กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 14 มิถุนายน 2552 00:01

กีวีนิวซีแลนด์ ผลไม้ของคนทั้งโลก

ลักษณะสวนและต้นกีวี ปลูกเป็นแถวเรียงกันไป ระหว่างแถวของต้น ตัวเมียสลับกับต้นตัวผู้

ดอน-จูดิธ ไฮแลนด์ เกษตรกรเจ้าของสวนกีวี และแดเนียล แมทธีสัน (กลาง)

มุมหนึ่งของบ้านที่สวยงามและดูน่าอบอุ่นของเกษตรกรผู้ปลูกกีวี - ของหวานหลังอาหารกลางวันที่บ้าน 'ดอน ไฮแลนด์' เมอแรงก์แต่งหน้าด้วยครีม และกีวีเนื้อฉ่ำสีทองกับสีเขียว

คาเนเป้ก่อนมื้ออาหารที่ใช้กีวีเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุง - อาหารจานหลัก สันในเนื้อแกะซอสกีวี (ที่ Matahui Lodge)

เจ้าหน้าที่วัดความคงตัวของเนื้อกีวี เนื้อกีวีต้องไม่นิ่มเกินไป เพราะส่งผลถึงรสชาติที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน - การสุ่มตรวจรูปทรงกีวีที่ส่งมาเก็บไว้ในโกดังรอส่งเรือไปต่างประเทศว่าได้มาตรฐานหรือไม่

ดร.อัลลัน ซีล - กีวีแดงที่เกิดจากการพัฒนาสายพันธุ์

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ย้อนอดีตผลไม้มีชื่อแห่งนิวซีแลนด์ ตามรอยการพัฒนาคุณภาพ 'กีวี' จนเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และการฝ่าวิกฤติกีวี 'ล้นตลาด'

รูปทรง กลิ่น และรสชาติ ทำให้ผลไม้แต่ละชนิด มีเสน่ห์น่าชิมต่างกันไป กีวี (Kiwi) ก็เช่นกัน หลายคนรู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อได้ลิ้มรสชาติหวานอมเปรี้ยวของเนื้อกีวีที่ฉ่ำสด บางคนชอบเนื้อกีวีที่มีสีเขียวเข้มสวยสะดุดตาราวเนื้อหยก กีวีมีปลูกด้วยกันในหลายประเทศ แต่ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักผลไม้ชนิดนี้ในนามกีวี คงต้องย้อนกลับไปที่ประเทศนิวซีแลนด์

ความเป็นมาของกีวี 

เรื่องราวของกีวีเริ่มต้นขึ้นเมื่อราวหนึ่งร้อยปีกว่ามาแล้วเมื่อมิสชันนารีชาวนิวซีแลนด์คณะหนึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศจีน ในการเดินทางกลับมาครั้งนั้นพวกเขานำผลไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า ไชนิส กูสเบอร์รี (Chinese gooseberries) กลับมาด้วย และปลูกลงบนผืนดินของนิวซีแลนด์ครั้งแรกในปีพ.ศ.2407

หลังจากปลูกลงบนผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ของนิวซีแลนด์ ด้วยดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืช ผลไม้ชนิดนี้ก็มีรสชาติดีขึ้น ชาวนิวซีแลนด์กิน 'ไชนิส กูสเบอร์รี' กันมาเรื่อยจนถึงปี พ.ศ.2502 พวกเขาจึงพร้อมใจกันตั้งชื่อใหม่ให้ผลไม้ชนิดนี้ว่า กีวี่ฟรุต (Kiwifruit) ตามชื่อนกกีวีที่เป็นนกสัญลักษณ์ของประเทศ และเพื่อบ่งบอกว่านี่คือผลไม้ที่ส่งออกไปจากนิวซีแลนด์ เพราะในปี พ.ศ.2495 เริ่มมีผู้ปลูกกีวีในนิวซีแลนด์ส่งกีวีไปจำหน่ายยังสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกแต่ยังส่งไปในนาม 'ไชนีส กูสเบอร์รี'

ปัจจุบัน นิวซีแลนด์พัฒนาคุณภาพกีวีจนเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถส่งออกกีวีไปยังผู้บริโภคใน 70 ประเทศ เฉพาะยุโรปทวีปเดียวก็ทำสถิติขายได้ปีละ 1.5 ล้านล้านผล รวมทั้งส่งกีวีมาจำหน่ายยังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย

ปี พ.ศ.2551 นิวซีแลนด์มีส่วนแบ่งทางการตลาดของการบริโภคกีวีในประเทศญี่ปุ่น 16%, เกาหลีใต้ 8%, จีนและฮ่องกง 6%, ไต้หวัน 5% และสหรัฐอเมริกา 4%

แต่กว่าที่นิวซีแลนด์จะประสบความสำเร็จในการส่งออก 'กีวี' ไปทำตลาดในต่างประเทศได้มากขนาดนี้ เกษตรกรผู้ปลูกกีวีในนิวซีแลนด์ก็เคยประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเกษตรกรไทย

Zespri กุญแจแห่งความสำเร็จ 

ราคาผลไม้ตกต่ำเป็นปัญหาความเป็นความตายของเกษตรกรที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ “ผู้ปลูกกีวีในนิวซีแลนด์ก็เคยประสบปัญหาราคากีวีตกต่ำ” มร.แดเนียล แมทธีสัน ผู้จัดการการตลาด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของเซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล (Zespri International Ltd.) กล่าว

แต่ผู้ปลูกกีวีและรัฐบาลนิวซีแลนด์ไม่จำเป็นต้องมานั่งเถียงกันหน้าดำหน้าแดงให้เป็นข่าวระหว่างการจำนำผลผลิตกับการประกันราคา ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าหน่วยงานใดจ้องจะคอร์รัปชันในขั้นตอนไหน ไม่ต้องกลัวพอถึงหน้าฤดูกาลของผลไม้ชนิดใดแล้วจะกลายเป็นความหายนะของเกษตรกรเพราะผลผลิตทำท่าล้นตลาดจนเกษตรกรต้องตัดต้นทิ้งหรือนำผลผลิตมาเททิ้งบนท้องถนน

มร.แดเนียล อธิบายถึงวิธีแก้ปัญหาราคากีวีตกต่ำครั้งนั้นว่า ผู้ปลูกกีวีรวมตัวกันและเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ปัญหา หลังจากร่วมกันระดมสมองและปรึกษาอย่างจริงจัง ผู้ปลูกกีวีก็ช่วยกันจัดตั้งบริษัท เซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า เซสปรี (Zespri) ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2540 ผู้ปลูกกีวี (หรือเจ้าของสวนกีวี) ทุกคนถือหุ้นอยู่ในเซสปรี และขอให้รัฐบาลนิวซีแลนด์เข้ามาช่วยดูแลและวางระเบียบการบริหารงาน

เซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล ทำหน้าที่บริหารจัดการจนทำให้กีวี่เป็นผลไม้ระดับโลก ทำให้ผู้ปลูกกีวีของนิวซีแลนด์ลืมตาอ้าปาก ถ้าพูดถึง ตัวเงิน เกษตรกรผู้ปลูกกีวีมีรายได้มากพอสำหรับการแสวงหาปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตอย่างครบครันไม่เดือดร้อน (ความจริงควรกล่าวว่ามีเหลือเฟือให้อุ่นใจด้วยซ้ำ) ถ้าพูดถึง คุณภาพชีวิต ผู้ปลูกกีวีมีคุณภาพชีวิตไม่ต่างจากซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ไม่ต้องทิ้งบ้านมาตากแดดร้องไห้ขอความเห็นใจหน้ากระทรวง ไม่ถูกระบบและพ่อค้าคนกลางร่วมกันกดหัวกดราคา รัฐบาลนิวซีแลนด์ช่วยเหลือคนประเทศเขาอย่างจริงใจ

ระบบ-ขั้นตอนการทำงานแบบเซสปรี 

เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บผลกีวี เจ้าของสวนจะส่งผลกีวีที่เก็บได้ไปยัง โรงเรือนบรรจุหีบห่อ (Packhouse) ของเซสปรี โรงเรือนขนาดใหญ่ซึ่งควบคุมอุณหภูมิทั้งโรงเรือน มีบุคลากรและเครื่องจักรทันสมัยทำหน้าที่คัดคุณภาพผลกีวี เลือกเฉพาะผลที่มีมาตรฐานและไม่มีริ้วรอยตำหนิหรือจุดบกพร่องบนเปลือกกีวีที่ห้องควบคุมคุณภาพเรียกว่า Marked เพราะรอยมาร์คลักษณะต่างๆ บนเปลือกกีวีมีความเสี่ยงที่จะทำให้เนื้อกีวีข้างในด้อยคุณภาพหรือเน่าเสียได้เมื่อถึงมือผู้บริโภคในต่างประเทศ

ผลกีวีที่ไม่ได้มาตรฐานและมีรอยตำหนิจะถูกคัดออก เก็บไว้จำหน่ายในประเทศนิวซีแลนด์ คิดเป็น 1%ของผลผลิตทั้งหมดที่เก็บได้ในแต่ละปี นั่นหมายถึงเซสปรีส่งออกกีวีคุณภาพออกสู่ตลาดโลกเป็นจำนวนถึง 99%ของผลผลิตที่ผู้ปลูกทำได้ในแต่ละปี และรายได้ของผู้ปลูกก็คือ เงินปันผลจากกำไร ที่เซสปรีทำได้นั่นเอง

ปัจจุบันมีผู้ปลูกกีวี่ทั่วนิวซีแลนด์ราว 3.000 ราย ปีที่แล้วพวกเขาทำผลผลิตรวมกันได้ 100 ล้านถาด (มีจำนวนผลกีวีน้ำหนักรวมกัน 3.5 กิโลกรัม/ถาด) ราคาจำหน่ายกีวี/ผลอยู่ในระหว่าง 80 เซ็นต์-1 เหรียญ (ตามอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ) จากยอดจำหน่ายและผลกำไรที่ทำได้อย่างต่อเนื่องจึงไม่น่าแปลกใจที่ ดอน และ จูดิธ ไฮแลนด์ สามีภรรยาเจ้าของสวนกีวี จะให้คำตอบอย่างมีความสุข ว่าหลังจากเสร็จสิ้นฤดูเก็บผลกีวี ส่งเซสปรีในกลางปีนี้แล้ว พวกเขาวางแผนที่จะแล่นเรือยอร์ชส่วนตัวออกท่องเที่ยว

นอกเหนือจากทำการตลาด มร.แดเนียลกล่าวด้วยว่า งานสำคัญของ 'เซสปรี' ที่ทำควบคู่กันไปด้วยคือการ พัฒนาพันธุ์กีวี และควบคุมการปลูกกีวีตามปรัชญา Food Safety เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคกีวีนิวซีแลนด์ว่าจะได้กีวีที่สะอาด มีคุณภาพ และปลอดจากสารพิษแน่นอน โดยติด สติกเกอร์เซสปรี ไว้บนกีวีทุกผลเพื่อให้รู้ว่านี่คือกีวีนิวซีแลนด์ เป็นเครื่องหมายรับประกันคุณภาพที่ผู้บริโภควางใจได้แน่นอนที่จะตัดสินใจซื้อรับประทาน

ประสานงานสถาบันวิจัย

เพื่อให้กีวีเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพดีที่สุด สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผลผลิตอยู่ในเกณฑ์อาหารปลอดภัยตามระบบการตรวจมาตรฐานทั่วโลก เซสปรีจึงทำงานร่วมกับ Plant & Food Research ซึ่งมีสถานีย่อยกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ของนิวซีแลนด์ 17 แห่ง รวมทั้งมีสถานีในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เป็นห้องทดลอง รวบรวมพันธุ์พืชและฐานข้อมูลพันธุกรรม และศึกษาเกี่ยวกับแมลง

ใครที่เคยกินกีวีนิวซีแลนด์เมื่อหลายปีก่อน มาถึงปีนี้จะพบว่ารสชาติดีขึ้น ผิวสัมผัสของเปลือกผลไม้เปลี่ยนไป ผลใหญ่ขึ้น กลิ่นหอมขึ้น สีของเนื้อผลไม้สวยงาม เก็บไว้ในตู้เย็นได้นานวันขึ้น นี่คือผลงานจากการพัฒนาสายพันธุ์กีวี่ส่วนหนึ่งของ 'พลานท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์จ' เดี๋ยวนี้เราไม่ได้กินกีวีนิวซีแลนด์เฉยๆ แต่เรากิน New Green Fleshed Kiwifruit ที่ให้รสชาติหวานกว่ากีวีเขียวเมื่อก่อน

เดี๋ยวนี้เราไม่ได้มีกีวีเฉพาะเนื้อสีเขียวอีกต่อไป แต่เรายังได้กิน New Gold Fleshed Kiwifruit กีวีที่มีเนื้อสีเหลืองทอง ให้รสชาติหวานฉ่ำกว่ากีวีเนื้อสีเขียว เนื้อกีวีสีทองนุ่มเนียนกว่า รูปทรงผลสวยขึ้น เก็บได้นานวันยิ่งขึ้น เปลือกบางกว่ากีวีเขียว ความจริงเซสปรีส่งออกกีวีสีทองครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 แต่กีวีสีทองที่คนทั่วโลกบริโภคอยู่เวลานี้เป็นสายพันธุ์ที่ใหม่กว่าจึงได้ชื่อว่า New Gold

หลายคนอาจพอใจในรสชาติของกีวีสายพันธุ์ที่ส่งออกขณะนี้ แต่ 'พลานท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์จ' ยังคงทำงานต่อไป ดร.อัลลัน ซีล Product Leader, Kiwifruit Breeding ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์กีวีที่มีเนื้อตรงกลางผลเป็นสีแดงและรสชาติเป็นที่ถูกใจคนที่มีโอกาสได้ชิมแล้ว แต่ ดร.อัลลันกล่าวว่าผลการวิจัยยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงยังไม่สามารถปล่อย 'กีวีแดง' หรือชื่อที่ใช้เรียกขณะนี้ว่า Red Fleshed Kiwifruit ออกสู่ท้องตลาดได้ เขาต้องการวิจัยเพิ่มเติมให้กีวีแดงนี้มีระยะเวลาในการเก็บบรรจุนานขึ้น เพื่อประโยชน์ในการขนส่งลงเรือเดินสมุทรไปยังตลาดต่างประเทศ ตลอดจนระยะเวลาในการเก็บเมื่อผลไม้ถึงมือผู้บริโภคแล้ว

นอกเหนือจากกีวีแดง ขณะนี้เซสปรีวางคอนเซปต์กีวีที่อยากได้และกำลังอยู่ในระหว่างการวิจัย คือ Long-Storing Gold กีวีสีทองที่เก็บได้นานวันกว่าเดิม รสชาติดี ผลใหญ่, High Taste Green กีวีเขียวที่รสชาติดีมากๆ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์, Novel กีวีที่รสชาติดีมากๆ มีหลายสีสัน เช่น สีแดง สีส้ม เป็นอาทิ ไม่แน่ว่าอีกหน่อยเราอาจมีกีวีสุกที่รับประทานได้ทั้งเปลือก ดร.อัลลัน กล่าว

 พลานท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์จ ศึกษาเกี่ยวกับแมลงก็เพราะต้องการส่งเสริมการปลูกกีวีแบบออร์แกนิค เพื่อใช้แมลงกำจัดแมลงที่เป็นศัตรูของต้นกีวีแทนที่จะใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ รวมทั้งออกแบบกระบวนการปลูกกีวีที่เรียกว่า Kiwi Green Program เพื่อลดการใช้สารเคมีทั้งหมด และควบคุมผลผลิตการปลูกกีวีทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการทำตลาดเพื่อส่งออกนั่นเอง

