กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 2 เมษายน 2552 01:00

ไอเดียบ้านๆ แต่งานเข้า

ภาพประกอบข่าว

ปริญญาวิศวะก็ไม่มี ดีกรีดอกเตอร์ก็ไม่ใช่ วุฒิบัตรสูงสุดมีแค่ประกาศนียบัตรประถมต้น แต่ขอโทษเถอะ ผมก็ประดิษฐ์นวัตกรรมเป็นนะครับ

ปัญญา โตกทอง คนบ้านแพรกหนามแดง สมุทรสงคราม มีอาชีพเลี้ยงปลา สำหรับเขาไม่คิดว่า ประตูน้ำขนาดเล็กที่เขาทำมันขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาของชุมชนจะต้องอาศัยวุฒิบัตรปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ หรือต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ CAD/CAM จำลองแบบสามมิติ เขาขอแค่ตลับเมตรสักอัน เลื่อยฟันคมสักปื้น ดินสอดำสักแท่งก็พอประดิษฐ์ประตูน้ำระบายทุกข์ชาวบ้านได้แล้ว

"หลายคนมองว่าการทำนวัตกรรมต้องเป็นเรื่องของคนที่มีการศึกษาสูง อยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วชาวบ้าน คนธรรมดาก็มีแนวคิดที่ดีไม่แพ้กัน" เจ้าของไอเดียประตูระบายน้ำบานพับพูดไปยิ้มไปเมื่อสิ่งประดิษฐ์ของตนมีคนมาชมไม่ขาดสาย 

ปัญญา บอกว่า ปัญหาที่เกิดกับหมู่บ้านน้ำเค็ม คนจากภาครัฐแก้ไขไม่ได้ เพราะไม่มีใครรับรู้ปัญหา ชาวบ้านก็เลยต้องแก้ปัญหากันเอง โดยรวมกลุ่มกันในชุมชน พูดคุยปรึกษาและหาทางออก 

ปัญหาที่ว่าเป็นผลข้างเคียงจากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ที่ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อนทำให้น้ำเค็มบุกรุกเข้ามายังพื้นที่ทำกิน และอยู่อาศัยจนกลายเป็นวิกฤติน้ำอีกแบบหนึ่ง แต่รัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเข้ามาช่วยสร้างประตูกั้นน้ำให้ นึกว่าปัญหาจะหมดแต่ก็ไม่หมด ประตูน้ำกลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านฝั่งน้ำเค็ม และฝั่งน้ำจืด เนื่องจากช่วงเวลาเปิดปิดประตูระบายน้ำของ 2 ฝ่ายไม่ลงตัว

เดิมเมื่อเปิดประตูระบายน้ำเปิดออก น้ำจืดจะรุกเข้ามาฝั่งน้ำเค็มทำให้ กุ้ง ปลา ที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ตายหมด เพราะสัตว์ทะเลไม่สามารถปรับตัวได้ทัน แต่พอปิดประตูน้ำ คนฝั่งน้ำจืดก็ไม่มีน้ำบริโภคและใช้ทำการเกษตร มะพร้าวยืนต้นตายหมด น้ำที่รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ยังพัดพาเอาตะกอนดินเลน แก๊สไข่เน่า แอมโมเนีย ผสมมาด้วย จึงเป็นปัญหาสั่งสมที่รอการแก้ไขมานานกว่า 10 ปี

‘บานพับเผย’ เป็นคำภาษาถิ่นฟังแปร่งๆ สรุปแล้วคือ ประตูระบายน้ำขนาดเล็กที่ปัญญาทำมันขึ้นมาแล้วแก้ปัญหาระหว่างชาวบ้านน้ำจืดและชาวบ้านน้ำเค็มได้ เพราะมันถูกออกแบบให้เป็นประตูสามชั้น ตั้งอยู่ห่างกันคอยชะลอน้ำเค็มให้เป็นน้ำกร่อยแล้วค่อยเป็นน้ำจืด

"เรามองว่าประตูระบายน้ำที่หลวงออกแบบให้ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ เป็นประตูระบายน้ำบานทึบปิดตายกับท่อสูบน้ำของ กทม. ของกรมชลประทาน มันใช้ไม่ได้กับทุกพื้นที่ ถ้าจะนำมาใช้กับพื้นที่ที่มีปัญหารุกล้ำระหว่างน้ำเค็มและน้ำจืด ต้องดัดแปลงกันหน่อย" เขาออกความเห็น

