อีกมุมมืดบนโลกออนไลน์ ประสบการณ์จริงของผู้หญิงธรรมดาที่หลวมตัวเป็นขาชอปไซเบอร์ ก่อนเสพย์ติดจนหยุดไม่อยู่ และก้าวสู่วังวนแห่งหนี้สิน
นี่เป็นเรื่องจริงของหญิงสาวผู้รักสวยรักงามคนหนึ่ง ซึ่งเอาประสบการณ์ 'ชอป' ส่วนตัวมาเผยแพร่เป็นอุทาหรณ์ จนขึ้นกระทู้แนะนำของโต๊ะเครื่องแป้ง เว็บไซต์พันทิปดอทคอม (www.pantip.com) อยู่หลายวัน เธอใช้นามปากกาบนโลกเสมือนว่า ดาวมองตะวัน
เมื่อก่อนเราไม่ใช่คนแต่งหน้าเลย ไม่รู้จักเครื่องสำอางมากมาย แป้งตลับไม่เคยได้สัมผัสหน้า แพงสุดที่ตัดสินใจซื้อคือบลัชออน ราคา 400 บาท นอนคิดอยู่เป็นอาทิตย์กว่าจะซื้อ
จนล่วงเลยมาถึงปีที่ 25 หายนะเริ่มคืบคลานเข้ามา...
เริ่มจากได้ขายเสื้อผ้าเก่าๆ ในเว็บ กะเอาสนุกๆ จนวันหนึ่งของที่เรามาโพสต์ขายก็เริ่มหมด แต่โดยความเคยชินเราจะเปิดเข้าเว็บนี้ทุกวัน เราเริ่มแวะเข้าไปดูกระทู้คนอื่นว่าเค้าขายอะไรกันบ้าง และเริ่มรู้จักเครื่องสำอางแบรนด์แพงๆ มากขึ้น
จนเราเริ่มเพลิดเพลินไปกับของสวยๆ งามๆ หลงใหลไปกับสีสันมากมาย และเราก็เริ่มซื้อ ชิ้นแรกคือ ลิปกลอส พอได้ของมา เรานั่งทาทั้งวัน ส่องกระจกทั้งวัน อาจเพราะไม่เคยใช้ เราจึงเริ่มติดใจกับความแปลกใหม่ที่เข้ามาในชีวิต
ชิ้นต่อมาเริ่มตามมาติดๆ เราเริ่มซื้อแป้ง เราซื้อทุกชนิดที่เรียกว่าแป้ง ตอนนั้นเรารู้สึกสนุกกับการได้แต่งหน้า เขียนคิ้ว ทาปาก และเพราะตอนนั้นเรายังทำงานมีเงินเดือนอยู่ จึงไม่ขัดสนอะไรมากนัก
ทุกๆ วันเราจะต้องเข้ามาในเว็บนี้ และเปิดดูอยู่ทั้งวัน เพื่อเฝ้ากระทู้ที่เอาเครื่องสำอางมาขาย และเราก็เริ่มซื้อแบรนด์ที่แพงขึ้นเรื่อยๆ
เราไม่รู้ตัวเลยว่า หมดเงินไปกับเครื่องสำอางเท่าไหร่ เราซื้อๆๆ ทุกวัน บลัช ลิปมีเกือบทุกสี ยี่ห้อไหนมาใหม่ เรารีบขวนขวายหามาเป็นเจ้าของ
ทุกๆ เช้าเราต้องตื่นก่อนออกจากบ้าน 2 ชั่วโมง เพื่อนั่งชื่นชมของพวกนี้ มากรีดตา ลงรองพื้น แต้มรอยสิว ปัดแก้มสารพัดเฉดสี นั่งอมยิ้มกับสีสันเพียงลำพัง และซื้อโต๊ะเครื่องแป้งตัวใหม่ ใหญ่กว่าเดิม
จนวันหนึ่ง เราไม่มีงานทำเพราะพิษเศรษฐกิจ แต่เรายังคงตั้งหน้าตั้งตาซื้อต่อไป
เงินเก็บเริ่มหมด เราก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว คิดแต่ว่า "ฉันอยากได้" "สีนี้ยังไม่มี" "อันนี้มาใหม่"
เราถึงขนาดเอาโน๊ตบุ้คไปจำนำ เพื่อมาซื้อเครื่องสำอางและนั่งเล่นที่ร้านคอมเอา และนั่นเป็นจุดแรกที่ทำให้เราติดนิสัยการขายของ จำนำของเพื่อสิ่งที่เราหลงใหล แต่เราก็ยังเข้าไปเว็บนี้ทุกวัน ยังซื้อของทุกวัน
เราเริ่มสั่งของหนักขึ้นกว่าเดิม โดยที่เราไม่มีเงินเลย คิดแต่ว่าเดี๋ยวก็หาเงินทัน สั่งๆๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา จนช่วงนั้นเปิดอีเมลไป เจอแต่เมล์ทวงเงินวันละสิบๆ ฉบับ
พอถึงวันต้องจ่าย เราหาข้ออ้างสารพัด ติดโน่นนี่ หมาป่วย รถชน ซื้อเวลาไปวันๆ แต่เราไม่ยอมตัดใจ เราจึงเริ่มทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน
เราเริ่มโกหกแฟนว่าแม่ป่วย ต้องใช้เงิน แฟนก็ใจดีให้เงินมา เราก็เอาไปจ่ายเค้า และเมื่อได้เครื่องสำอางมา เราก็มีความสุข ลืมทุกๆ เรื่องที่คนอื่นเดือดร้อน และเราก็สั่งของอยู่เรื่อยๆ ทำแบบเดิมอีก คือ โกหก รายต่อมาคือ แม่ เราบอกว่าแม่ว่าแฟนเรารถชน แม่ก็ใจดีให้มา เรายิ่งได้ใจโกหกแม่บ่อยๆ ญาติก็โดนถ้วนหน้า เอาคนนี้อ้างกับคนนั้น เอาคนนั้นอ้างกับคนนี้
อาทิตย์หนึ่งๆ เราหมดไปกับเครื่องสำอางประมาณ 3,000-4,000 บาท
สุดท้าย ทุกคนเลิกช่วยเหลือเราและโกรธเรามาก แฟนขอเลิกกับเราเพราะรับไม่ได้ที่โกหกหลอกลวงขนาดนี้
ช่วงนั้นเสียใจมาก แต่เรากลับยิ่งซื้อของหนักเข้าไปอีก เราเริ่มเจอเพื่อนบ่อยขึ้นและรู้สึกว่า ฉันจะต้องเป็นผู้นำเรื่องเครื่องสำอาง ฉันสวย แต่งหน้าเก่ง ใช้แต่แบรนด์แพงๆ และเพื่อนเราก็โดนหลอกยืมเงินเหมือนเดิม
จนเพื่อนถอยห่างจากเรา เพื่อนกระจายข่าวเร็วมาก โทรไปเพื่อนก็ไม่รับ และเราก็ไม่ได้เจอเพื่อนอีกเลย
เรายังบ้าซื้อเครื่องสำอางอยู่ หมกมุ่นจนไม่สนใจหางาน จนเราเริ่มกู้นอกระบบ
เริ่มจากกู้ 10,000 ก่อน ดอกร้อยละ 10 เราต้องส่งดอกทุก 10 วัน เท่ากับเราเสียดอกเดือนละ 3,000 ช่วงนั้นมึน ไม่รู้จะหาเงินจากไหนดี
เราเริ่มหลบหน้าเจ้าหนี้ เจ้าโทรมาว่าอย่าหนีเลย เงินแค่นี้เอง เค้าให้เวลา 1 อาทิตย์
เราเริ่มคิดเอาเครื่องสำอางที่มีอยู่ออกมาขาย แต่พอเตรียมถ่ายรูปลงขาย เรากลับมานั่งร้องไห้ ตัดใจไม่ได้ เลยตัดสินใจ หนี!
เราไปอยู่บ้านเพื่อนต่างจังหวัด เพื่อนก็ใจดีให้อยู่ด้วย แต่เราก็ยังซื้อของอยู่
พอเราไปอยู่ต่างจังหวัด เราไม่กลัวแล้ว คิดว่ายังไงก็ตามหาเราไม่เจอ เริ่มยิมเงินเพื่อนเข้าเว็บซื้อของ เราซื้อเกือบทุกวัน จนเพื่อนกับพ่อแม่เพื่อนเริ่มบ่น เราก็หนีไปอยู่ที่อื่นอีก อยู่บ้านเพื่อนหลายคน คนละ 3-4 วัน และตัดสินใจกลับมากทม. แต่ยังหลบเจ้าหนี้อยู่
เราเลยหางานทำและได้งาน โคโยตี้ เราเลือกงานที่ได้แต่งหน้าแต่งตัว เงินเดือนดีมากค่ะ เราเลยเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้
พอหนี้หมด เราก็เริ่มกลับมาซื้อเครื่องสำอางอีก คราวนี้เริ่มไปที่เคาเตอร์ เหมาหมดของที่อยากได้ แล้วรูดบัตรเอา ตกแล้วเกือบ 50,000 !
แต่เราไม่ได้รู้สึกรู้สา จ่ายแต่ขั้นต่ำตลอด.....
คำสารภาพของสาวนักชอป ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เจ้าของกระทู้ "ชีวิตฉันเกือบพัง เพราะฉันบ้าเครื่องสำอาง" ยังผ่านอีกหลายเรื่องร้ายๆ เช่น กินยาตาย กรีดข้อมือ เป็นเมียเก็บ พร้อมๆ กับอาการทางจิต แต่โชคดีที่ครอบครัวให้อภัยและอยู่เคียงข้าง (อ่านเรื่องทั้งหมดได้ที่ http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q7778392/Q7778392.html)
จนตอนนี้ 'ดาวมองตะวัน' หายเป็นปกติจากการตัดสินใจครั้งใหญ่ เอาเครื่องสำอางทั้งหมดไปบริจาค ใช้แต่แป้งฝุ่นกับลิปมัน วันๆ ทำแต่งาน และไม่ได้ซื้ออะไรแล้ว
ชอปเข้าขั้นโรค
ถ้าคนใกล้ตัว หรือคุณเอง มีอาการชอป 2 อย่างนี้
มักซื้อของที่ไม่ได้ใช้ ซื้อมาตั้งนาน ราคาและแบรนด์ รวมถึงหีบห่อยังไม่ได้แกะแตะต้อง กับ ซื้อเพื่อให้เกิดความสบายใจ อารมณ์ประมาณกว้านซื้อ ไม่มีการวางแผน
"พอถาม ก็ตอบไม่ได้ว่าซื้อมาทำไม รู้แต่พอใจ สบายเวลาซื้อ แต่กลับบ้านหรือซื้อเสร็จ ไม่สบายใจ รู้สึกผิด นั่นถือเป็นโรคทางจิตเวช" พญ.รพีพรรณ แสงโสมวงศ์ จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลมนารมย์ เรียกว่า โรคการคุมแรงกดดันไม่ได้ หรือ Compulsive Shopping Disorder คล้ายติดการพนัน ถือเป็นโรคกลุ่ม Impulse Control Disorder
คุณหมอรพีพรรณ ไม่ได้เจาะจงว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะการชอปออนไลน์ แต่เหมาหมดในการชอปทุกช่องทาง
เพราะการชอปทั่วไป ส่วนใหญ่ตั้งเป้าไว้ก่อนว่าจะซื้ออะไร หรือบางคนอาจจะชอปเพื่อผ่อนคลาย ถือเป็นอีกกลไกการแก้ปัญหาความเครียดอย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับการออกกำลังกาย ไล่ความทุกข์ และที่สำคัญ การชอปแบบปกติ จะต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและคนอื่น
ในต่างประเทศ มีการพูดถึง โรคกลุ่มการคุมแรงกดดันไม่ได้ มานาน 20-30 ปีแล้ว โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา พบคนเป็นโรคนี้ราวๆ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด
"คือชอปจนไม่เป็นอันทำการทำงาน อัตราการระบาดของตัวโรคอยู่ที่ 2-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าประชากรไทยมี 60 ล้านคน ก็จะพบผู้ป่วยประมาณ 5 แสนคน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ คนกลุ่มนี้จะไม่มาหาหมอ เพราะไม่คิดว่าเป็นโรคหรือไม่สำคัญถึงขั้นต้องพบแพทย์"
ในเมืองไทยเอง พญ.รพีพรรณ ยังไม่พบเจอคนไข้ประเภทนี้อย่างจริงๆ จังๆ จะพบแต่ คนเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน ชอปเพราะอารมณ์ดีมากผิดปกติ หรือ ซื้อเพื่อที่จะโชว์ว่าฉันสวย รวย เก่งและเก๋
"เขาต้องพยายามของสิ่งชดเชยเพราะไม่มั่นใจและความรู้สึกที่ไม่มั่นคง" คุณหมอย้ำและว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปแบบสังคมที่ให้ค่าวัตถุนิยมมากขึ้น ประกอบสิ่งเร้าเพิ่มมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าใหญ่ขึ้น รวมถึง อินเตอร์เน็ต เครดิตการ์ด และการโหมโฆษณาในทุกๆ สื่อ โดยเฉพาะโทรทัศน์
คุณหมอคนเดิม ยกข้อมูลจากงานวิจัยในต่างประเทศ มาเล่าว่า ช่องทางชอปออนไลน์ ผู้หญิงจะคลิกสั่งซื้อเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง ส่วนผู้ชาย มักแพ้ทางสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และหนังสือ
ความง่ายในการซื้อ การติดต่อที่รวดเร็ว ของการชอปออนไลน์ มีส่วนเร่งให้การตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น ผนวกอีกแรงด้วยบัตรพลาสติกต่างๆ ทำให้ออร์เดอร์ในการสั่งซื้อทางเว็บนั้นมีมากกว่า เมื่อเทียบกับการออกจากบ้าน เดินทางไปซื้อและลองของถึงที่
"ทั้งเวลา การเดินทางและค่าน้ำมัน มีผลทำให้การซื้อลดลง" ความคิดเห็นจากจิตแพทย์
เมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าข่ายโรคนี้ ทั้งเพิ่งเริ่ม กำลังเป็น หรือเป็นหนักแล้ว คุณหมอแนะนำให้มาปรึกษาแพทย์เพราะจะได้รู้ถึงอาการ สาเหตุ และวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน อันจะนำไปสู่การทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น
"แต่ถ้าไม่มา เลือกที่จะรักษาเอง เช่น ไม่ไปชอปปิ้ง เลิกใช้บัตรเครดิตอีก นั่นเป็นการตัดแค่สิ่งเร้า แต่จิตใจอยากซื้อเป็นพื้นฐานยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน"
โลกนี้มีแต่คนยุ
นอกจากความง่ายและเร็วในการตัดสินใจซื้อแล้ว โลกแห่งการชอปปิ้งออนไลน์ยังมีอีกหลายมุมที่ทำให้หลายคนออกการ 'ติด' (Addict)
"ผมเองก็ติดเหมือนกัน อาการคือ ต้องดู ต้องเสพ ต้องเกาะติดอินเตอร์เน็ต และพอไม่ได้ทำ ก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าถึงให้ได้ หยุดไม่ได้ ห้ามยาก" ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เจ้าของ www.TARAD.com ยอมรับ พร้อมจำแนกให้ฟังอีกว่า มีทั้งติดเกมส์ ติดข้อมูลการค้า ติดการซื้อขาย ฯลฯ
พอได้อ่านประสบการณ์ของหญิงสาวข้างต้น ชายหนุ่มอย่างภาวุธ บอกว่า นอกจากเว็บไซต์ร้านค้าแล้ว กระทู้และการรีวิวสินค้าจำพวกความงามต่างๆ มีอิทธิพลต่อการซื้อสูงมาก
"จะมีแต่คนบอกว่าตัวๆ นี้เจ๋ง ไม่มีหรอกคนห้าม มีแต่คนยุ มันเป็นแรงหนุนอย่างหนึ่ง คนอ่านหรือกำลังจะซื้อก็จะสุขใจมาก เหมือนเจอคนกลุ่มเดียวกัน ส่วนการรีวิว หรือเปิดถุง (แปลว่าโชว์ของที่ไปซื้อมา) มันเหมือนมีเพื่อนเล่าให้ฟัง เพื่อนบอกเพื่อน ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ความเชื่อใจมันเกิดเลยไง ไม่เหมือนกับการเดินไปซื้อที่เคาเตอร์ เจอบีเอ เราก็ตั้งป้อมไว้ก่อนว่า เขาต้องขายของทำยอดแน่ๆ"
ความสำเร็จจุดเล็กๆ ตรงนี้เติบโตกลายมาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ที่เรียกว่า Social Media หรือ โฆษณาผ่านคน เพราะได้ผลมากกว่าเจ้าของสินค้ามาบอกเอง
ส่งผลให้ปี 2551 มูลค่าการซื้อขายสินค้าออนไลน์ของประเทศไทยอยู่ที่ 4 แสนกว่าล้านบาท อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ย 30-40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี กลุ่มเป้าหมายอยู่ระหว่าง 25-45 ปี แต่ช่วงหลังๆ ได้กลุ่มวัยรุ่นเข้ามามากขึ้น
"ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เพราะเขานั่งน่าคอมนานกว่า ตลาดเองก็มีสินค้าแฟชั่นเข้ามามากขึ้น"
ในฐานะผู้คลุกคลีและจัดเจนในวงการอีคอมเมิร์ซ ภาวุธ บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า การซื้อของออนไลน์มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือ มีข้อมูลเยอะ โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึก ให้ผู้บริโภคใช้เปรียบเทียบ นำไปสู่การตัดสินใจซื้อที่คุ้มค่าที่สุด ส่วนข้อเสียคือ อยู่ตรงความง่าย ทำให้ตัดสินใจเร็วมากขึ้น
ภาวุธมองว่า ต่อไปปัญหาการชอปทางโลกเสมือนจะหนักข้อกว่านี้ เพราะนักการตลาดกระโดดลงมาร่วมแบ่งเค้กมากขึ้นเรื่อยๆ
"อยากให้เก็บข้อมูลไว้ก่อน อย่าเพิ่งซื้อ ตั้งสติ รอไปก่อน 1-2 วัน ดูความรู้สึกว่ายังอยากได้อยู่หรือเปล่า หรือ ถ้าว่างๆ เป็นต้องออนไลน์ ก็ลองเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง ไปดูโลกภายนอกก็ได้" คำแนะนำที่ภาวุธฝากไว้
สวยอย่างมีสติ
ในอดีตเป็นเว็บน้องใหม่มาแรง จนวันนี้ขึ้นแท่นเว็บฮอต ชนิดที่ใครอยากรู้เรื่องสวยๆ งามๆ ต้องคลิกมาอ่านคัมภีร์ที่เว็บนี้ www.jeban.com
จีราภัสร์ อริยบุรุษ หรือ จีน เว็บมาสเตอร์และเจ้าของนามปากกา 'จีบัน' ก็ได้ผ่านหูผ่านตาเรื่องราวของสาว 'ดาวมองตะวัน' มาบ้าง ยอมรับว่าความรู้สึกแรกหลังจากอ่านคือ ประหลาดใจ
"ประมาณว่า มีคนเป็นขนาดนี้เลยเหรอ เราคิดว่ามันมากเกินไป"
ในชุมชนความงามที่เธอปลุกปั้นมา เต็มไปด้วยกระทู้รีวิว ซึ่งจีนเอง ก็เสียเงินไปหลายชิ้นหลังจากอ่านรีวิว
"พื้นเดิมสนใจอยู่แล้ว มาอ่านเจออีก มันโดนมากเลย จนต้องตั้งกฎกับตัวเองไว้เลยว่า ถ้าตัวไหนมีอยู่แล้ว จะใช้ให้หมดก่อนหรือไม่ก็เหลือสักครึ่งหนึ่ง ถึงซื้อใหม่ ไม่อย่างนั้นเราจะไปใช้ตัวใหม่ก่อน"
แต่ด้วยความเป็นลูกผู้หญิงเหมือนกัน จีนก็เข้าใจ เพราะหลายๆ อย่างที่เราลงทุนไป ก็ทำให้ผิวดูดีขึ้นจริงๆ
"ผู้หญิงกับการชอปปิ้ง คู่กันเลยนะ มันเป็นการบำบัดให้สบายใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูกำลังตัวเองด้วย"
แต่ละเดือน จีนจะกำหนดไว้ตายตัวว่า จะใช้จ่ายไปเพื่อความสวยงาม 10-15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ตกเป็นสกินแคร์ 1 ชิ้น กับคอสเมติกส์ 2 ชิ้น ถ้าโบนัสหรือค่าจ้างพิเศษออก ค่อยซื้อเพิ่มเป็นของขวัญตัวเอง ส่วนบัตรเครดิต จะเคลียร์ยอดให้หมดไปเป็นเดือนๆ ไม่จ่ายแค่ขั้นต่ำ
ในหลักการซื้อ เว็บมาสเตอร์สาวจะไม่ซื้อในเฉดสีที่ซ้ำกันเด็ดขาด และที่สำคัญร้านสินค้าออนไลน์ไม่มีทางได้แอ้มเงินเธอแน่นอน เพราะเธอชอบได้ลองสินค้าก่อนและไม่ชอบจ่ายเงินล่วงหน้า แล้วนั่งรอสินค้าอยู่หลายวัน เผลอๆ โชคร้ายไปเจอของปลอมอีกต่างหาก
ในเว็บจีบันดอทคอม เคยทำโพลล์ ถามสาวๆ สมาชิกเรื่องยอดเงินที่จ่ายไปกับความสวยงาม พบว่าอยู่ระหว่าง 2,000-20,000 บาทต่อเดือน งบน้อยๆ ก็จะเป็นสาวในวัยเรียน ส่วนงบก้อนใหญ่จะอยู่ที่สาวทำงานระดับซีเนียร์
จีนยอมรับว่าเว็บเธอมีส่วนทำให้การชอปออนไลน์คึกคักขึ้น แต่เธอก็พ่วงมากับเหตุผลที่น่าคิด
"สาวออฟฟิศปัจจุบัน ตื่นเช้ามาก็ทำงาน เสร็จกลับบ้าน เสาร์-อาทิตย์อยากอยู่บ้าน พักผ่อน ไม่มีเวลาไปซื้อของ การชอปออนไลน์เลยตอบโจทย์ไง อยู่หน้าคอมไม่กี่นาทีก็ซื้อได้แล้ว"
ลึกๆ แล้วจีนอยากให้คำปรึกษาสาวๆ เรื่องการเงินบ้าง แต่ไม่เคยมีคนถาม มีแต่มาปรึกษาว่าจะใช้อะไร ยี่ห้อไหนดี
"ครั้นจะพูดขึ้นมาลอยๆ เดี๋ยวก็จะหาว่าไปสั่งสอนเขาอีก แต่ถ้าสนิทๆ กันหน่อยก็จะเตือนว่า มีอยู่แล้ว อย่าเพิ่งซื้อเลย"
Tags : ช้อปออนไลน์ • รพีพรรณ แสงโสมวงศ์ • ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ • จีราภัสร์ อริยบุรุษ

ความคิดเห็นที่ 4
รบกวนฝาก Link ด้วยครับ , 29 มิถุนายน 2552 01:08
เครื่องฟอกอากาศ Honeywell ราคาถูกที่ http://honeywell.eaeasy.com/
เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่ http://WWW.eaeasy.com/
ความคิดเห็นที่ 3
vv , 15 พฤษภาคม 2552 09:33
ลดนน.หลังคลอด 3-7โล ใน 1 เดือน
ลดนน. เพื่อดูแล ความดัน และเบาหวาน โรคหัวใจ
เริ่มต้น ...หุ่นสวย หน้าใส สุขภาพดี ด้วยโปรแกรมดูแล
รูปร่าง และ สุขภาพ จากสหรัฐอเมริกา
* ได้รับ อ.ย.
* ไม่ต้องทานยา
* ไม่ต้องออกกำลังกายหักโหม
* ได้ผลลัพธ์ ทั้งน้ำหนัก และรูปร่าง
* คิดค้น และวิจัยโดยแพทญ์ และ ผู้เชี่ยวชาญ
สนใจ โปรแกรม
Thaidietcenter.c
om/gooddiet
ความคิดเห็นที่ 2
= = , 14 พฤษภาคม 2552 21:06
***ยืมใช้มั่งจิครับช็อปเยอะอย่างน้อยก็ต้องมีที่ไม่ใช้พอดีจนอ่ะ จะป่วนอีก2-3วันต่อไปทำงานล่ะสนองนโยบายพ่อกะแม่เห็นพูดจังว่าผมต้องไปทำงานรับจ้างช่วยให้คนอื่นรวย/คงต้องทำตามที่เขาบอกเฮอเฮอทำตามคำสั่งไม่ผิดอยู่แล้วครับพอดีจะไปเรียนอยู่แล้วด้วยรถยนต์กะพลังงานและ พม่ากับระบอบประชาธิปไตยรูปสามเหลี่ยมกับวงกลมไม่รู้จะเขียนส่งเสนอไงถูกมันต้องวาดรูปด้วยส่งไปให้ไม่ถูก
ความคิดเห็นที่ 1
tb , 14 พฤษภาคม 2552 16:02
โดนมากเลยค่ะ เป็นคนชอบชอปแบบนี้อยู่เหมือนกัน อ่านแล้วได้สติขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะคะ