กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 13 เมษายน 2552 01:00

พื้นที่ของ สว.

เสน่ห์ คนขุนทด พนักงานเดินตั๋วโรงภาพยนตร์ลิโด้ อายุ 59 ปี

อุบล ลายทอง หัวหน้าพนักงานโรงภาพยนตร์ลิโด้ อายุ 63 ปี

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

แรงงานสูงวัยในงานสมัยใหม่ ชูจุดแข็ง ประสบการณ์นับสิบปี แต่ไม่หมดไฟ ไม่เกี่ยงการเรียนรู้ พร้อมความผูกพัน หวังร่วมพัฒนาองค์กร

ยุคสมัยนี้ที่คัมภีร์ “การตลาด” นำหน้าในทุกสิ่ง เราจึงได้เห็นความเคลื่อนไหวของวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวปรากฏผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งใหม่และเก่าอยู่เนืองๆ นัยเพื่อสร้างสีสันอันสดใส ราวกับว่าโลกนี้ไม่มี "ผู้สูงวัย" อาศัยอยู่กระนั้น

ทั้งที่ในความเป็นจริง สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมของผู้สูงอายุเสียด้วยซ้ำ เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์อย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราการเกิดค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นตามลำดับ

เป็นที่คาดกันว่าประเทศไทยในปี พ.ศ.2593 จะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถึง 31 ล้านคน ! (ตัวเลขจากการศึกษาวิจัยเรื่องแรงงานผู้สูงอายุ ประจำปี 2549 ของบริษัท วัตสัน ไวแอท เวิลด์ไวด์)

นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะการออม, หลักประกันสุขภาพ ฯลฯ ไปจนถึงการพิจารณาร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองแรงงานสูงอายุเท่าที่ควร โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ

เป็นที่สังเกตว่า ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ แรงงานผู้สูงอายุในองค์กรต่างๆ มักเป็นพนักงานกลุ่มแรกๆ ที่ถูก “เลิกจ้าง” เสมอ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ค่าจ้างสูง (แล้วหันไปจ้างแรงงานรุ่นเยาว์ที่มีค่าจ้างถูกกว่า) แม้แรงงานเหล่านั้นเริ่มต้นทำงานกับองค์กรแห่งนั้น มาตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งก็ตาม

ทว่า ข้อเท็จจริงบางด้านกลับสะท้อนให้เห็นว่า แรงงานผู้สูงอายุ มิได้เป็นส่วนเกินขององค์กรแต่อย่างใด โดยคุณค่าของแรงงานสูงอายุ เริ่มมีการพูดถึงกันบ่อยครั้งขึ้นในระยะหลัง 

ในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน มีการเสนอให้ยืดระยะเวลาการเกษียณอายุออกไป จาก 60 ปี xuาของแรงงานสูงอายุมีการพูดถึงกันบ่อยครั้งขึ้นในระยะหลัง ่อพนักงานที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าขององค์กรมาตั้งแต่ต้น กลับเป็น 65 ปี ซึ่งสอดรับกับครั้งหนึ่ง ดิษยา ยศพล แห่ง โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ เคยพูดไว้ในงาน "HR พาองค์กรฝ่าวิกฤต" ที่จัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่า

“ความสำเร็จขององค์กรเกิดจากการสร้างประโยชน์จากแรงงานสูงอายุ โดยไม่มีระบบเกษียณอายุ แต่มีการโยกย้ายงานตามความเหมาะสมของอายุและสุขภาพ พนักงานของเราเป็นคนท้องถิ่นและมีลูกหลานหลายรุ่นที่ทำงานด้วยกัน”

แรงงานสูงอายุ ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องอาศัยระยะเวลายาวนานในการหล่อหลอม  ดังนั้น องค์กรบางแห่งจึงไม่อาจอวดอ้างวัฒนธรรมองค์กรที่พึงภาคภูมิใจได้ ในเมื่อพนักงานบางคนที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าขององค์กรนั้นๆ มาตั้งแต่ต้น กลับถูกเสนอชื่อให้ “เลย์ ออฟ” ในวันที่มรสุมทางเศรษฐกิจเพิ่งจะตั้งเค้า

ประทับใจในบริการ

ในความเห็นของ ธีรยุทธ มณีโชติการ วิศวกรของบริษัทซอฟท์แวร์ญี่ปุ่นรายหนึ่ง บอกเล่าว่า ความพึงพอใจในการใช้บริการร้านอาหาร ถูกและดี ในซูเปอร์มาร์เก็ต “ฟู้ดแลนด์” บนถนนศรีนครินทร์ ไม่ใช่คุณภาพหรือรสชาติอาหารเสียทีเดียว แต่เขาตั้งใจมาสัมผัสบรรยากาศมากกว่า

“เมื่อเลิกงานตอนค่ำ ผมชอบมานั่งที่บาร์คนเดียว สั่งอาหารเสร็จแล้วก็มองดูความเคลื่อนไหวภายในร้าน ผมว่ามันมีชีวิตชีวาดี ยิ่งในช่วงคนเยอะๆ ลูกค้าเต็มร้าน เสียงตะหลิวกระทบกระทะ เสียงพูดคุย เสียงสั่งอาหารจอแจฟังไม่ได้ศัพท์ แต่มันเพลินไปอีกแบบ”

นอกจากพนักงานรุ่นหนุ่มสาวที่มีทั้ง พ่อครัว แม่ครัว พนักงานเสิร์ฟ แคชเชียร์ ฯ แล้ว ธีรยุทธพบว่ากัปตันของร้านที่มีอยู่ 2-3 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นพนักงานสูงวัยทั้งนั้น และนี่คือลักษณะเด่นที่แตกต่างจากร้านอาหารทั่วไป 

“เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเจอพนักงานอายุมากๆ ตามร้านอาหารนะ อดคิดไม่ได้ว่า เขาอยู่กันมานานๆ แบบนี้ได้ยังไง ทำไมจ้างเอาไว้ แต่มาดูกัปตันแล้ว เราก็ถึงบางอ้อ เพราะถ้าไม่มีเขา ร้านก็คงจืด บรรยากาศก็คงเครียด เพราะลูกค้ามาถึง ก็ต้องการอาหารไวๆ บางทีก็ช้า บางครั้งก็ทำมาให้ผิดบ้าง แต่กัปตันที่นี่เขามีอารมณ์ขัน มุขในการพูดคุย น้ำเสียงและการพูดจา มีความยืดหยุ่น ทั้งกับลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งน่าจะเป็นข้อดีของคนที่มีประสบการณ์ทำงานมานาน”

แก่ก็ไม่เป็นไร ถ้าใจมาก่อน

“พนักงานสูงอายุที่นี่ส่วนมาก เริ่มต้นจากการทำงานในโรงงานอย่าง 2 อย่าง จนกลายมาเป็นระดับหัวหน้างาน” กฤษติยา ถาวรพฤกษ์ ผู้จัดการโรงงาน บริษัท โรงงานฟุตบอลล์ไทย สปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ FBT พูดถึงที่มาของพนักงานรุ่นเก๋าที่มีอยู่หลายคนในบริษัท

โดยส่วนใหญ่แล้ว หลายคนมักคิดว่า คนหนุ่มที่ค่าจ้างถูกกว่าย่อมดีกว่าคนแก่ที่นับวันจะหมดไฟ แถมค่าจ้างยังสูงกว่าเด็กใหม่แบบชนิดทิ้งกันแบบไม่เห็นฝุ่น แต่ในประเด็นนี้ กฤษติยา กล่าวว่าสิ่งที่เธอพบ มีลักษณะตรงกันข้ามกับกรอบความคิดเดิมของผู้คนส่วนมากอย่างสิ้นเชิง

“คนเก่าของเราเขาขวนขวายที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้ทันกับยุคสมัยอยู่ตลอด ถึงเขาจะมีความรู้แค่ ป.4 ป.6 แต่เขาก็พยายามอัพเกรดตัวเองให้รู้งานกว้างๆ รู้ทุกอย่าง จนได้มาเป็นหัวหน้างาน ตรงไหนที่ไม่รู้ ก็จะไปเรียนรู้ แต่เด็กรุ่นนี้ ทั้งๆ ที่เรียนสูงกว่าแต่จะทำแต่งานตรงหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจงานของคนข้างๆ ไม่สนใจว่า เราอาจจะได้งานเพิ่มหรือได้พิจารณาเพิ่มเงิน ไม่เหมือนคนเก่าที่เขาอยากจะเก่ง อยากจะสื่อสารกับเราได้ทุกเรื่อง ชนิดที่พูดอะไรเขารู้หมด”

กฤษติยา เสริมว่า การสอนงานให้เด็กรุ่นใหม่บางครั้งก็ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะบางครั้งผ่านไปไม่กี่เดือน เด็กรุ่นใหม่เมื่อไม่พอใจก็จะลาออกไปทันที ทำให้ต้องมาเริ่มต้นกระบวนการกันใหม่ ส่วนคนเก่านั้น นอกจากจะพยายามเรียนรู้เพิ่มเติมอะไรใหม่ๆแล้ว ก็ยังช่วยเสนอความคิดเห็นในการพัฒนาระบบแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ก่อนจะมีมาตรฐาน ISO เสียอีก

“แต่อย่างไรก็ตาม เราจะใช้วิธีผสมคนทั้งสองวัยเข้าด้วยกัน เพราะคนหนุ่มสาวเขาก็จะมีเรื่องทฤษฎีที่ดี ส่วนคนเก่าเขาก็จะมีสายตามองโลกที่กว้างจากประสบการณ์ ทำให้เขาแนะนำคนรุ่นใหม่ได้ว่าอะไรทำได้จริง อะไรทำไม่ได้จริง ทำให้สุดท้ายเราได้แผนงานที่เหมาะกับการใช้งานจริงออกมา” กฤษติยากล่าวสรุป

หนึ่งในพนักงานเก่าอย่าง ชุณห์ธวัช บุญช่วย หัวหน้าฝ่ายจัดการขนส่ง วัย 56 ปี เล่าถึงเคล็ดลับในการทำงาน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาสามารถอยู่ที่นี่มาได้อย่างยาวนานว่า เมื่อแก่ตัวลงก็ต้องอาศัยความ “เก๋า” เข้าช่วย

“ผมเป็นหนุ่มบ้านนอกมากับเพื่อนที่ต่างจังหวัดมาก่อน ตอนแรกมาอยู่ที่นี่ผมก็เริ่มจากเย็บเสื้อ เย็บลูกฟุตบอล จนได้มาอยู่ฝ่ายส่งของ ซึ่งตรงกับความชอบของผม ช่วงแรกก็ส่งหมด ทั้งมอเตอร์ไซค์ รถเล็ก รถใหญ่ แต่พออายุมากขึ้นแล้ว เราก็เลิกไปส่งของไกลๆ เจ้านาย (กมล โชคไพบูลย์กิจ) ท่านก็ให้เราเป็นหัวหน้าเพื่อใช้ประสบการณ์ทำงานที่เรามี คอยดูแลเหมือนเป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กรุ่นใหม่ หันมาคอยจัดการวางแผนการส่งให้แทน”

ชุณห์ธวัช ยังกล่าวเสริมอีกว่า การที่เขาอยู่ที่นี่มานาน ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นคนหนึ่งในครอบครัว เพราะเจ้านายเองก็เอ็นดูและมีน้ำใจกับเขามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือเมื่อประสบอุบัติเหตุ จนกระทั่งช่วยเป็นธุระเมื่อแต่งงาน เสมือนเป็นลูกเป็นหลานคนในครอบครัวเดียวกัน