ผลไม้แห่งสารอาหารเพื่อสุขภาพ 

นอกจากกระบวนการปลูกที่ปลอดสารพิษและไร้สารเคมี กีวีโดยตัวเองก็เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย มีข้อมูลและรายงานการวิจัยมากมายที่สนับสนุนคุณค่าของกีวีและการบริโภคกีวี ลิลลี่ ดรัมมอนด์ Food Science Advisor ที่ พลานท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์จ บรรยายว่า ในกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย (ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราบริโภคอาหาร) จะเกิดอนุมูลอิสระที่เรียกว่า 'ออกซิแดนท์' ซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมต่อเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย (ทำลาย DNA) เมื่อเซลล์เสื่อมก็ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคไม่พึงประสงค์ต่างๆ ขั้นต้นก็ผิวพรรณร่วงโรยไม่สดใส ร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่า เกิดการอักเสบต่างๆ ไปจนถึงโรคหนักๆ อย่าง โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และมะเร็ง แต่กีวีได้ผ่านการวิจัยแล้วว่าเป็นผลไม้ที่มี วิตามินซี และ วิตามินอี ในสัดส่วนสูง ซึ่งวิตามินทั้งสองชนิดนี้เป็นสาร แอนตี้ออกซิแดนท์ (ตัวต้านออกซิแดนท์) ที่ทรงประสิทธิภาพมาก

# กีวี 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 167% ของ RDA (Recommended Daily Allowance) ให้วิตามินซีมากกว่าการบริโภคแอปเปิล ส้ม กล้วย แครนเบอร์รี องุ่น ลูกแพร์ ทับทิม ในปริมาณที่เท่ากัน

# วิตามินอีในกีวีเป็นวิตามินอีที่อยู่ในแหล่งอาหารที่ปราศจากไขมัน จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ในตัว ซึ่งหมายถึงการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจด้วย

นอกจากวิตามินสองชนิดนี้ กีวียังเป็นแหล่งสารอาหารอีกมากมาย เช่น

โปตัสเซียม (331 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหัวใจวาย โปตัสเซียมช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ผู้มีอายุต้องการโปตัสเซียมช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเส้นใยประสาท กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีโปตัสเซียมสูง แต่กล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงานสูงกว่ากีวีถึง 2 เท่า สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำคงเผาผลาญพลังงานไปได้ แต่สำหรับคนที่ขาดการออกกำลังกาย พลังงานส่วนเกินที่ได้รับมีผลต่อน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มขึ้น

# ไฟเบอร์ (3.4 กรัม/กีวี 100 กรัม) ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างสุขภาพดีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 38 ราย กลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารตามปกติ อีกกลุ่มรับประทานอาหารตามปกติเช่นกันและกินกีวีด้วยอัตรากีวี 1 ผล/น้ำหนักตัว 30 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่กินกีวีด้วยนั้นขับถ่ายสะดวกและสม่ำเสมอกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติอย่างเดียว ผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ให้เส้นใยอาหาร (Fibre หน่วยกรัม/100 กรัม) เช่น ลูกแพร์ 2.2, แอปเปิล 1.8, ส้ม 1.7, กีวีสีทอง 1.4, กล้วยหอม 1.1,  กรัม, องุ่น 0.7

# โฟลเลต คือแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ (หมายถึงโครงสร้างร่างกายทั้งหมด) เช่น การสร้างอวัยวะทารกในครรภ์ การสร้างเม็ดเลือด การสร้างสารพันธุกรรมในร่างกาย คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขาดโฟลเลตมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความพิการทางสมองและระบบประสาท กีวี 1 ผล ขนาด 76 กรัม มีโฟลเลต 19 ไมโครกรัม หรือ 5%ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน (RDA)

# แมกนีเซียม (30 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไปใช้สร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแมกนีเซียม กระดูกที่แข็งแรงช่วยให้ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้คล่องตัวขึ้น และมีความสุขกับชีวิตได้เต็มที่ แมกนีเซียมที่มีในผลไม้ชนิดอื่น (หน่วยมิลลิกรัม/100 กรัม) เช่น กล้วยหอม 34, กีวีสีทอง 14.5, ส้ม 10, องุ่นและลูกแพร์ 7, ส้ม 5

# ซิงก์ (zinc) แร่ธาตุชนิดนี้มีความสำคัญสำหรับเด็กหนุ่มและผู้ชายทุกคน เพราะเป็นแร่ธาตุที่ใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโตสเตอโรน)

ผลการศึกษาในนิวซีแลนด์และยุโรปพบด้วยว่า การรับประทานกีวี 2 ผล/วัน ช่วยลดภาวะที่เซลล์จะถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และยังช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ถูกทำลายจากกระบวนเผาผลาญอาหารของร่างกายได้ด้วย รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกายังพบด้วยว่า ผู้ที่กินกีวีพร้อมหรือกินหลังอาหาร - โดยเฉพาะหากอาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่มีไขมันมาก - แร่ธาตุในกีวีจะช่วยลดสภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอได้ด้วย

แต่ราคาขายกีวี 1 ผลในประเทศไทยอยู่ในระหว่าง 18-25 บาท ผู้บริโภคไทยจะสู้ราคาไหวหรือ และเมืองไทยก็มีผลไม้ชนิดอื่นให้บริโภคตลอดปีในราคาที่แสนจะจูงใจ มร.แดเนียล แมทธีสัน ตอบข้อสงสัยนี้ว่า เป็นความจริงที่ประเทศไทยมีผลไม้ที่มีประโยชน์และมีรสชาติดีมากมาย ราคาจำหน่ายเมื่อคิดต่อกิโลกรัมแล้วมีราคาถูกกว่าการซื้อกีวี เขาเองก็ชอบผลไม้ไทยมากโดยเฉพาะทุเรียน ถึงแม้การกินทุเรียนจะทำให้เขาอึดอัดท้อง แต่เขาก็ยังคงชอบกินทุกเรียนทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะค้นพบว่าการกินกีวีผลหรือสองผลหลังทุเรียน ช่วยลดอาการอึดอัดให้คลายลงไปได้

สิ่งที่เขาอยากแสดงความคิดเห็นก็คือ ผลไม้แต่ละชนิดมีรสอร่อยต่างกันไป ใครชอบรับประทานผลไม้ชนิดใดก็รับประทานเพื่อรสชาติที่ต้องการได้เต็มที่ แต่ถ้าคิดจะบริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพ ลองคิดถึงกีวี คิดเสียว่าเป็นการกินผลไม้เพื่อสุขภาพ กินผลไม้อื่นที่ชอบและกินกีวีด้วยเพื่อสุขภาพ อย่างน้อยวันละ 1 ลูกก็ได้

เป็นคำตอบที่ทำให้เริ่มมองกีวีบนชั้นในซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

Tags : กีวีนิวซีแลนด์ ผลไม้ของคนทั้งโลก

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10

สวยDอยากไปดู

ความคิดเห็นที่ 9

กินอยู่ ตัวขาวขึ้นเลยละ

แต่กินวันละ 2 ผล นะ

เช้า ก่อนนอน ดีมากกกกกกก

ความคิดเห็นที่ 8

น่าทาน น่ากิน น่าลอง น่าอร่อย

ความคิดเห็นที่ 7

>เป็นผลไม้ที่สุดยอด......
>ทานทุกวันเลย แต่แพงเหมือนกันเนอะ
>เห็นว่าไม่ทำให้อ้วนด้วย แถมวิตามินซีก็เยอะ ไม่ต้องซื้อวิตามินซีเม็ดมาทานเพิ่มด้วย คุ้มจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 6

อยากมีคนมาป้อนจัก

ความคิดเห็นที่ 5

ไม่เคยกินสักที อิอิ อิอิ 5555+++

ความคิดเห็นที่ 4

เจ๋งครับ

ความคิดเห็นที่ 3

คนที่นอนไม่หลับให้ลองทานก่อนนอนประมาณ2ผลตัดแบ่งครึ่งแล้วใช้ช้อนกาแฟตักทานแต่ต้องทานก่อนนอนประมาณ2ชม.นะรับรองหลับสบาย เรื่องจริง

ความคิดเห็นที่ 2

Very good.

ความคิดเห็นที่ 1

ทำไมบทความดีๆไม่มีใครอ่านไม่มีใครมาคอมเมนท์

มัวแต่ไปทะเลาะกันตามข่าวบอล ข่าวนพดล ว่างนักรึไง เนี่ยอะบทความที่อ่านแล้วประเทืองปัญญาชาติอยู่รอด

"เจียะ ป้า บ่อ สื่อ" พวกว่างไม่มีอะไรทำก็ทะเลาะกันเอง

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement