หลังสิ้นคำสาปของพระนางเลือดขาว เกาะลังกาวี กลายเป็นขุมทองที่เสริมการท่องเที่ยวมาเลเซียให้แข็งแกร่ง และยังเป็นแหล่งทำกินของคนไทยด้วยเช่นกัน
แสงทองอร่ามสาดไล้ตามไหล่เขาลากเส้นเงายามเย็นไปยังทางทิศตะวันออก ยิ่งทำให้เรือยอชต์ที่จอดเกาะกลุ่มตรงท่าเรือข้างๆ ดูเหมือนกองสมบัติลอยน้ำก็ไม่ปาน ทันทีที่เรือโดยสารเทียบท่า สัมภาระและผู้คนก็พากันขวักไขว่ ความวุ่นวายจนดูน่ารำคาญในสายตานักท่องเที่ยวนั้นดูเหมือนจะกลายเป็นภาพปกติของประตูบานแรกสู่เกาะลังกาวีไปเสียแล้ว
ร่างบอบบางของใครคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวไปตามทางเดินสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ผู้คนแปลกหน้า ภาษาแปลกหู ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เธอเตรียมใจไว้แล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ความกลัวในตัวลดลงไปสักเท่าไหร่ เสียงหายใจพยายามสูดให้ลึกขึ้น ขณะหางตาชำเลืองมองเวิ้งน้ำด้านหลังที่เพิ่งเดินทางจากมา น้ำตาเริ่มจะคลอเบ้าเมื่อใบหน้าของใครต่อใครผ่านเข้ามาในความคิด
...ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้ดีว่า อนาคตของตัวเองอยู่ในมือของวันพรุ่งนี้เท่านั้น
หลัง 'คำสาป' ผ่านพ้น
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เกาะลังกาวีแห่งนี้ ยังคงมีสภาพเป็นเกาะขนาดกลางเกาะหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือ ของคาบสมุทรมาเลเซียในเขตรัฐเกดะห์ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นป่าเมืองร้อน และต้นปาล์ม ชุมชนบนเกาะส่วนใหญ่ยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
นับตั้งแต่สมัยโบราณเกาะนี้เต็มไปด้วยนิยายปรัมปราที่เล่าลือสืบต่อกันมาช้านาน แต่ตำนานที่ถูกจดจำมากที่สุดเมื่อเอ่ยถึงดินแดนแห่งอินทรีสีน้ำตาลก็คือ 'พระนางเลือดขาว' ซึ่งถือเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ลังกาวีพัฒนาขึ้นมาในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของมาเลเซีย
ตำนาน 'คำสาป 7 ชั่วอายุคน' ถูกปลูกฝังมาพร้อมๆ กับการวางแผนจากรัฐบาลกลางของมาเลเซียในการโปรโมทให้เกาะลังกาวีเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังตั้งแต่ปี ค.ศ.1976 ด้วยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของมาเลเซีย (The Tourist Development Corporation หรือ TDC) และมีการวางแผนแม่บทบนพื้นฐานของแนวคิด 'Nature paradise' ระหว่างปี ค.ศ.1990-2005 จากรัฐท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเกาะทั้งในส่วนของสิ่งแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก และการคมนาคมขนส่ง อีกทั้งยังมีการใช้เงินในการโปรโมทการท่องเที่ยวปีละ 2 ล้านริงกิต (ประมาณ 20 ล้านบาท) (ที่มา : american.edu)
กระทั่งปี ค.ศ.1984 ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะพัฒนาลังกาวีให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศ มีการเซ็นสัญญากับเอกชนรายใหญ่ ทั้งในประเทศ และต่างชาติให้มาลงทุนทำให้หลายสิ่งหลายอย่างถูกเนรมิตขึ้นบนเกาะแห่งนี้ สาธารณูปโภคถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่าเทียบเรือ โรงแรมใหญ่ๆ ตลอดจนร้านปลอดภาษี เพื่อสร้างแรงดึงดูดแก่นักท่องเที่ยว โดยมาเลเซียจะใช้จุดขายด้านความพร้อมด้านสาธารณูปโภคเข้ามาทดแทนเรื่องความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อโปรโมทลังกาวีให้ติดตลาดผ่านการจัดงานโรดโชว์ต่างๆ
ภายหลังการเชิญทายาทรุ่นที่ 7 ของพระนางที่อยู่ในภูเก็ตกลับคืนสู่เกาะลังกาวี อันถือเป็นการปลดเปลื้องคำสาปเมื่อ 200 ปีก่อน (ถึงจะมีอีกหลายความเห็นมองว่า นี่คือกลยุทธ์ Fight back ภูเก็ตของมาเลเซียก็ตาม) ยิ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวของลังกาวีเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด รายงานจากเวบไซต์ gomalaysia (www.gomalaysia.net) ระบุผลการสำรวจจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนลังกาวีโดยเฉลี่ยว่า ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประมาณ 2.2 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีการคาดกันว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัวในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และมีเงินสะพัดปีละกว่า 200 ล้านริงกิต (ประมาณ 2,000 ล้านบาท)
"ยังไงนักท่องเที่ยวไทยก็มาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ครับ" ประวิทย์ เยี่ยมสิริวุฒิ มัคคุเทศก์ บริษัทวาสนาทราเวลแอนด์ทัวร์บอก
จากประสบการณ์ 12 ปีในตลาดแถบมลายูของเขาการันตีว่า เม็ดเงินที่ไหลมาเทมาอยู่บนเกาะลังกาวีนั้นอันดับหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย รองลงมาคือ ยุโรป และอาหรับตามลำดับ
"นักท่องเที่ยวไทยครองตลาดไว้ประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ยุโรปราว 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวอาหรับมีอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์"
ในความคิดของเขามองว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยยังครองตลาดที่นี่ไว้อย่างเหนียวแน่นนั่นก็เพราะตำนานต้องสาปของพระนางเป็นกิมมิคสำคัญ
"ตำนานนี่เป็นเรื่องจริงนะครับ และเพิ่งเกิดมาเมื่อ 200 ปีก่อนนี่เอง" เขายืนยัน
'คนไทย' ใน 'ลังกาวี'
สัมภาระกองโตถูกทยอยถ่ายขึ้นรถเข็นอย่างไม่รีบร้อน ในอ้อมอกของ ประวิทย์ ลัดเลีย ค่อยๆ ประคองลูกสาวโทนอย่างทะนุถนอม ขณะรอคนอื่นๆ เช็คความเรียบร้อยของเอกสารระหว่างรอข้ามแดน
ไม่นานนักครอบครัว และเพื่อนพ้องกว่า 10 ชีวิตของเขาก็ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองมาด้วยความเรียบร้อย ธุระสุดสัปดาห์ที่ลังกาวีคราวนี้ คือมาเยี่ยมน้าชายที่มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ และพาเพื่อนๆ มาเที่ยวผ่อนคลายอารมณ์บ้าง หลังจากกรำงานหนักด้วยกันมาหลายเดือน
"ปกติก็มา 1-2 เดือนครั้งครับ" เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม
ประวิทย์บอกว่าเป็นธรรมดาที่คน 2 ฝั่งจะข้ามไปมาหาสู่กันเพราะเป็นแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่รุ่นปู่ย่า
"เมื่อก่อนคนไทยกับมาเลย์เหมือนญาติกัน เด็กๆ มีกะปิก็เอาไปขายที่มาเลย์ บ้านเราก็มีคนรู้จักอยู่ฝั่งโน้นเยอะ เป็นญาติกันก็มี วันก่อนลูกพี่ลูกน้องแต่งงานก็มา มาเยี่ยมกันเรื่อยๆ มีงานบุญ หรืองานศพก็จะมา ยายยังอยู่ฝั่งนี้ เราก็ไปเหมือนกัน อย่างน้าของเราก็ข้ามไปทำงานแล้วก็ได้ไปแต่งงานกับผู้หญิงมาเลย์ ตอนนี้มีลูก 2-3 คนแล้ว"
ยังไม่นับพวกที่ข้ามฝั่งไปตั้งรกรากก็มีไม่น้อย ในสายตาของประวิทย์เองจากที่เคยไปเยี่ยมญาติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คะเนว่ามีไม่ต่ำกว่าครึ่ง
"บางหมู่บ้านเขารวมอยู่กันเป็นกลุ่มคนไทยเลย อย่างบ้านน้าผมถ้ามีบ้าน 10 หลังนะ 5 หลังน่ะ คนไทย" เขากะเกณฑ์คร่าวๆ
"คนไทยไปอยู่ที่ลังกาวีก็เยอะนะ" มัคคุเทศก์คนเดิมเปิดประเด็น
เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่บนดินแดนแห่งอินทรีสีน้ำตาลได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ใครต่อใครพากันมาแสวงหา 'โอกาส' และ 'ชีวิตใหม่' ที่นี่โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างคนไทยเอง ต่างข้ามน้ำข้ามทะลเมาขุดทองที่นี่เป็นจำนวนไม่น้อย ประวิทย์เก็งสัดส่วนคร่าวๆ จากข้อมูลที่เขารับรู้มานั้น จากประชากรจำนวน 70,000 คนของลังกาวีนั้นมีคนไทยประกอบรวมอยู่ด้วยถึง 20,000 คน
"คนที่มาที่นี่ หนึ่งคือ มาค้าแรงงาน แล้วคนลังกาวีนิยมใช้แรงงานไทย เพราะแรงงานไทยมีฝีมือ สองขยัน เก่ง คนลังกาวีนิยมใช้แรงงานไทยมากกว่าแรงงานชาติอื่น อาทิ ประมง การเกษตร งานก่อสร้าง รองลงมาเป็นพวกพนักงานที่อยู่ตามร้านอาหาร พนักงานที่อยู่ตามร้านค้า ซึ่งจุดเด่นของคนไทยที่มาทำงานกลุ่มนี้จะอยู่ที่การบริการ คนไทยกับงานบริการเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะชัดเจน นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่มาที่นี่มักจะประทับใจการบริการของคนไทยมากที่สุด" เขาอธิบาย
แรงงานที่ข้ามมาส่วนใหญ่จะเป็นคนจากจังหวัดสตูล และจังหวัดตรัง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนภาคอื่นลงมา ชาวอีสานเป็นอัตราส่วนที่รองลงมา ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะถูกกระจายไปอยู่ตามร้านอาหารกลางคืนตามย่านบันเทิงต่างๆ
ขุมทองแห่งความหวัง
ด้วยภาระทางบ้านทำให้ พี่คนโต พี่สาวคนรอง และตัวเธอต้องเข้ามาหางานทำยังฝั่งมาเลย์ ถึงเวลาจะผ่านไปกว่า 6 ปีแล้ว แต่ บี - มาลี ไชยยันต์ สาวเสิร์ฟชาวสตูลในร้านอาหารย่านตลาดกั๊วะ (Kuah) แหล่งชอปปิ้งสำคัญอีกแห่งของลังกาวีก็ยังไม่ลืมความรู้สึกแรกๆ เมื่อเธอตัดสินใจข้ามฝั่งมาหาสิ่งที่ดีกว่าให้ชีวิต
"กลัวนะ กลัวเหมือนกัน" บีเผยความรู้สึก
เธอให้อีกเหตุผลที่แบกเป้ลงเรือมาลังกาวีแทนที่จะหิ้วกระเป๋านั่งรถขึ้นกรุงเทพฯ ก็เพราะความสะดวกสบายในการหางานทำ
"ที่บ้านมีพี่น้อง 6 คน มาทำงานที่นี่ 3 คน เรามีเรื่องบ้านที่ต้องจัดการอยู่ ก็มองว่าที่นี่มันใกล้ เดินทางสะดวก นั่งเรือชั่วโมงเดียวก็ถึงบ้านแล้ว ที่นี่เขาไม่ได้จำกัดเรื่องวุฒิการศึกษา เราจบป. 6 ไงอยู่ที่บ้านจะให้ทำอะไรล่ะ"
แต่ความแตกต่างที่เห็นชัดๆ ก็คือรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีกว่า
"ที่สตูลเราก็เคยเป็นเด็กเสิร์ฟ แต่มันต่างกันมากเลยนะ อยู่โน่นได้ค่าแรงวันละ 100 บาท แต่ที่นี่ เดือนหนึ่งได้ต่ำๆ ก็ 10,000 บาทแล้ว บางเดือนได้ 12,000-13,000 บาทก็มี"
ถึงค่าครองชีพจะแพงพอๆ กับค่าจ้างแต่ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนในการใช้ชีวิตมากนัก เพราะช่วงวันหยุดเดือนละครั้งเธอจะลงเรือกลับบ้านไปซื้อของใช้จำเป็นมาไว้เพื่อเป็นการลดรายจ่ายในแต่ละเดือน
ลังกาวีถือเป็นโอกาส ?
"จะว่าเป็นโอกาสก็เป็นโอกาสนะ อย่างหนึ่งคือว่ามันดี เพราะต่างชาติแรงงานจะค่าแรงดีมาก เมื่อเทียบกับไทย บอกได้เลยว่าได้" เธอตอบ
ในมุมมองของประวิทย์ ไกด์หนุ่มคิดว่า ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนมากกว่าเพราะลังกาวีใช่จะมีแต่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว คนที่อกหักกลับไปก็มีจำนวนไม่น้อย
"มีคนมาขุดทองพอประมาณครับ เด็กวัยรุ่น หรือคนที่อายุไม่เกิน 25 ปี ถ้าคิดจะเก็บเงิน ถ้าหมดงานในเมืองไทยแล้วผมว่ามาอยู่ในลังกาวีสักปี-2 ปี เก็บเงินได้แน่นอน เพราะที่นี่ค่าจ้างสูง เปรียบเทียบชัดเจนที่เจอมากที่สุด คือ พนักงานที่อยู่ตามร้านอาหาร เด็กเสิร์ฟทั่วไปเนี่ย ถ้าอยู่บ้านเราเดือนหนึ่งอย่างเก่งก็ประมาณ 3,000 แต่ที่นี่สตาร์ทต่ำสุดอยู่ที่ 5,000 แล้วก็จะขยับเป็น 6,000-7,000 แล้วแต่อายุการทำงานว่ากี่ปี และถ้าทำดีๆ อาจจะได้ 8,000-9,000 ด้วยซ้ำไป เฉพาะเด็กเสิร์ฟนะครับ ก็เลยทำให้เด็กไทยส่วนใหญ่นิยมจะมาอยู่ตามร้านอาหารก่อน แล้วค่อยขยับไปอยู่ตามร้านค้า ขยับไปเป็นพนักงานของร้าน แล้วถ้ามีความรู้มากขึ้นก็อาจจะเป็นงานที่อยู่ในออฟฟิศที่คุณภาพสูงขึ้น
"พวกที่อกหักกลับไปก็มีบ้าง ที่อกหักกลับไปส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับพวกดื่มมึนเมามากจนเกินไป ทำงานแล้วก็ไปเพลิดเพลินกับแสงสี เพราะที่นี่สภาพความเป็นอยู่มันคือต่างประเทศ ญาติพี่น้องก็ไม่มี เครียด ติดเหล้าติดเบียร์ เพราะที่นี่เหล้าเบียร์ถูกมาก เป็นเกาะปลอดภาษี หาซื้อง่าย ราคาย่อมเยา แต่ต้องอย่าลืมว่าพอกินนานเข้ามันก็หมด แล้วติดด้วย เพราะฉะนั้นพวกที่อกหักก็คือ พวกที่ติดเหล้า ติดเบียร์ ติดบุหรี่ แล้วก็ใช้จ่ายกับของฟุ่มเฟือยเหล่านี้หมดจนไม่มีเงินเก็บ" เขาบอก
ถึงโอกาสและความหวังมักเดินทางมาพร้อมกับความฝันที่แหลกสลายด้วยเสมอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างบีคิดว่ามันจะต้องเกิดขึ้นกับตัวเธอ จากจำนวนเงินเก็บในบัญชีที่เธอหมั่นอดออมอยู่ทุกเดินก็เพื่อจุดหมายสำคัญในชีวิตของตัวเองที่ตั้งใจว่า หลังจากปลดภาระทางบ้านได้สำเร็จแล้ว จะรวบรวมเงินทุนสักก้อนหนึ่งกลับไปเปิดร้านอาหารอยู่ที่บ้าน มากกว่าจะมองหาลู่ทางตั้งรกรากอยู่ที่นี่
"อยู่ลังกาวีไม่ง่ายนะคะ ถึงที่สุดแล้ว ที่ไหนก็ไม่ดีเท่าบ้านเราหรอก" เธอย้ำด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน
- ปรับตัวยังไงในลังกาวี
การข้ามฝั่งไปสำหรับคนไทยอาจดูไม่เป็นปัญหาเท่ากับการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตให้เข้ากับวิถีของลังกาวี ในฐานะคนที่คลุกคลีกับการทำงานข้ามไป-มาระหว่าง ไทย-ลังกาวีมาหลายปี ไกด์คนเดิม ประวิทย์ เยี่ยมสิริวุฒิ แยกรายละเอียดการใช้ชีวิตระหว่างลังกาวีกับไทยว่าค่อนข้างต่างกันอย่างชัดเจน
"เพราะที่นี่เป็นเมืองของอิสลาม คนมลายู ชัดเจนคือเรื่องของอาหารการกิน ที่นี่ไม่มีขาหมู จะถือกระป๋องเบียร์เดินสะเปะสะปะก็ไม่ได้ และในเรื่องของการพูด ภาษามลายูเป็นภาษาหลักของที่นี่ บางคนมาแรกๆ พูดภาษาไม่เป็นก็เครียด จริงๆ มันก็ต่างกันในเรื่องของภาษา อาหารการกิน กฎระเบียบ ซึ่งคนต่างชาติที่มาอยู่ที่นี่ต้องค่อนข้างอยู่ภายใต้ระเบียบของตำรวจมาเลย์ แรกๆ คนที่มาอยู่จึงค่อนข้างยากหน่อย ต้องระวังเรื่องกฎระเบียบ เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพราะที่นี่กฎหมายค่อนข้างจะรุนแรง เนื่องจากคนต่างชาติเข้ามาอยู่เยอะ เรื่องการดื่ม ไม่เหมือนบ้านเรา กลางคืนก็จะมีตำรวจคอยตรวจ นั่งจับคู่กันก็ไม่ได้ นั่งเมาสะเปะสะปะก็จะโดนเช็คตลอดเหมือนกัน"
Tags : ลังกาวี




ความคิดเห็นที่ 1
KOH BANGNA , 21 พฤษภาคม 2552 14:47
เคยไปเที่ยวตอนปื 46 ร้อนอบฯทั้งวัน,ขนาดไปช่วงปีใหม่
ไม่ทราบว่าเพราะอะไร ภูเก็ตดีกว่าครับ