณ์พร้อมขายด้วยรถยนต์กระบะ มอเตอร์ไซค์สามล้อ และวีออสสำหรับขายหน้าร้าน มีรถยนต์ออกขายตามสถานที่ต่างๆ ราว 35 คัน
"ตอนผมเริ่มตั้งตัวได้ก็เปิดเป็นบริษัท พัทยา ฟู๊ดวิล 1981 เพราะเราขายครั้งแรกที่พัทยา ฟู๊ดวิล แปลว่า อาหารบนล้อหมุน โลโก้ เราก็ทำเป็นสัญลักษณ์หมาเห่าเครื่องบิน คนเขาชอบล้อผมแบบนั้น ตัวเองก็พิการอย่างนี้ รถมอเตอร์ไซด์ยังไม่มีเลยคิดจะมีรถยนต์ คิดจะมี 10 คัน ทุกวันนี้ผมไม่แคร์คำพูดพวกนี้แล้ว ผมมีรถยนต์ มีโรงงาน มีบ้าน มีห้องแถวให้เขาเช่า"
ความเปลี่ยนแปลงจากลูกชาวนาจนๆ เมื่อวันวาน กลายมาเป็นบุคคลแถวหน้าของสังคม ลูกผู้ชายวัย 51 ปีคนนี้ ยอมรับว่าทั้งหมดเป็นเพราะความพิการที่ติดตัวมานั่นเอง
"เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตทุกวันนี้ เมื่อก่อนเรารู้สึกว่ามีปมด้อย เครียดมาก พยายามฆ่าตัวตายมา 4 ครั้ง แต่มาทุกวันนี้ ขอบคุณที่พิการ เพราะถ้าไม่พิการตอนนี้ก็คงเป็นลูกจ้าง กินเงินเดือน รับราชการ เช้าไปเย็นกลับ เงินเดือนก็คงไม่ได้เท่านี้ ต้องขอบคุณจริงๆ ที่พิการ" เขาย้ำ
- สื่อสารจากงานศิลป์
อนิรุจน์ พันธ์จบสิงห์
สีหน้ายิ้มแย้ม และท่าทางเป็นมิตรของเขา มักทำให้ใครต่อใครอดที่จะเข้ามาพูดคุยด้วยไม่ได้ ถ้อยประโยคสนทนาต่างๆ อนิรุจน์ พันธ์จบสิงห์ สามารถเข้าใจได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป เพียงแต่การโต้ตอบของเขานั้นทำได้เพียงขยับท่าทางจากมือทั้ง 2 ข้างเท่านั้น
"มีหลายคนครับที่เข้ามาคุยกับผม เพราะนึกว่าผมเป็นคนปกติ" ภาษามือที่ถูกถ่ายทอดผ่าน สร้อยทอง หยกสุริยันต์ นักวิชาการล่ามภาษามือ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ล่ามเฉพาะกิจในการสนทนาครั้งนี้บอกไว้อย่างนั้น
อาการหูหนวกของเขาไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด ในความรู้สึกส่วนตัวเขาคิดว่าน่าจะมาจากการพัฒนาการด้านการพูดที่ค่อนข้างช้า ส่งผลถึงการได้ยินเสียงในเวลาต่อมา
"ที่บ้านพี่น้อง 3 คน หูหนวกหมดทุกคนเลยครับ ตัวผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดปกติตรงไหน คิดว่าน่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่ที่บ้านผมจะดูแลเป็นอย่างดีครับ มีการใช้ท่าทางธรรมชาติในการสื่อสาร หรือบางทีคุณพ่อคุณแม่พูดผมก็ใช้วิธีอ่านปากเอา พยายามใช้เสียงที่มีอยู่พูดกับท่าน พอมีเสียงนิดหน่อย แต่ก็ไม่รู้ว่าเสียงเป็นยังไง สังเกตจากแรงสั่นสะเทือนของอวัยวะในตัวทำให้รู้ว่ามีเสียงออกมาเวลาคุยกับเพื่อน"
ด้วยความที่ไม่อยากให้ทางบ้านเป็นห่วง เขาจึงพยายามขวนขวายหาทางประกอบอาชีพเพื่อจะได้ดูแลตัวเองต่อไปในอนาคต จนกระทั่งมีรุ่นพี่หูหนวกคนหนึ่งแนะนำวิทยาลัยราชสุดาให้ เขาจึงเลือกเข้าเรียนต่อปริญญาตรีในสาขางานปั้นเซรามิกที่นี่
เริ่มแรกอาจจะลำบาก แต่ก็ไม่เกินความพยายามของคนๆ หนึ่งที่จะทำให้สำเร็จได้ หลังจากฝึกฝนฝีมือการปั้นได้ระยะหนึ่ง อนิรุจน์ ก็สามารถคว้าเหรียญรางวัลในการแข่งขันฝีมือคนพิการของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาเซรามิกมาได้สำเร็จ ก่อนเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดที่ญี่ปุ่น และได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทงานปั้นเซรามิกกลับมา
"ตอนแข่งทำชิ้นงาน ชุดถ้วยกาแฟรูปปลาหมึกครับ ที่ปั้นรูปนี้ก็เพราะส่วนตัวชอบธรรมชาติอยู่แล้ว และปลาหมึกก็เป็นสัตว์ที่มีอิสระ คืนก่อนแข่งขันพอดีได้ดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วมีปลาหมึกอยู่ด้วยก็กลายเป็นแรงบันดาลใจของผลงานชิ้นนี้ ไม่คิดเลยครับว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมแค่อยากจะทำงานเป็นอาชีพมากกว่า แต่พอได้ไปแข่งมันก็เกินความคาดหมายเหมือนกันที่ได้รับรางวัลด้วย ตอนนี้มีความสุขมาก"
นอกจากเหรียญรางวัล เขายังคิดถึงอนาคตในวิชาชีพ ในตอนนี้เขากำลังสร้างบริษัทส่งออกเซรามิกของตัวเองให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกด้วย
"ตอนนี้ตั้งใจจะทำเซรามิกขาย และส่งออกครับ ตอนนี้กำลังตั้งบริษัทเป็นของตัวเองอยู่ ก็เริ่มมีงานเข้ามาบ้าง แล้วก็รับงานที่ราชสุดาด้วย ทุกวันนี้ก็มีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการสื่อสาร เพราะผมเป็นคนหูหนวก บางครั้งก็เขียนภาษาไทยออกมาไม่ถูกต้อง สลับกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกท้อแท้นะ ถึงจะมีคนดูถูกบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้สนใจกับสิ่งเหล่านั้น เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกไม่ดี สิ่งที่ผมคิดทุกวันนี้มีอยู่อย่างเดียวก็คือ ครอบครัว อยากทำงานเลี้ยงครอบครัวให้เร็วที่สุด" ภาษาท่าทางที่พรั่งพรู
สำหรับการใช้ชีวิตของคนพิการในสังคมนั้น สิ่งหนึ่งที่ทั้ง 3 คนมองเหมือนกันก็คือ การเปิดโอกาสของคนพิการที่ยังไม่ครอบคลุม ถึงแม้ทุกวันนี้สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงก็มีอยู่บ่อยครั้งที่สังคมเป็นฝ่ายทำให้คนเหล่านั้น "พิการ" ไปโดยปริยาย
คำถามที่น่าจะตั้งต่อไปถึง "คนปกติ" ก็คือ ทุกวันนี้เรายังมองภาพคนพิการด้วยกรอบแว่นเดิมๆ อยู่อีกหรือเปล่า
Tags : คนพิการ


