กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 12 พฤษภาคม 2552 00:01

สาวใสในการเมืองวิกฤติ ..จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี

ภาพประกอบข่าว
Get Adobe Flash player

ทายาทตระกูลดัง วัย 23 ปี ผู้มีใจให้การเมือง คุยถึงประสบการณ์ 3 เดือนกับการทำงานใกล้ชิดนายกฯ อภิสิทธิ์ และการเรียนรู้กลางสถานการณ์ร้อน

เป็น “ทายาทสิงห์” เกิดในตระกูลดัง “ภิรมย์ภักดี” แต่สาว “ตั๊น” จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี กลับมีใจฝักใฝ่การเมืองมาแต่วัยเยาว์ คุณพ่อคุณแม่ จุตินันท์-ม.ล.ปิยาภัสร์ (นักแสดงกิตติมศักดิ์ ผู้รับบท "สมเด็จพระสุริโยไท" ในเรื่อง "สุริโยไท") ภิรมย์ภักดี เลยสนับสนุนลุ้นเต็มที่ให้ได้ลองสัมผัสประสบการณ์จริงมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ จากประเทศอังกฤษ เสียด้วยซ้ำ

3 ปีก่อน เธอขอไปฝึกงานกับหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐ โดยรับหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะมาช่วยงาน สหัส บัณฑิตกุล ผู้มีศักดิ์เป็นคุณปู่ เมื่อครั้งรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช

แม้ประสบการณ์ดังกล่าวจะเป็นช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ ก่อนที่เธอจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จาก Regent’s College ประเทศอังกฤษ แต่ “จิตภัสร์” บอกว่านั่นช่วยทำให้การทำงานจริงในตำแหน่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขณะที่มีอายุเพียง 23 ปีในวันนี้ของเธอไม่ “เหวอ” ไม่ต้องตั้งต้นที่ศูนย์ ทว่า เป็น “น้องเล็ก” ที่สามารถช่วยเหลืองานให้กับทีมของ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อย่างเต็มกำลัง

การพูดคุยกับ "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องราวการเรียนรู้ของเธอในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากับประสบการณ์ฝึกงานในช่วงสั้นๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล และอีก 3 เดือนสำหรับการทำงานจริงในรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

@ทำไมจึงสนใจงานด้านการเมือง?

ตั้งแต่เด็กก็สนใจงานทางสังคม ไปต่างจังหวัดไปสอนหนังสือในชนบท พอมาเรียนด้านภูมิศาสตร์ได้ลงพื้นที่เยอะ ได้มีโอกาสทำงานกับเอ็นจีโอ ไปภาคใต้ ไม่ใช่ชายแดนภาคใต้ (หัวเราะ) ไปจังหวัดทางใต้ ได้ไปจังหวัดบุรีรัมย์ทางภาคอีสาน คือรู้สึกว่าเรามีโอกาสกว่าคนอื่นก็อยากมาช่วยเหลือให้เขาได้มีโอกาสได้ความรู้ อยากเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ อยากให้การศึกษาเข้มแข็ง ตอนเด็กๆ เลยอยากเป็นนายกฯ คงมีอำนาจสูงสุด เพราะเราตัวคนเดียวก็ช่วยได้แค่ 2-3 คน ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร คิดว่าเป็นนายกฯ น่าจะช่วยเหลือเด็กๆ ได้ แต่พอเข้ามาเรียนรู้อะไรมากขึ้น งานการเมืองไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่มันก็เกี่ยวกับบ้านเมืองเราก็คิดว่าน่าสนใจ

@ที่พูดว่าการเมืองยาก ยากอย่างไร ?