“เราอยู่กันแบบพี่น้อง ก็ทำงานกันไปตามสเต็ป ไม่มีปัญหาหนักอกหนักใจอะไร ผมก็เลยไม่คิดจะย้ายไปไหน ก็จะทำไปจนกว่าจะหมดพาวเวอร์นั่นแหละ จุดนั้นแล้วค่อยว่ากัน” ชุณห์ธวัช กล่าวสรุปด้วยลีลาการพูดที่ดูทันสมัย จนทำให้ผู้ฟังอดยิ้มไม่ได้

มุมมองของแรงงานสูงอายุที่อาศัยความ “เก๋า” เป็นจุดแข็ง ไม่เพียงสะท้อนถึงการปรับตัวของผู้ใช้แรงงานเอง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็พอจะทำให้เข้าใจวิธีคิดที่บริษัทแห่งนี้เลือกใช้แรงงานสูงอายุมากขึ้น ทว่า สิ่งที่น่าแปลกใจกว่านั้น คือที่นี่ “ไม่มีระบบการเกษียณอายุ” 

หนึ่งในพนักงานอายุเกินวัยเกษียณอายุอย่าง สุทัศสา กานต์ศักดิ์สราญ หัวหน้าแผนกฝ่ายผลิตเสื้อผ้า วัย 62 ปี ได้แบ่งปันเรื่องราวชีวิตของเธอให้ฟัง

“ตอนแรกดิฉันเข้ามาทำเป็นพนักงานโพ้งเสื้อเมื่อปี 2522 จนมาได้เป็นหัวหน้างานเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา พอเราอายุมากเจ้านายท่านก็มาบอกเราว่า ให้ทำต่อไปเลยนะ จนกว่าจะไม่ไหว ถ้าทำไม่ไหวจริงๆ ค่อยมาว่ากัน ก็เลยยังทำอยู่ถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ดีค่ะ เพราะดิฉันก็ไม่มีครอบครัว ไม่ชอบอยู่เฉยๆ อยู่ที่นี่ เจ้านายก็ดี มีอะไรทำแล้วก็มีเงินเลี้ยงตัวด้วย” 

ส่วนเคล็ดลับของการทำงานที่เดิมมากว่า 30 ปี โดยไม่เบื่อและไม่มีปัญหากับองค์กร สุทัศสา บอกเล่าอย่างเรียบง่าย

“เราทำงานก็ต้องรักงาน ถ้าไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ งานมันก็ออกมาไม่ดี ทำงานทุกอย่าง ใจมันต้องมาก่อนทั้งนั้นแหละค่ะ”

จ่ายแพงกว่า แต่คุ้มค่า

ภาพลักษณ์ของสยามสแควร์เกี่ยวพันกับวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมาแต่ไหนแต่ไร แต่เชื่อไหมว่า คนเดินตั๋วของโรงหนังที่นี่ ซึ่งมีโปรแกรมทางเลือกให้คอหนังได้ชมกันอย่างสุนทรีย์นั้น กลับเป็น “สว.” หรือ “ผู้สูงวัย” แทนที่จะเป็นคนวัยเดียวกัน จึงเป็นภาพที่ค่อนข้างขัดแย้งกับพื้นที่นำแฟชั่นแห่งนี้ไม่น้อย

อุบล ลายทอง อายุ 63 ปี หัวหน้าพนักงานโรงภาพยนตร์ลิโด้ เล่าว่าทำงานกับโรงหนังนี้มา 40 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นก็มาใส่สูทสีเหลือง แล้วก็เดินตั๋วพาแขกไปนั่ง เสร็จแล้วก็คอยเช็คพื้น ทำความสะอาด แล้วจึงค่อยๆ ขยับมาเป็นหัวหน้าพนักงานภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี 

อุบล เริ่มต้นการทำงานด้วยเงินเดือน 400 กว่าบาท แต่ทำมาจนถึงทุกวันนี้ เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถามว่ามากเพียงใด เจ้าตัวได้แต่หัวเราะ

ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพนักงาฟน อุบลกล่าวถึงนโยบายในการรับพนักงานว่า ทางบริษัทเริ่มต้นรับจากคนที่รู้จักก่อนเป็นอันดับแรก 

“คือเรามีพนักงานที่ทำงานกับเราอยู่แล้ว เสร็จแล้วเขาก็แนะนำคนอื่นเข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นญาติๆ คนรู้จักของเขาแล้วเราก็รับเข้ามา เพราะเราสามารถตามเรื่องได้ถ้าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้ามีคนมาสมัครโดยไม่รู้จักคนในเลย เราก็ต้องดูมากหน่อย”

หัวหน้าพนักงาน วัย 63 ปีบอกว่า ณ เวลานี้ ในเครือโรงภาพยนตร์ก็มีพนักงานเดินตั๋ววัยสูงวัยอยู่ประมาณ 7 คน ซึ่งจ่ายเงินเดือนสูงกว่าเด็กที่เข้ามาใหม่ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะตราบใดที่เขาชอบงานที่ทำ แล้วยังทำไหว บริษัทก็ให้เขาอยู่ไปเรื่อยๆ 

“บอกตามตรง ที่นี่ เรารักพนักงาน เราคิดว่าเราอยู่กันแบบครอบครัว ก็ให้เขาทำงานไปจนกว่าจะทำไม่ไหว” 

ด้าน เสน่ห์ คนขุนทด พนักงานเดินตั๋วโรงภาพยนตร์ลิโด้ อายุ 59 ปี คุยกับ “จุดประกาย” ในชุดสูทสีเหลืองแจ่มว่า ตนได้ทำอาชีพเด็กเดินตั๋วมา 14 ปีแล้ว โดยเส้นทางสู่อาชีพนี้ มาจากพี่ชายของแฟนซึ่งเคยทำงานที่นี่ แล้วชวนให้มาทำงานด้วยกันอีกทอดหนึ่ง

“เดิมผมมีอาชีพทำนา และยามว่างก็รับจ้างทั่วไปอยู่ที่นครราชสีมาครับ เสร็จแล้วก็เป็นหนี้ เพราะโดนโกงค่านายหน้าตอนที่ผมอยากจะไปทำงานต่างประเทศ แต่ตอนนี้ก็ทำงานใช้หนี้หมดแล้ว

“ทุกวันนี้ผมก็ทำงาน 6 วัน หยุด1 วัน มีประกันสังคม เงินเดือนก็ต้องอยู่ให้ได้ ครึ่งเดือนผมก็ได้เงินอยู่ที่ 3950 บาท แล้วผมจะเดินไปเบิกเงินที่ธนาคารมาใช้แค่ 1000 บาท อยู่ให้ได้สองอาทิตย์ แล้วที่เหลือผมก็ทำบัตร ATM ไว้ให้แฟนกดไปใช้จ้างคนทำนาที่บ้าน คือต้องประหยัดมากๆ ครับ โดยรวมก็ดีเพราะว่าเราแก่แล้ว จะให้ทำงานที่ใช้แรงเยอะๆ นี้ร่างกายก็ทำไม่ไหวแล้ว อยู่ที่นี่ก็พอใจครับ”

แม้จะไม่ใช่แรงงานที่มีฝีมือ แต่เสน่ห์ก็มีความสุขอันเรียบง่ายกับงานที่ทำ โดยไม่กลัวว่าจะตกงานในยุคข้าวยาวหมากแพงเช่นทุกวันนี้

"ไม่กลัวตกงานครับ เพราะถ้าเขาไล่ออก ผมก็กลับไปทำนาที่บ้าน แก่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ก็ทำงานไปเรื่อยๆ ยังไม่คิดว่าจะหยุด  ทำจนกว่าเขาจะไล่" คนเดินตั๋วสูงวัยตอบด้วยเสียงหัวเราะ ราวกับรู้อยู่ในใจว่า ถึงอย่างไรก็ได้ทำงานที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นฝ่ายหมดแรงไปเอง

Tags : ผู้สูงอายุ ลิโด้ ฟู้ดแลนด์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

หาได้ไม่ง่ายเท่าไหร่ หรืือว่า Nation Group ???

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า