กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 3 เมษายน 2552 12:06

ย้อนอดีตภูมิปัญญาหนังไทย

ภาพประกอบข่าว

ใครว่าหนังไทยล้าสมัย ไม่ทันโลก กลับไปดูดีๆ ท่ามกลางข้อจำกัดนานาประการ หนังไทยกลับมีการเอาตัวรอดแบบไม่ธรรมดา แถมมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

ใครที่เคยมองว่า หนังไทยล้าสมัยและไม่ทันโลก อาจจะต้องทบทวนกันใหม่ หากมีเวลาได้ย้อนอดีตค้นหา “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่มีคนรักหนังไทยหลายคนพยายามประกาศหาแนวร่วมว่า ต้องรักษาไว้ให้เป็นมรดกของชาติ เพราะคือหลักฐานทางวัฒนธรรมและบทบันทึกความนึกคิดของสังคมทางประวัติศาสตร์ คำบอกเล่าของผู้มีประสบการณ์กับหนังไทยแบบวงใน ได้เอ่ยอ้างถึงผลงานสร้างที่มี "ที่มาที่ไป" และแนวคิดที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และที่สำคัญไม่เคยหลุดจากกระแสความคิด บางกรณีเป็นความคิดที่ล้ำยุคเกินไปสำหรับสังคมในเวลาที่หนังสร้างเสร็จและออกฉายเสียอีก

กรณีที่น่าสนใจจากวงสนทนากระชับสั้นแต่เนื้อหายาว เปิดทางให้คนค้นหาต่อไป ว่าด้วยหนังไทยในอดีตที่มีลักษณะเด่น ไม่ว่าจะเป็น หนังไทยที่สามารถทำรายได้ทะลุหลักล้าน เมื่อ 50 ปีก่อนได้อย่างต่อเนื่องจากผู้สร้างผู้กำกับคนเดียวกัน อย่างหนังของ ดอกดิน กัญญามาลย์ จนถึง หนังที่สะท้อนชีวิตสามัญชนคนรากหญ้า ในแนวทางที่ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากทฤษฎีหนัง แนวสัจจนิยมใหม่แบบอิตาลี หรือ Italian Neo-realism (ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1943 -1950) ที่ดับฝันแบบเทพนิยาย มาเป็นการฉายภาพชีวิตชนชั้นแรงงานหาเช้ากินค่ำ อย่างหนังของ ท่านมุ้ย- หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในยุคเริ่มแรก ช่วงปีพ.ศ.2514-2530   

และหนังที่ไม่ดังจนได้เงินล้าน ไม่ได้เป็นขวัญใจมหาชน เนื่องจาก “ลักษณะเฉพาะของหนัง” ที่มีวิธีการเล่าเรื่องและเสนอแนวคิดอันเป็นปรัชญาในยุคหนุ่มสาวนักแสวงหา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมและบทละครฝรั่งเศส ที่ไม่มีการตัดสินอย่างชัดเจน "แหวกแนว" จากหนังไทยยุคก่อนนั้น อย่างหนังของ เพิ่มพล เชยอรุณ เรื่อง “เมืองในหมอก” 

หรือกระทั่งหนังไทยที่เริ่มเข้าสู่แนวเฉพาะทาง (sub-genre) วิธีการเล่าเรื่องอิงจากหนังฮอลลีวู้ด และปรับเปลี่ยนวิธีคิด เสนอ ภาพลักษณ์ของตัวละครหญิงไทยในหนังเสียใหม่ อย่าง "หย่าเพราะมีชู้" ของ มานพ อุดมเดช ในยุคที่ สินจัย หงษ์ไทย (เปล่งพานิช) กับนาถยา แดงบุหงา เป็นดาราหญิงแถวหน้าของเมืองไทย ได้เสนอฉากและเหตุการณ์ในศาลแบบแผนเดียวกับที่

“... ถ้าเป็นฮอลลีวู้ด เขาก็จะเรียกหนังแบบนี้ว่า courtroom film” ผู้กำกับ มานพ อุดมเดช อธิบายในวงสนทนา เพื่อเปิดงาน week of siam โปรเจคต์ฉายหนังไทยรุ่นเก่าทุกๆ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน เริ่มเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนกันยายนของปีนี้ ที่โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ ซึ่งบรรดาบุคคลที่เอ่ยนามมาข้างต้น (ยกเว้น สินจัย และเพิ่มพล เชยอรุณ ผู้ล่วงลับ) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และย้อนอดีตวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังหนังไทย

4 เมษายนนี้ เป็นวันภาพยนตร์แห่งชาติ หรือวันหนังไทย หนังไทยในอดีตบอกอะไรในพัฒนาการทางความคิดแต่ละยุคบ้าง ลองมาฟังกันดู

ดอกดิน : ทำหนังจากการ survey ความสนใจของผู้ชม

ในยุคที่คำว่า “มาร์เก็ตติ้ง” หรือการตลาด ยังไม่ถูกฝังลงในหัวของคนทำหนัง ธุรกิจบันเทิงที่ฉายซ้ำ ผลิตหนึ่งครั้งด้วยต้นทุนสูงและต้องการผู้บริโภคจำนวนมาก ดอกดิน กัญญามาลย์ ได้ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์หนังไทยให้เป็น “ราชาหนังเงินล้าน” จากสถิติทำหนัง 34 เรื่อง(ต้นทุนเฉลี่ย 4-5 หมื่นบาท) มีหนังทำเงินหรือเก็บรายได้จากการฉายได้ถึง 1 ล้านบาท (โดยไม่ต้องแบ่งจ่ายค่าโฆษณาทีวี มีเพียงใบปิดเขียนรูปและรถตระเวนประกาศโทรโข่ง บอกข่าว หนังเข้า) ได้ถึง 26 เรื่อง

คุณรู้หรือไม่ว่า หนังไทยของดอกดินนั้น ได้ผ่านการเก็บข้อมูล “รสนิยม” พื้นฐานของผู้ชม และการคิดวางแผนอย่างถี่ถ้วน แม้ในสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยนักก็ตาม 

หนังของดอกดินยุคแรก เป็นการถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม.ทำให้ภาพที่เห็นบนจอเป็นภาพจอแคบ (ปัจจุบันหนังฉายตามโรงปกติเป็นฟิล์ม 35 มม.) 

"มันเป็นงี้ อาเล่นลิเก มาตั้งแต่ 9 ขวบ เพลงพื้นบ้านอะไรต่างๆ ได้หมดพอโตขึ้นเราก็เล่นเป็นละครเวที เร่ไปตามต่างจังหวัด เราได้รู้ว่า ที่จังหวัดที่นั่นคนเขาชอบอะไร คนเขาดูอะไร รุ่นพี่เราเขาสร้างหนังอยู่แล้ว เราก็ไป survey โดยการเล่นดนตรี สมมติเราไปเล่นที่(นคร)ราชสีมา เราก็เข้าไปในหมู่บ้านและถามว่าที่นี่ดูหนังกันหรือเปล่า ชอบหนังกันยังไง เขาก็บอกว่าชอบหนังที่มีนางเอกร้องไห้บ้าง อะไรบ้าง มีความรักและตลก เรา survey แบบนี้อยู่ 3 ปี ทั้งเหนือทั้งใต้และไม่ต้องเสียสตางค์ เพราะเราไปเล่นดนตรีได้ตังค์ด้วย

“พอละครเล่นเสร็จแล้ว เราก็มาหาตรงกลาง ว่าหนังของเราจะต้องมีนางเอกโศกบ้าง มีตัวตลก มีไว้ให้ครึกครื้น และมียิงปืนน้อยหน่อย เพราะผู้หญิงไม่ค่อยชอบ มันดังหนวกหู เราก็ได้มาเป็น บท สคริปต์ที่เราจะทำต่อไป"

ผลงานเรื่องแรกที่ทำรายได้หลักล้านของดอกดิน คือ  “นกน้อย” (2507) ฉบับนำแสดง โดยคู่ขวัญแห่งยุคนั้น  มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฎร์ ก่อนจะถูกนำมา “รีเมค” อีกครั้งโดยดอกดินเอง ในฉบับที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม.  นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี และ นางเอกใหม่ชื่อ สาลิกา สนธิกาญจน์ ออกฉายปี 2524

พระเอกสรพงศ์ ได้ย้อนอดีตมองหนังของผู้กำกับคนนี้ว่า “หนังของน้าดิน จะเป็นแบบสนุก ดูได้ทุกเพศทุกวัย คนดูก็สนุกสนาน เป็นเอนเตอร์เทนโดยตรง” 

ผลงานโด่งดังเป็นที่จดจำของผู้กำกับเงินล้านคนนี้ รวมถึง “แหม่มจ๋า” ที่ส่งให้นักแสดงสาวตาโตชื่อ มยุรา ธนะบุตร กลายเป็นดาราดังจากปี 2518 จนถึงปัจจุบัน

การเขียนบทในยุคของผู้กำกับ เจ้าของวลีเด็ด "ล้านแล้วจ้า" ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องเรียนหรือการสอนภาพยนตร์  (การเปิดสอนวิชาภาพยนตร์ในระดับอุดมศึกษา เริ่มแรกปี พ.ศ. 2515 เปิดสอนวิชาภาพยนตร์  สอนโดย อ.บรรจง โกศัลยวัฒน์ ในแผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ต่อมายกสถานะเป็น "สาขาวิชาภาพยนตร์และภาพถ่าย"  คณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2528 และ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิด ภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง ขึ้นเมื่อปี 2531)

"บทนี่เราคิดขึ้นมาเองบ้าง ดูหนังฝรั่งและเราเปลี่ยนแปลงมาใช้ อย่าง “นกน้อย” (หนังปีพ.ศ.2507) เราก็ดูหนังฝรั่งเรื่อง “กำแพงทะเล” (This Angry Age หรือ The Sea Wall หนังดรามาว่าด้วยภัยพิบัติกำกับโดย เรเน่ เคลร์มองต์ นำแสดงโดย แอนโธนี เพอร์กินส์ ออกฉายในปี 1958) เราจะทำฉากน้ำท่วมบ้าน แต่เราไม่มีทุนที่ทำได้เหมือนเขา เราก็สร้างกระต๊อบไว้ริมทะเล และถ่ายไว้ก่อน ตอนเรื่องราวเดินอยู่ข้างบน พอถึงตอนเหตุการณ์น้ำท่วมหมู่บ้านนี้ เราก็รอให้น้ำทะเลมันลง แล้วให้คน 30 กว่า ยกบ้าน (กระต๊อบ) ลงไปทะเล พอน้ำ (ทะเล) มันขึ้นมา ก็เหมือนบ้านนี้โดนท่วม เพราะทุกคนเห็นอยู่ว่าบ้านหลังเดียวกัน มีกรงนกหน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์ที่คนจะจำได้ว่าเป็นบ้านนี้ และข้างบนก็ใช้ (เฮลิ) คอปเตอร์ปั่น ให้เหมือนพายุ ใบไม้ต้นไม้สั่นสะเทือน และข้างล่างก็ใช้พัดลมที่เป็นใบพัดเครื่องบินสมัยโบราณ มากลับให้มันพัดออกไปข้างหน้า แต่เราอย่าถ่าย shot กว้าง หรือ long shot  ถ่ายเป็น shot medium พอ”

ต้นแบบของการทำบทหนัง มาจากการแปล shooting script  (บทภาพยนตร์ที่ระบุรายละเอียดมุมกล้องและองค์ประกอบต่างสำหรับใช้ในการถ่ายทำ)

“สมัยที่อาทำหนังไม่มีโรงเรียนสอนนะ และอาก็ได้ภูมิปัญญาเกี่ยวกับการทำสคริปต์มาจาก เสี่ยซัว รุ่นพ่อ(ผู้บริหาร) โรงสยาม ลิโด้(เครือเอเพ็กซ์ สยามสแควร์) พอเขาจะไปอเมริกา อาขอให้เขาเอาสคริปต์จากที่นั่นมาให้หน่อย เขาก็เอามาให้จริงๆ แต่เป็นสคริปต์แบบ shooting script ที่มีไม่ครบ เป็นสคริปต์สำหรับใช้ถ่ายทำเลย อาได้มาก็ดีใจ ไปจ้างให้เขาแปลให้ 500 บาท และเรียนจากสคริปต์ มีอาจารย์ที่ม.ราม สอนนิเทศฯ สมัยนี้เขาบอก เรียนรู้จากการดูหนังของอา แต่อาเรียนจากสคริปต์ ถือว่ามีครูเหมือนกัน ไม่ได้ทำส่งเดชนะ เราก็ได้รู้ว่า อะไรใกล้ อะไรไกล ภาพแบบไหน เป็น long shot แล้วมาเป็นอะไร