การเมืองเป็นเรื่อง Human contact เราต้องเข้าใจคนอื่นอย่างมาก คนในสภามาจากทั่วประเทศไทย และเหมือนการเมืองมีเรื่องเบื้องลึก ..ความตื้นลึกหนาบางเยอะมาก เราต้องพยายามเข้าใจนักการเมือง พอๆ กับเข้าใจข้าราชการ ซึ่งเป็นทีมงานที่เราต้องไปขอความช่วยเหลือ ต้องเข้าใจหัวอกข้าราชการประจำถึงจะทำงานกับเขาได้ ตั๊นเห็นมาหลายคนแล้ว นักการเมืองที่เก่ง แต่มาแล้วเข้ากับข้าราการไม่ได้ งานก็ไม่เดิน

@งานในความรับผิดชอบต้องทำอะไรบ้าง

ทีมอาจารย์ปณิธาน 10 กว่าคน ดูเรื่องความมั่นคงและงานด้านการต่างประเทศ มีพี่ๆ ที่ช่วยเขียนสุนทรพจน์ให้ท่านนายกฯ ตั๊นเด็กที่สุดในทีม แต่งานก็พอๆ กับคนอื่น พี่ๆ คนอื่นเป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะอยู่กับที่ เราเป็นเด็กยังมีแรงวิ่งก็ตามอาจารย์ตลอด

@อาจารย์ไปไหน เราไปด้วย

คะ

@นายกฯ ไปไหน อาจารย์ปณิธาน ก็ไปด้วยทุกครั้ง

ใช่คะ (หัวเราะ) ท่านนิพนธ์ (นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) รู้จักกับคุณพ่อ และท่านแนะนำให้มาอยู่กับอาจารย์ปณิธาน เพื่อจะได้เรียนรู้งานของท่านนายกฯ เพราะเราเป็นเด็ก จะไปติดตามนายกฯ ท่านก็คงไม่มีเวลาให้ แต่อาจารย์ปณิธานมีเวลามากกว่า เราสงสัยอะไรก็สามารถถามได้ อาจารย์ก็จะสอนตลอด ช่วงนี้เดินทางต่างประเทศบ่อย ตั๊นคอยติดตามข่าว มีอะไรก็เรียนอาจารย์ปณิธาน โดยเน้นด้านการต่างประเทศ

@ตอนเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงวันหยุดสงกรานต์ อาจารย์ปณิธานมีบทบาทพอสมควร คุณต้องช่วยงานด้วยหรือไม่ อย่างไร

งานประชุมอาเซียนที่พัทยา ตั๊นตามไป แต่เข้าไม่ได้ เพราะผู้ชุมนุมเริ่มเข้าไปปิดล้อมโรงแรมซึ่งเป็นที่ประชุมก็เลยต้องกลับ ตอนนั้นรู้สึกอายมากนะคะ เขาน่าจะให้ความสำคัญกับประเทศชาติกันมากกว่านี้ หลังจากนั้นพอทุกอย่างเริ่มสับสน อาจารย์ปณิธานติดตามท่านนายกฯ ตลอด และเพื่อความปลอดภัยก็จะไม่บอกว่าอยู่ที่ไหน คิดๆ อยู่ว่าเราควรจะไปด้วยดีมั้ย ไปแล้วจะกลายเป็นภาระ ต้องมีคนมาดูแลเราอีกหรือเปล่า เลยสแตนบายอยู่ที่บ้านดีกว่า ท่านมีอะไรก็จะโทรบอกให้เราช่วยหาข้อมูลต่างๆ

@ชีวิตการทำงานเกือบ 3 เดือนเป็นอย่างไรบ้าง

เหนื่อย (หัวเราะ) การเมืองเป็นงานหนัก ยิ่งได้รู้ก็ยิ่งรู้ว่าความฝันเรานี่อีกไกลมาก การได้เข้ามาตรงนี้ถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสและทำงานกับคนที่เก่งระดับประเทศ รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่ได้มาอยู่ในจุดนี้ เราก็พยายามเรียนรู้และทำงานเต็มที่ และคงจะได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

@ มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษสำหรับงานใหม่ ?

ประทับใจที่ผ่านพ้นช่วงเสื้อแดงมาได้ (หัวเราะ) ประทับใจมากกก รู้สึก.. งง ทำไมเป็นอย่างนี้ ในเมื่อประเทศกำลังเดินหน้าไปด้วยดี ทุกอย่างกำลังจะลงตัว เศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้น ตอนแรกก็เสียใจว่าทำไมออกมาเป็นแบบนี้ แต่ก็เข้าใจทุกฝ่าย ณ ตอนนั้น ตัวตั๊นเองอาจจะมองไม่เห็นว่าจะออกหัวหรือก้อย (หัวเราะ) แต่แค่อยากให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรัฐบาลนี้ แต่แค่สงสารประเทศชาติที่ต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ ทั่วโลกเขาจะมองเราอย่างไร แต่พอเห็นว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ดีมาก สามารถผ่านพ้นวิกฤติมาได้ก็รู้สึกประทับใจมาก

@เหมือนเริ่มงานก็เจองานใหญ่เลย

ไม่ใช่ครั้งแรก ตอนรัฐบาลนายกฯ สมัคร ทำงานได้ 3 อาทิตย์ กลุ่มพันธมิตรมายึดทำเนียบ ต้องย้ายไปทำงานที่ดอนเมือง (หัวเราะ) แต่คิดว่าประสบการณ์แบบนี้ในสถานการณ์ปกติคงไม่ได้เจอ แล้วเราคงไม่ได้เรียนรู้มากเท่านี้

@ถึงตอนนี้วางอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร

ทุกคนก็บอกว่าถ้าจะเป็นนักการเมืองก็ต้องลงแข่งในสนามเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่ฝ่ายนโยบาย แต่ต้องลงพื้นที่ ก็ยังไม่ฟันธง คิดๆ อยู่ เราก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ อายุยังไม่ถึง (หัวเราะ) ยังมีเวลาอีก 2 ปี แต่เท่าที่ได้ตามเขาไปหาเสียงก็คิดว่าสนุกดีเหมือนกัน

@มีตัวเลือกอื่นหรือเปล่า?

ครอบครัวเป็นครอบครัวนักธุรกิจ ไม่เคยมีใครเป็นนักการเมือง มีแค่คุณพ่อที่เคยลง ส.ว. ซึ่งธุรกิจเป็นเรื่องที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก งานด้านการตลาด การพีอาร์ คุยกับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก และเคยทดลองทำมาแล้ว แต่มันเป็นงานรูทีน และรู้สึกว่าเป็นงานที่ทำเพื่อตัวเอง เมื่อคิดว่าเรามีโอกาสก็อยากทำงานเพื่อประเทศชาติ ซึ่งไม่ทราบว่าจะทำได้แค่ไหน แต่อยากลองทำดูก่อน

@ครอบครัวคาดหวังกับลูกสาวอย่างไร ?

คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจตลอด มีอะไรก็ปรึกษาได้ เมื่อเห็นเราสนใจทางนี้ก็ให้การสนับสนุน คุณพ่อเคยไปเรียน วปอ.(วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) รู้จักผู้ใหญ่ก็แนะนำ เปิดทางให้ ครอบครัวไม่เคยบังคับ แต่ปล่อยให้ตัดสินใจเองมาตลอด

Tags : จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 29

การที่คนเราจะได้มายืนอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ ก็ใช่ว่าจะง่ายเพราะว่ามีเงินทอง ของหรู * เส้น มันไม่ใช่ ก็ลองดูจาดตัวเองเป็นประสบการณ์สิ จะทำอะไรใช่ว่าจะได้เลย ส่วนหนึ่งก็มาจากความสามารถทั้งนั้น แล้วส่วนอื่นที่ตามมาก็ต้องแสวงหามาทั้งนั้น มิฉะนั้นการคิดที่จะก้าวก็ต้องก้าวด้วยความมั่นใจ....คนไทยยังเป็นคนดีมีนำใจอยู่เสมอ...ลองซักตั้งน่ะ.......

