ศิลปินรุ่นใหญ่ตลาดเปิด โชว์บิซจัดทัพขึ้นเวที แฟนเพลงรุ่นเก่ากรี๊ดสนั่น ไทยทิคเก็ทฯ ลั่นบัตรขายเกลี้ยง เล็งเปิด Live House สนองคนหลงรุ่น
ชื่อของ ดิ อิมพอสสิเบิ้ล, เศรษฐา ศิระฉายา, วินัย พันธุรักษ์, แกรนด์เอ็กซ์, อัสนี-วสันต์ จัดเป็นภาพต่อเนื่องของวงการสตริงคอมโบจากยุคซิกซ์ตีส์ต่อถึงเซเวนตีส์ ที่กลับมาคืนเวทีอีกคราในระยะ 3-4 ปีหลัง แต่รุ่นพี่กว่านั้น อย่าง ชรินทร์ นันทนาคร นักร้องลูกกรุงเสียงอมตะ เพิ่งสร้างสถิติใหม่ในวัยอาวุโส ด้วยการขายบัตรคอนเสิร์ตหมดเกลี้ยงตลอดทั้ง 4 รอบของการแสดงที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
นี่คือภาพสะท้อนถึงความเป็นไปของธุรกิจบันเทิงยุคนี้ ที่ต้องการคำนิยามเสียใหม่ เพราะผู้เสพหลักอาจมิได้มีเพียงวัยรุ่นคนหนุ่มสาวเหล่า “เฟิร์สท์ จ็อบเบอร์” อีกต่อไป แต่การออกมาส่งเสียงบริโภคของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่อย่างเป็นกระแสต่อเนื่องเช่นนี้ เพิ่มน้ำหนักให้เกิด “อุปสงค์” อันส่งผลสะเทือนต่อ “อุปทาน” อย่างมีนัยสำคัญ
-1-
“พูดถึงกระแสนี้ เอาเข้าจริงๆ กลับมาโดยอายุของแฟนเพลงนั่นแหละ ถึงวันนี้แล้ว บรรดาแฟนเพลงคงอายุ 40-50 ปี ซึ่งน่าจะเป็นผู้บริหารระดับกลางและสูง หรือเจ้าของกิจการ พวกเถ้าแก่ คนเหล่านี้จะไม่มีปัญหาเรื่องของรายได้ แต่จะพบว่าตัวเองหลงรุ่น หรือเกิด lost in generation ขึ้นมา และต้องการทางออก” ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ ผู้จัดอีเวนท์คอนเสิร์ตระดับอ๋องของไทย เริ่มต้นบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ให้ “จุดประกาย” ฟัง ก่อนย้อนเปรียบเทียบถึงตัวเองว่า
“อาการแบบนี้ เป็นแบบเดียวกันกับผม คืออยากจะออกไป hang out อยากไปเที่ยวข้างนอก ตามสถานที่ต่างๆ แต่ไม่มีที่ไหนให้ไปเลย ส่วนใหญ่พวก 40-50 ปี ถ้าเป็นเสี่ยหน่อย ก็จะไปค็อกเทลเลาจน์ ไปเลี้ยงดริงก์ผู้หญิง หรือไปอาบอบนวด แต่ถ้าไม่ชอบ หรือเป็นคนไปฟังเพลงจริงๆ จะไม่มีสถานที่เหล่านี้เลย เรื่องจะไป สลิม หรือ รู้ท (รู้ท 66 ผับย่านอาร์ซีเอของเด็กวัยรุ่น) ก็คงไม่เหมาะ”
ชนินทร์ เห็นว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ เป็นพวกไม่มีที่ไป นอกจากเดินห้าง สร้างกิจกรรมกินตามร้านอาหาร แล้วก็ดูหนัง ดังนั้น พอมีคอนเสิร์ตก็เลยเป็นทางออกทำให้มีช่องทางใช้เงินอีกช่องทางหนึ่ง ยิ่งเมื่อผนวกกับพฤติกรรมของวัยรุ่นยุคนี้ที่มีช่องทางสนใจหลากหลาย พลังการบริโภคของกลุ่มคนวัยฉกรรจ์จนถึงวัยดึก จึงมีน้ำหนักขึ้นมาเห็นๆ
“วัยรุ่นยุคนี้ต่างจากวัยรุ่นยุคก่อน สมัยก่อนมีแค่เพลงกับหนัง สมัยนี้ นอกจากเพลง หนัง แล้วยังมี เกมส์ เน็ต มือถือ บอล อีกต่างหาก ขณะที่แนวเพลงของเด็กวัยรุ่นกระจายออกไป มีทั้งแร็พ อัลเทอร์เนทีฟ เกาหลี ญี่ปุ่น ร็อค บริทป๊อป”
“ขณะที่ ตอนนี้ หากคุณจัดคอนเสิร์ตต่างประเทศ เอาวงอย่าง แกรนด์ฟังค์ เรลโรด หรือ ซีซีอาร์ มาแสดง รับรองขายบัตรได้เห็นๆ
มุมมองของ ชนินทร์ ผู้สร้างตำนาน “นินจา” ตรงกับ ยุทธนา บุญอ้อม หรือ ป๋าเต็ด อดีตผู้บริหารคลื่นแฟท ปัจจุบันเป็นผู้บริหารค่ายเพลงสนามหลวง ในประเด็นของกำลังซื้อเป็นตัวกำหนดกระแส
“เราสามารถตีตารางเป็นช่องๆ เป็นกลุ่มๆ ได้เลย มันจึงเกิดโชว์บิซที่รองรับคนกลุ่มต่างๆ อย่างเช่น มีโชว์รองรับคนรุ่นโก๋หลังวัง ซึ่งก็ยังจัดงานรำลึกเอลวิส (เพรสลีย์) กันทุกปี หรืออย่างกลุ่มแกรมมี่ จัด ใหม่-ติ๊นา ก็เต็ม อัสนี-วสันต์ ก็เต็ม แฟนเพลงเป็นกลุ่มคนที่เติบโตจากยุค 90 ส่วนแก็งเบเกอรีซาวด์ ก็จะโชว์ตามงานเฟสติวัลต่างๆ"
ป๋าเต็ด เห็นว่า ยุคทศวรรษ 80 คือยุคของแกรมมี่ ส่วนยุคทศวรรษ 90 คือยุคของเบเกอรี ดังนั้น หากในวันนี้ คือวันที่คนฟังเพลงยุค 90 โตขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อไปผับไหน เราจะได้ยินคนเล่นเพลงเบเกอรีเต็มไปหมด และเขาเชื่อว่าถึงที่สุดกระแสเรโทรไม่มีโอกาสตาย เพราะจะมีการทดแทนกันรุ่นต่อรุ่น เช่นในอนาคตจะมีแฟนเพลงที่ชื่นชอบ อีทีซี หรือ แทททูคัลเลอร์ ในแบบของเขา เป็นต้น
“คนจะมีความฝังใจกับเพลงที่เขาชื่นชอบในยุคที่เป็นวัยรุ่น ผมว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ อย่างที่ฝรั่งมีทฤษฎีว่า ศิลปินที่เราชอบตอนอายุ 12-13 จะเป็นฮีโร่ของเราไปตลอดกาล ดังนั้น พอช่วงวัยมาถึงช่วงหนึ่ง คนจะเริ่มมีคอมมูนิตีส่วนตัว อย่างทัวร์ของ อัสนี-วสันต์ คนจะแน่นมาก เดินเข้าไปก็ จะเจอคนกลุ่มวัยเดียวกัน คนอายุ 12-13 ในช่วงวัยที่พี่ป้อมเขา peak พอถึงวันนี้ อาจจะหมายถึงคนวัย 40 หรือ 35 อัพ
“เช่นเดียวกัน คนที่ชอบฟังเพลงแบบลูกกรุง ก็จะเป็นรุ่นใหญ่กว่านั้น หรือทุกวันนี้ เราก็จะเห็นงานเอลวิส (เพรสลีย์) ที่เกิดเป็นคอมมูนิตีย่อย หรือสถานที่ที่จัดเป็นเวทีลีลาศ อันนี้มีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าวิธีการของการทำมาร์เก็ตติ้ง ทั้งอีเวนท์ ออร์แกไนเซอร์ และมีเดียของค่ายเพลง รวมถึงตัวสปอนเซอร์เอง หันมาให้น้ำหนักกับกิจกรรมนี้กันมาก”
สิ่งที่น่าสังเกตอยู่ตรงที่ว่า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่จำพวก “นิว มีเดีย” มีส่วนสนับสนุนและเป็นช่องทางในการสื่อสารให้ตลาดเพลง “หลงรุ่น” (Lost in Generation) กลับมาเติบโตได้อย่างสะดวกง่ายดาย ดังที่ ชนินทร์ ชี้ว่า ศิลปินพวกนี้แทบไม่มีการออนแอร์ผ่านสื่อกระแสหลักด้วยซ้ำ
ในมุมนี้ ยุทธนา เสริมว่าคนที่จะทำงานลักษณะนี้ จะไม่มองว่าเพลงมีอะไรบ้าง แต่ต้องมองให้ออกว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร พวกเขาต้องการอะไร และมีกำลังซื้อแค่ไหน
“บางทีจัดงานไม่ต้องการใช้สื่อเยอะๆ แค่สื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ ก็จบแล้ว อีกทั้งสื่อยุคใหม่รองรับวิธีการเจาะตรงเข้ากลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น”
-2-
วิธีการสื่อสารที่ได้ผล คือการเลือกดูจากฐานข้อมูลความสนใจของลูกค้าหรือผู้บริโภคเป็นทุนเดิม เช่น ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไหน ชอบศิลปินคนใด สนใจชมการแสดงประเภทไหน หากมีการพัฒนาฐานข้อมูลในส่วนนี้ขึ้นมา ย่อมเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ผู้จัดการทั่วไป ไทยทิคเก็ทเมเจอร์ หนึ่งในผู้ให้บริการด้านการจำหน่ายตั๋วคอนเสิร์ตและการแสดง เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังจะมีการให้บริการเสริมด้านนี้สำหรับลูกค้า
“คอนเสิร์ตเรโทรเช่นนี้ บางทีการโปรโมทผ่านสื่อโดยตรงอาจจะไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย ทางไทยทิคเก็ทฯ มีดาตาเบส รู้จักคอมมูนิตี หรือแฟนคลับของศิลปินดี สามารถให้บริการลูกค้า เพราะเรามีบันทึกว่าลูกค้าเลือกชมงานประเภทใด มีการจัดแบ่ง category ในอนาคต เราจะให้บริการได้ดี ทั้งอีเมล และไดเร็คท์เมล”
จากฐานข้อมูลที่ได้รับ โชคชัย วิเคราะห์ว่า ผู้ชมในกลุ่มเรโทรมีลักษณะเป็นแฟนเพลงที่เหนียวแน่น กอปรกับคอนเสิร์ตของศิลปินเหล่านี้หาโอกาสดูได้ยาก เมื่อมีการฟอร์มวงแสดงย่อมทำให้เกิดคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ และไม่สามารถไปลงแสดงตามผับกลางคืนได้เหมือนเพลงแนวอื่นๆ
“ศิลปินหลายรายมีคอนเสิร์ตต่อเนื่องทุกปี อย่าง ต้อย เศรษฐา (ศิระฉายา) 5 ปีที่ผ่านมา ขายหมด ณ ฐานผู้ชม 5 พันคน หรือศิลปินวินัย (พันธุรักษ์) กับลูกไม้ใกล้ต้น ส่วน ชรินทร์ มีทุกปี โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างมาก แสดง 4 รอบศูนย์วัฒนธรรมฯ รวมแล้วคนดูกว่า 8,000 คน”
หัวเรือใหญ่ของไทยทิคเก็ทเมเจอร์ อธิบายต่อว่า การจัดคอนเสิร์ตเรโทรฯ จะซ้ำซาก (cliche) หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการโปรดิวซ์การแสดงว่ามีการกำหนด theme หรือวางแนวคิด creative ของงานอย่างไร
“เช่น ชรินทร์ ปีนี้ดีมากๆ มีแขกรับเชิญอย่าง สวลี (ผกาพันธ์) ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้ร้องร่วมกันบนเวทีมานานมากแล้ว หรือแขกรับเชิญบางคนเดินทางมาจากต่างประเทศ หรือกรณีของ ต้อย เศรษฐา ซึ่งเน้นเพลงฮิตหมด แต่บางปีเปลี่ยนเป็นเพลงต่างประเทศเป็นหลัก”
ส่วนรายชื่อศิลปินที่มีเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ เป็นจำนวนมาก ว่าปรารถนาจะได้ชมนั้น หลักๆ คือ วงดิ อินโนเซ็นซ์ ตามมาด้วย รอยัล สไปรท์ นอกจากนี้ คือพวกรวมเพลงเป็นชุดๆ อย่าง 18 กะรัต รวมดาวต่างๆ หรือออกเป็นค่ายๆ เช่น คีตา เป็นต้น
“ที่น่าห่วงอย่างเดียว คือความคาดหวังของแฟนเพลง แต่กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป นักร้องอาจไม่เหมือนเดิม ก็อาจทำให้คนดูผิดหวังได้ แต่ที่ผ่านมา คอนเสิร์ตของศิลปินเหล่านี้จะมีความตั้งใจและมีการเตรียมความพร้อมค่อนข้างสูง ศิลปินไทยต้องมีสปิริต ถ้าไม่พร้อมไม่แสดงดีกว่า บางครั้งอาจจะมีอาการอ่อนซ้อม ทำให้คนดูไม่แฮปปี้”
-3-
นอกจากเหตุผลด้านกำลังซื้อ และปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดกระแสคอนเสิร์ตเรโทรแล้ว เสน่ห์ประการหนึ่งของเพลง “หลงรุ่น” คือบุคลิกภาพของเสียงที่มีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง
เช่น แกรนด์เอ็กซ์ ย่อมไม่เหมือน แมคอินทอช และแตกต่างไปจาก คีรีบูน และพลิกไปคนละทางเมื่อเปรียบเทียบกับ ภูสมิง หน่อสวรรค์ เป็นต้น ขณะที่เพลงหลังจากนั้นจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “แกรมมี่ซาวด์” และ “อาร์เอสซาวด์” ซึ่งฟังเหมือนๆ กันไปหมด อาจจะเปลี่ยนแค่เสียงคนร้อง เท่านั้นเอง นอกจากนั้นแทบไม่มีอะไรแตกต่าง
เรื่องนี้ จิรพรรณ อังศวานนท์ นักดนตรีและโปรดิวเซอร์ระดับแนวหน้า วิเคราะห์ว่าปัจจัยที่มีส่วนทำลายบุคลิกภาพเฉพาะตัว ที่เคยมีปรากฏในเพลงรุ่นก่อนหน้า คือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “ดรัม แมชีน” (drums machine) ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันคือหุ่นยนต์ที่ทำลายความเป็นมนุษย์ และทำลายความเป็นดนตรีลงไปอย่างน่าเสียดาย
“จริงๆ เราพยายามไม่ใช้ เพราะซาวด์ของดรัม แมชีน มันเหมาะกับเพลงบางจำพวกเท่านั้น พวก dance หรือ electronica มากกว่า แต่ยุคนั้นทำกันหมด ชนิดที่เรียกว่ามือกลองจริงๆ ต้องตกงานเลยทีเดียว”
ด้าน ชนินทร์ เพิ่มเติมมุมมองว่า เพลงยุคก่อนแกรมมี่ จะมีเมโลดีสวยงาม ฮาร์มอนีเฉพาะตัว และมีความเป็นไทยค่อนข้างสูง
“หลายเพลงเพราะมาก แต่เด็กรุ่นนี้อาจจะไม่เคยได้ยิน ไม่รู้ว่ามาจากไหน บางทีไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เป็นเพลงของใคร น้อยคนจะรู้ว่าเป็นเพลงเก่า หรือบางทีไปฟังเพลงของควีนแล้วงงว่าสมัยก่อนมีเพลงเท่ๆ แบบนี้ด้วยเหรอ”
ชนินทร์ ไม่ได้มองการเกิดกระแสเรโทรเป็นปรากฏการณ์ใหญ่โตอะไร ในทางตรงกันข้าม เขากลับเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“ประเด็นนี้ เอาเข้าจริงๆ ไม่ได้กลับมาที่ดนตรีอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของแฟชั่นการแต่งกายด้วย ผมเองไม่ได้มองว่ามันเป็นปรากฏการณ์ แต่มองเป็นวัฏจักรที่เป็นไป เหมือนเกิดแก่เจ็บตาย อยู่ที่การกลับมาในเวลาเหมาะสม”
นอกจากคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบแล้ว หากการกลับมาในเวลาที่เหมาะสมเช่นนี้ จะสามารถขยายความต่อได้มากกว่านั้น ชนินทร์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อจอมโปรเจ็กท์” แถลงปิดท้ายว่า เขาอยากให้มีนายทุนเสนอที่ดินแปลงงามบนถนนสุขุมวิท เพื่อทำ Live House ตอบสนองคน “หลงรุ่น” ด้วยกัน
“ทำเป็นสถานที่ดีๆ เสียงดี วงดี ทำเป็น theme อาจจะมีบีจีส์ ควีน อีเกิลส์ ในแต่ละสัปดาห์ ทุกวันนี้ สถานที่ดี แต่วงเล่นแย่ ไปเจอวงดีๆ เล่น แต่สถานที่ไม่ดี เสียงแย่ หากคอนเสิร์ตเรโทรกลับมาได้ ในอนาคต สถานที่ชั้นดีในอดีต อย่าง คาซาบลังกา มณเฑียรทอง เดอะ ไนน์ แมนดาริน เพรสซิเดนท์ ก็น่าจะกลับมาได้เช่นกัน” น้ำเสียงในช่วงท้าย แฝงด้วยความสดใสชนิดที่คนฟังสัมผัสได้
Tags : ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ • ยุทธนา บุญอ้อม • โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร
