กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 16 เมษายน 2552 01:00

มิตรภาพ ที่ไร้ (กล่อง) เสียง

ภาพประกอบข่าว

นอกจากยาแล้ว มิตรภาพยังเป็นอีกขนานที่ช่วยชุบชูร่างกายให้ฟื้นคืนกลับมาได้ (แม้จะไม่เท่าเดิม) "ชมรมผู้ไร้กล่องเสียง" พิสูจน์มาแล้ว

อา.........าาา...ต้องลากเสียงยาวๆ ออกเสียงแบบนั้นแหละดีแล้วๆ ......เป่ากระดิ่ง ก่อน แล้วค่อยเป่าลูกโป่งนะ ค่อยๆ ฝึกไป ...เมตตา แผลงปาน ประธานชมรมผู้ไร้กล่องเสียง วัย 54 ปี กำลังทำหน้าที่พี่เลี้ยงกึ่งครูผู้สอนให้นักเรียนสูงวัยทั้งหลาย ฝึกออกเสียงพูด อย่างตั้งใจ  อา...าาา อู....!!!

'เมตตา' เล่าด้วยเสียงโมโนโทนที่คนทั่วไปอาจฟังยาก เพราะเสียงที่ออกมานั้นผ่านทางหลอดอาหาร ไม่ใช่กล่องเสียง เธอบอกว่า

“ต้องให้พวกเขาฝึกออกเสียง จะออกเสียงได้ดีต้องมีลมเยอะๆ มีลมเยอะๆ ได้ก็ต้องฝึกเป่ากระดาษทิชชู่ให้ปลิวก่อน หลังจากนั้นต้องฝึกเป่ากระดิ่งให้แกว่ง ขั้นต่อมาก็เป็นเทียน จุดเทียนแล้วก็ต้องเป่าเทียนให้ดับ แรกๆ เอาเทียนมาใกล้ๆ พอเป่าดับแล้วเราก็ขยับเทียนออก ไกลไปเรื่อยๆ ขั้นต่อมาก็ต้องเป่าลูกโป่ง การเป่าลูกโป่งนี่ยาก แต่ก็ยังไม่ยากที่สุด ยากที่สุดก็คือเป่าลูกสนุ้ก ผ่านขั้นตอนเหล่านี้แล้วก็มาฝึกพูดเป็นคำๆ กว่าจะพูดเป็นคำได้ก็ปีกว่าบางคน 3 ปียังพูดไม่ได้ เพราะไม่ค่อยกลับไปฝึกซ้อม”

เธอเป็นอาสาสมัครที่รวยน้ำใจและไร้เงินเดือน เหมือนกับ จวง ชูจรินทร์ (73 ปี) และ วิชัย สุวรรณเสรีรักษ์ (63 ปี) ที่รับอาสามาช่วยเพื่อนเหมือนกัน 

อาสาสมัครหญิงเล่าว่า "แต่ละคนก็จะมีเทคนิคในการฝึกของตัวเอง อย่างเราฝึกจากคำด่า เพราะคำด่าของคนไทย มันต้องใช้พลังเยอะ เช่น คำว่า 'ตอแหล' เราต้องกลั้นใจหายใจลึกๆ แล้วตะเบ็งเสียงออกมาเป็นคำด่า คนรอบข้างนึกว่าเราด่าเขา มีคนหนึ่งถามว่าพี่ด่าทำไม เราบอกว่าเปล่า พี่ไม่ได้ด่าหนู พี่ด่าตัวเอง (ชี้มาที่ตัวเอง) จากนั้นเราก็ต้องพยายามพูด พยายามคุยแม้ว่าแต่ละคำจะออกมาอย่างยากเย็น เช่น เวลาเรารดน้ำต้นไม้ ก็จะคุยกับต้นไม้ นึกซะว่าเราเป็นนกแก้วนกขุนทอง เจออะไรก็พูด ตัวหนังสือที่อ่านออกเสียงยาก เช่น  ห  ฮ  ร  ท  ธ  ส  ป  ก  ง  ฉ  และ ช  พอเราเริ่มพูดเป็นคำๆ ได้ เสียงเราก็จะไม่ปกติ บางคนก็นึกว่าเราเป็นหวัด แนะนำให้กินยา เราก็ไม่ได้บอกเขาว่าเราเป็นอะไร"

วันอังคารที่รอคอย 

พวกเขามีนัดรวมตัวกันที่บริเวณ ลานกิจกรรม ของโรงพยาบาลรามาธิบดี สมาชิกเริ่มทยอยมาทีละคนสองคน ใครมาก่อน ก็เริ่มกิจกรรมก่อน โดยมีพี่เลี้ยง 3-4 คน มาคอยตั้งแต่เช้า คนที่พูดไม่ได้ก็ฝึกพูด คนที่พูดได้แล้วก็ไปเยี่ยมผู้ป่วยใหม่ๆ บนตึก  ผู้ป่วยบางรายใหม่มาก เพิ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งกล่องเสียง ต้องผ่าตัด พวกเขาจะหน้าซีด ว้าวุ่นใจ สับสน กังวลต่อชีวิตหลังผ่าตัดว่าจะอยู่อย่างไร

ทุกๆ วันอังคาร เมตตา นั่งรถตู้จากอยุธยามาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อมาเป็นพี่เลี้ยง 

30-40 ปีที่ผ่านมาเธอมีอาชีพแคชเชียร์ประจำโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง ถูกรมควันด้วยลูกค้าและคนรอบข้างที่สูบบุหรี่ คนปอดสะอาดอย่างเธอจึงค่อยๆ ตกเป็นเหยื่อบุหรี่มือสอง 

"อยากจะฝากบอกสังคมว่า เราต้องคำนึงถึงคนใกล้ตัว ถ้าเรารักคนในครอบครัวก็จงอย่าสูบบุหรี่ พอเป็นแล้วเราก็ไม่โทษใครต้องทำใจ คิดซะว่าเป็นกรรมของเรา คิดว่ามะเร็งตัวนิดเดียว จะไปกลัวทำไม เราตัวใหญ่กว่าตั้งเยอะ เวลามาเจอเพื่อนสมาชิก เราก็มีความสุข ได้ทักทาย สนุกเฮฮา ถามถึงทุกข์สุข ปัญหาต่างๆ "

วิชัย สุวรรณเสรีรักษ์ สูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ตามสมัยนิยม ปัจจุบันอายุ 63 ปี หลังผ่าตัดพบว่าตนเองกลายเป็นคนพิการพูดไม่ได้ ต้องการอะไรก็ต้องเขียนเป็นตัวหนังสือ จนเปลี่ยนเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิด โมโหร้าย ท้อแท้ สิ้นหวัง อยากตาย แต่วันนี้เขารับบทเป็นครูฝึก คอยให้กำลังใจผู้ที่มีความทุกข์เหมือนๆ กัน 

"ผมต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิตใหม่หมด ตั้งแต่การอาบน้ำ ก็ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าไปในรูที่คอ (เป็นแผลเปิดตลอดชีวิต) ว่ายน้ำไม่ได้เลย เวลาอาบน้ำต้องเอาผ้าปิดไว้ไม่ให้น้ำเข้า ถ้าน้ำเข้านี่ตายเลยนะครับ  เรื่องอื่นๆ อาหารการกินก็เป็นปกติทุกอย่าง" 

รศ.ดรุณี ชุณหะวัต อาจารย์พยาบาล ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ กรรมการและเลขานุการบริหาร มูลนิธิรามาธิบดี (ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี) เล่าว่า 

“การดูแลผู้ป่วยแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เราทำตั้งแต่ปี 2533 มีกลุ่มผู้ไร้กล่องเสียง คือเป็นมะเร็งกล่องเสียง ต้องตัดกล่องเสียงออก ไม่มีเสียง หายใจด้วยรูที่คอ ก็พยายามให้คนไข้ที่ปรับตัวดีแล้ว มาช่วยดูแลคนไข้อื่นๆ เพราะตอนที่เขาเองเจ็บป่วย ก็เครียด กลุ้มใจ เริ่มจากโทรศัพท์หาคนไข้ที่เราสนิทให้มาช่วยดู ช่วยคุยกับคนไข้ ให้นักศึกษาในมหิดลจัดกลุ่มขึ้นมา เรียกว่ากลุ่มช่วยเหลือตนเอง หมายถึงพรรคพวกช่วยกันเอง โดยรับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิรามาธิบดี ช่วยเหลืออาสาสมัครในด้านค่าเดินทาง อาหาร มีกิจกรรมอื่นๆ เช่น มีการประชุม แชร์ปัญหากัน พยาบาลมีหน้าที่ช่วยชงคำถาม...”

มีกิจกรรมทางสังคมเช่น รดน้ำดำหัว จัดงานปีใหม่ เยี่ยมผู้ป่วย โดยใช้งบประมาณจากมูลนิธิฯ และ 21 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำหนดนโยบายให้ทุกโรงพยาบาลจัดกิจกรรมแบบนี้ ภายใต้ชื่อ ‘มิตรภาพบำบัด’  

“ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 19 กลุ่ม เช่นกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม กลุ่มมะเร็งกล่องเสียง ฯลฯ แต่ละกลุ่มมีความทุกข์ไม่เหมือนกัน กลุ่มที่เข้มแข็งที่สุดตอนนี้ก็คือชมรมผู้ไร้กล่องเสียง รองลงมาก็คือมะเร็งเต้านม ทุกคนต้องผ่านการอบรมหลายครั้งกว่าเราจะให้เขาไปดูแลคนไข้บนตึกได้...”

กฏกติกาของพี่เลี้ยง 

พวกเขาต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ดูแลผู้อื่นด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ มีความเมตตา เอื้ออาทร พร้อมที่จะคลายทุกข์ปันความสุข 

“อบรมทักษะการพูด บอกถึงบทบาท หน้าที่ กฎ กติกา มารยาท ในการขึ้นไปดูแลคนไข้ เช่น ไม่เอาของมายัดเยียดขายผู้ป่วย ไม่ใช้โรงพยาบาลเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของเพื่อนฝูง ห้ามแนะนำวิธีอะไรก็ตามที่ขัดแย้งกับวิธีการรักษาของแพทย์”รศ.ดรุณี อธิบายต่อ 

ทักษะเป็นเรื่องยาก ต้องอบรมกันบ่อยๆ ปัจจุบันอาสาสมัครที่เก่ง มีไม่กี่คน และ ไม่ใช่ใครๆ ก็เป็นอาสาสมัครได้ 

“...ต้องมีการขออนุญาตก่อนขึ้นตึก ต้องถามคนไข้ก่อนว่าเยี่ยมได้ไหม ไม่ใช่นึกอยากขึ้นตึกไปเยี่ยมก็ทำได้ พวกเขาคิดว่าที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะบุหรี่ มาถึงจุดนี้แล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็เลยทำชีวิตที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ คนไข้ผู้หญิงส่วนใหญ่มาจากบุหรี่มือสอง ทำงานในที่ที่คนสูบบุหรี่กันเยอะ การสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วแต่จะไปเกิดตรงไหน แล้วแต่ว่าดูแลร่างกายกันอย่างไร นอกจากบุหรี่แล้ว ขี้เลื่อยก็ทำให้เป็นมะเร็งได้ ถ้าใครสูบบุหรี่ด้วยดื่มแอลกอฮอล์ด้วยก็จะเป็นมะเร็งได้ดี”

คนไข้ส่วนใหญ่เป็นแล้วกลัวการรักษา พร้อมยอมตายไปพร้อมกับมะเร็ง ทว่าการตั้งชมรมมิตรภาพบำบัดนี้ ก็เพื่อให้คนป่วยทั้งหลายรู้ว่า มีเพื่อนที่ป่วยแบบเดียวกันแล้วหายเพราะการรักษา อันนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจ

ชมรมผู้ไร้กล่องเสียงเราได้รับรางวัลนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ปี 2551 ท่านเองก็เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอด หลังจากที่ท่านเสียชีวิตได้ 1 ปี ก็มีการให้ รางวัลชมรมผู้ไร้กล่องเสียงรามาธิบดี ประเภททีมงานมิตรภาพบำบัดดีเด่น นอกจากนั้นในรามาธิบดียังมีชมรมชีวิตใหม่ไร้ควันบุหรี่เริ่มปี 2548 รณรงค์ในบรรดาเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จนปัจจุบันนี้กลายเป็นโรงพยาบาลปลอดบุหรี่ ใครสูบบุหรี่ในเขตโรงพยาบาล ปรับ 2,000 บาท...

...นั่นเป็นความปรารถนาดีที่ต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี" อาจารย์พยาบาล ย้ำปิดท้าย

.................................................................................................................

บางคำจากผู้ล่วงลับ 

“เราเดินทางไปยังโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อสมัครเป็นสมาชิก 'ชมรมผู้ไร้กล่องเสียง โรงพยาบาลรามาธิบดี' ที่ที่จะฝึกให้พ่อคนนี้กลับมาพูดได้อีกครั้ง ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในชมรม สายตาพ่อก็ทอดตามเสียงมาหยุดอยู่ตรงชายคนหนึ่งซึ่งกำลังฝึกพูดประโยคสั้นๆ เราเป็นชายชราวัยเดียวกัน มีผ้าปิดหลอดลมตรงลำคอเป็นเครื่องยืนยันว่าเคยผ่านการผ่าตัดมะเร็งกล่องเสียงเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่เขาพูดได้

"แวบแรกที่ได้ยิน พ่อได้แต่ยืนงงด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่พี่ๆ ส่งให้แทนกำลังใจ ก็รู้สึกได้ว่าความเชื่อมั่นบางอย่างกำลังกลับคืนมา เมื่อเขาทำได้ เราก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน แม้พ่อจะสอนลูกทุกคนเสมอว่า ไม่มีอะไรชนะความพยายามไปได้ แต่แก้วรู้ไหมว่ากว่าพ่อจะกลับมาพูดได้คล่องแคล่วอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งที่หลักการฟังดูไม่ยากเย็นอะไร เพียงกลืนลมเข้ากระเพาะแล้ว 'เรอ' ออกมาเพื่อให้หลอดอาหารสั่นออกมาเป็นเสียงคำพูด โดยบทเรียนวันแรกนี้เริ่มจากเสียง 'อะ' 

"แก้วเอ๋ย พอลองทำจริงจึงได้รู้ว่ายากแสนยาก...สามเดือนผ่านไป พ่อก็ยังพูดได้เพียงคำว่า 'อะ'...ตาแก่อย่างพ่อจึงเริ่มท้อและคิดถึงบ้านมากขึ้นทุกวัน ในที่สุดวันหนึ่งพ่อตัดสินใจหนีกลับต่างจังหวัด...เมื่อกลับมาถึงบ้าน พี่สาวของลูกเล่าว่าทั้งครูฝึกและพยาบาลที่ปรึกษาชมรมโทรศัพท์มาหลายครั้ง สอบถามด้วยความเป็นห่วงที่วันนี้ไม่ได้ไปฝึกพูด เขาคงเห็นแววท้อๆ จากดวงตาของพ่อมาหลายวันแล้ว ตอนนั้นล่ะแก้ว พ่อถึงรู้ว่าไม่ได้สู้อยู่คนเดียว เพราะมีทั้งลูก พวกพี่ๆ ของลูก และกำลังใจจากครูฝึก คุณพยาบาลที่น่ารัก ไหนจะเพื่อนๆ สมาชิกชมรมผู้ไร้กล่องเสียงที่คอยให้กำลังใจอีกมากมาย แล้วแบบนี้จะให้พ่อถอยหลังกลับไปได้อย่างไรกัน...

"แม้เวลาสามปีจะยาวนานเหลือเกินสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับพ่อแล้ว สามปีที่เพียรพยายามนี้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ยืนยันให้ยิ่งแน่ใจว่า ความตั้งใจจริงของเราจะเอาชนะทุกสิ่ง ว่าแต่...แก้วรู้ไหมว่าพ่ออยากพูดอะไรมากที่สุด ตั้งแต่วันที่ผ่าตัดกล่องเสียงออกไปเมื่อ 14 ปีก่อน พ่อไม่เคยคิดว่าจะกลับมาพูดได้อีก วันที่สามารถสื่อสารกับคนอื่นด้วยเสียงของตัวเองเป็นครั้งแรกจึงเป็นวันที่มีความสุขมาก และอยากขอบคุณ ผู้คนมากมาย ทั้งครูฝึก บรรดาพยาบาล เพื่อนสมาชิกในชมรม และที่ลืมไม่ได้คือกำลังใจจากครอบครัว...

“นอกจากนี้ยังตั้งใจว่าจะใช้ทุกวันที่เหลืออยู่ให้เป็นกำไรชีวิต ด้วยการช่วยเหลือเพื่อนผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งกล่องเสียงคนอื่นที่กำลังตกอยู่ในโลกเงียบตามลำพัง เพื่อให้เขาได้มีโอกาสกลับมาพูดได้และมีความสุขกับชีวิตอีกครั้ง เหมือนที่ครั้งหนึ่งพ่อเคยได้รับโอกาสนั้นมาแล้ว แก้วเองก็อย่าแปลกใจล่ะที่จะต้องเห็นชายชราวัย 77 ปีคนนี้ออกไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ อยู่เสมอ พ่อเองมีความสุขและรู้สึกมีคุณค่าที่ได้ทำอย่างนั้น ประสบการณ์ตลอดชีวิตของพ่อสอนว่า ความสุขจากการเป็นผู้ให้นั้นยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสุขที่ได้จากการเป็นผู้รับเสมอ...”

เป็นข้อเขียนส่วนหนึ่งของ บุญศรี ผ่องใส จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ  (5 ธันวาคม 2473-19 มกราคม 2551) รับราชการครั้งสุดท้าย ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านหนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ก่อนเสียชีวิตเป็นประธานชมรมผู้ไร้กล่องเสียง โรงพยาบาลรามาธิบดี (ตั้งแต่ปี 2543) และเป็นอุปนายกสมาคมผู้ไร้กล่องเสียงในประเทศไทย

ข้อเขียนนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสารชีวจิต ฉบับเดือนเมษายน 2550(จดหมายถึงลูก เล่าเรื่องที่ตัวเองเป็นมะเร็งกล่องเสียง) 'บันทึกจากโลกไร้เสียง' ตอนจบ  '14 ปีกับโรคร้ายและกำไรชีวิต'

.............................................................................................

-มูลนิธิรามาธิบดีฯ ก่อตั้งเมื่อปี 2512 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิฯ ในการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประชาชนทุกระดับชั้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อสร้าง 'อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์' ศูนย์การรักษาที่เป็นเลิศในระดับภูมิภาคเอเชีย มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จเดือนเมษายน 2553

- เงินบริจาคทุกบาทมีค่า เพราะหมายถึงการต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยและต่อความหวังให้ใครอีกหลายคน

- ร่วมบริจาคเงินเพื่ออาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ได้ที่มูลนิธิรามาธิบดี โรงพยาบาลรามาธิบดี โทรศัพท์ 02-201-1111 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ramafoundation.or.th

Tags : ชมรมผู้ไร้กล่องเสียง ดรุณี ชุณหะวัต

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

สามีเคยผ่าตัดมะเร้งกล่องเสียงมา 1 ปี 6 เดือน สามาถรเป็นมะเร็งปอดได้อีกหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 1

อาจารย์พยาบาลคนนั้นทั้งเก่งและสวย

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า