เขาพยายามออกแบบประตูระบายน้ำใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปัญหาที่เกิดขึ้น บานพับของประตูระบายน้ำในความคิดของเขาควรเป็นบานพับแบบเปิดปิดเอง หรือ บานสวิง โดยประยุกต์บานพับ 3 แบบไว้ด้วยกัน ประกอบด้วย บานสวิง บานปรับระดับ และบานยก ช่วยให้การระบายน้ำเป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนไม่มีประตูกั้น และทำให้น้ำไหลจากน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด เป็นวัฏจักร

ปัญญาบอกว่า แต่ละชุมชนก็มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป แต่วิกฤติเรื่องน้ำต้องยกให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะขาดแคลนน้ำ น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำไม่ไหลเวียน น้ำเน่าเสีย ซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวบ้านต้องกลับมามอง และแก้ปัญหาร่วมกัน โดยจะรอความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเดียวไม่ได้

"ช่วงแรกชาวบ้านเขาไม่ยอมรับหรอกครับ เขาไม่เข้าใจว่าเราจะทำนวัตกรรมใหม่ มันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ไม่มีใครแก้ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นได้ แต่ผลสุดท้ายงานที่ทำก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดสำนักงานชลประทานเพื่อท้องถิ่น จากงานวิจัยเล็กๆ จุดประกายให้เกิดนโยบายของรัฐได้" แกนนำชาวบ้านแพรกหนามแดงยิ้มภาคภูมิใจ

สิ่งประดิษฐ์และผลลัพธ์ของบานพับเผยพิสูจน์ความจริงอย่างหนึ่งว่า ชาวบ้านก็ทำงานวิจัยได้ และงานวิจัยเป็นเรื่องใกล้ตัว ซึ่งที่ผ่านมามีชาวบ้านในหลายพื้นที่เริ่มทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเป็นของตัวเอง จากการสนับสนุนของโครงการ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

"เรามองว่างานวิจัยท้องถิ่นสามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างที่หลายๆ หมู่บ้านเคยทำและประสบความสำเร็จมาก่อน เรามีความศรัทธา และเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก เป็นพลังให้เรากลับมาเขียนโครงการด้วยมือส่งให้ สกว. พิจารณา โดยได้ทุนมา 3 หมื่นบาท มาเริ่มทำการวิจัย" ปัญญาเล่าต้นสายปลายเหตุ 

เทคนิคที่เขาใช้คือ เปิดเวทีรับฟังปัญหาของอีกฝ่าย จนกระทั่งได้รวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้าน การจัดการน้ำในอดีตที่มีทั้งหมด มาสร้างเป็นต้นแบบประตูระบายน้ำ ที่สามารถใช้งานได้จริงในปี 2545

นอกจากโครงการวิจัยแก้ปัญหาเรื่องน้ำแล้ว การรวมกลุ่มของชาวบ้านในพื้นที่ยังคงทำอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาในชุมชน ซึ่งปัญหาที่สำคัญไม่แพ้เรื่องน้ำ คือปัญหาหนี้สิน ปัจจุบันชาวบ้านได้รวมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ กองทุนเมตตาธรรมวันละบาท เพื่อแก้ปัญหากันเองในระดับชุมชน โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 400 คน มีเงินออมถึง 3 ล้านบาท และจะเป็นแบบอย่างให้หมู่บ้านอื่นนำไปปรับใช้ต่อไป

ในฟ้าบ่มีน้ำ ในดินซ้ำมีแต่ทราย

เรื่องน้ำดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ระบาดไปทั่วทุกพื้นที่ แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าที่คนในชุมชนจะแก้ปัญหาได้
ข้ามจากสมุทรสงคราม มายังริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่จังหวัดอุบลราชธานี ปัญหาเรื่องน้ำของคนในพื้นที่นี้ไม่ใช่น้ำเค็มที่รุกล้ำ แต่กลับขาดแคลนน้ำเพื่อบริโภคและการเกษตร

ที่ผ่านมาคนอุบลใช้วิธีผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำโขงมาใช้ในการอุปโภคบริโภค แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จักรกลสำคัญที่ช่วยดึงน้ำเข้ามายังหมู่บ้านเกิดการชำรุดเสียหาย 

เจ้าเครื่องสูบน้ำที่รัฐจัดซื้อราคาแพงไม่เบา ลำพังชาวบ้านจะเรี่ยไรเงินยกไปซ่อมก็ลำบาก เมื่อเครื่องจักรหยุดลาพักร้อนชั่วนิรันดร์ ชาวบ้านไม่มีน้ำใช้ทำให้ต้องหันไปพึ่งบ่อน้ำตื้น บ่อน้ำซับ วิกฤติถึงขั้นต้องไปซื้อน้ำจากต่างอำเภอมาใช้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาอย่างถาวร ปราชญ์ชาวบ้านอย่าง กล พรมสำลี ชาวบ้านผาชัน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี จึงลุกขึ้นมาคิดหาเทคนิคใหม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านขนาดแท้และดั้งเดิม

พื้นที่ของชุมชนบ้านผาชันมีความลาดชัน ทำให้ไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ในฤดูฝน รัฐจึงมีความพยายามที่จะดึงน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมาใช้ ด้วยงบประมาณกว่า 3 ล้านบาท วางระบบประปาชุมชน สร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แต่ด้วยพื้นที่ของหมู่บ้านอยู่ห่างไกลจากแม่น้ำ อีกทั้งพื้นที่มีความลาดชัน เครื่องจักรกลทำงานทั้งวันทั้งวี่จนอ่อนล้าลาตาย อุปกรณ์เสียหาย และชาวบ้านมองว่ามันไม่คุ้มกับค่าซ่อมบำรุง

"ภูมิปัญญาชาวบ้านเริ่มถูกนำมาใช้แก้ปัญหาหลังจากมองว่าการช่วยเหลือจากภาครัฐมาถึงทางตัน ชาวบ้านร่วมกันสร้างทำนบขนาดเล็กกั้นบริเวณจุดน้ำซับ ขุดบ่อบาดาล สูบน้ำจากบ่อ ทำฝายกั้นลำห้วย แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทางออกของปัญหาอยู่ดี" เขาชี้

ต่อมา ชาวบ้านรวมตัวกันตั้งประชาคมหมู่บ้านเป็นกลุ่มวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการสูบน้ำด้วยการใช้อากาศเข้าไปช่วยเพิ่มแรงดันให้เครื่องสูบน้ำ โดยการต่อท่อพีวีซีมาทดลองต่อกับท่อหลักอยู่หลายครั้งจนได้ระยะพอดี

เทคนิคง่ายๆ แบบตัดและต่อช่วยให้ระบบส่งน้ำมีแรงดันสูงขึ้น กล่าวคือการดัดแปลงเอาท่อพีวีซีไปสวมกับท่อหลักช่วยเก็บกักอากาศไว้ภายใน โดยใช้หลักการเดียวกับการสูบน้ำเข้านา แต่เปลี่ยนจากสายยางเป็นท่อพีวีซี ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งได้นวัตกรรมใหม่ช่วยในการผันน้ำ มีชื่อเรียกเท่ไม่เบาว่า ‘แอร์แว’

ถามถึงที่มาของชื่อ แอร์แว นายช่างกลอธิบายว่า แอร์ ก็แปลว่า อากาศ มีอากาศไหลผ่านท่อ ส่วน แว เป็นภาษาถิ่นที่มาจาก การไหลเวียนแวะไปแวะมาของอากาศ สามารถดัดแปลงใช้ง่ายด้วยต้นทุนไม่ถึง 400 บาท..นี่แหละ แอร์แว

แอร์แว ทดลองทำมาตั้งแต่ พศ. 2548 เพื่อใช้กับระบบน้ำประปาในชุมชน แต่สามารถดัดแปลงใช้กับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาได้เช่นกัน ปัจจุบันแอร์แวได้ขยับขยายจนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ เช่น ระยอง เชียงใหม่ ยโสธร ที่มีการนำไปใช้งานจริง  

"ตอนแรกก็คิดว่านวัตกรรมทำยาก แต่พอได้เรียนรู้ร่วมกันทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ปัญหาที่เกิดควรหาวิธีการแก้ไขร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่" เขาสรุปผลการทดลอง

ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผู้ริเริ่มโครงการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น บอกว่า การแก้ปัญหาระดับชุมชนให้ประสบความสำเร็จ คนในชุมชนจะต้องมีความสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะปัญหาพื้นฐาน ปัญหาใกล้ตัว ที่พวกเขารู้ดีอยู่และแก้ไขได้ด้วย 

"ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของชาวบ้านจะรอให้รัฐบาลมาแก้อย่างเดียวไม่ได้ ยิ่งปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ เป็นปัญหาที่ต้องคิดร่วมกัน คนอื่นก็ไม่ได้สนใจปัญหาที่แท้จริงเท่ากับคนในท้องถิ่น" ผู้อำนวยการ สกว. ขยายความ

คำว่าวิจัยนั้น นับว่ากว้างมาก เป็นการนำความรู้มาใช้ประโยชน์ งานวิจัยในมุมมองของชาวบ้านกับงานวิจัยในแบบนักวิจัยมีความแตกต่างกัน โดยชาวบ้านต้องการความรู้แบบหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ทำงานวิจัยอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือการช่วยเหลือเรื่องแนวคิด และเงินทุนซึ่งก็ไม่ได้มากนัก

ที่ผ่านมา สกว. ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชน เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยตั้งคำถาม ช่วยคิด สนับสนุนให้มีการจัดเวทีให้นักวิจัยชาวบ้านที่เคยทำงานวิจัยท้องถิ่นแล้วประสบความสำเร็จมาร่วมพบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่ยังไม่เคยทำวิจัยเลย แต่มีแนวคิดที่ดี และมีความสนใจ กระตือรือร้น

โครงการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเดินหน้ามาตั้งแต่ พศ. 2541 ปักธงครั้งแรกที่ภาคเหนือ ปัจจุบันครอบคลุมไป 58 จังหวัด ทั่วประเทศ มีโครงการวิจัยเกิดขึ้นกว่า 1,000 โครงการ และมีแนวโน้มการทำวิจัยในชุมชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหัวข้อที่เป็นปัญหากับชุมชน เช่น การแก้ไขวิกฤติน้ำ การศึกษาของเด็ก การจัดการองค์การบริหารตำบล การส่งเสริมอาชีพ เป็นต้น

"ทุกจังหวัดมีทั้งปัญหาและโอกาส ปัญหาบางเรื่องหลายคนเลือกที่จะมองข้าม ขณะเดียวกันคนที่ประสบอยู่ก็ไม่ทันคิดว่าเรื่องแบบนี้จะมาช่วยกันคิดและแก้ได้อย่างไร จำเป็นต้องมีผู้นำที่คอยจุดประกายความคิด ที่จริงแล้วงานวิจัยเกิดขึ้นได้จากทุกคน อยู่ที่ความร่วมมือ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานรัฐเพียงเท่านั้น" ดร.ปิยะวัติ ทิ้งท้าย

โดยช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี สกว. จะเปิดเวทีให้นักวิจัยชาวบ้าน จากทุกภูมิภาคได้เข้ามาแลกเปลี่ยน และนำเสนองานวิจัยของแต่ละชุมชน

ภาพของนักวิจัยที่เข้ามาร่วมงานนี้ จึงไม่ใช่นักวิจัยที่ใส่สูทผูกเนกไท แต่เป็นนักวิจัยสะพายย่ามที่มีกึ๋นทำนวัตกรรมได้เจ๋งไม่แพ้กัน

Tags : ปัญญา โตกทอง

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9

เก่งจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8

น่าละอายใจจัง อยู่ตำบลนี้แท้ๆแถมเรียนจบปริญญาอีกต่างหาก
แต่กลับไม่ได้มารับใช้บ้านเกิดเลย

ความคิดเห็นที่ 7

excellent idea ,

ความคิดเห็นที่ 6

เก่งจังเลยค่ะ ขอยกย่องและชมเชย ที่มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาและ คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เอง โดยไม่ได้หวังแต่จะพึ่งพาให้คนอื่นมาป้อนให้เท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 5

ยอดเยี่ยมมากครับ ขอให้เป็นข้อมูลความรู้ที่สามารถเผยแพร่ไปยังชุมชนอื่นๆหรือภาคอื่นๆด้วยน่ะครับ ขอบคุณครับสำหรับความคิดของท่านที่พัฒนาสิ่งๆดีๆขึ้นมา ขอบคุณอีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 4

สุดยอดครับ น่ายกย่อง ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ขัดแย้งกันมานาน สองนิ้วยังยกให้ไม่พอเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 3

หนังสือพิมพ์ต้องค้นหาคนเก่ง และมุมานะทำจริงแบบคุณปัญญา โตกทอง มาลงเยอะๆ จะเป็นประโยชน์มาก อย่าไปเสียเนื้อที่กับดาราไร้สมอง

นี่คือทางหนึ่งที่ทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 2

นี่ล่ะค่ะ เศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงท่านทรงมีพระราชดำรัสมาตลอด ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องทำนา แต่สามารถประยุกต์ไปในทุกส่วนของการทำงาน อยากจะให้เผยแพร่เรื่องดีๆ แบบนี้ไปสู่ชุมชนและสังคมมากๆ จะได้เข้าใจว่า ความรู้อยู่ที่ตัว ไม่ใช่ที่ปริญญา

ความคิดเห็นที่ 1

เยี่ยมมากครับ พวกเรียนสูงๆคิดแต่เรื่องกำไร ไม่เอาประโยชน์ที่จะได้รับ เลยคิดไม่ออก

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า