หมอมือโปรบินตรงจากเฉิงตู มาดูแลลูกแพนด้าตัวแรกของไทย ชี้ 9 ปีทำคลอดกว่าร้อย เจอแพนด้าน้อยฟีเวอร์ทำเครียด เผยกลเม็ดฉกเจ้าตัวจิ๋วจากมือแม่
การมาของแพนด้าน้อยแบบ 'ส้มหล่น' ผลก็คือ ความตื่นเต้น ดีใจและอะไรๆ ที่จะทำให้การท่องเที่ยวเชียงใหม่บูมขึ้น และทั้งหมดถูกผูกไว้กับ 'ความอยู่รอดปลอดภัย' ของเจ้าตัวเล็กซึ่งผ่านพ้น 4 วันอันตรายมาได้ก็เพราะคุณหมอคนนี้
ทันทีที่ 'หลินฮุ่ย' ให้กำเนิดแพนด้าน้อย ตัวช่วยแรกที่ผู้บริหารและทีมสัตวแพทย์ไทยนึกถึงคือ เว่ย หมิง (wei ming) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูแพนด้าจากศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้าหยาอัน เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน
เขาได้ชื่อว่าเป็นหมอตำแยแพนด้ามือหนึ่งของโลก มีความเชี่ยวชาญในการผสมเทียม ทำคลอดและดูแลลูกแพนด้าคลอดใหม่ที่ชำนาญการที่สุด ที่สำคัญ 'เว่ย หมิง' เคยมาฝึกอบรมให้กับทีมสัตวแพทย์ไทยก่อนหน้านี้เมื่อ 3 เดือนก่อน
มือคลอดของวงการ
ในรอบ 2 สัปดาห์กับภารกิจดูแล 'แพนด้าน้อย' นั้น ทำเอาชีวิตคุณหมอวุ่นพอสมควร แต่เมื่อเจ้าตัวเล็กแข็งแรงขึ้น เว่ยหมิงจึงพอมีเวลาถอดชุดคลุมสีเขียวและถุงมือยาง นั่งคุยเรื่องเจ้าตาดำ ในชุดสบายๆ-เสื้อยืด-กางเกงขาสั้น
แน่นอน..ต้องผ่านล่าม
ก่อนเข้าเรื่อง ล่ามสาวชาวจีนให้ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ก่อนว่า 'เว่ย หมิง' เป็นผู้ชายอารมณ์ดี รักครอบครัว ว่างจากเจ้าแพนด้าน้อยเมื่อไหร่ เป็นต้องยกหูโทรศัพท์กดข้ามประเทศไปหาภรรยาที่ต้องดูแลลูกน้อยวัย 6 เดือนเพียงลำพัง
ด้วยวัย 34 ปี ตำแหน่งตามนามบัตรของเขาคือ หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญแพนด้า แห่งศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้าหยาอัน มีสัตวแพทย์ร่วมทีม 5-6 คน และในวงการแพนด้า 'เว่ย หมิง' คือมือโปรระดับโลก
เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยซีหนังหลิงเสวียเอเวีย จวงเย่ เหย่ซินต้งอู่เป่าฮู้อวี่ลี่โย่ง ในสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงสัตว์ป่ารวมถึงแพนด้าแบบเฉพาะทาง ตลอดระยะเวลา 9 ปีของการทำงานมีลูกแพนด้าที่คลอดผ่านมือของ 'เว่ย หมิง' และทีมผู้เชี่ยวชาญของเขามาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยตัว
เว่ย หมิง เล่าให้ฟังว่า นอกจากการดูแลแพนด้าน้อยที่ประเทศไทยแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเคยบินไปผสมเทียม ทำคลอดและดูแลแพนด้าน้อยที่สวนสัตว์ที่สหรัฐอเมริกาอยู่นาน 6 เดือน ที่นั่นแม่แพนด้าจากสวนสัตว์สองแห่งได้ให้กำเนิดแพนด้าน้อยออกมา 3-4 ตัว คือที่สวนสัตว์เมืองซานดิเอโก ในกรุงวอชิงตันดีซีและในสวนสัตว์ของอีกเมืองระหว่างปี 2546-2549
จากนั้น กลับมาทำงานที่ศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้าวู่หลง เมืองเฉิงตู ซึ่งเป็นศูนย์ดั้งเดิม แต่ปีที่ผ่านมาได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศจีนทำให้ต้องอพยพย้ายแพนด้าจากศูนย์ฯ เดิมที่วู่หลงไปยังศูนย์ฯ แห่งใหม่ที่หยาอัน เมืองเฉิงตูมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนระบบการเลี้ยงดูแพนด้าที่ศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้าหยาอันของจีนมีความต่างไปจากที่ 'ส่วนวิจัยและจัดแสดงแพนด้าในประเทศไทย' ในสวนสัตว์เชียงใหม่อยู่พอควร ทั้งในแง่ของพื้นที่ ซึ่งที่จีน ศูนย์จะใหญ่กว่า เพื่อรองรับกับการเลี้ยงแพนด้าที่มีมากกว่า 70 ตัว
"ที่นั่นมีการแบ่งโซนอย่างชัดเจนคือเป็นโซนของการผสมพันธุ์ทางธรรมชาติ โซนการผสมเทียม โซนเลี้ยงลูกแพนด้า โซนอนุบาลแพนด้าซึ่งจะเป็นพื้นที่ซึ่งปล่อยให้แพนด้าวัยเด็กได้มาทดลองใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ เมื่อพวกเขาอายุได้ 5-6 เดือน และมีโซนเฉพาะของแพนด้าใหญ่แยกส่วนกันไว้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับลูกแพนด้าที่ถือกำเนิดในต่างประเทศ ให้กลับไปยังประเทศจีนได้ การแบ่งแยกส่วนเช่นนี้ ทำให้เราสามารถจัดการควบคุมการผสมเทียมในหมู่เครือญาติในลำดับที่ใกล้กันไม่ให้เกิดขึ้นได้ ลดปัญหาเรื่องการผสมพันธุ์ที่ให้กำเนิดลูกแพนด้าสายพันธุ์ด้อย"
แพนด้าน้อยฟีเวอร์ หมอเครียด
เมื่อถามถึงความยากและท้าทายในการเป็นหมอแพนด้านั้น 'เว่ย หมิง' บอกว่าที่เลือกมาเรียนและทำงานทางด้านนี้เนื่องจากเขาเป็นคนรักสัตว์ แต่ที่มาเป็นผู้เชี่ยวชาญแพนด้านั้น...
"เพราะแพนด้าคือสัตว์หนึ่งเดียวของโลก" เขาตอบกลับอย่างภูมิใจ
ขณะที่กระแส 'แพนด้าน้อย' กำลังฟีเวอร์อย่างหนัก สื่อทุกค่ายพร้อมใจกันรายงานอย่างเกาะติด ลุ้นระทึกว่าทายาทตัวน้อยจะผ่านพ้นช่วงวิกฤติแรกคลอดไปได้หรือไม่ รู้ไหมว่า สัตวแพทย์แดนมังกรคนนี้ ทั้งเครียดทั้งกดดัน
เว่ย หมิงระบายความรู้สึกว่า เป็นการทำงานที่กดดันมากที่สุดของที่สุด ภารกิจหลักของเขาในการบินมาเมืองไทยครั้งนี้ไม่ต่างจากครั้งอื่นๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกแพนด้าที่คลอดออกมามีสุขภาพดี สมบูรณ์ และแข็งแรงที่สุด
"เพราะนี่คือเดิมพันในอาชีพ" เขาย้ำ
แต่เมื่อพ้น 4 วันแรก และล่วงพ้นเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้วความกดดันก็คลายลง แต่ตราบใดที่เขายังไม่ได้ก้าวขาขึ้นเครื่องบิน แรงกดดันก็ยังไม่หมด
“การเป็นหมอแพนด้านั้น ไม่มีความง่ายเลย มีแต่ความยาก เพราะว่าลูกหมีที่เกิดขึ้นมาล้วนแต่อ่อนแอตัวเล็กต้องใช้ความละเอียดอ่อน ต้องใช้วิธีการท่าทางหลายอย่างในการป้อนนม สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการให้นมถ้าให้เยอะเกินจะสำลัก และผลสุดท้ายมีอย่างเดียวคือ ตาย”
เทคนิคการให้นมแพนดาน้อย คือ ต้องคำนวณปริมาณให้พอเหมาะโดยเทียบจากสัดส่วนของน้ำหนักตัวที่มีเพราะถ้าให้มากไปจะออกมาทางจมูก และไหลเข้าปอดซึ่งแพนด้าน้อยอ่อนแออาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นหลักการให้นมมีอยู่ 3 อย่างคือ ระวัง ระวัง และ 'ต้อง' ระวัง
นอกจากการให้นมที่ต้องเชี่ยวชาญ รู้จริง และละเอียดอ่อนแล้ว ในส่วนของการทำคลอดนั้นเว่ย หมิงบอกว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่ที่ยากยิ่งกว่าคือ การทำให้แพนด้าตั้งท้อง และการที่จะรู้ว่ามีลูกอยู่ในท้อง ซึ่งต้องใช้เทคนิคทดลองศึกษาสังเกตการณ์ และเรียนรู้ใส่ใจอย่างละเอียด
“อย่างกรณีที่ของประเทศไทยนั้นการได้แพนด้าน้อยออกมาคราวนี้ ถือเป็นความเก่งของทีมวิเคราะห์ฮอร์โมนของไทยเป็นอย่างมากที่สามารถวิเคราะห์ตรวจสอบได้ชัด และตรงวันแม่นยำ รู้ว่า 'หลินฮุ่ย' นั้นมีรอบของความเป็นสัดพร้อมที่สุดที่จะผสมกันวันไหน ซึ่งปกติแล้วช่วงที่เหมาะสมในการรับการผสมพันธุ์รับน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกเช่นนี้จะอยู่ในระยะเพียง 1-2 วันในรอบ 1 ปีเท่านั้น"
กรณีของไทยนั้นผลวิเคราะห์ออกมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งถือว่าแตกต่างไปจากแพนด้าประเทศอื่นๆ เพราะแพนด้าทั้งหมดยังไม่เคยพบว่าตัวเมียมีความเป็นสัดสูงสุดในช่วง กุมภาพันธ์-มีนาคม ปกติจะอยู่ในช่วง มิถุนายน-กรกฎาคม มากกว่า
"แต่ทีมสัตวแพทย์ไทยเมื่อมั่นใจจึงกล้าเสี่ยงทำการผสมพันธุ์ให้หลินฮุ่ยในทันที และให้ผลปรากฏที่น่าชื่นชม” หมอตำแยแพนด้า ออกปาก
วินาที 'ฉกลูกแพนด้า'
สำหรับกลเม็ดเทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญแพนด้าอย่าง 'เว่ย หมิง' นำมาถ่ายทอดให้ทีมสัตวแพทย์ไทยผู้เลี้ยงแพนด้าน้อย มีหลายอย่าง ตั้งแต่การสอนวิธีทำความคุ้นเคยกับแพนด้าเพื่อที่จะสามารถสื่อสารกัน เช่น การลูบหัวเพื่อแสดงความเอ็นดู การจ้องตากับแพนด้า เพื่อให้รู้ถึงอารมณ์ว่าตอนไหนที่แพนด้าอารมณ์ดี หรืออยากมีเวลาเป็นส่วนตัวก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง
แต่ที่เป็นเคล็ดลับระดับสุดยอดอย่างหนึ่ง และเป็นเทคนิคจำเป็นต้องนำมาใช้กับแม่-ลูกแพนด้าของไทยในตอนนี้ คือ 'เทคนิคการฉกลูก' วิธีการคือเจ้าหน้าที่จะต้องนำอาหารโปรดของแพนด้ามาพยายามหลอกล่อป้อนให้กับหลินฮุ่ย เพื่อให้ละความสนใจจากลูก เมื่อหันเหหลินฮุ่ยให้ใจจดจ่ออยู่กับการกินได้สัตวแพทย์ก็จะทำการฉกแพนด้าน้อยจากอ้อมกอดของหลินฮุ่ยมา โดยจะต้องเป็นจังหวะที่ลูกแพนด้าไม่มีการส่งเสียงร้อง จากนั้นต้องรีบนำแพนด้าน้อยวิ่งออกจากคอกกักไปเข้าตู้อบที่มีการควบคุมอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับตอนอยู่ในอ้อมกอดของแม่คือประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส
ต่อมา ทำการตรวจวัดร่างกายและชั่งน้ำหนัก เพื่อดูพัฒนาการการเติบโตของร่างกายแพนด้าน้อย โดยขั้นตอนนี้จะต้องทำให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะรีบนำแพนด้าน้อยไปคืนสู่อ้อมกอดของแม่ โดยไม่ให้หลินฮุ่ยได้ทันรู้ตัวว่าลูกหายไปเพื่อจะได้ไม่กระทบต่ออารมณ์ หรือทำให้หลินฮุ่ยเกิดความเครียดคลุ้มคลั่งเมื่อรู้ว่าลูกถูกขโมย
เทคนิคการแยกลูกเพื่อนำไปตรวจสุขภาพนี้ ในคราวแรกๆ สัตวแพทย์สวนสัตว์ต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อยในการแยกลูกจากแม่ แต่ในช่วงหลังๆ เริ่มชำนาญการ ลดลงมาเหลือเพียง 1 นาที ก็สามารถนำตัวแพนด้าน้อยมาตรวจสุขภาพในตู้อบได้นานขึ้นจาก 2 นาที เป็น ครึ่งชั่วโมง และ 1 ชั่วโมงในที่สุด และหากหลินฮุ่ยไม่ได้ยินเสียงร้องของลูกก็จะไม่ตื่นตระหนก หรือฉุกคิดว่าลูกหายไป
ในเมื่ออาชีพการเป็นผู้เชี่ยวชาญแพนด้ามีทั้งความเสี่ยงและไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่มาทำงานด้านนี้ 'เว่ย หมิง' มีคำอธิบายชัดว่า มันเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและภูมิใจมากเมื่อสามารถทำคลอดและเลี้ยงลูกหมีซึ่งตัวเล็กแค่ลูกหนูให้โตขึ้นมาตัวเท่าแพนด้ายักษ์ได้ ซึ่งในแต่ละวันที่ผ่านไป ต้องใช้ความเสียสละและทุ่มเทในการเลี้ยงมากเสียยิ่งกว่าลูกตัวเอง และพัฒนาการของแพนด้าน้อยๆ ก็คือกำลังใจก้อนใหญ่สำหรับเขา
“ผมรู้สึกเป็นสุขมากที่เห็นแพนด้าน้อยโตขึ้น มันจะวิ่งไล่ตามคุณ เมื่อมีฟันมันจะไล่ขบขาของพี่เลี้ยง ก็ขอให้พวกคุณจงระวังไว้ให้ดี ๆ” คุณสัตวแพทย์ใหญ่เตือนด้วยรอยยิ้ม
กว่าจะมาเป็นผู้เชี่ยวชาญแพนด้าเช่นวันนี้ 'เว่ย หมิง' เล่าว่าวิธีการพัฒนางานและตัวเองให้เก่งขึ้น ช่วงแรกของการเป็นหมอแพนด้าเขาจะใช้วิธีดูแบบอย่างจากครู และจากรุ่นพี่ที่สอนให้ จากนั้นจะใช้ประสบการณ์ ใช้ความช่างสังเกต ที่สำคัญต้องมีความละเอียดรอบคอบในการแก้ปัญหา และนำบทเรียนข้อผิดพลาดมาพัฒนาต่อในสิ่งที่เราผ่านพบเจอเพื่อให้ได้รู้ในสิ่งเดิมแต่เพิ่มมากขึ้น
ตลอด 9 ปีของการทำคลอดแพนด้านั้น สิ่งที่ 'เว่ย หมิง' ถือเป็นประสบการณ์ที่จำได้ไม่ลืมและยกให้เป็นวิกฤตที่สุดในชีวิตการทำงาน คือ เมื่อปีที่ผ่านมาที่ประเทศจีน เขาเป็นผู้ดูแลการคลอดลูกของแม่แพนด้าตัวหนึ่งที่เลี้ยงลูกไม่เป็น คือ แม่เกิดล้มทับลูก จากนั้นใช้ปากคาบลูกขึ้นมา ซึ่งฟันได้กัดเข้าไปในตัวของลูก ทำให้เขาต้องรีบเข้าไปจับแยกลูกออกมาตรวจในตู้อบ และพบว่ามีรอยแผลและรูที่เกิดจากฟันของแม่แพนด้าที่กัดเข้าไป
หลังเกิดเหตุลูกแพนด้าที่บาดเจ็บไม่ยอมกินอาหารเลย แม้จะป้อนก็ไม่กิน จึงตัดสินในใช้วิธียัดอาหารใส่ไปที่หลอดอาหาร และป้อนนม ซึ่งตลอด 72 ชั่วโมง ต้องอดหลับอดนอนอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน
"ดูแล้วคิดว่าคงไม่รอดเพราะเขาอ่อนแอลงไปทุกที แต่ผมไม่ยอมแพ้ คิดอย่างเดียวว่าต้องหาวิธีอย่างไรก็ได้ให้แพนด้าน้อยรอด หลังใช้การใส่อาหารเข้าไปทางหลอดอาหารอยู่ 3 วันลูกแพนด้าสามารถกลับมาดูดนมแม่กินอาหารเองได้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนั้นมันเป็นความสุขใจที่ได้เป็นผู้ชุบชีวิตแพนด้าที่ใกล้ตายให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ และการได้ช่วยชีวิตนั้นช่างคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้ทุ่มเทไปจริงๆ"
กำหนดกลับของคุณหมอเว่ย หมิง ยังไม่แน่นอนอาจจะ 1 เดือน 2 เดือน หรือ 3 เดือน เพราะต้องรอฟูมฟัก ประคบประหงม เจ้าตัวเล็กให้แข็งแรงจนวางใจได้เสียก่อน
...จากนั้น จึงจะได้กลับบ้านไปกอดลูกตัวเองบ้าง
- สถานการณ์แพนด้า
ปัจจุบันประชากรแพนด้าที่อาศัยอยู่ในโลกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือแพนด้าที่อาศัยอยู่ในคอกกักตามศูนย์เพาะพันธุ์และส่วนจัดแสดงของประเทศต่างๆ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 250 ตัว อีกประเภทจะอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่าซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 1,500 กว่าตัว ทั่วโลกมีอยู่เพียง 6 ประเทศที่มีแพนด้าไปอยู่ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 4 ในโลกที่เมื่อนำไปเลี้ยงแล้วประสบความสำเร็จในการให้กำเนิดลูกซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย เม็กซิโกและไทย
Tags : แพนด้าน้อย • เว่ย หมิง



