คุยกับศิษย์เก่าสองสถาบันในวันที่วัยขึ้นเลข 5 และ 6 ฟังตำนานรับน้องเมื่อ 40 ปีที่ก่อน กับความ 'เก๋า' ของวันวาร และเรื่องบานปลายในวันนี้
ในวันที่ 'เด็กช่าง' ตกเป็นขี้ปากสังคมอีกครั้ง ด้วยหัวข้อเดิมๆ รับน้องโหดสลับกับตีรันฟันแทง ร้อนถึงหลายฝ่ายต้องออกโรงไกล่เกลี่ยเคลียร์ปัญหา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ รุ่นพี่หรือศิษย์เก่า ที่ว่ากันว่ามี 'บารมี' มากกว่าครู,อาจารย์ โดยเฉพาะรุ่นน้องจะฟังและยำเกรงมากกว่าคนอื่นๆ
แต่การพบกันในวันนี้ของ 'สองสิงห์สนามศุภฯ' อุกฤษช์ ชาญเลขา หรือ แอ๊ด สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (ช่างกลปทุมวัน) รุ่น 31 (จบปี 2504) วัย 68 กับ รุ่นน้องวัย 52 'อุ๊' ปิยวรรณ เพ็งเมือง ศิษย์เก่าโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย รุ่น 44 (พ.ศ.2518) ...มิใช่มาเพื่อแก้ต่างให้กับรุ่นน้อง
หากมาเพื่อเล่าความหลังครั้งเก่า ของเด็กช่างรุ่นเก๋าตั้งแต่สยามสแควร์ยังเป็นแค่ทุ่งเลี้ยงเป็ด...ที่ทั้งคู่อยากให้หวนกลับมาอีกครั้ง
อุ๊ อุเทนฯ
เด็กสาวตัวเล็กๆ จากตัวเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เรียนไม่จบ ม.ศ.4 จากโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด พ่อแม่มุ่งหมายอยากให้เรียนต่อสายอุดมศึกษา แต่หารู้ไม่ว่าลูกสาวอยากเป็น 'ช่างก่อสร้าง' โดยได้แรงบันดาลใจจาก 'พี่แอ๊ด' เพื่อนพี่สาว รุ่นพี่อุเทนฯ ที่มาทำค่ายอาสาในช่วงนั้น ซึ่งก็คือ แอ๊ด คาราบาว ในเวลาต่อมา
"เห็นพี่เขาสร้างบ้านเสร็จภายในเวลาแค่ 1 อาทิตย์ ทึ่งมาก อยากทำได้อย่างนั้น เลยโกหกแม่ว่าจะมาสอบเตรียมฯ"
เด็กสาวจึงถอดชุดคอซอง แล้วจับรถไฟเข้ากรุงเทพฯ สอบเข้า ร.ร.ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ได้เป็น 1 ใน 8 ของผู้หญิงในรุ่นนั้นท่ามกลางเพื่อนนักเรียนชายเกือบสองร้อยชีวิต สถานภาพตอนนั้นของน้องอุ๊ปี 1 จึงยิ่งกว่า 'ไข่แดง'
นอกโรงเรียน ถ้ามีผู้ชายเดินผ่าน 'สาวอุ๊' ตอนนั้น จะไม่มีโอกาสได้ประชิดตัวเด็ดขาด เพราะเพื่อนหนุ่มเป็นโขยงคอยล้อมเป็นบอดี้การ์ด
"อาจารย์สอนเรื่องการหวงเนื้อหวงตัวเป็นพื้นฐาน เพื่อนผู้ชายเทคแคร์เราดีกว่าแฟนเสียอีก ยอมเราตลอด อย่างตอนไปเที่ยวผับ เขาให้เรานั่งรออยู่ข้างนอก แต่จะเวียนกันมานั่งเป็นเพื่อน เขาบอกไม่ต้องเข้า ข้างในมีแต่ผู้หญิงไม่ดี เราก็เชื่อเพื่อน อยากเป็นคนดี (หัวเราะ)"
แต่การรับน้องที่เป็นเรื่องกันอยู่ตอนนี้ น้องใหม่เมื่อ 32 ปีก่อนเล่าว่า จะรับกันในวันไหว้ครู ตอนเช้าเป็นพิธีครอบช่าง ไหว้องค์พ่อ (พระวิษณุกรรม) พอถึงช่วงบ่ายก็จะส่งไม้ต่อให้รุ่นพี่ดูแล
"ก็ลอดซุ้ม ในนั้นโรยมดแดง สักพักก็มีควันเข้าไป พอคลานออกมาจำได้ว่า นอนหัวเราะอย่างเดียว อีกหลายวันถึงได้รู้ว่า อ๋อ นั่นกลิ่นกัญชา" ส่วนการดื่ม ถือเป็นเรื่องปกติ ต้องมีผิดระเบียบ เกเรบ้าง นั่นเพราะงานช่าง งานไม้ ถือว่าเหนื่อยเอาการ จึงต้องจิบน้ำแดงผสมเหล้าขาวบ้าง พอให้งานลื่น (หัวเราะกันคิกคัก)
กับการรับน้องของรุ่นปัจจุบัน อุ๊พูดสั้นๆ ว่า "โหดไป" โดยเฉพาะการไปฆ่าคนที่ไม่รู้จัก ขณะที่สมัยก่อน ขนาดเดินสวนกับรุ่นพี่ รุ่นน้องยังต้องหยุดให้เดินก่อน ไหว้ทุกครั้ง กระทั่งเดินลัดสนามยังไม่กล้า ส่วนการเรียน ถ้าใครขาดเกิน 2 ครั้งใน 1 วิชา จะโดนรีไทร์ทันที
แล้วความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
"สมัยก่อน เด็กที่ต้องมาเรียนสายอาชีวะ ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก จึงให้ลูกมาเรียน จบแล้วจะได้มีงานแน่นอน แต่พอระบบการศึกษาตัดตอน ปวช. ปวส. ให้เหลือแต่ปริญญาตรี หลายๆ อย่างก็เลยเปลี่ยน"
ความเป็นช่างเทคนิค (Technician) ถูกมองว่าเป็นรอง สังคมแบ่งเป็นชั้นล่าง ชั้นกลาง และ ชั้นสูง ถ้าอยากยกระดับตัวเองให้ดีขึ้น ต้องเรียนให้จบอย่างน้อยๆ ปริญญาตรี ..เท่านั้น
"สมัยก่อน จบ มศ.3 ก็มาเรียน อายุ 14-15 เพิ่งเริ่มวัยรุ่น เขาก็จะปูพื้นฐานเด็กช่างให้เป็นคนทำงาน กล้า อดทน และเป็นผู้นำของชนชั้นแรงงาน ให้ภูมิในใจความเป็นเทคนิคเชียน แต่พอเปลี่ยนระบบมาเป็นปริญญาตรี ในฐานะลูกผลของต้นอุเทน เรากลับมาไหว้พ่อ (พระวิษณุ) เจอแต่ตอ เขาตัดกิ่งก้าน ริดดอกใบเราไปหมด เกณฑ์การคัดคนเข้ามามันก็ถดถอย จากที่เมื่อก่อน สายช่าง อันดับ 1 ต้องอุเทนหรือไม่ก็ปทุมวันเท่านั้น" อุ๊ยืนยันจากสมัยเธอที่สอบกันอยู่หลายพัน แต่คัดเหลือแค่สองร้อยกว่าคนต่อรุ่น
จนถึงวันนี้ ศิษย์เก่ารุ่น 44 ภูมิใจที่จะบอกว่าใครต่อใครว่าจบจากอุเทนฯ สถาบันสร้าง ช่างไม้ ช่างปูน ช่างไฟฟ้า ช่างโลหะ ช่างเชื่อม และช่างประปา
ในฐานะกลุ่มคนสร้างประเทศ
"เดี๋ยวนี้พ่อแม่ส่งลูกเรียนมัธยมปลายหมด แล้วไปต่อมหาวิทยาลัย เพื่อให้ออกมาเป็นนายคน แต่มันเป็นไปไม่ได้ ต้องมีคนสร้างประเทศ ตึกที่คุณเห็นๆ กันอยู่เนี่ย หรือองค์กรใหญ่ยักษ์ทั้งหลาย ไปเปิดดูทีมงาน ต้องมีอุเทนกับปทุมวันอยู่ด้วยทั้งนั้น" ในความเห็นของอุ๊ การยุบสายอาชีวะแล้วเปลี่ยนให้เป็นสายอุดมศึกษามีปริญญาพ่วงท้ายนั้น
"มันทั้งกลวงและลวง มีแค่ใบปริญญาติดข้างฝา สร้างชาติไม่ได้หรอก"
ในความเห็นของอุ๊ งานระดับสร้างบ้านดีๆ สร้างเทคโนโลยีให้ก้าวทันโลกของเด็กช่าง มักไม่ค่อยเป็นข่าว แต่พอมีเรื่องโหดๆ ทำไมถึงกลับได้ขึ้นหน้า 1 ทุกครั้ง
ครอบครัวเองก็เป็นอีกปัจจัยให้เด็กช่างเปลี่ยนไป อยากให้ลูกรับแต่ปริญญาโดยไม่เคยถามความต้องการของเขา ขาดโอกาสที่จะเลือกเอง แล้วพอมาอยู่ในสถาบันซีเนียริตี้เข้มข้นอย่างนี้ สิ่งที่ทดแทนพวกเขาได้คือ การทำตัวเป็นฮีโร่
"การเข้าอุเทนหรือปทุมวันได้ คือความเจ๋ง ความแน่ ส่วนการตีกัน มันก็เหมือนแถวนี้เป็นหมู่บ้านใหญ่ จิ๊กโก๋ 2 กลุ่มมันอยู่หมู่บ้านเดียวกันได้หรอก ต่างก็อยากใหญ่ เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่ชี้นำยังไง แก้ปัญหาให้ถูก จะงดเว้นการรับน้องหรือแค่ไล่มันไปก็จบเหรอ ใช้หัวหรือใช้อะไรคิด อย่าคิดแบบไม่รอบคอบ ตรงนี้พื้นฐานครอบครัวจึงสำคัญ ส่วนสถานศึกษาเป็นแค่เหยื่อให้สื่อเล่น"
จากประสบการณ์ สาวตัวเล็กอย่างอุ๊ก็เคยเจอเหมือนกัน วันนั้นขึ้นรถเมล์สาย 48 โดนเด็กช่างกลปทุมวันฯ เตะแล้วไล่ลงจากรถ เรื่องรู้ถึงหูเพื่อน จึงมีการเอาคืนด้วยการบุกถึงถิ่นไปปล้นเสื้อผ้า มีใช้กำลังบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดระเบิดศึกแค้นสืบสายเลือด
ถาม 'พี่อุ๊' ของน้องๆ ว่า ตอนนั้นพกอะไรติดตัวบ้าง คุณแม่ลูกสามตอบยิ้มๆ ว่า "ทุกอย่างล่ะค่ะ ใช้เป็นหมด"
แอ๊ด ปทุมวัน
หลังผ่านประสบการณ์ทำงานกับบริษัทน้ำมันยักษใหญ่แห่งหนึ่งมากกว่า 30 ปี ก่อนลาออกมาจับธุรกิจส่วนตัว ในวัย 68 ปี ของ อุกฤษช์ ชาญเลขา น่าจะปลดระวางตัวเองได้อย่างไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว แต่ด้วยความเป็นลูกพระวิษณุคนหนึ่งทำให้เขาไม่สามารถปล่อยให้เรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถูกสื่อบางสำนักไปใช้ปั่น (เรทติ้ง) ต่ออย่างสนุกสนานได้
เขารับตำแหน่งเลขาธิการสมาคมศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งกำลังดำเนินงานเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้นระหว่างสถาบันทั้ง 2 เหมือนกับอดีตเมื่อครั้งที่ตัวเองยังสวมเสื้อเด็กช่างกลปทุมวันอยู่
"สมัยนั้น ช่างกลเรียนรวมเป็นอาชีวะศึกษามีแค่ปวช.เท่านั้น ปี 1-2 จะเรียนรวมกัน ค่อยมาแยกปี 3 มี ช่างโลหะ ไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างวิทยุ แล้วแต่ใครจะชอบ" 'พี่แอ๊ดขาว ช.ก.31' อธิบายภาพเมื่อวันวาน
สมัยนั้นคือช่วง พ.ศ. 2504 หรือเมื่อ 48 ปีที่แล้ว สยามยังตั้งอยู่กลางทุ่งเลี้ยงเป็ด และสวนผักของชาวจีนที่มาเช่าที่จุฬาฯ ทำมาหากิน หนุ่มน้อยจาก อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี ได้หอบความฝันที่จะเรียน 'วิชาช่างโลหะ' เข้ากรุงเทพฯ มาสมัครเป็นน้องใหม่ในสถาบันแห่งนี้ อัตราส่วน 1 : 10 ของนักเรียนที่มาสมัครเรียน 3,000-4,000 คนเป็นเครื่องพิสูจน์ความ 'ขึ้นชื่อ' ของสถาบันแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
"สายวิชาชีพไม่มีใครไม่รู้จัก อุเทนถวาย และช่างกลปทุมวัน เพราะทั้ง 2 สถาบันเป็นช่างกลที่ก่อสร้างประเทศมาโดยตลอดในแขนงวิชาต่างๆ ของสายช่าง สมัยนั้นเขาแยกกันตั้งแต่จบมัธยม ใครจะเรียนอุดมศึกษาก็ไปเรียน มศ.7-8 ต่อ ถ้าคนไหนอยากเรียนอาชีวะก็มาเข้าช่างกล หรือไม่ก็ก่อสร้าง พาณิชย์ อาชีวะสูงสุดก็มีเทคนิค จบแล้วก็เลิกกัน ไม่มีไปต่อปริญญา ถ้าจะต่อก็ต้องต่างประเทศ อย่างผมจบจาก ปวช.ไปต่อเทคนิคทุ่งมหาเมฆ หรือ เทคนิคกรุงเทพฯ แล้วค่อยไปเรียนวิศวะเครื่องยนต์ที่เยอรมัน" อุกฤษช์บอก
ภาพความทรงจำที่ชัดเจนของเขาในรั้วช่างกลวันนั้นก็คือ สายสัมพันธ์ระหว่าง รุ่นพี่ รุ่นน้อง คณาจารย์
"ช่างกลสมัยก่อน รุ่นน้องเข้ามาถึงจะต้องเคารพพี่ปี 2-3 โดยจะมีหัวหน้านักเรียน เรียกว่า 'หัวหน้าใหญ่' ที่คัดเลือกมาจากนักเรียนปี 3 คอยดูแล แต่สิ่งที่เราบูชาก็คือ ครูบาอาจารย์ ให้เด็กเกเรยังไงก็ต้องเคารพอาจารย์ ครูจะสอนหรือไม่สอนเดินมาจะต้องทำความเคารพทุกคน"
สำหรับวันรับน้อง ส่วนใหญ่จะเป็นวันพฤหัส สัปดาห์ที่ 2 ของการเปิดภาคเรียน และเป็นวันเดียวกับที่โรงเรียนจัดพิธีไหว้ครู ซึ่งทั้งคณาจารย์ นักเรียนทุกชั้นปีจะอยู่กันพร้อมหน้า หลังจากเสร็จพิธีในช่วงเช้า ตอนบ่ายถึงจะเป็นกิจกรรม 'รับน้อง' โดยหัวหน้าใหญ่จะเป็นคนจัดการ จัดแถว ให้โอวาท และมี 'การละเล่น' นิดหน่อยตามซุ้มรอบสนามที่รุ่นพี่เตรียมเอาไว้
"ในโรงเรียนเท่านั้นนะ" เขาย้ำ
อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่พี่เอามาใช้ 'รับน้อง' จะเป็นน้ำมันเครื่องทาไว้ตามช่องทางต่างๆ ที่จะให้น้องผ่าน เพราะถือว่านักเรียนช่างนั้นจะต้องอยู่กับเครื่องจักรเครื่องกลควรทำความคุ้นเคยเอาไว้ก่อน
"โหดหน่อย ก็คือ พี่จะเอาน้ำมันเครื่องทาเอาไว้ใต้ท้องรถ แล้วให้เรามุดลอด น้องต้องค่อยๆ เอามือแนบลำตัวแล้วใช้เข่าคลานผ่านไป หน้าตาออกมานี่ดำเป็นน้ำมันเครื่องเลยนะ เสร็จแล้ว อ้าว เดี๋ยวพี่อาบน้ำให้ เขาก็จะพาเราไปบ่อเฟืองที่อยู่ในช่างกล ก็จับโยนลงไปบ้าง ให้กระโดดลงเองบ้าง ผลักลงไปบ้าง นี่คือการรับน้อง"
ผิดกับปัจจุบัน ที่ความรุนแรงของการรับน้องถูกนำไปยึดโยงอยู่กับอารมณ์ของรุ่นพี่ จึงทำให้การสานสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งอุกฤษช์มองว่า การถาโถมเข้ามาของความก้าวหน้าทางวิทยาการโดยลืมคำนึงถึงประสิทธิภาพของบุคลากรที่มีอยู่เป็นปัจจัยสำคัญ อีกทั้งการแก้ปัญหาอย่างไม่ตรงจุดก็ยิ่งทำให้ปัญหา 'บานปลาย' ขึ้น
"ทำไมถึงมีการรับน้องอย่างนี้ ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นการไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันของทั้ง 2 สถาบัน โดยขาดคนกลางประสาน มีแต่ยุยงเท่านั้นเอง มันจึงทำให้ทุกคนต้องคอนโทรลน้องให้ได้ ต้องชี้นำน้องให้ทำตาม วิธีการรับน้องแบบโหดๆ นี้จึงเกิดขึ้นมา เพื่อที่จะให้ทุกคนแข็งแกร่ง มีความเชื่อมั่นในตัวพี่ว่าพี่กู โอเค มีความกล้า ซึ่งในอดีตเราไม่ใช่ รับน้องไม่ได้มีความหมายให้น้องต้องไปตีคนนั้น ต้องไประวังตัวอย่างนี้ ไม่มี มีอย่างเดียวคือน้องต้องรู้จักรุ่นพี่ น้องต้องเคารพครูบาอาจารย์ และเรามีพ่อเป็นองค์พระวิษณุ" อุกฤษช์ให้ความเห็น
ภาพปัจจุบันของทั้ง 2 สถาบันในความคิดของเขานั้นถูก 'กร่อน' ให้เหลือเพียง 'แหล่งฮีโร่' ของเด็กเกเร มากกว่าความภาคภูมิของแหล่งผลิตคนสายช่างที่สำคัญของประเทศ
"พูดง่ายๆ ว่าเขาไม่ได้ตั้งเป้าชีวิตไว้ กลายเป็นว่าถ้าเราเข้า 2 สถาบันนี้ได้คือ เราแน่ ดังนั้นพฤติกรรมต่างๆ จึงบอกได้ว่า เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี ขาดคุณธรรม จริยธรรม ไม่รู้ว่าสิ่งที่สถาบันให้ตัวได้เล่าเรียนนั้นมีคุณประโยชน์ขนาดไหน นึกจะทำอย่างใจก็ทำ ไม่ได้คิดว่าจะนำเอาไปใช้อะไรในอนาคต
"ผมบอกได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ระหว่าง 2 สถาบัน มันไม่ได้เกิดขึ้นจากศักดิ์ศรีอย่างเดียว มันเกิดจากเชิงพาณิชย์ด้วย ทั้ง 2 สถาบันเป็นแหล่งทำมาหากินของคนกลุ่มๆ หนึ่งด้วย"
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่ที่เรื่องระหว่าง 2 สถาบันแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยแวดล้อมทั้งในเชิงอิทธิพล และเชิงพาณิชย์ ของกลุ่มคนที่หวังผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทางออกในการแก้ปัญหานั้นจึงต้องทำให้สงบ และยอมรับด้วยจิตใจมากกว่าการยอมรับด้วยภาคบังคับอย่างที่ใครต่อใครกำลังทำกันอยู่
"เชื่อแน่ว่าในอนาคตทั้ง 2 สถาบันต้องจะกลับมาเหมือนเดิม" เขามั่นใจ
Tags : อุกฤษช์ ชาญเลขา • ปิยวรรณ เพ็งเมือ



ความคิดเห็นที่ 10
อดีตหนึ่งในสี่เฟืองทอง , 26 กรกฎาคม 2552 12:59
กาลเวลาผ่านไปแล้วนะครับ ความคิดอ่านของผู้หลักผู้ใหญ่สมัยนี้ทำไมถดถอยลงคลองกันก็ไม่รู้ สมัยก่อนจบ ม.3 มาต่อสายช่าง ปวช. ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงคิดยุบ ปวช. ตามสถาบันที่มีชื่อเสียงมานานก็ไม่รู้ เด็กใหม่ๆสมัยนี้พื้นฐานทางช่างถึงไม่ดีเอาซะเลย ... ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายลองไปทบทวนกันดูนะครับว่า ความคิดที่จะยุบสถาบันการศึกษาที่ดังๆสมัยก่อน แล้วให้มีแต่ ปริญญาตรีเท่านั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไร จากที่แต่ก่อน ม.3 ต่อ ปวช. ต่อ ปวส. ต่อ ปริญญาตรี ก็น่าจะเป็นทางที่ดี ไม่ก้าวกระโดดเหมือนสมัยนี้
ความคิดเห็นที่ 9
เด็กอุเทน , 25 มิถุนายน 2552 17:18
ความคิดเห็นที่ 8 คุณไม่รู้อะไรจริงแล้วคุณอย่ามาพูดด่าว่าคัยเลยดีกว่า โปรดใช้ความคิดไตร่ตรองดูบ้าง ที่เค้าบอกว่าแอ๊ด ปทุมวันอะ ถูกแล้ว แต่ไม่ใช่พี่แอ๊ดคาราบาว รุ่นพี่พวกผมครับ ส่วนพี่อุ๊ ก็คือพี่อุ๊ อุเทนถวายก็ถูกต้องแล้ว แล้วทำไมคุณต้องไปด่าว่าอาชีพของผู้อื่นเค้าด้วย
ความคิดเห็นที่ 8
............ , 18 มิถุนายน 2552 17:51
ข่าวยังพิมผิดเลย แอ๊ด อุเทน ปทุมวันบ้าบอไร
ข่าวลงมั่วๆ เพื่อหากินกับสิ่งอย่างงี้
เจริญบนความทุกข์
มีลูก จะไม่ให้เป็น หมอ นักข่าว นักการเมือง นักกฐหมาย เพราะมันเป็นอาชีพไม่สุจริตหรอกครับ
ความคิดเห็นที่ 7
เด็กช่งปี 2 , 18 มิถุนายน 2552 15:54
สวัสดี ทุกคน
ความคิดเห็นที่ 6
คนกลาง , 15 มิถุนายน 2552 16:02
ผมขอออกความเห็น นิดนึงนะครับ คห.5 เที่ยวด่าคนอื่นไปเรืิอย คุณเป็นคนไทย ผมว่าไปฝึก ภาษาใหม่ก่อนเถอะครับ แล้ว ค่อยมา ตำหนิการศึกษาคนอื่น
แล้วผมขออีกอย่างรู้ไม่จริง อย่าพูด
รู้มากไม่ว่า รู้มั่วไม่เอา
แล้วว่าคนอื่นเลว คุณเอาอะไรมากชี้วัดว่าเค้าเลว
สิ่งที่คุุณทำที่คุณคิดว่ามันดีสำหรับคุณในสายตา ผม อาจจะเลวก็ใด้ เพราะฉนั้น อย่าว่าใครเลยครับ ตรวจสอบดูแลตนเองดีกว่า
*เกิดเป็นคน อย่าหมิ่นคน จะอายคน*
ความคิดเห็นที่ 5
ไม่เห็นยาก , 13 มิถุนายน 2552 01:01
ความเป็นช่างที่ดีที่เก่ง มันต้องเพาะกันด้วยอาวุธ
ด้วยหมัด ไม้หน้าสาม ด้วยหรือครับ
แม้กระทั่งกัญชา เหล้า ที่กว่าจะจบออกมาเป็นช่างที่พี่ว่าเก่ง
ก็น่าเสียดายสมองไปตั้งกี่ปี
รุ่นพี่อย่าสร้างความภูมิใจผิดๆเลยครับ เช่นต้องแกร่ง
ต้องศักดิ์ศรี เพราะสิ่งที่พวกคุณสร้างกัน ชาวบ้านเดือดร้อน
ไม่ใช่ลูกหลานตายเท่านั้น คนที่ไท่เกี่ยงเขาเดือดร้อน
ถ้าอยากให้สังคมยกย่องว่าเก่ง ว่าดี
ก็เลิกกร่างเลิกตีกันซะทีครับ
แล้วหยุดอ้างว่า ข่าวทำให้สถาบันเสียได้แล้ว
เพราะข่างเกิดจากการกระทำของศิษย์ ซึ่งครูไม่ดูแล
พ่อแม่คุมไม่ได้ รุ่นพี่สั่งน้องให้ไปตีคนตาย นี่
คือความจริงครับ ไม่ใช่การสร้างข่าวของใคร ตีกันที คนก็เห็น
หากทำดีแล้วอยากให้คนเห็น ก็ออกข่าวสิครับ ไม่งั้นใครจะไปรู้
ทำเลว มันดังกว่าทำดีแน่นอนครับ ไม่อยากดังในทางเลว
ก็อย่าทำเลว อย่ารับน้องเลว อย่าพาพวกเลวๆไปตีกัน
ความคิดเห็นที่ 4
นิด , 12 มิถุนายน 2552 18:08
พูดงายนะคับแต่ทำยากมาก
การจะตัดระบบรุ่นออกนี่อะเค้ามีมานานมากแล้วก่อนผมเกิดด้วยซํา พูดตามตรงนะคับ
ถ้างดรับนักศึกษาจริงๆมีศิษย์เก่าคนไหนยอมบ้าง
คงไม่มีหลอกคับ เพราะมันหมายถึงวันข้างหน้าอาจจะไม่มีชื่อของทั้ง2โรงเรียนนี้ในระบบการศึกษาไทย
คงไม่มีใครหลอกคับที่อยาทำให้โรงเรียนอันเป็นที่รักเหลือแค่เพียงคำว่าตำนาน จิงมั้ยคับ
ความคิดเห็นที่ 3
คารวะ , 12 มิถุนายน 2552 14:16
การปลูกฝังให้เด็กรักสถาบันเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างให้อยู่เหนือเหตุผล และความรู้สึก การรับน้องนั้นดีแต่ต้องวางจุดประสงค์ให้ถูก ไม่ใช้เป็นที่ระบายความแค้นของรุ่นต่อรุ่น รุ่นพี่ที่ไม่มีวุฒิภาวะก็มีเยอะ อย่างปล่อยให้คนเหล่านี้มาสอนน้องๆ เลย ไม่มีประโยชน์ ถ้าภาพโรงเรียนอุเทน หรือช่างกลปทุมวันออกมาเป็นแบบนี้ คงต้องเลือกให้เลิกระบบรับน้องสัก 2-3 รุ่นให้น้องๆ หรืออาจารย์ ช่วยกันปลูกฝังสิ่งใหม่ๆ ดีกว่า ตัดวงจรรับน้องและสร้างงานรับน้องใหม่ที่สร้างสรรกว่านี้เถอะ
ความคิดเห็นที่ 2
toro , 12 มิถุนายน 2552 13:05
เป็นงานเขียนเกี่ยวกับ คู่ปรับ ชก. - กส. และเด็กช่างอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ที่สุดที่เคยมีมาในแวดวงสื่อมวลชนครับ
ถ้าจะให้ดีลองไปหามาดูสิครับ คนที่ศิษย์เก่าแล้วเป็น ด๊อกเตอร์ไปแล้วกี่คน คนทั่วไปจะรู้และเข้าใจมากขึ้นนะครับ...
ความคิดเห็นที่ 1
รัตน์ , 12 มิถุนายน 2552 09:41
ยอมรับความจริง สถาบันจะมีชื่อเสียงต้องเน้นวิชาการ ต้องคัดคนได้คนเก่ง เลิกช่วยคนผิด มองยาวๆ ต้องเด็ดคนซ่า คนเกเร ทำตัวเป็นฮีโร่ ออกให้หมด เริ่มศูนย์ใหม่ก็ต้องทำ เสียดายชื่อเสียงของทั้ง2สถาบัน สังคมลงโทษเเล้ว ปทุมวันไม่มีคนเก่งไปสมัครเรียน อุเทนกำลังตามมา พ่อเเม่ที่รู้จักคิดใครเขาจะให้ลูกไปเรียน 3-4ปียังกับอยู่3จังหวัดชายเเดนใต้