ความคิดเห็นที่ 28

คงยาก การวางตัวยังไม่นิ่งเลย (คิดแบบชาวบ้านจะกราบลงไหม)

ความคิดเห็นที่ 27

น่ารักจริงๆเยย ผมจะเปลี่ยนมาสวมเสื้อเหลืองก็คราวนี้แหละ

ความคิดเห็นที่ 26

การเมืองเรื่องธุรกิจจริงๆ

ถ้าแดงชนะ

ธุรกิจน้ำเมาเหลืองของเครือญาติคุณ

คงลำบากหน่อยละ

เหอะๆ ก็เสือกเล่นการเมืองนี่

ก้อดีจะได้รู้ว่าใครคือใคร

เลิกกินซะทีเบียร์

ความคิดเห็นที่ 25

ทำงานหนักกัน การเมืองบางครั้งปวดหัว

ดูแลสุขภาพบ้างนะครับ

รับให้คำปรึกษา http://takachi.siam2web.com/

สุขภาพเราป้องกันไว้ดีกว่านะครับ

ความคิดเห็นที่ 24

หนูจ๋า อ่านมาก็ตั้งยืดยาว สรุปว่าหนูมีหน้าที่ทำอะไรกันแน่จ๊ะ ได้ข่าวมาว่าหนูก็ไม่ได้ตามท่านปณิธานเค้าไปทุกทีซะหน่อย คนที่ทำงานจิงๆ ไม่มีหน้ามีตาให้ออกมาสัมภาษณ์ก็หน้าสงสารเค้านะ การเอาหน้าและโป้ปดมดเท็ดตั้งแต่ยังเด็ก แล้วมีหน้ามาบอกว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกนี่ ฟังแล้วมันน่าเศร้าและน่าสงสารประเทศไทยมากกว่าพวกเสื้อแดงมาบุกทำเนียบซะอีก ไม่เข้าใจว่าการสั่งสอนและปลูกฝังเด็กให้มีความคิดและพฤติกรรมเช่นนี้ ควรจะต้องโทษใคร ระบบการศึกษาไทยก็คงไม่ใช่ในกรณีนี้ ขอฝากใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเด็กคนนี้ ช่วยสั่งสอน หรือถ้าหนูได้อ่านความเห็นนี้ ก็ช่วยลองคิด ว่าการทำงานจริง ๆ หรือทำงานให้ได้เพียงเสี้ยวของท่านปณิธาน คงจะทำให้หนูสามารถให้สัมภาษณ์ภายใต้การแต่งกายเป็น working woman ได้น่าเชื่อถือและไม่เลื่อนลอยอย่างที่เกิดขึ้นครั้งนี้ คนที่ทำงานจริงและออกมาให้สัมภาษณ์ ไม่มีใครเค้ากล้าวิจารณ์หรอกค่ะ แต่คนที่ไม่ทำงานจริงนี่ มันดูและอ่านได้ไม่ยากหรอกค่ะ พยายามใช้ต้นทุนชีวิตที่มีอยู่มากมายสร้างประโยชน์ได้จริงให้มากกว่านี้ และพูดให้น้อยลง คนทำงานจริง สังคมเค้าเห็นเอง อย่างเจ้านายหนูไง ทำงานหลังขดหลังแข็ง ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องการทำงานของตัวเองน้อยกว่าหนูอีก ดูเป็นตัวอย่างนะจ๊ะ หวังดี

ความคิดเห็นที่ 23

เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 21 ค่ะ อ่านบทความข้างบน(เรื่องชาวมลาบุรี)เเล้วได้คิดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22

เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 21 ค่ะ อ่านบทความข้างบน(เรื่องชาวมลาบุรี)เเล้วได้ข้อคิคค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21

อ่านอะไรในนี้แล้วกลับไปอ่านบทความที่อยู่ข้างบน(เกี่ยวกับชาวเขาเผาหนึ่งทางภาคเหนือ) มันก็สะท้อนอะไรในสังคมไทยได้เยอะน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 20

ระบบศักดินาฝั่งรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน ... สิ่งที่(เราเชื่อว่า)เกิดขึ้นในอดีตล้วนแต่ถูกเขียน(หรือแต่ง)ขึ้นมาโดยชนชั้นขุนนางผู้มีอำนาจ คงไม่มีใครให้ไพร่ได้สอดแทรกมาบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง ....การให้ไพร่มีอำนาจหรือมีบทบาทมากเกินไปมันก็เป็นอันตรายต่อระบบศักดินา

ความคิดเห็นที่ 19

ขอให้กำลังใจนะคะ
คนที่เป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์
กับคนที่เป็นทรราชย์ในประวัติศาสตร์
ล้วนแต่ เป็นคนเก่งทั้งคู่
มีสิ่งเดียวที่ต่าง คือ

" วีรบุรุษนั้นมีใจที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม
ส่วนทรราชย์นั้นมีใจที่คิดถึงแต่ส่วนตัว"

ขอให้เป็นวีรสตรีในประวัติศาสตร์ของไทยนะคะ
^^

ความคิดเห็นที่ 18

นักธุรกิจยังส่งคนมาผูกอิงแอบกับนักการเมืองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน เพราะต้องรักษาประโยชน์ของตนเอง

ความคิดเห็นที่ 17

คงยากที่จะรู้ว่าใครมีกึ๋นใครไม่มีกึ๋น ของมันสร้างภาพกันได้ไม่ยากสำหรับเมืองไทยที่เรื่องต่าง ๆ มันมักจะไม่ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนเหมือนเมืองนอก หนังสือบ้า ๆ บอยังเขียนกันออกมาได้แบบไม่มีที่มาที่ไป มันคงจะต้องดูที่งานว่าออกมาอย่างไร ปริญญาแบบนี้ก็คงมีไม่น้อย และไม่ใช่ว่าคนมีปริญญาอย่างอื่นจะทำไม่ได้เสียเลย ที่สำคัญบางทีมันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริญญาด้วยซ้ำไป มันอยู่ที่งาน มีใครสนใจว่า คุณอานันท์ ปันยารชุนได้ปริญญาอะไร หรือมีตำแหน่งอะไรมาก่อนเป็นนายก การเมืองมันมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่แค่ที่ทำเนียบอย่างเดียว ตอนชุมนุมพวกเสื้อเหลืองก็เป็นเรื่องการเมือง การประชุมที่สภาก็เป็นการเมือง การประชุมพรรคก็เป็นการเมือง กรุงเทพมหานครก็เป็นการเมือง เพียงแต่ว่าเป็นการเมืองท้องถิ่น

ความคิดเห็นที่ 16

เท่าที่ทราบน้องเค้าฝึกงานไทยรัฐเป็นนักข่าวสายการเมืองค่ะ ต้องฝึกที่ทำเนียบอยู่แล้ว แต่ไม่ปฏิเสธว่าน้องเค้าเส้นใหญ่

แต่มาเป็นทีมงานนายกฯ มาเป็น Back ให้ เค้าไม่ได้วัดกันแค่สอบค่ะ นักเรียนอังกฤษ ตรี-ภูมิศาสตร์ โท-กฎหมายระหว่างประเทศ งานการเมืองต้องมีต้นทุนทางสังคมพอสมควร ตำแหน่งผู้ช่วยและเลขานุการส่วนตัว ดร.ปณิธาน ต้องมีกึ๋นพอตัว ไม่งั้นไม่พาติดไปด้วย ไปต่างประเทศยังพาไป ประชุมทวิภาคี มีแค่ผู้นำประเทศ ดร.ปณิธาน ยังพาน้องเค้าเข้า พวกรองโฆษก นักเมือง ส.ส. ยังไม่ได้เข้าเลย

ความคิดเห็นที่ 15

หนังสือพิมพ์ที่ต้องหารายได้จากโฆษณาก็ต้องเอาใจนักธุรกิจรายใหญ๋เข้าไว้ ส่วนนักธุรกิจก็ต้องเอาใจหนังสือพิมพ์เผื่อมีอะไรจะให้ช่วยลงข่าวให้ ตอนสิ้นปีก็จะเห้นบริษัทห้างร้านนำกระเช้าไปคารวะพวกหนังสือพิมพ์ให้เห็นบ่อย ๆ ส่วนหนังสือพิมพ์จะไปคารวะผู้ทรงอิทธิพลก็อาจจะมี ใครจะไปรู้ ไม่มีอะไรมันใสบริสุทธิ์หรอก มีอะไรอยู่เบื้องหลังเสมอ ส่วนไทยรัฐเขาก็คงไม่ส่งพวกไฮโซไปทำข่าวที่ปัตตานีแน่นอน มันต้องไปทำเนียบก็จะโก้หน่อย พ่อแม่ใครเขาจะยอม

ความคิดเห็นที่ 14

เห็นบางคอมเมนต์แล้วรำคาญ ไม่รู้จะอิจฉาชาวบ้านไปถึงไหน เขารวยก็ด่า, เขาโอกาสดีกว่าก็ด่า ทำไมไม่อ่านในสิ่งที่เขาพูดถึงแล้วหุบปากเฉยๆ ซะละครับ

ความคิดเห็นที่ 13

ก็แค่นามสกุลดัง เส้นหญ่าย

ความคิดเห็นที่ 12

แน่จริงจัดสอบเข้าตำแหน่งนี้ดิ กล้ามั้ย เหมือนฝรั่งเขาทำกัน

ความคิดเห็นที่ 11

ไม่บอกอีเมล์จะได้จีบเสียเลย

ความคิดเห็นที่ 10

คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกคนมีชื่อเสียง มีฐานะแบบนี้ จะมีโอกาสแบบนี้หรือเปล่า
ตัวอย่างของการใช้เส้นสายในอำนาจ

ความคิดเห็นที่ 9

ที่เล่ามายังไม่รู้ว่าที่ผ่านมาทำงานดีขนาดไหน ประสบการณ์ที่มีก็ไม่ได้มีอะไรแปลก น่าจะเล่าว่ามีงานอะไรที่ภูมิใจ ให้เป็นรูปธรรมไปเลย ประชาชนอ่านแล้วจะได้ตัดสินใจได้ถูกว่าเก่งจริงหรือไม่ ในทำเนียบที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นว่ามีผลงานอะไรที่แสดงถึงการมีสติปัญญามากมาย มันไม่ใช่ว่าไปทำงานกับไทยรัฐแล้วไปอยู่ในทำเนียบแล้วหมายความว่าคนนั้นเก่งเสมอไป การที่จะดูว่าใครเก่งใครไม่เก่งต้องวิเคราะห์ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างละเอียด ไม่ใช่มีข้อมูลตื้น ๆ แค่นี้

ความคิดเห็นที่ 8

สู้ๆ นะค่ะ คุณสามารถเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศชาติในอนาคต เมืองไทยต้องการนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติและฉลาดด้วย คุณสามารถแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7

ชอบความคิดเห็นที่ 4 ค่ะ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่าลูกชาวนา ชาวไร่ ประชาชนคนธรรมดาทั่วไป ก็สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของแต่ละอาชีพได้ท่านอดีตนายกของไทยท่านชวน คุณทักษิณ ก็ใช่ แต่ว่าจะเป็นคนดีเป็นที่รักที่น่ายกย่องชื่นชมของใครหรือไม่นั้นอีกเรื่องนะคะ อย่าวางกับดักความคิดตัวเองกับความคิดเรื่องศักดินาอะไรแบบนั้นเลย ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเรื่องปกติ สำคัญคือคุณรู้ประมาณตนแค่ไหน รู้จักคุณค่าตัวเองรึเปล่า แล้วคุณผลักดันตัวเองไปในทิศทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ มองหาข้อดีของตัวเองให้เจอดีกว่า อย่าไปเสียเวลากับการจับผิดคนอื่นเลย

ความคิดเห็นที่ 6

เราอยากได้นักการเมืองรุ่นใหม่ ไม่ใชรุ่นรถสิบล้อ ต้องรอสิบโมงถึงออกวิ่งและน้ำเน่ารุ่นใหม่แบบสส.เสื้อแดงที่อภิปรายเรื่องผู้หญิงโดนตบก็ไม่เอาเพราะโง่เกินไป

ความคิดเห็นที่ 5

สู้ๆ นะค้าบ ถ้าเลือกเส้นทางสายนี้แล้ว ขอให้กล้าแกร่ง+เก่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นคนดีของบ้านเมือง อย่าถูกระบบการเมืองเก่าๆ กลืนกิน อันไหนดีๆ ก็ขอให้เก็บเกี่ยวไว้ใช้ประโยชน์ อันไหนที่มันแย่ๆ ก็ดูไว้เป็นอุทาหรณ์

ความคิดเห็นที่ 4

มันก็พูดยากนะ โอกาสเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง คนรวยก็เลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเค้าใช้โอกาสที่มีในการทำงาน ทำความดี อย่างจริงใจ ทุกอย่างก็เหมือนการเป็นคนจนแล้วมีโอกาส ถึงแม้โอกาสจะน้อยกว่า เชื่อเถอะคุณเราสร้างมันขึ้นมาได้ อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นปมด้อย ชั้นเป็นเด็กต่างจังหวัด ครอบครัวฐานะพอใช้ สามารถส่งลูกเรียนปริญญาทุกคน แต่ไม่มีสมบัติ เพราะพ่อแม่ให้เราได้แค่นี้ ที่เหลือต้องแสวงหา แสวงหา และแสวงหา ไม่มีอะไรที่คนมุ่งมั่นทำไม่ได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต่อสู้

ความคิดเห็นที่ 3

เป็นลูกชาวสวนครับ ผมมีใจที่มุ่งมั่นและพยายามไม่เคยโทษฟ้าดินที่ตนนั้นเกิดเป็นลูกชาวสวน ระบบศักดินานั้นที่จริงได้หายไปนานแล้วครับ บางคนที่ไม่เข้าใจมักผูกคำว่า ศักดินา รวมกับความแตกต่างของชนชั้นและบวกกับปัดความทุกข์ยากความจนของตนให้เป็นความผิดของคำว่า ศักดินา ไม่รู้ว่าโทษไปถึงฟ้า ถึงเทวดาด้วยรึเปล่า แต่ผมไม่ป็นเช่นนั้น บ้านนอกของผมโอกาสการศึกษาน้อยนั่นเพราะบ้านผมมีผู้นำ ผู้ว่า ผู้ใหญ่บ้าน ที่โกง นอนกิน ไม่พัฒนาท้องที่ ทั้งๆที่รัฐมีงบมาให้พวกมันยังรีดไถ่คนที่ต้องการลงทุนคนที่ทุ่มเทเพื่อให้พ้นความยากจน มันขอเอี่ยวทุกงานอยากซื้อที่หรอเงินมาสิจะทำได้สะดวกขึ้นขั้นตอนเร็วขึ้น พวกนี้ตะหากตัวถ่วง อย่ามัวโทษฟ้าดินเลยครับ โทษตัวเองที่เลือกคนเลวมาบริหารเถอะ ตอนนี้ผมสบายแล้ว ผมพาตัวเองออกจากโคลนได้แล้ว

ความคิดเห็นที่ 2

ทำงานในหน้าที่ ให้ดีที่สุดก็แล้วกันน่ะครับ..เอาใจช่วยครับ..
ถ้าเรื่องระบบสือสารล่ะก็..ติดต่อผมได้น่ะ..ยินดีรับใช้..
WWW.CKMIT.COM
ชาติชาย

ความคิดเห็นที่ 1

ลูกชาวนา การศึกษาเท่ากันจะได้รับโอกาศแบบนี้มั้ย ....นี่ใช่มั้ยคือความโหดร้ายของศักดินา

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement