กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 11 พฤษภาคม 2552 01:00

อย่าตกเป็น หมู ของไข้หวัด

เจาะข้อมูลไข้หวัดหมู รู้จริงเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 ดูแลร่างกาย รักษาจิตใจ อย่างไร เพื่อเผชิญ "โรคอุบัติใหม่" ที่เรียงหน้ากันมาไม่หยุดหย่อน

จนถึงตอนนี้ ข่าวสารเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 ไหลวนจนแทบจะท่วมตัว 

ในแง่ดี - เท่ากับมีข้อมูลให้เราได้รู้ รู้เยอะแค่ไหน ก็ป้องกัน (หรือรักษา) ได้มากแค่นั้น แต่ในทางกลับกัน ในสารพันข่าวสารที่มากมายนั้น เราจะกรองอย่างไร อันไหนจริง อันไหนเกินจริง เพราะนั่นจะนำไปสู่ พฤติกรรมและไลฟสไตล์ที่เหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้ 

เพราะไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 นั้น จะว่าหมูก็หมู จะว่าไม่หมูก็ไม่หมู

ยกตัวอย่าง "ต่อให้กินผลไม้ โด๊ปวิตามินซี หรือดูแลรักษาร่างกายดีแค่ไหน ก็ติดเชื้อหวัดง่าย และที่สำคัญเร็วและแรงกว่าด้วย" 

หรือ "ซาร์สว่าแรงแล้ว ยังจัดการง่ายกว่า",

"ใน 24 วัน ไข้หวัดใหญ่สามารถฆ่าคนได้ เท่ากับจำนวนที่โรคเอดส์ระบาด 24 ปี",

"อัตราการตายน้อยมาก ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์"

และ "ผู้ติดเชื้อจริงๆ อาจจะมีเป็นหมื่นเป็นแสนก็ได้ แต่ไม่แสดงอาการ" 

แต่ความรู้จาก 4 สุภาพบุรุษชุดกาวน์ต่อไปนี้ น่าจะช่วยคลายปมสงสัยและอะไรๆ ให้กระจ่างขึ้น

แข็งแรงกว่า หมูกว่า

โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งรวมถึง ซาร์ส เอชไอวีเอดส์ ไข้หวัดนก นิปปา เอนดาโรไวรัส 71 ฯลฯ 

"โรคอุบัติใหม่จำกัดความหมายอยู่ที่โรคติดต่อ Emerging Infected Decease :EID ซึ่งก็คือ โรคติดเชื้อ หมายความว่ามีเชื้อโรคตัวใหม่เกิดขึ้นในโลก หรืออาจจะมีอยู่แล้วแต่ไม่แสดงผลออกมาให้เราเห็น พอมันมาเราเลยไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันยังไง และเจ้าของเชื้อส่วนใหญ่มาจากสัตว์" ต่างจากโรคอุบัติซ้ำ ที่เรารู้ตื้นลึกหนาบางของมันดี เพราะเคยๆ กันแล้ว

เป็นเสียงจาก ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เห็นว่า โรคอุบัติใหม่ทั้งหลายนั้น ในระดับปรากฏการณ์ถือเป็นเรื่องปกติ 

"เชื้อตัวนี้ โดยส่วนใหญ่เหมือนไข้หวัดหมู แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีไข้หวัดหมูที่เป็นลูกผสมของไข้หวัดหมู ไข้หวัดคน และไข้หวัดนก เกิดในสหรัฐ แต่ไม่ได้ระบาด แต่กับเชื้อ 2009 (H1 N1) ต่างตรงที่บางยีนเป็นส่วนผสมของลูกผสม 3 ตัวนั้น กับไวรัสไข้หวัดหมูในเอเชียซึ่งน่าจะมาจากนก" 

ที่เรียกว่า H1 N1 นั้น  H กับ N เรียกตามโปรตีนที่อยู่บนผิวไวรัส H มีตั้งแต่ 1-16 ส่วน N มี 1-9 เมื่อเอา 16 กับ 9 มาคูณกันเท่ากับ 144 นั่นคือ เชื้อไข้หวัดมีอยู่ 144 ชนิด 

ส่วนที่เรียกว่า สายพันธุ์ A มาจากไวรัสที่อยู่ 3 ชนิด คือ A,B และ C สองตัวหลังเป็นไวรัสของคน ที่ไม่ค่อยมีฤทธิ์เดชสูง คนจึงไม่ค่อยรู้จัก ต่างจากชนิด A ที่รุนแรงกว่าและแพร่ระบาดไปเรื่อยๆ

"ด้วยส่วนผสมใหม่ เลยถือว่าเป็นโรคอุบัติใหม่" ศ.นพ.ประเสริฐ ขมวดความ ที่ผ่านมา 

ย้อนความจำเรื่องโรคอุบัติใหม่ที่เราอาจหลงลืมกันไปแล้ว เช่น นิปป้า เป็นเชื้อในค้างคาว และค้างคาวเอาไปปล่อยเชื้อให้หมู มีหมูตาย จากนั้นคนเลี้ยงหมูและฆ่าหมูเริ่มป่วยและตายด้วยอาการปอดอักเสบ สมองอักเสบ อัตราการตายค่อนข้างสูงแต่ไม่ได้แพร่จากคนสู่คน และระบาดในวงจำกัด

เอนดาโรไวรัส 71 หรือเชื้อโรคมือเท้าปาก ที่เกิดกับเด็กเล็กๆ 

"จริงๆ มีมาเรื่อยๆ ทุกปลายฝนต้นหนาว แต่ช่วงที่ไประบาดในมาเลเซีย ไต้หวัน กลายพันธุ์เกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ จนทำให้เด็กเสียชีวิต" 

ส่วนใหญ่ โรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อที่ปรับตัวในสัตว์และติดมาสู่คน โดยธรรมชาติ พอมันปรับตัวไปเจอสัตว์ชนิดใหม่ ก็จะแพร่ได้เร็ว เพราะยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน ผิดกับสัตว์ชนิดเดิมที่รับเชื้อจนปรับตัวพอจะสู้กับโรคได้บ้าง

"เป็นการทดลองของธรรมชาติน่ะครับ" คุณหมอประเสริฐพูดยิ้มๆ 

ระดับความตื่นตระหนก คุณหมอแนะว่า "ไม่มาก" อัตราการตายที่ข่าวเสนอว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ในความเป็นจริง น้อยกว่าแน่นอน ในสหรัฐ มีผู้ติดเชื้อ 200 กว่าคน แต่เสียชีวิตไปเพียง 1 ราย ขณะที่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการมาก และรักษาด้วยการทานยาทามิฟลู หรือไม่หายเองโดยการพักผ่อนมากๆ

ขณะที่อัตราผู้เสียชีวิตในเม็กซิโกอยู่ที่ 6 เปอร์เซ็นต์นั้น คุณหมอก็ยังไม่กล้าปักใจเชื่อ 

"มีความเป็นไปได้ 2 อย่าง คือ จริงๆ อาจติดเชื้อเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ตายแค่ไม่กี่ร้อย กับที่รายงานก็รายงานเฉพาะคนป่วยหนัก ไม่ได้สำรวจคนป่วยน้อยๆ สองคือ เชื้อที่เม็กซิโกอาจจะไม่เหมือนที่อื่น เชื้อที่เดินทางออกมาได้ จะถูกธรรมชาติคัดเลือกแล้วว่า ไม่รุนแรงมาก ไม่อย่างนั้นคนที่ติดจะเดินทางได้อย่างไร" สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ กลัวไข้หวัดใหญ่ 2009 จะไปซ้ำรอยกับไข้หวัดสเปน ที่มารอบแรก ไม่หนักเท่าไร แต่พอรอบ 2 รุนแรงมาก คนตายเยอะ เพราะผ่านการเรียนรู้และปรับตัวกับคนมาได้สักพัก

แต่ที่น่าตกใจ คือ บทสรุปช่วงท้ายที่คุณหมอบอกว่า "ถึงเราจะดูแลตัวเองดียังไง สุดท้ายเชื้อก็ชนะทุกที"

"ส่วนใหญ่เรามีภูมิคุ้มกันเชื้อหวัด เราเลยไปติดเชื้อหรือถ้าติดก็น้อยมาก นั่นคือเชื้อเก่า แต่ถ้าเป็นเชื้อใหม่ เราไม่มีภูมิคุ้มกัน ต่อให้แข็งแรงแค่ไหนก็ติด" 

เวลาที่เกิดโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก คนที่ตายมากที่สุดคือ หนุ่มสาว ซึ่งผู้เสียชีวิตในเม็กซิโกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนั้น เพราะเป็นคนที่สัมผัสเชื้อมากที่สุด ผิดกับคนชราที่อาจจะอยู่แต่ในบ้าน

"เชื้อบางสายพันธุ์ อาจทำภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองรุนแรงเกินไป ทำให้การอักเสบรุนแรงเกินไป ซึ่งเกิดได้ง่ายกับคนที่ร่างกายแข็งแรงมาก" 

ทางเดียวที่ป้องกันได้คือ ระวังไม่ให้รับเชื้อ โดยการล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย ไม่ขยี้ตา และไม่แคะจมูก
 
กระทบไหล่ 'โรคอุบัติใหม่'

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน เล่าถึงภาพรวมของโรคที่สำคัญในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นโรคที่ติดต่อกันทางอากาศ 

"การติดต่อของโรคผ่านลมหายใจ ไอ จาม ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา" เขายืนยัน 

ไม่ว่าจะเป็น ซาร์ส ไข้หวัดนก แม้กระทั่งไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009  ล้วนถือว่าเป็นลักษณะการพัฒนาการในระดับสูงสุด โดยเป็นการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน จากนั้นจึงกลายเป็นคนสู่คนโดยไม่ต้องอาศัยสัตว์ แต่ความน่ากลัวไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น หากยังมีโรคอุบัติซ้ำที่มียุง แมลงต่าง ริ้น ไร และเห็บ เป็นพาหะของไข้สมองอักเสบอีกด้วย

"ทำไมต้องเป็นโรคสมองอักเสบ... เพราะทั้งโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ 49-50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เป็นเรื่องที่เราเจอกันอยู่เช่น ซาร์ส โรคทางเดินหายใจ ไข้หวัดต่างๆ เพราะฉะนั้น โรคพวกนี้จะมาหลายรูปแบบ และยิ่งยากหนักขึ้นไปอีก เวลาที่เราดูก็จะรู้จักแต่โรคไข้เลือดออก รู้จักแต่โรคตัวงอ หรือ ชิคุนกุนย่า รู้จักแต่ไข้สมองอักเสบไม่กี่ชนิด แต่เวลาที่เราดูแผนที่การระบาด เราจะพบว่า ยุง แมลง เห็บ และริ้น อีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบได้เหมือนกัน รวมทั้งประเทศที่อยู่รอบๆ อย่าง จีน อินเดีย บังคลาเทศ หรือรัสเซีย ล้วนมีโรคจำพวกนี้ระบาดอยู่ แต่ไม่มีรายงานในบ้านเราเลย

ตรงนี้จึงอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงวินิจฉัยโรคสมองอักเสบที่เกิดจากยุง  ริ้น เห็บ หรือแมลงพวกนี้ไม่ได้ เพราะเราคิดว่าไม่มี จริงๆ เรามีคนไข้สมองอักเสบที่วินิจฉัยไม่ได้เยอะมาก ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ เพราะเรามองแต่โรคที่เรารู้จัก และมองแต่โรคที่มาจากตัวเราเอง"

นอกจากนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังเน้นรวมถึง นกมีหูหนูมีปีก เป็นแหล่งผลิตเชื้อไวรัสได้มากกว่า 80 ชนิด รวมทั้งไข้หวัดใหญ่ อีโบลา และซาร์สด้วย 

"ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเราพบว่า ค้างคาวไทยก็นำไวรัสหลายตัวด้วยกัน ซึ่งเราก็ทำงานประสานกับหน่วยงานอื่นเพื่อสร้างแนวป้องกันไม่ให้สัตว์เหล่านี้นำโรคเล็ดลอดไปยังหมู หรือม้าเป็นต้น"

เมื่อเชื้อร้ายต่างๆ อยู่ใกล้ผู้คนชนิดแทบจะ 'เดินชนไหล่' กันแล้วนั้น เรื่องต่อไปคงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า คนเราทุกวันนี้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อขนาดไหน

"เสี่ยงมาก เพราะว่าเราเป็นคนทำเอง จะเห็นว่าโรคเหล่านี้มาจากสัตว์สู่คน การที่เราไปสร้างสนามกอล์ฟ ไปสร้างรีสอร์ท บุกเข้าไปในป่า ก็ทำให้สัตว์ต่างๆ ไม่มีที่อยู่ ดังนั้นคนจะพบกับสัตว์มากขึ้น เพราะเราไปทำลายระบบนิเวศแมลงต่างๆ ยุง เห็บ ไร ริ้นต่างๆ ก็จะมีสัตว์บางชนิดที่คอยควบคุมปริมาณอยู่ เมื่อสัตว์ตัวที่กินสูญสลายไป พวกแมลงเหล่านี้ก็จะออกมาได้เยอะ พวกสัตว์ป่าต่างๆ หรือสัตว์ที่ขุดรูอยู่อย่างหนู หรือสุนัข เวลามีเชื้ออยู่ในตัวจะไม่แสดงอาการ ยังดำรงชีวิตตามปกติ แต่เมื่อมีพาหะอย่างตัวเห็บ ไร ริ้นไปกัด แล้วนำมาสู่คน เราก็จะกลายเป็นแหล่งเพาะโรคตามไปด้วยในที่สุด" ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้คำตอบ

ยิ่งลด ยิ่งเพิ่ม เริ่มจะยุ่ง

"โรคอุบัติใหม่ ผมคิดว่ามันจะมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะมองโลกแง่ร้ายไปหรือเปล่านะ" เป็นคำตอบแบบฟันธงภายใต้รอยยิ้มอารมณ์ดีของ รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รักษาการรองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อถูกถามถึงแนวโน้มของโรคที่จะมีต่อไปในอนาคต ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว โรคอุบัติใหม่จะเกิดปีละ 1 โรค 

เขาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ที่ผ่านมานั้นเป็นอันตรายต่อคนเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความเสียหายด้านอื่นๆ ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นจึงต้องสร้างระบบป้องกันที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งในส่วนการเฝ้าระวัง ห้องปฏิบัติการ และการตอบสนอง

"การเฝ้าระวังโรคเรามีทั้งของคนและสัตว์ แต่ทั้ง 2 ระบบแยกกันอยู่ เชื่อมโยงกันไม่มาก และมีปัญหาว่า โรคจำนวนมากมาจากสัตว์สู่คน สมมติว่าสัตว์ป่วยระบาด แล้วเจอคนที่เป็นโรคเดียวกัน 5-6 คน ก็จะรู้สึกแย่แล้ว แต่ถ้าระบบไม่ต่อ เราจะไม่รู้ว่าคนเป็นโรคเดียวกันกับสัตว์ คนที่ดูสัตว์ก็ไม่รู้ว่าโรคนี้เจอในคนแล้ว ความร้ายแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่มีใครรู้ การเฝ้าระวังก็จะไม่เกิด  75 เปอร์เซ็นต์ของโรคอุบัติใหม่ทุกวันนี้เป็นอย่างนั้น...

"แง่ของห้องปฏิบัติการเราก็เจริญก้าวหน้าเยอะในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เพราะเรามีซาร์ส มีไข้หวัดนก ระหว่างนั้นเราก็สร้างแลป ที่ทำงานไวรัส แต่ในทางกลับกันโรคอุบัติใหม่ที่ไม่ใช่ไวรัส อย่างแบคทีเรียมันก็เจริญก้าวหน้าไม่มาก หรือการตอบสนองอย่างชุดตรวจ เรามีนักวิจัยทำได้ แต่ยากับวัคซีนเรายังไม่มีโรงงานที่ผลิต เวลาจำเป็นจริงๆ ก็ไม่รู้จะตอบสนองได้ยังไง ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องมีใครดูแล เพื่อความปลอดภัย" รศ.นพ.ประสิทธิ์ ชี้ปัญหาที่เกิดขึ้น 

นอกจากนี้เขายังหมายความรวมไปถึงการพัฒนาเครือข่ายการประสานงานไปยังพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ทั้งในแง่องค์กร และบุคลากรที่มีไม่ทั่วถึง

"จริงๆ โรคจากสัตว์สู่คนหลังๆ มักเกิดในชนบทก่อน ซึ่งมีหน่วยงานบริหาร ที่มีความคุ้นเคยในพื้นที่ เขาก็อยู่ในพื้นที่ และมีเงินของเขาด้วย แต่ในทางปฏิบัติเราไม่เคยให้เขาช่วยเลย ไม่เคยบอกคนในพื้นที่ว่าถ้าเจอโรคแปลกๆ ต้องทำยังไง ก็เลยกลายเป็นว่า จะรู้ตัวก็เมื่อโรคเข้าถึงส่วนกลางแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็มีความพยายามที่จะทำเรื่องนี้อยู่"

ถึงแม้จะไม่แน่ใจในปริมาณของโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ รศ.นพ.ประสิทธิ์ก็ยังยืนยันถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผล 2-3 อย่าง ที่ไม่มีแนวโน้มจะลดลง  

"เหตุผลแรก เราเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ทุกวันนี้ในประเทศส่วนใหญ่มีประชากรสัตว์มากกว่าคน ทั้งปี เรามีไก่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในประเทศไทยกว่าพัน ล้านตัว ขณะที่เมืองจีนมีไก่ตายเป็น หมื่นล้านตัวต่อปี ซึ่งต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนค่อนข้างเยอะ และไม่มีแนวโน้มจะลดลง ที่ที่มีสัตว์เยอะๆ มันก็กลายเป็นแหล่งเพาะโรค 

สอง คือ เรามีคนแก่มากขึ้น ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีคนแก่มากขนาดนี้ คนแก่เยอะภูมิคุ้มกันเขาก็จะต่ำไป ฉะนั้นโรคที่ไม่ค่อยเจอบ่อยในคนแก่ก็จะเจอ พวกนี้อาจจะไม่ใช่โรคที่อุบัติใหม่ อาจจะเป็นโรคเก่าๆ ที่แต่ก่อนเจอไม่มาก เดี๋ยวนี้เจอมากขึ้น หลายๆ โรคก็ไม่ใช่โรคติดเชื้ออย่างมะเร็ง เป็นต้น

สาม คือวิทยาการมันก้าวหน้า เรามีเทคโนโลยีต่างๆ ที่แต่ก่อนไม่เคยใช้ ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันเราลดลง เมื่อภูมิคุ้มกันลดลงมันก็เกิดเชื้อซึ่งปกติมันไม่ได้เล่นงานคนธรรมดา เข้ามาเล่นงานคนที่ภูมิคุ้มกันพร่องไปบางส่วน และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับคนมากขึ้น อย่างมะเร็งเดี๋ยวนี้เรารักษาหายเยอะ แต่คนที่หายมันก็จำเป็นต้องให้ยาบางอย่าง และมันก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี อาจจะมีการติดเชื้อบางอย่างซึ่งคนทั่วไปก็จะไม่ติด ก็มีโอกาสที่เชื้อจะปรับตัวให้เข้ากับคนได้ง่ายขึ้น รวมๆ กันแล้ว มันก็มีปัจจัยให้เพิ่มขึ้นหลายอย่าง แต่เมื่อรวมๆ กันแล้วปัจจัยที่เกิดมากที่สุดก็ยังคงเป็นสัตว์อยู่" เขาอธิบาย 

หวัดใหญ่...หมูไม่หมู คงไม่สำคัญไปกว่า อย่าตกเป็น 'หมู' ของไวรัสตัวนี้ก็แล้วกัน 

  • ระดับการเตือนภัย วัดจากอะไร 

หลังจากซาร์สระบาด มีการตั้งกฎอนามัยระหว่างประเทศ (บังคับใช้ปี 2005) สาระคือ ทุกประเทศมอบหมายให้องค์การอนามัยโลก เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเฝ้าระวังโรคทุกแห่งมาดูและประเมินสถานการณ์ โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการ Emergency Committee อันประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ทางวิทยาศาสตร์ สาธารณสุข การบริหาร และตัวแทนจากประเทศต้นทางโรค ซึ่งแบ่งระดับการเตือนภัยไว้ 1-6  

1 คือ พบเชื้อตัวใหม่แต่ยังไม่พบว่าติดในคน

2 คือ เชื้อตัวนั้นข้ามมาสู่คนได้แล้ว

3 คือ เชื้อใหม่ถ่ายทอดจากคนสู่คนได้แล้ว

4 คือ เริ่มมีการระบาดในชุมชน 

5 มีการติดเชื้อมากกว่า 1 ประเทศ (ระดับปัจจุบัน) 

6 มีการติดเชื้อมากกว่า 1 ภูมิภาค (จากทั้งหมด 6 ภูมิภาค) 

ผู้ให้ข้อมูลคือ นพ.สมชาย พีระปกรณ์ เจ้าหน้าที่ชำนาญการ สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ที่เผยว่า ณ ปัจจุบัน สาเหตุการตายของประชากรโลก แบ่งไปเท่าๆ กัน 2 อย่างคือ โรคติดต่อและไม่ติดต่อ 

"โดยเฉพาะโรคติดต่อที่หลังๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ มาจากไลฟสไตล์ กิน เที่ยว และความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิทยาการ ขณะที่โรคติดเชื้อเริ่มลดลง" 

Tags : ไข้หวัดใหญ่ 2009

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement