กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 00:02

เคล็ดลับ ฉบับฟ้าไม่ผ่า

บรา มือถือ ไม้กอล์ฟ MP3 เป็นสื่อล่อฟ้าจริงหรือ ? ข้อควรปฏิบัติระหว่างเกิดฝนฟ้าคะนอง และอีกหลายความสงสัยเรื่องฟ้าผ่า ..ฤดูนี้ ต้องติดตาม

สถิติจากเครื่องเซนเซอร์ระบบการตรวจวัดค่าการเกิดฟ้าผ่าและพายุฝนฟ้าคะนองของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บ่งชี้ว่าในแต่ละเดือนจะมีฟ้าผ่าลงมาในประเทศไทยเฉลี่ย 100,000 ครั้งต่อเดือน ซึ่งหลายครั้งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นับเฉพาะกรณีที่เป็นข่าว ในช่วงเดือนมกราคม 2550 -มิถุนายน 2552 มีผู้เสียชีวิตถึง 39 คน บาดเจ็บ 16 คน ซึ่งแน่นอนว่ายังมีอีกหลายกรณีที่ไม่เป็นข่าว 

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดกลับไม่ใช่จำนวนผู้เสียชีวิต หากเป็นความเข้าใจพื้นฐานของคนใต้ฟ้าที่มีไม่เพียงพอ จนหลายครั้งทำให้เกิดความคิดผิดๆ ต่อปรากฏการณ์ฟ้าผ่า ขณะเดียวกัน ความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

ทำความรู้จักกับ “ฟ้าผ่า

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิชาการ MTEC จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดฟ้าผ่าไว้ในงาน เสวนา “ฟ้าผ่า ข้อเท็จจริงที่ควรรู้” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ว่า

ฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งการที่ภูเขาไฟระเบิด หรือการส่งจรวดพุ่งขึ้นฟ้า มีโอกาสก่อให้เกิดฟ้าผ่าได้ แต่โดยส่วนมากจะมาจากเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือที่นักอุตุนิยมวิทยาเรียกว่า “เมฆคิวมูโลนิมบัส” (Cumulonimbus) ลักษณะเป็นก้อนเมฆขนาดมหึมา บริเวณฐานเมฆ (ขอบล่าง) จะสูงจากพื้นราว 2 กิโลเมตร ส่วนยอดเมฆ (ขอบบน) อาจสูงได้ถึง 20 กิโลเมตร โดยภายในก้อนเมฆมีการไหลเวียนของกระแสอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า” 

โดยขั้นตอนการเกิดฟ้าผ่านั้น ประจุลบด้านล่างก้อนเมฆจะเป็นส่วนที่เหนี่ยวนำให้วัตถุทุกอย่างใต้ก้อนเมฆกลายเป็นประจุบวก พร้อมทั้งดึงดูดให้ประจุบวกวิ่งขึ้นมาหาประจุลบ และเมื่อใดที่ประจุทั้งสองวิ่งขึ้นมาบรรจบกันได้ ก็จะเกิดฟ้าผ่าขึ้น

“ทุกบริเวณใต้เงาเมฆฝนฟ้าคะนองมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดฟ้าผ่าได้หมด ไม่ว่าจะเป็นที่สูง ที่ต่ำ กลางแจ้ง เพียงแต่จุดเสี่ยงที่สุด คือ ที่โล่งแจ้ง เช่น สระน้ำ ชายหาด สนามกอล์ฟ ฯลฯ รวมไปถึงจุดสูงที่สุดในบริเวณนั้นๆ เช่น ต้นไม้ หรือ อาคารสูง เพราะเป็นระยะที่สั้นที่สุดที่ประจุบวกและประจุลบจะวิ่งมาบรรจบกัน ดังนั้นวัตถุที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดฟ้าผ่าใส่มนุษย์ได้มากที่สุด คือ วัตถุที่อยู่สูงเหนือจากศีรษะมนุษย์ขึ้นไป โดยเฉพาะสิ่งของที่มีปลายแหลม เช่น ร่มที่ด้านปลายบนสุดเป็นเหล็กแหลม” ดร.บัญชาอธิบาย

ในความเป็นจริงฟ้าผ่ามีถึง 4 รูปแบบด้วยกัน นั่นคือ ฟ้าภายในก้อนเมฆ ซึ่งเป็นแบบที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด แต่ไม่อันตรายต่อคนบนพื้นดิน โดยฟ้าผ่าชนิดนี้จะทำให้เกิดการเปล่งแสงกะพริบภายในเมฆขึ้น หรือ “ฟ้าแลบ” นั่นเอง ส่วนแบบที่สอง คือ ฟ้าผ่าจากเมฆก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการบรรจบกันของประจุบวกและลบระหว่างก้อนเมฆ ซึ่งไม่มีอันตรายถึงพื้นดินเช่นกัน

ส่วนฟ้าผ่าที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดก็คือ ฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้น โดยจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใต้เงาเมฆเป็นหลัก ฟ้าผ่าชนิดนี้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีฟ้าผ่าแบบสุดท้าย ที่คนส่วนมากมักไม่ทราบว่าสามารถเกิดขึ้นได้ นั่นคือ ฟ้าผ่าจากยอดเมฆลงสู่พื้น

ฟ้าผ่าชนิดนี้อันตรายมากเพราะคนมักไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น แม้ว่าเราจะมองไปบนฟ้าแล้วท้องฟ้าแจ่มใส แต่เมฆฝนที่อยู่ห่างไปถึง 30 กิโลเมตร ก็มีโอกาสผ่ามาที่จุดที่เรายืนอยู่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นห้ามชะล่าใจไปอยู่ที่โล่งแจ้งถ้าเราสามารถมองเห็นเมฆฝนได้อยู่ แม้ว่าฟ้าผ่าชนิดนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย แต่ก็ทรงพลังมากกว่าฟ้าผ่าทั่วไปถึง 10 เท่า” ดร.บัญชา กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เป็นที่มาของคำว่า “ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ”

นอกจากนี้ หัวหน้ากองเทคโนโลยีสายส่งและการบิน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กิตติ เพ็ชรสันทัด ชี้ว่า พื้นที่ภาคใต้ของไทย ตั้งแต่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ ระนอง และพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ฝนตกชุกและอยู่ระหว่าง 2 ฝั่งมหาสมุทรที่มีความชื้นของทะเล ก็มีโอกาสฟ้าผ่าสูงกว่าพื้นที่อื่น 

"ภาคตะวันออก อย่าง จันทบุรี และตราด ก็ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศบ่อยและมีเขาสูง ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโอกาสแต่ไม่มากนัก และส่วนใหญ่ฟ้าจะผ่าลงในบริเวณที่มีต้นไม้สูง อาคารสูง และหอคอยสูง ซึ่งจุดเหล่านี้ถูกป้องกันโดยระบบล่อฟ้าเรียบร้อยแล้ว" กิตติ บอกอีกด้วยว่า ช่วงที่มีฝนฟ้าคะนองมากเป็นพิเศษจะเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงฤดู ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และ เดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

หลบที่ไหนปลอดภัยจาก ฟ้าผ่า

ดร.คมสัน เพ็ชรรักษ์ หัวหน้าห้องจำลองฟ้าผ่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมให้คำแนะนำว่าไม่ควรจะอยู่ในบริเวณที่โล่งแจ้ง เช่น ทุ่งนา สระน้ำ สนามกอล์ฟ ในระหว่างมีฝนฟ้าคะนอง

“การอยู่ในที่โล่งแจ้งจะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการถูกฟ้าผ่ามากขึ้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ก็ขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่รวมกลุ่มกันหลายๆ คน อย่าอยู่ในที่สูงหรือชูวัตถุใดๆ ขึ้นไปบนฟ้า และควรหลีกเลี่ยงแหล่งน้ำ หรือสระน้ำด้วย เพราะเป็นสื่อนำไฟฟ้าชั้นดี แต่ถ้าจำเป็นต้องหลบใต้ต้นไม้จริงๆ ก็ขอให้หลบใต้ต้นไม้ที่เตี้ย อย่าเลือกต้นไม้สูง”

ดร.คมสันชี้ว่า การหลบใต้ต้นไม้ไม่ใช่ความคิดที่ปลอดภัยนัก เพราะหากมีอวัยวะส่วนใดส่วนใดส่วนหนึ่งไปแตะโดยต้นไม้  จะทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้า ณ จุดสัมผัสโดยตรง 

หัวหน้าห้องจำลองฟ้าผ่า เตือนด้วยว่า นอกจากอันตรายจากฟ้าผ่าโดยตรงหรือถูกฟ้าผ่าจากการสัมผัสวัตถุอื่นแล้ว ยังมีฟ้าผ่าประเภทอื่นๆ ที่ทำอันตรายได้อีก 

เช่น ถึงแม้จะยืนอยู่ห่างจากต้นไม้ โดยไม่มีร่างกายส่วนใดสัมผัสกับต้นไม้ แต่ "ฟ้าแลบด้านข้าง" หรือ Side Flash ก็สามารถทำอันตรายกับผู้ที่ยืนห่างออกไปในระยะที่ไม่ไกลมากได้ เพราะกระแสไฟฟ้าสามารถ “กระโดด” เข้าสู่ตัวคนทางด้านข้างได้ และกรณีที่พบมากคือ "กระแสไฟฟ้าไหลตามพื้น" (Ground Current) ซึ่งเกิดจาก "แรงดันไฟฟ้าช่วงก้าว" (Step Voltage) เพราะจุดที่ถูกฟ้าผ่า กระแสไฟฟ้ายังสามารถวิ่งออกไปยังบริเวณโดยรอบ เช่น จากลำต้นลงมาที่โคนต้นไม้และกระจายออกไปตามพื้นดินที่มีน้ำเจิ่งนอง ซึ่งหากกระแสวิ่งผ่านเข้าสู่ตัวคน อาจได้รับอันตรายจนถึงเสียชีวิต

หนึ่งในที่หลบฉุกเฉินที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่งคือรถยนต์ เพราะรถยนต์ส่วนมากจะมีการทดสอบการถูกฟ้าผ่ามาเรียบร้อยแล้ว ขอเพียงแต่เข้าไปนั่งในรถอย่าสัมผัสส่วนที่เป็นโลหะ เอามือกอดอกหรือวางบนตักเอาไว้ รวมไปถึงปิดหน้าต่างทุกบาน นอกจากนี้ต้องไม่จอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่ มิเช่นนั้นโอกาสที่จะโดน Side flash ก็ยังคงมีอยู่

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำคือ การหลบภายในอาคารที่มีสายล่อฟ้า พร้อมทั้งปิดประตู หน้าต่าง และเข้าไปอยู่ในห้องชั้นใน แต่ถ้าหากเป็นอาคารที่ไม่มีสายล่อฟ้า ก็ควรหลีกเลี่ยงจุดที่ไฟสามารถวิ่งเข้าถึงได้ เช่น สายไฟ สายอากาศ สายโทรศัพท์และท่อน้ำ และถ้าไม่ต้องการให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ควรถอดสายไฟ สายโทรศัพท์ หรือสายโมเด็มออก ก่อนที่จะเกิดฝนฟ้าคะนอง

“อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ การใช้โทรศัพท์แบบมีสายในอาคาร เพราะกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะวิ่งผ่านอุปกรณ์ด้านนอกอาคารที่ต่อกับสาย โทรศัพท์ แล้วเข้ามาทำอันตรายผู้ใช้โทรศัพท์ได้โดยตรง ที่สหรัฐอเมริกา มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากโทรศัพท์บ้านเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นประชาชนควรจะให้ความสนใจในการติดตั้งสายดินให้มากขึ้น เพราะแม้แต่จานดาวเทียมหรือเสาอากาศทีวีก็มีโอกาสที่จะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเช่นกัน” สรรเสริญ ทรงเผ่า วิศวกรฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท ทีโอที จำกัด เสริม

โลหะ มือถือ สื่อล่อไฟฟ้า?

มีการถกเถียงกันอย่างมากว่า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ อย่าง โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 รวมถึงเครื่องประดับโลหะ เช่น สร้อย ตะกรุด เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าหรือไม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาข่าวมักกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสื่อนำไฟฟ้า

ในประเด็นนี้ ดร.คมสัน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

“โลหะและโทรศัพท์มือถือไม่นับว่าเป็นสื่อล่อฟ้าแน่นอน เพราะมือถือเวลาใช้งานจะอยู่ต่ำกว่าตัวคนซึ่งไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงเหมือนกับการชูร่มขึ้นไปบนฟ้า ที่สำคัญพลังงานของสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่สามารถทำให้อากาศแตกตัวเป็นตัวนำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมแนะนำให้พกพาโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงถูกฟ้าผ่านะ เพราะแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ อาจถูกเหนี่ยวนำจนเกิดการลัดวงจรและเกิดการระเบิดจนเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บได้ หรือแม้แต่การที่น้ำเข้าโทรศัพท์เองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ลัดวงจรได้ อย่างน้อยควรปิดมือถือในช่วงฝนตก”

ส่วนอุปกรณ์ หรือเครื่องประดับที่มีส่วนผสมของโลหะนั้น สรรเสริญ ทรงเผ่า จาก ทีโอที ก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะอาจทำให้ผู้สวมใส่บาดเจ็บได้

“สร้อยโลหะเองก็ไม่ใช่สื่อล่อฟ้า แต่เมื่อฟ้าผ่ามาที่คน กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายจะถูกเหนี่ยวให้มาที่สร้อยเป็นปริมาณมาก เพราะมีค่าความต้านทานต่ำกว่าตัวคน ทำให้เกิดความร้อนและละลาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้าผ่าได้รับบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นหากมีอุปกรณ์โลหะ เช่น ไม้กอล์ฟ หรือ เบ็ดตกปลา ก็ควรรีบวางให้ห่างจากตัวมากๆ ไว้ก่อน” สรรเสริญ อธิบายอีกว่าศพของผู้ที่ถูกฟ้าผ่า มักมีรอยไหม้ บริเวณที่มีเครื่องประดับโลหะ เช่น เข็มประจำสถาบัน ตะกรุด หรือแม้แต่ โครงยกทรง

เปรี้ยงเดียว (ยังไม่) จอด

ข้อมูลจาก รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ จากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ผู้ถูกฟ้าผ่าประมาณ 1/3 หรือร้อยละ 30 เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนที่รอดจะมีความพิการถาวรจากการถูกทำลายระบบประสาท เช่น อัมพาต ตาบอด หูหนวก เป็นต้น

แต่ใช่ว่าทุกคนที่โดนฟ้าผ่าจะต้องพิการเสมอไป บางครั้งถ้ากระแสไฟฟ้าแล่นผ่านนอกตัว ไม่ได้เข้าไปอวัยวะภายใน ก็อาจบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ซึ่งในด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น นพ. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ให้คำแนะนำว่า

“ควรสังเกตก่อนว่าพื้นที่นั้นยังเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าซ้ำหรือไม่ อย่าย่ามใจว่าฟ้าจะไม่ผ่าลงมาซ้ำสอง ถ้ายังเสี่ยงอยู่ให้รีบย้ายผู้บาดเจ็บไปยังจุดปลอดภัย ส่วนเรื่องที่จะมีกระแสไฟฟ้าหลงเหลืออยู่ในตัวผู้ถูกฟ้าผ่าหรือไม่นั้น ขออธิบายว่าไม่มีเหลือแล้ว เราสามารถแตะต้องตัวผู้ถูกฟ้าผ่าได้ทันทีไม่เหมือนกับกรณีคนถูกไฟดูด”

ส่วนการจะเลือกช่วยใครก่อนในกรณีมีผู้ถูกฟ้าผ่าหลายคน นพ.ประวิทย์ แนะนำว่าให้ดูลมหายใจเป็นหลัก ถ้าหากใครที่หยุดหายใจให้รีบช่วยเหลือก่อนเพราะแสดงว่าอาการหนักที่สุด  

“สำหรับวิธีการช่วยเหลือให้ใช้การทำ CPR หากผู้บาดเจ็บหมดสติไม่รู้ตัว ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลทันที เพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน โดยวิธีการผายปอดด้วยการให้ลมทางปาก หรือที่เรียกว่า “เป่าปาก” ร่วมกับนวดหัวใจ โดยวางมือตรงกึ่งกลางลิ้นปี่เล็กน้อย  ถ้าทำการปฐมพยาบาลคนเดียวให้นวดหัวใจ 15 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 2 ครั้ง ถ้าทำการปฐมพยาบาลสองคน ให้นวดหัวใจ 5 ครั้งสลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง ก่อนนำผู้ป่วยส่งแพทย์ต่อไป”

...............

ใครที่เคยสาบานพล่อยๆ ให้ฟ้าผ่า(ตาย)ไว้ อาจจะโล่งใจได้ ถ้าปฏิบัติตามเคล็ดไม่ลับฉบับนี้

  • ทำอย่างไรถึงจะไม่โดน “ผ่า”

นอกจากต้องระวังตัวจากฟ้าผ่าระยะไกลดังที่กล่าวไปแล้ว ดร.บัญชา เพิ่มเติมอีกว่า ยังมีกฎจำง่ายๆ ที่ชื่อว่า 30/30

"เลข 30 ตัวแรก มีหน่วยเป็นวินาที หมายถึง หากเห็นฟ้าแลบแล้วได้เสียงฟ้าร้องตามมาภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที ก็แสดงว่า เมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ใกล้เพียงพอที่ฟ้าผ่าจะทำอันตรายคุณได้ ให้หาที่หลบทันที

ส่วนเลข 30 ตัวหลัง มีหน่วยเป็นนาที หมายความว่า หลังจากที่พายุฝนฟ้าคะนองหยุดลงแล้ว (ฝนหยุดและไม่มีเสียงฟ้าร้อง) คุณควรจะรออยู่ในที่หลบอีกอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้มั่นใจว่าเมฆฝนฟ้าคะนองได้ผ่านไป หรือสลายตัวไปแล้ว"

นอกจากนี้ ดร.บัญชา ยังแนะนำการสังเกตสัญญาณการเสี่ยงถูกฟ้าผ่าจากร่างกายของตนเองว่า หากเส้นผมเกิดชี้ตั้งขึ้นมาทั้งๆ ที่อากาศไม่เย็น ให้รีบหาที่ปลอดภัยหลบทันที เพราะอาการดังกล่าวแสดงถึงการถูกเมฆเหนี่ยวนำอย่างแรงอยู่นั่นเอง

หรือไม่ก็ "นั่งยองๆ เท้าชิด มือปิดหู" ...ท่าบังคับยามฟ้าผ่า

"เมื่อไม่สามารถหาที่หลบได้จริงๆ ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การนอนราบไปกับพื้น เพราะจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างเรากับพื้นดิน ควรนั่งยองๆ เอาเท้าชิดกัน แล้วเอามือปิดหู เพื่อลดโอกาสที่กระแสไฟฟ้าจะไหลเวียนได้ครบวงจร รวมถึงลดโอกาสที่แก้วหูจะฉีกขาดจากเสียงฟ้าผ่าอีกด้วย" 

Tags : ฟ้าผ่า

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

บทความนี้มีประโยชน์มากค่ะ แถวบ้านฝนตกฟ้าผ่าบ่อย ๆ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement