คนการเมืองหน้าใหม่ สายเลือดประชาธิปัตย์ ว่าด้วยชีวิตอบอุ่นในครอบครัว "ลุงสุเทพ" และโลกอีกด้าน งานเลขาฯ ส่วนตัวรองนายกรัฐมนตรี
เป็นหน้าใหม่อีกรายซึ่งก้าวเข้ามาสัมผัสงานการเมืองในสถานการณ์ร้อนๆ ที่มี ประชาธิปัตย์ เป็นผู้ถือธงนำทัพ
และยังมีสายเลือดนักการเมืองเข้มข้น ด้วยการเป็นบุตรชายของ ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ภรรยาคนปัจจุบันของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยผู้เป็นบิดา ได้แก่ พรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนนามสกุล พร้อมพันธุ์ ย่อมมาจากญาติผู้ใหญ่ฝ่ายมารดา นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทุบรถที่กระทรวงมหาดไทยในสถานการณ์วุ่นวายช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา
ขิง - เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ บอกว่าในวันเกิดเหตุ หากไม่พลาดขึ้นรถพร้อม 'คุณลุง' ที่หมายถึงรองนายกฯ สุเทพ ซึ่งรีบร้อนออกจากบ้านในวันดังกล่าวแต่เช้าตรู่จน 'เลขานุการส่วนตัว' อย่างเขาตามไม่ทัน เขาคงต้องนั่งในรถคันใดคันหนึ่งซึ่งร่วมอยู่ในขบวน 'ถูกทุบ' ที่มหาดไทย แต่แน่นอนว่าคงไม่ใช่ในรถคันเดียวกับรองฯ สุเทพ เหมือนอย่างทุกวัน เพราะในวันดังกล่าว สุเทพ นั่งรถคันเดียวกับนายกฯ อภิสิทธิ์ และเป็นรถเพียงคันเดียวที่มีคุณสมบัติในด้านความปลอดภัยเหนือกว่ารถร่วมขบวนที่โดนประทุษร้ายจนเละเทะ
รวมทั้งเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ที่กลุ่มผู้ชุมนุม 'เสื้อแดง' บุกเข้าในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา สถานที่ประชุมอาเซียนกับคู่เจรจา เอกนัฏ ก็ติดตามใกล้ชิดรองนายกฯ สุเทพ ซึ่งรวมกลุ่มอยู่กับผู้นำประเทศต่างๆ ที่สำคัญ คุณแม่และน้องสาว เข็ม ธีราภา พร้อมพันธุ์ ก็ร่วมอยู่ในสถานที่ดังกล่าวด้วยเช่นกัน
"คุณแม่กับน้องสาวอยู่ในโรงแรมด้วย ตอนนั้นคิดว่าน่ากลัวเหมือนกัน ถ้าเขาเข้ามาไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็รีบโทรไปหาคุณแม่กับน้องสาว พอรู้ว่าทุกคนปลอดภัยก็โอเค 'ท่านรองฯ' ก็ยุ่งอยู่กับการพยายามวางแผนและดำเนินการเพื่อให้ผู้นำของแต่ละประเทศออกไปอย่างปลอดภัย ตอนนั้นเรื่องที่คิด คือต้องช่วยท่านให้สามารถนำผู้นำออกไปให้ได้ก่อน"
เอกนัฏ เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ในการเผชิญสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงร่วมกับทีมงานระดับผู้ใหญ่ ที่เขาบอกว่าในฐานะของคนที่ทำงานใกล้ชิด เขามีความเชื่อมั่นพอสมควร และไม่ได้ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ในการทำงานตรงนั้น ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ ว่าเราจะทำทุกวิถีทางให้บ้านเมืองสงบสุขให้ได้ แต่ปัญหาคือ บางทีเราไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือเตรียมการรับมือกับสิ่งที่เราคิดว่าจะเกิดขึ้น และคิดตลอดว่าถ้าแย่ที่สุดจะเป็นอย่างไร เราจะรับมืออย่างไร"
ผ่านจากเหตุการณ์ร้อน 'กรุงเทพธุรกิจออนไลน์' จึงชวนหนุ่ม "เอกนัฏ" พูดคุยถึงประสบการณ์ด้วยวัยเพียง 23 ปี กับเวลาในช่วง 4-5 เดือนในการทำงานกับรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ซึ่งแทบจะเป็นเวลาทันทีหลังจากที่เขาเรียนจบคว้าดีกรีปริญญาโท วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และบริหารฯ จากมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และเดินทางกลับบ้านเกิดหลังจากไปเติบโตยังต่างแดนตั้งแต่วัยเด็ก
@คุณมีความสนใจและประสบการณ์ทางการเมืองอย่างไร ก่อนที่จะมารับตำแหน่งที่ทำเนียบรัฐบาล
ครอบครัวสนใจการเมืองอยู่แล้ว ผมติดตามข่าวการเมืองมาตลอด ช่วงที่เรียนเมืองนอกเวลาปิดเทอมจะร่วมกิจกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอนาคตจะทำอะไร ผมเป็นคนมีความยืดหยุ่น ตลอดเวลาไม่ได้คิดว่าจะมาด้านนี้ เผอิญตอนนั้นกลับจากเมืองนอกมาช่วยงานธุรกิจขายคอนโดฯ ของคุณแม่อยู่ 3-4 เดือน 'ท่านสุเทพ' เห็นว่าผมสนใจด้านการเมืองอยู่เหมือนกัน เลยชวนไปช่วยพรรคซึ่งตอนนั้นยังเป็นฝ่ายค้าน ผมก็สนใจ แต่แบ่งรับแบ่งสู้ เพราะยังอยากเรียนกฎหมายเพิ่มเติม ปรากฎว่าปลายปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ท่านสุเทพเห็นว่าเป็นเวลาที่ค่อนข้างดีเพราะเข้ามาแล้วก็ใหม่กันหมดทุกคน
@มีความสนใจการเมืองอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีโอกาสทำไมยังลังเล
เรามองเหมือนคนนอกที่สนใจการเมืองเฉยๆ ติดตามการเมือง รู้เรื่องการเมืองจากการอ่านข่าวและพูดคุย แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นยังไง และการเมืองปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ปีที่แล้วกับตอนนี้ก็ไม่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเวลาเข้ามาเราจะเจอกับอะไรบ้าง งานเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ ต้องทำอะไรบ้างก็ยังไม่แน่ใจ ทั้งชีวิตประสบการณ์ที่มีก็มาจากการเรียนหนังสือ ไม่แน่ใจว่าเราพร้อมหรือเปล่า ความสามารถจะพอรึเปล่า จะเข้ากับงานได้หรือเปล่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะทำอะไรก็ต้องคิดก่อนที่จะตัดสินใจ
@ทำงานในตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของนายสุเทพ
ใช่ๆ คือตำแหน่งผมจริงๆ บรรจุเป็นข้าราชการการเมือง เป็นประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งข้าราชการการเมืองที่ต่ำที่สุด เล็กที่สุด เนื้องานจริงๆ เป็นเลขาส่วนตัวของท่านรองนายกฯ สุเทพ ทำงานเหมือนเป็นเลขาทั่วไป ดูกำหนดการ ดูวาระงาน ดูเอกสาร เวลามีเรื่องอะไรเข้ามาเราก็พยายามศึกษาไปด้วย เพราะคิดว่างานตรงนี้มันก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เข้าประชุมเราก็เข้าไปด้วย จดบันทึกจดอะไรเราก็ทำทุกอย่าง
@ "คุณลุงสุเทพ" กับ "ท่านรองสุเทพ" ตอนอยู่บ้านกับเวลาทำงานแตกต่างกันอย่างไร
ผมพอทราบจากคนรอบข้างว่าท่านสุเทพเป็นคนทำงานหนัก เป็นคนตั้งใจทำงาน เป็นคนจริงจังกับงานมาก เป็นมืออาชีพ พอเข้ามาก็เห็นของจริงเลยเห็นเลยว่าเวลาท่านทำงานอย่างเอาจริงเอาจังมาก ท่านให้ความสำคัญกับงานมากไม่ค่อยมีมุกมาเล่นอะไรมากมาย ซึ่งค่อนข้างต่างจากที่เคยสัมผัส แต่ตัวผมเองเวลาทำงานก็จริงจังเหมือนกัน เวลาอยู่บ้านเวลาพักผ่อนก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง
@มาทำงานแล้วคิดว่าตัวเองเหมาะกับการเมืองหรือไม่ ต้องปรับตัวหรือเปล่า
เหมาะหรือไม่เหมาะน่าจะให้ท่านรองซึ่งเป็นเจ้านายเป็นคนตัดสิน ผมว่าผมก็ทำงานมาได้เรื่อยๆ ทำงานทุกที่ก็มีอุปสรรค เราก็เรียนรู้งานมากขึ้นพยายามที่จะลดอุปสรรคตรงนั้นเพื่อทำงานของเราให้ดีที่สุด ผมยังไม่เคยคิดเลยว่ามาอยู่ตรงนี้ดีรึเปล่า เราควรจะไปทำอย่างอื่นหรือไม่ ยังไม่คิดตรงนั้น คิดอยู่อย่างเดียวว่ามาอยู่ตรงนี้แล้วทำงานให้ดีที่สุด ประเมินอยู่ตลอดเวลาเราจะปรับปรุงตรงไหนได้บ้าง
@อุปสรรคและความยากของงานที่ทำอยู่ตรงไหน
งานมันเยอะครับ ถามว่าหนักมั้ย มันก็ไม่หนัก แต่มันเข้ามาหลายเรื่อง บางทีคนนั้นพยายามติดต่อเข้ามา คนนี้พยายามนัด เอาเรื่องนี้เข้ามางานของท่านก็เยอะมาก ทีนี้พอคนจะเข้าหาท่านก็เข้ามาทางผม สมมติเข้ามา 10 เรื่อง เวลาท่านก็น้อยมาก เราต้องกลั่นกรองก่อน งานเยอะเราต้องทำแข่งกับเวลา อาจจะเป็นจุดที่ยากที่สุดของงานตรงนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร ทำไปเรื่อยๆ
@คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติอะไรที่เหมาะสมกับงานบ้าง
ไม่ทราบเหมือนกัน จุดแข็งของผมอาจจะอยู่ที่ผมไม่ได้เกิดมาฉลาด แต่ทำอะไรแล้วจะจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ยึดหลักอยู่อย่างเดียว ขยันและอดทน ซึ่งการเมืองต้องขยัน ความอดทนก็สำคัญ ตรงนี้จริงๆ ใช้ได้ทุกที่ ผมก็ยึดหลักตรงนี้ตลอด มีเรื่องเข้ามาเราก็ขยัน ทำให้ดีที่สุด ถ้าเกิดมันผิดพลาดไป มีปัญหาอะไรเราก็อดทนกับมันแล้วก็ทำต่อไป ไม่มีอะไรที่พิเศษมากมาย
@ในอนาคตคิดจะเป็นนักการเมืองหรือไม่
การเป็น ส.ส.ผมคิดว่าถ้าผมได้ทำตรงนั้นจริง สิ่งที่จะมีความสุขคือการได้ทำงานให้กับส่วนรวม ถ้าเทียบกับการทำธุรกิจส่วนตัว แน่นอนอยู่แล้ว เราต้องคิดเรื่องกำไร ไม่ค่อยคิดในเชิงที่ว่าเราทำอะไรที่ได้ประโยชน์กับส่วนรวมสักเท่าไร แต่งานการเมืองมีอย่างเดียวคือ เราจะทำอะไรให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด เราจะทำอะไรให้กับชาติได้มากที่สุด ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นความพิเศษของงานการเมือง แต่โดยส่วนตัวผมไม่ได้วางแผนว่าเราต้องเป็นนักการเมืองหรือเปล่า จะต้องเป็น ส.ส.หรืออะไร อนาคตจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่จังหวะและโอกาส เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ไม่คิดว่าเราจะได้มาอยู่ตรงนี้
@เป็นคนไม่วางแผนระยะยาวหรือ
เราคิดเอาไว้คร่าวๆ ว่าตรงนี้มันเป็นไปได้นะ ตรงนั้นมันเป็นไปได้นะ แนวทางของเราน่าจะมาอย่างนี้หรือเปล่า แต่ผมเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบันมากกว่า ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด แล้วสิ่งที่เราทำก็จะเป็นต้นทุนของเรานำเอาไปใช้ในอนาคตได้ คิดมันคิดได้แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะมาคิดทุกวัน
@มีใครเป็นแบบอย่างในงานการเมืองหรือการใช้ชีวิตหรือไม่
คนที่นับถือในการเมืองก็ท่านสุเทพ ท่านนายกอภิสิทธิ์ ส่วนในด้านการใช้ชีวิต ช่วงที่ผ่านมาผมอยู่กับการเรียน คนที่เป็นแบบอย่างคือครูอาจารย์ ทางบ้านทั้งคุณแม่และท่านสุเทพไม่ค่อยเข้ามาก้าวก่าย ส่วนใหญ่ผมตัดสินใจเอง
@มีข้อดีข้อเสียอย่างไรสำหรับการเติบโตในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่
การที่เราต้องไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เด็ก อาจทำให้เราช่วยตัวเองได้มากขึ้น ไปตั้งแต่ 10 ขวบเราไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีใครดูแล ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาที่เราไม่คุ้นปาก ไปถึงก็ต้องเรียนรู้ต้องช่วยตัวเองให้ได้ น่าจะเป็นสิ่งที่ได้มามากที่สุดในการที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ หลักสูตรการเรียนเมืองไทยโรงเรียนดีๆ มหาวิทยาลัยดีๆ ก็มีเยอะ หลักสูตรความรู้ไม่แตกต่างกันมาก
@ปกติครอบครัวใช้เวลาด้วยกันอย่างไร
ส่วนใหญ่ท่านกับผมมีเวลาพักค่อนข้างน้อย เลิกงานก็ทุ่มสองทุ่ม เวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันที่บ้านส่วนใหญ่เป็นเวลาทานข้าว กับคุณแม่ ญาติพี่น้อง ปกติบ้านผมกินข้าวดึก คุยกันนิดหน่อยเกือบถึงเวลานอนแล้ว ยังทานข้าวที่บ้านด้วยกันเกือบทุกวัน ช่วงเย็นไม่ค่อยนัดคนนอก ส่วนใหญ่ท่านจะกลับมาที่บ้าน
อนาคตยังไม่แน่ แต่ยืนยันว่าพร้อมจะทำงานหนักด้วยความขยันและอดทน ก้าวต่อไปของหนุ่มคนนี้ จึงเป็นเรื่องต้องติดตาม
Tags : เอกนัฏ พร้อมพันธุ์






ความคิดเห็นที่ 8
เฉลิม หนองแขม , 28 กรกฎาคม 2554 11:20
ยังมีเวลาอีกมากที่ให้พิสูจน์ สำหรับส.ส.ใหม่ที่จะมาทำงานพวกเราให้การสนับสนุน
*ไม่ดูที่มา ดูที่ไป ดูที่ทำ*
ความคิดเห็นที่ 7
จาก คนปากพนัง , 27 พฤษภาคม 2554 16:09
นักการเมืองรุ่นใหม่เป็นแค่ตัวแปร ทางการเมืองเฉย ๆ เท่านั้นไม่ได้ช่วยให้ระบบการเมืองดีขึ้นได้ มาทำงานก็เพื่อสืบทอดมรดกของทายาทของตนเท่านั้น
ความคิดเห็นที่ 6
สาโรจน์ , 5 พฤษภาคม 2554 19:30
คุณเอกณัฐ เป็นลูกคนมีตังแล้วจะเข้าใจคนยากจนอย่างเราเหรอ เราก็อยากได้คนมีความรู้มาเป็น สส.ในเขตนี้เหมือนกัน แต่ความสามารถยังไม่เห็นเลยอ่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
peter , 2 พฤษภาคม 2554 08:09
คุณสมบัติพร้อมความสามารถก้อมีความดีก้อทำก้อสามารถเป็นนักการเมืองที่ดีได้
ความคิดเห็นที่ 4
คนไทย100% , 26 เมษายน 2553 06:00
ใครก็ได้ช่วยประเทศไทยให้พัฒนา ก็ขอสนับสนุนเอาใจใจ ไม่แบ่งว่าจะเป็นเสื้อสีใด เรื่องส่วนตัวจะเลวชั่วแค่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ประเทศไทยจงเจริญแค่นี้ก็พอ
ความคิดเห็นที่ 3
kung , 7 เมษายน 2553 20:40
นี่หรือทายาทคนต่อไปที่จะมากอบโกยและโกงกินบ้านเมืองต่อจากโคตรพ่อ * และโคตรเหง้าสักหลาดคนต่อไป เชิญเลยประเทศนี้เป็นของพวก *
ความคิดเห็นที่ 2
อุบลรัตน์ อินทวงศ์ , 5 มีนาคม 2553 14:41
รบกวนฝากบอกคุณลุงสุเทพฯ ด้วยนะคะว่า ตอนนี้ภัยแล้งกำลังคุกคามอย่างหนัก ชาวบ้าน,ชาวไร่ ,ชาวนา, ชาวสวน กำลังเดือดร้อยอย่างหนัก ช่วยกระตุ้นสำน้กฝนหลวงด้วย ว่าต้องเร่งรีบทำฝนช่วยชาวบ้านได้อย่างเร่งด่วน...........
ความคิดเห็นที่ 1
พิรุฤห์ , 23 พฤษภาคม 2552 07:44
นี่เหรอประชาธิปไตย เรามี่ประชาธิปไตยเพื่อให้ครอบครัวนักการเมืองอวยตำแหน่งให้ลูกหลานว่านเครือกันแบบนี้เหรอ
ประชาธิปปัตย์ไม่เห็นต่างจากไทยรักไทย ชาิติไทย ตรงไหนเลย ที่สุดก็พรรคครอบครัวเหมือนกัน