แต่เมื่อก่อน(หนัง)มันอืดอาด สมัยนี้หนังมันตัด(ต่อ)พลั๊วะๆ เลย สมัยก่อนมันต้องไปยาว (กว่าจะถึงทะเล) ต้องให้เห็นว่าเดินทางไปยังไง อาก็พยายามหาทางที่จะทำให้มันได้ไง ค่อยๆ ทำไป”  ดอกดิน กล่าว และอธิบายถึงการเรียนรู้จากการดู “หนังฝรั่ง” ในสมัยนั้น เป็นต้นแบบว่า 

“เป็นหนัง (ฝรั่ง) ขาวดำ นานๆ จึงจะมีหนังสีมาสักเรื่อง เราทำหนัง 16 มม.เป็นหนังสีอยู่แล้ว แต่มันแค่เฟรมภาพเล็กเท่านั้น ตอนทำหนังเรื่อง “นกน้อย” คนที่สถานทูตอเมริกามาขอดูว่าเราทำหนังยังไง เขาก็ไปดูในห้องพากย์(เสียง) ไอ้เราก็พากย์ทำเสียงปืนชิกๆๆ เขาก็หัวเราะกันใหญ่ เพราะเขาคงคิดว่าไอ้หนัง 16 มม.นี่ ฝรั่งเขาฉายกันตามบ้าน หนังดูกันในครอบครัว แต่เราเอามาทำฉายเอาสตางค์ได้ถือว่าเก่ง  อย่างเช่น รถวิ่ง ก็ใช้ปากทำเสียงเอา ฝรั่งคงคิดว่า เออ คนไทยนี่ทำมาหากินเก่งนะ” ราชาหนังตลกคนแรกของเมืองไทย กล่าวอย่างอารมณ์ดี  

การสร้างหนังไทยและพากย์ระบบ 16 มม.เฟื่องฟูในช่วงปีพ.ศ.2500 ยุคที่มีดาราคู่ขวัญ มิตร-เพชรา ส่วนการสร้างหนังระบบ 35 มม.ออกสู่สายตาผู้ชมในปีพ.ศ. 2513 เรื่อง “ มนต์รักลูกทุ่ง ”  และ  “ โทน”  ปีเดียวกันนั้น มิตร  ชัยบัญชา เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในกองถ่ายหนังเรื่อง "อินทรีทอง"  หนัง 16 มม.ถูกเลิกสร้างตามไปด้วย

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล กล่าวเสริมถึงหนังไทยในสมัยของดอกดินว่า มีลักษณะเด่นเป็นแบบแผนชัดเจน กล่าวคือ 

“ตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย (UCLA ที่แคลิฟอร์เนีย) ผมก็ต้องเขียน paper เนื้อหาเรื่องหนังไทย  ผมก็เลือกคุณดอกดิน เพราะเขาเป็น artist สูงสุด  ถ้าเป็นฝรั่ง เขาจะทำตามเชคสเปียร์กันใช่ไหม ผมก็เอาแกมาเป็นตัวอย่างว่า นี่คือภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์มันแปลงมาจากละคร(เร่) มาจากโนราห์ มาจากโขน มันอาจไม่ใช่มีพล็อตแบบหนังฝรั่ง แต่ทุกอย่างมันค่อนข้างจะ clear-cut เห็นยักษ์ตัวเขียวๆ ออกมาคนก็รู้ว่านี่ตัวทศกัณฑ์  หนังดอกดินก็เหมือนกัน เห็น มิตร (ชัยบัญชา) ก็รู้ว่านี่คือพระเอก เห็นเพชรา (เชาวราษฎร์) ก็รู้ว่าเป็นนางเอก เห็นดอกดินตัวดำๆ ออกมา นี่คือ ‘ตัวตลกตามพระ’ เห็นอรสา (อิศรางกูร ณ อยุธยา) ตัวขาวๆ นี่ก็เป็น ‘ตัวตลกตามนาง’ พล็อตก็จะเหมือนๆ กัน แต่คนก็ยังไปดู เหมือนคนไปดูโขน ทั้งๆ ที่คนรู้เรื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหนังของคุณดอกดินก็เหมือนกัน ถือว่าคุณดอกดินเป็นศิลปิน และเป็นครูที่ผมศึกษางานของท่านด้วย” 

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม มีผลงานกำกับภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก “มันมากับความมืด” (2514) ซึ่งในปีนั้น ดอกดิน มีผลงานหนังลำดับที่ 14-15 เรื่อง “ไก่นา” และ “ม้ามืด” นำแสดงโดย สมบัติ-เพชรา)

หนังจากงานเขียนเชิงปรัชญา (ล้ำยุค)

“ในยุคของเรา เราไม่รู้หรอกว่าทำหนังแนวไหนจะประสบความสำเร็จ ก็เลยคิดกันว่าเป็นการทำงานแบบนักศึกษาฝึกงานละกัน ทำ ‘เมืองในหมอก’ ก็แนวหนึ่ง ‘เมืองขอทาน’ ก็แนวหนึ่ง แต่ละเรื่องคนละแนว ก็พยายามจะโฟกัสหาแนวที่ตลาดเมืองไทยจะชื่นชอบ” ปาริชาติ บริสุทธิ์ นักแสดงนำเรื่อง เมืองในหมอก ที่ออกฉายครั้งแรกในปีพ.ศ.2521 กล่าว

ผลงานการแสดงของปาริชาติ รวมถึง "ไผ่แดง" (2522) "สัญชาตญาณโหด" (2522) และ "เมืองขอทาน" "ขี้กลากคอนกรีต" (2521)  ผลงานแนวทาง “หนังสะท้อนสังคม”  กับผู้กำกับ เพิ่มพล เชยอรุณ ซึ่งเป็นผู้กำกับที่เริ่มต้นกับผลงานสะท้อนสังคมใน  “ชีวิตบัดซบ”  (2520) และเป็นเจ้าของผลงานดัดแปลงวรรณกรรมซีไรต์เรื่อง "คำพิพากษา" มาเป็นฉบับจอเงินได้ติดตาตรึงใจ ในปี 2532 (ฉบับที่ อภิรดี ภวภูตานนท์ นำแสดงร่วมกับ อรุณ ภาวิไล) เพิ่มพลจบการศึกษาสาขาวิชาโฆษณาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย 

ปาริชาติเล่าต่อถึงที่มาของหนัง "เมืองในหมอก" ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. ว่า “เรื่องนี้มันมีความลึกลับสไตล์เป็นฝรั่งเศสมากๆ เพราะเรื่องมันมาจากงานเขียนของคนฝรั่งเศส ลึกลับที่ว่าคือ หนังมันไม่ได้มีคำตอบชัดเจน มันมีประเด็นซับซ้อนอยู่หลายอย่าง (ชื่อ)เมืองในหมอก (ไม่ใช่)เมืองแม่ฮ่องสอนนะ เป็นเมืองสมมติ (เรื่องราวไม่ได้ระบุว่าเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยภาพยนตร์ใช้คำว่า “ที่นี่” แทนเมืองในเรื่อง และใช้คำว่า “เมืองหลวง” แทนกรุงเทพมหานคร) มีหลายคนบอกว่า ดูไม่รู้เรื่อง หนังเรื่องนี้มันโผล่มาได้ไง แต่พอผ่านไป 20 ปี คนก็บอกว่า มันไม่น่าจะฉายในยุคนั้นเลย เพราะมันดูล้ำยุค(ของสมัยนั้น)มากๆ  ถ้ามาฉายในยุคที่คนรู้จักหนังแบบ เจ้ย (อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล) อย่างทุกวันนี้ มันจะพอดีกับน้องๆ คนดู  ที่อยากจะดูหนังเซอร์ๆ แบบนี้”

ขณะที่ เบญจวรรณ บุญญกาศ บัณฑิตสายจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าประสบการณ์ในการแสดงและเสียงตอบรับจากผู้ชมเมื่อ "เมืองในหมอก" ออกฉายเป็นครั้งแรกว่า  “หนังจะเป็นแนวจิตวิทยานิดๆ และคนก็บ่นว่าดูไม่รู้เรื่อง(หัวเราะ) แต่ทางเราเรียนจิตวิทยามาก็พอจะเล่นได้”  

"เมืองในหมอก" ดัดแปลงจาก บทละครเรื่อง ความเข้าใจผิด (Le Malentendu) งานเขียนของ อัลแบร์ กามูส์ เมื่อปี 1944 (ฉบับแปลภาษาไทยโดย อำพรรณ โอตระกูล) นักเขียนนักปรัชญาฝรั่งเศส ที่เป็นหนึ่งในหัวขบวนปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)  ปาริชาติเสริมว่า สมัยนั้นไม่ได้เล่นเทคนิค แต่มีเรื่องราวความคิดที่แตกต่างจากวงการหนังไทยช่วงนั้นที่นิยมนำ “นิยายรัก” หวานแหววมาสร้างเป็นภาพนตร์ แต่งานแปลกๆ เมื่อหลายทศวรรษก่อน กลับกลายเป็นหนังที่มีนักศึกษาให้ความสนใจ ทุกวันนี้กลายเป็นตำราเรียนของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่สำคัญด้วย

ทนายความหญิง และหนังในศาล 

นาถยา แดงบุหงา นางเอกที่แจ้งเกิดจากบท "คุณหญิงกีรติ" ที่สวยสง่าในหนัง “ข้างหลังภาพ” ฉบับกำกับโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อปี 2528  กับยุคที่หนังไทยเต็มไปด้วยเนื้อหาว่าด้วยชีวิตคู่ และความเสน่หา แต่สำหรับประสบการณ์ในการรับบท "ทนายสาว" ผู้ต้องต่อสู้เพื่อหญิงสาวอีกคน(สินจัย  หงษ์ไทย แสดง) ในคดีที่หญิงสาวถูกกล่าวหาว่ามีชู้ถึง 7 คน  

“สมัยนั้นเราก็ต้องไปนั่งสังเกตบุคลิกท่าทางและทำความเข้าใจ เพื่อจะมาแสดงเป็นทนาย ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์สำคัญ เพราะถ้าไม่ได้แสดงหนัง เราคงไม่ได้ไปสังเกตใคร ส่วนเนื้อหาที่ค่อนข้างแรง สำหรับเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่สินจัยแสดง ถูกกล่าวหาว่ามีชู้ แต่เราต้องช่วยเพื่อนให้ได้ ในฐานะทนายเราจะต้องช่วยเขาออกมาจากตรงนั้น ในขณะที่ในศาลก็มีผู้ชายเป็นส่วนใหญ่” 

นาถยาบอกว่า หนังไทยได้พาเธอไปรู้จักโลกในศาล ห้องเล็กๆ ที่สามารถตัดสินชะตาชีวิตผู้คน ได้เห็นบทบาทของผู้หญิงในสังคมไทย ที่ยัง "คาบลูกคาบดอก" ระหว่างความเท่าเทียมทางเพศและระบบชายเป็นใหญ่แบบเดิม ใน  “หย่าเพราะมีชู้” งานกำกับของ มานพ อุดมเดช เมื่อปี 2528 ซึ่งหนังร่วมยุคโดดเด่นในเวลานั้น รวมถึงเรื่อง "นวลฉวี" 

0 0 0 0 0

เรื่องเล่าข้างต้น เป็นเพียง “บางส่วน” ที่เกิดขึ้นในหนังไทยที่มีวัฒนธรรมอันรุ่มรวย เชื่อหรือไม่ว่า กรุหนังไทยยังมีภูมิปัญญาซุกซ่อนอยู่อีกมากมาย แต่อาจเป็นเพราะเงื่อนไขของการได้รับรู้ข้อมูล การฉายซ้ำที่น้อยเกินไป หรือเวทีในการนำเสนอที่หดแคบลง เพราะหนังไทยคลาสสิกไม่มีช่อง TNT ไม่มีโกดักเธียเตอร์  ไม่มี ไชนีส มานน์ เธียเตอร์ และไม่มีต้นทุนมากพอสำหรับการบริหาร “หอภาพยนตร์” ที่ดี เพื่อการบูรณะ ติดตามเก็บสมบัติ หรือการเผยแพร่ ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ การตระหนักรับรู้ถึงคุณค่าหนังไทย ของคนไทยสมัยนี้ จึงดูเหมือนไร้ค่า และห่างไกลตัวเองอย่างน่าเสียดาย

Tags : หนังไทย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

หนังไทยสมัยก่อนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวดี มีเสน่ห์กว่าหนังไทยในปัจจุบันอีก

ความคิดเห็นที่ 2

คห. 1
สมองอ้ายทุย

ความคิดเห็นที่ 1

อ้ายทุย นำแสดงโดย มาร์ค และ เจ๊สี่เสา

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า