พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เปิดเบื้องหลังการรับบทโฆษกทหารยุคการเมืองระส่ำ นุ่มนวล-อ่อนน้อม แค่ภาพลักษณ์ หรือสะท้อนพัฒนาการกองทัพไทย
เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาใครที่ติดตามข่าวสารต้องได้เห็นบทบาทของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกผู้ซึ่งทำหน้าที่ชี้แจงถึงการปฏิบัติงานของ กองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ
เขาคนเดียวกันนี้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดียวกันเมื่อครั้งที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีบทบาททางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา
ท่าทีสุภาพการพูดจาที่นุ่มนวล แต่หนักแน่น น่าเชื่อถือ รวมไปถึงการตอบคำถามผู้สื่อข่าวด้วยความชัดเจน ตั้งใจ แสดงไหวพริบ พร้อมกับความอ่อนน้อม สม่ำเสมอ ผู้ซึ่งมีบุคคลิกเช่นนี้ที่ถูกมอบหมายวางตัวให้เป็นผู้สื่อสารต่อสาธารณะ ถึงความเป็นไปของกองทัพ
..หรือนี่จะเป็นภาพลักษณ์ที่ 'ทหาร' หวังให้สังคมได้รับรู้
ในช่วงที่บทบาททางการทหารผ่อนคลายลงลง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด จึงสามารถปลีกเวลามาพูดคุยกับ 'กรุงเทพธุรกิจออนไลน์' ถึงประสบการณ์ การทำงาน รวมทั้งมุมมอง และตัวตน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตและความนึกคิดของคนในวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อสังคมไทย ณ วันนี้ได้ไม่น้อย
- ก่อนเกิดเหตุความวุ่นวาย ทหารรวมทั้งตัวท่านในฐานะโฆษกฯ มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้าหรือไม่ อย่างไร?
ก่อนสงกรานต์ยังวางแผนเที่ยวอยู่เลยครับเพราะเห็นเป็นวันหยุดยาว แต่เมื่อสถานการณ์ไม่ค่อยดี ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งจัดเวรเตรียมพร้อม โดยเฉพาะที่กองบัญชาการกองทัพบก มีการจัดเวรโดยกรมฝ่ายเสนาธิการทุกกรมเพื่อติดตามสถานการณ์ กรมฝ่ายเสนาธิการเหมือนเป็นเลขา ผู้บัญชาการทหารบกเหมือนมีเลขา 6 ฝ่าย ฝ่ายกำลังพล ฝ่ายข่าว ฝ่ายยุทธการ ฝ่ายส่งกำลังบำรุง ฝ่ายกิจการพลเรือน และฝ่ายบัญชี ในฐานะโฆษกฯ ก็รับข้อมูลข่าวสาร ติดตามการเสนอข่าวของสื่อมวนชน เพื่อวิเคราะห์ว่าสังคมโดยรวมมีความเชื่ออย่างไร คิดอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีความมั่นใจเจ้าหน้าที่ขนาดไหน
- คำสั่งออกเมื่อไร
ประมาณหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่การชุมนุมเริ่มขึ้น ในฐานะโฆษกก็พร้อมจะได้รับการติดตามตัวโดยตลอด แต่รู้สึกธรรมดา เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก วันหยุดกับทหารถือเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกเรียกตัว หรือต้องเตรียมพร้อม
- หลังประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โฆษกฯ ต้องทำอะไรบ้าง
การทำงานมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นจากเดิมทหารเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ตอนนี้เป็นพนักงานตามพระราชกำหนด ในฐานะโฆษกฯ นอกจากติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ แล้ว ก็เริ่มมีคำสัมภาษณ์เข้ามาทั้งทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุ เกี่ยวกับหน้าที่ภารกิจของกองทัพ โดยเฉพาะช่วงบ่ายวันที่ 12 ที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ก็มีการส่งกำลังไปประจำตามจุดต่างๆ มียานเกราะออกไปเพื่อสร้างความมั่นใจ รวมทั้งเป็นการป้องปราม และน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในกรณีมีรถแท็กซี่หรือรถเมล์มาปิดการจราจร ประกอบกับมีรถสายพานลำเลียงของกองพลทหารม้าที่ 2 กลับจากการฝึกที่ลพบุรีประมาณ 60 คัน ก็ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่การรัฐประหาร
- ช่วงเย็นวันนั้นเกิดกระแสเรื่องความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของรัฐบาลกับกองทัพ
น่าจะเป็น'กระแสข่าว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องใน กอฉ.มีการปรึกษาหารือกันโดยตลอด และที่ได้ยินทุกครั้งคือ ทุกอย่างต้องดำเนินการให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด หรือไม่มีความสูญเสียเลย
- ภาพการแถลงข่าวของนายกฯ พร้อมผู้ใหญ่หลายหน่วยงาน โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก รวมทั้งตัวท่านเองที่แถลงข่าวพร้อม อาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร เป็นความตั้งใจที่จะกลบกระแสข่าวลือใช่หรือไม่
เมื่อไม่ต้องการให้เกิดข่าวลือสิ่งที่ทำได้คือการปฏิบัติให้เห็นว่ามีการประสานกันจริงๆ ภาพที่ออกไปน่าจะทำให้ข่าวลือลดน้อยลง ถือเป็นความตั้งใจระดับหนึ่ง
ส่วนตัวผมกับอาจารย์ปณิธานที่ออกมาคู่กัน ไม่ได้ต้องการเรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องโดยตรง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านก็ว่าไปในแนวทางของรัฐบาล ส่วนผมได้รับมอบหมายให้ชี้แจงในส่วนภารกิจทางทหาร
- โฆษกทหารทำงานอย่างไร รับทราบข้อมูลทั้งหมด หรือรับมอบหมายให้ชี้แจงเป็นประเด็นๆ ไป
เรามีทีมโฆษกมีผู้ช่วยโฆษก และรองโฆษก ในแง่การปฏิบัติงาน มีเสนาธิการทุกฝ่ายมาประชุม เรานั่งหลังห้อง ฟังการปฏิบัติการในแต่ละพื้นที่ ติดตามข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสังคมว่าตรงกันมั้ย จุดไหนไม่ตรงก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจ
- กำหนดวาระการแถลงข่าวอย่างไร
ตามวงรอบของข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไปเราไม่พยายามยัดเยีดข่าว เพราะสื่อจะรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง จะดูเมื่อวงรอบข่าวสารเปลี่ยน ผู้ที่ติดตามสถานการณ์จะรู้สึกอยากบริโภคข่าว เราก็มีข้อมูลให้ ถือว่าวิน-วิน และรู้ว่าทีวีพูลเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนบางส่วนอยากดูหนังดูละคร ก็จะใช้เวลาน้อยที่สุด กระชับที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับความเป็นจริง โดยไม่รบกวนเวลามากเกินไป
- ผู้บังคับบัญชามีส่วนกำหนดการทำงานของโฆษกเพียงใด
ท่านให้เสรีระดับหนึ่งแต่เป็นโฆษกขององค์กรซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคง บางเรื่องคงไม่สามารถปฏิบัติได้ตามวัฏปฏิบัติของโฆษกหน่วยงานทั่วไปได้ ต้องดูนโยบาย ดูข้อเท็จจริง ถ้าชี้แจงได้ก็ชี้แจง ชี้แจงไม่ได้ก็ไม่พยายามชี้แจง แต่จะบอกเหตุผลว่า ชี้แจงไม่ได้เพราะอะไร สื่อมวลชนก็เข้าใจ เช่น ถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุความรุนแรง จะตอบ 'เยส เดี๋ยวมีเหตุการณ์ เรากลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ถ้าตอบ 'โน ก็จะว่าทำไมไม่สร้างความมั่นใจ ฉะนั้น ตอบไม่ได้ก็จะบอกว่าตอบไม่ได้
- การแถลงข่าวแต่ละครั้งต้องมีสคริปต์หรือไม่
เตรียมประเด็นที่ต้องการพูดเคยมีประสบการณ์เป็นโฆษก คมช. ก่อนนั้นเคยเป็นแต่พิธีกรบนเวที กองทัพบกมีงานอะไร ทุกคนบอกให้ 'ไก่อู’ เป็นพิธีกรตลอด ผู้บังคับบัญชาอาจรู้สึกว่า เออ มันชี้แจงได้ นึกว่าเจ๋ง เพราะตอนเป็นพิธีกรเรากลับไปทำการบ้าน ท่องหน้ากระจก มาถึงเวทีก็ 'บายฮาร์ท’ เค้าก็นึกว่าแจ่ม จริงๆ เปล่า ท่องมาแล้ว ต่างกันมากกับการเป็นโฆษก แต่ก็คิดว่าถ้ามามัวก้มหน้าก้มตาอ่าน คนคงรู้สึกว่าแกยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจก่อน ทหารส่วนใหญ่ติดศัพท์ทหาร ซึ่งสังคมไม่เข้าใจ ก็พยายามอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจให้ได้ว่าเรากำลังจะทำอะไร อย่างไร เอาภาษาพูดเป็นหลัก
- ทราบว่าในเหตุการณ์เดือนพฤษภาปี 35 ท่านได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมด้วย
ตอนนั้นเป็นผู้บังคับกองร้อยยานเกราะนำกำลังร้อยนายกับรถสายพานลำเลียงไปดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่สะพานผ่านฟ้า ถึงแยก จปร.และกองบัญชาการกองทัพบก เป็นภารกิจเฉพาะกรณี คือดูแลไม่ให้พี่น้องประชาชนผ่านเข้ามาในแนวนี้ โดยนำลวดหนามหีบเพลงไปวางแนว ซึ่งต้องชี้แจงทหารโดยตลอดว่าต้องใช้ความอดทน เพราะยอมรับว่าขณะนั้นมีกลุ่มที่พยายามยั่วยุให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้น บางส่วนเอารถตู้มาเกี่ยวลวดหนาม ถอยรถให้ลวดหนามยืด แล้วใช้เท้าถีบให้หลุดเด้งโดนหน้าโดนตาทหาร เราก็ต้องเปลี่ยนเอาบรรดาทหารที่หน้าตาเป็นแมวเพราะโดนลวดหนาม ให้ชุดใหม่ขึ้นไปยืนแทน
- ฟังดูคล้ายที่กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นไปปีนเล่นบนรถหุ้มเกราะในช่วงที่ผ่านมา
คนละแบบตอนพฤษภาเครียดกว่า ในช่วงนั้นเข้าใจว่าเป็นการเผชิญหน้าของสังคมส่วนรวมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ครั้งนี้ เป็นการที่สังคมมีความคิดเห็นเป็นส่วนๆ ขัดแย้งกันเอง เจ้าหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งที่จะพยายามทำให้ความขัดแย้งไม่บานปลายเกินขอบเขต ซึ่งทำยาก ผู้บังคับบัญชาจึงย้ำตลอดว่าต้องทำให้ชัดเจนว่าเราไม่มีสี ไม่อยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- ท่านได้บทเรียนอะไรจากเหตุการณ์เดือนพฤษภา '35 กองทัพมีบทเรียนอย่างไร
บทเรียนในการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมคนที่อยู่ในสถานการณ์การชุมนุมจะรู้ว่ามีความวุ่นวายขนาดไหน แต่ยากที่จะสื่อให้คนทั่วไปรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คนจะมุ่งไปผลสุดท้ายของการปฏิบัติภารกิจ หนักไปมั้ย เบาไปหรือเปล่า สำเร็จหรือไม่ ยับยั้งความรุนแรงได้หรือไม่ มีความสูญเสียหรือไม่ ดังนั้นทุกมาตรการต้องป้องกันความสูญเสีย ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่ต้องลงรายละเอียดถึงการปฏิบัติ กองทัพเองมีบทเรียนจากการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง โดยจะมีการสรุปบทเรียนว่าเราผิดพลาดอย่างไร อ่อนด้อยตรงไหน สังคมมองอย่างไร และจะปรับปรุงเพื่อตอบรับกับความต้องการของสังคม เป็นการยืนยันว่ากองทัพเป็นของประชาชน
- โฆษกกองทัพบก เป็นตำแหน่งที่มีมาก่อนหรือเปล่า
ไม่ใช่ตำแหน่งในโครงสร้างแต่เป็นภารกิจที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย บางสมัยที่ผู้บังคับบัญชามีความเข้าใจว่าท่านชี้แจงได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้โฆษก แล้วแต่นโยบาย งานหลักของผมคือผู้อำนวยการกองกิจการพัฒนา กรมกิจการพลเรือนทหารบก ไม่เกี่ยวกับงานด้านนี้สักเท่าไร
- ท่านเองได้รับมอบหมายให้เป็นโฆษกตั้งแต่ยุค คมช.
พล.อ.สมเจตน์บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พาไปพบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติในยุคนั้น ท่านบอกมาช่วยงานได้มั้ย เราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาถูกถามก็ต้องเยสอย่างเดียว
- ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร
จะทำได้หรือวะ (หัวเราะ) ความรู้ผมก็เท่านี้ ไม่ได้จบพลเรือน แต่เรียนปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา โรงเรียนนายร้อยฯ ไม่ได้เรียนปริญญาโท ไม่เคยเป็นโฆษก ท่านบอกไม่เป็นไร ไม่มีใครเคยทำมาตั้งแต่เกิด แล้วผมไม่เคยติดตามงานโฆษกเลย ไม่ถนัด เพราะคิดว่ามันมีปัจจัยแวดล้อมเยอะ เป็นพิธีกรนี่ชอบ ทำได้ เอนเตอร์เทน ทำให้คนในงานสนุก เจ้าภาพสนุก ไม่ตลกจาบจ้วงจนคนในงานรู้สึกว่าไอ้นี่มันเลยเถิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกอัธยาศัย ร้องเพลงนี่ชอบม๊าก ยิ่งคนเยอะยิ่งไม่ประหม่า คนเยอะเสียงยิ่งนิ่ง (หัวเราะ) ไม่รู้ทำไมถึงถูกเลือก ก็วิตกกังวล แต่พยายามทำเท่าที่จะทำได้
- ต้องมีการปรับตัวรับกับหน้าที่ใหม่หรือไม่อย่างไร
บุคคลิกเป็นอย่างนี้อยู่แล้วไม่ได้พยายามทำอะไรที่แตกต่างจากที่เราเป็น แต่ก็เครียด เพราะเท่าที่เคยสดับรับฟังมา คนเป็นโฆษกตอบอะไรมากไม่ได้ "ไม่ทราบครับ" "ต้องถามผู้บังคับบัญชาครับ" ส่วนตัวรู้สึกว่าถ้าเป็นแล้วตอบไม่ได้ อย่าเป็นดีกว่า เลยชี้แจงทำความเข้าใจกับท่านสนธิว่า ผมขออนุญาตเรียนถามทุกเรื่องเพื่อจะรู้ว่าพี่คิดอะไร ผมไม่อยากเป็นเหมือนที่เขาว่ากัน ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมรู้สึกว่าไม่สามารถเบาแรงพี่ได้ ถามผมไม่รู้ ทุกคนก็วิ่งมาถามพี่อยู่ดี ท่านก็เข้าใจ บอกว่าถ้าคิดว่าเป็นแนวทางของ คมช.ที่ประโยชน์ต่อสังคมก็ชี้แจงไปเลย ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราบรื่น เราก็สบายใจ
- ในการปฏิบัติหน้าที่โฆษกฯ ดูเหมือนท่านมีท่าทีสุภาพ อ่อนน้อม แต่ก็หนักแน่น ชัดเจน
กิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อย เป็นเพราะตอนเด็กผมอยู่กับคุณย่าและคุณป้า คือคุณพ่อคุณแม่มีลูก 3 คน ไม่มีสตางค์เลี้ยง ผมเป็นลูกคนกลางหัวเดียวกระเทียมลีบ ก็รู้จักเจียมตน รู้ว่าเรามีแค่ไหน แล้วคุณป้าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก ท่านเป็นโปลิโอ เดินไปไหนไม่ได้ เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ผมฟัง ทำให้รู้ว่าครอบครัวเราเป็นครอบครัวข้าราชการมาตลอด คุณปู่เป็นศึกษาธิการอำเภอ ลูกๆ ทุกคนเรียนหนังสือดี มีตำแหน่งหน้าที่การงานในราชการกันทุกคน ก็คิดว่ารุ่นของเราต้องทำอะไรไม่ให้แพ้รุ่นคุณลุงคุณอา จึงตั้งใจเรียนหนังสือ
คุณแม่บอกว่า ‘ไก่อู’ เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้สตางค์ แล้วแม่ไม่มีสตางค์ให้เรียนพิเศษ ผมไปซื้อหนังสือภาษาอังกฤษสนามหลวงเล่มละ 10 บาท ท่องๆๆๆ สอบโรงเรียนเตรียมทหารอยู่สองครั้งถึงสอบได้ การเรียนของทหารเป็นการเรียนในภาวะกดดันทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งฝึกให้เราเข้มแข็ง เพราะเรียนจบไปเราต้องไปคุมหน่วยทหาร ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น
- จากประสบการณ์ในวิชาชีพ มองว่าอะไรเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคมไทย
สื่อมวลชนผมเชื่อว่าหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าสื่อมวลชนบ้านเราเป็นตัวของตัวเอง และมีเสรีภาพมากกว่าต่างประเทศในหลายกรณี สื่อไม่เพียงเสนอข้อเท็จจริง แต่ยังมีมุมมองแนวคิดที่เสริมเพื่อให้ข้อพิจารณาแก่ผู้ที่รับสื่อสามารถรับรู้ถึงความน่าจะเป็นของสิ่งที่เกิดขึ้น
- ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มีผลต่อการทำงานของทหารอย่างไร
ทำให้ยากและง่ายขึ้น ยากเพราะการทำงานต้องมีรายละเอียดชัดเจนถึงตัวผู้ปฏิบัติ จะสั่งหลวมๆ ไม่ได้ ในการชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ทหารพูดตามลำพัง ไม่มี ไม่เป็น ไม่ตาย สังคมจะเชื่อหรือเปล่ายังไม่แน่ แต่ถ้าสื่อมวลชนนำเสนอ ภาพที่ปรากฏจะยืนยันได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงกับที่เราพูด
- การต้องมีบทบาทเป็นคนกลางท่ามกลางประชาชนที่คาดหวังกับทหารแตกต่างกัน รู้สึกอึดอัดหรือไม่
จะบอกว่าอึดอัดก็คงได้แต่มันเป็นหน้าที่ เราเกิดเป็นทหารก็มีหน้าที่ต่อกองทัพในการที่จะทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นศรัทธา ว่าเรามีความตั้งใจจริงที่จะทำให้บ้านเมืองมีความสุขสงบ ภารกิจคือการบอกเล่าให้สังคมได้รับรู้ว่าเราทำอะไร คิดอย่างไร ส่วนท่านจะเชื่อมากน้อยขนาดไหน นอกจากคำบอกกล่าวแล้ว ก็ต้องเกิดจากวัฏปฏิบัติของหน่วยงานที่ต้องสอดคล้องกัน ซึ่งก็พยายามเต็มที่ ส่วนจะทำได้ดีขนาดไหนต้องถามสังคมว่าเบื่อหน้าโฆษกคนนี้แล้วหรือยัง
Tags : สรรเสริญ แก้วกำเนิด


ความคิดเห็นที่ 3
พลเรือน , 29 เมษายน 2552 20:53
เป็นทหารที่พูดจารับฟังได้ ผิดจากนักการเมืองบางคนที่ไม่อยากได้ยินเสียงและไม่อยากเห็นหน้ามานเลย (ตอนนี้ที่อยากให้ไปไกลๆคือ ฉเหล จตุ ) กลับกันซะนี่ เมืองไทย
ความคิดเห็นที่ 2
คนไทย , 27 เมษายน 2552 14:20
มาเป็นกำลังใจให้ท่านค่ะ ทำได้ดี ชัดเจน สุภาพ อ่อนน้อม แต่หนักแน่น ประเทศต้องการคนแบบนี้เยอะค่ะ
เราเบื่อพวกพูดจาสับปลับเชื่อถือไม่ได้เต็มทน ไม่ได้สร้างชาติเลย มีแต่ทำลายชาติไปทุกวัน