นักวนศาสตร์ชี้ไฟป่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ระบุปัญหาขยายตัวจากการแย่งที่ดิน-เหตุขัดแย้งการเมือง ย้ำอย่าโยนบาปให้ชาวบ้าน
"ไฟมา ป่าหมด" ป้ายสื่อความหมายสีแดงที่ติดตั้งไว้ตามพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า แม้จะไม่ได้ช่วยให้ไฟลดลงแม้แต่น้อย แต่ก็ได้ผลอย่างยิ่งในการทำให้ไฟป่ากลายเป็นมหันตภัยร้าย ซึ่งแน่นอนว่าภายใต้ความเชื่อนี้ใครก็ตามที่ทำให้เกิดไฟ พวกเขาย่อมตกเป็นจำเลยของสังคม
ข่าวไฟป่าที่หมุนวนกลับมาทุกปีในช่วงหน้าแล้ง นอกจากจะให้ภาพที่ดูน่าหวาดกลัว ยังคงมีท่วงทำนองเดิมๆ เป็นต้นว่า เกษตรกรเผาไร่ ชาวบ้านเผาป่าหาเห็ด และจบลงด้วยประโยคคุ้นหู "งบประมาณไม่เพียงพอ"
หลายทศวรรษที่ผ่านมาปัญหาไฟป่าจึงกลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาใช้งบประมาณอย่างจริงจัง แต่กลับไม่เคยแก้ปัญหาได้จริงๆ
ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ไฟจะมาจนป่าหมดหรือไม่ ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโสศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผู้ศึกษาและติดตามปัญหาไฟป่ามากว่า 40 ปีได้ยินแล้วไม่ขอตอบ แต่ย้อนถามว่า "มันเป็นตรรกะหรือไม่" เพราะเท่าที่มีหลักฐาน ไฟป่ามีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะป่าเขตร้อนอย่างประเทศไทยถือเป็นวงจรของธรรมชาติที่มีทั้ง 'คุณ' หากใช้ประโยชน์จากไฟอย่างเหมาะสม และ 'โทษ' หากขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง
- ช่วงนี้มีข่าวไฟป่าในหลายพื้นที่ อาจารย์มองว่าสถานการณ์รุนแรงขึ้นหรือไม่
เท่าที่มีการบันทึกตั้งแต่สมัยโปรตุกิสล่องเรือมาแถบนี้ เมื่อประมาณปีค.ศ.1500 กว่าๆ ก็ได้เห็นควันไฟในสุมาตรา ในเกาะแถวมะละกา คือพอถึงหน้าแล้งมันก็ไหม้อย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อ 500 กว่าปีมาแล้ว แต่ว่าแนวโน้มที่จะรุนแรงก็มีเหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับท้องถิ่น เป็น Regional มากกว่า Global เพราะมันมาจากปัญหาการทำลายป่า ซึ่งในแถบนี้ไม่ได้มีแต่ประเทศไทยเท่านั้น เพื่อนบ้านเราก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เช่น พม่า ลาว อินโดนีเซีย
- แล้วเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนไหม
เรื่องโลกร้อนบางคนเขาก็ไม่เชื่อ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างที่เรารู้มันมีรอบของ เอลนิโญ ลานิญา บางพีเรียดก็แห้งแล้ง บางพีเรียดก็ชุ่มชื้น เป็นไปตามธรรมชาติ มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่ามากขึ้นมันสัมพันธ์กับการขยายพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเหมือนกันทุกแห่ง อย่างไฟไหม้ใหญ่ที่อินโดนีเซียเมื่อสักสิบปีที่ผ่านมา อันนั้นเกิดจากกิจกรรมสวนปาล์มน้ำมัน จากรายงานของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าโลกที่เข้าไปศึกษา พบว่ากิจกรรมที่ทำให้เกิดไฟป่าก็คือการตัดป่าดงดิบของสุมาตราของบอร์เนียว เพราะเขาต้องตัดป่า เผา แล้วค่อยปลูกปาล์มขึ้นมา
อีกสาเหตุหนึ่งคือความขัดแย้งเรื่องการใช้ที่ดิน มีการอพยพคนจากเกาะหนึ่งไปอยู่อีกเกาะหนึ่งที่มีคนพื้นเมืองอาศัยอยู่แล้ว ทีนี้พอเกิดความขัดแย้งก็ใช้ไฟนี่แหละเป็นเครื่องมือ เพราะว่าสวนปาล์มเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ ฉะนั้นปัญหาไฟป่านอกจากมาจากการขยายพื้นที่เกษตรกรรม ยังเป็นปัญหาของการเมืองปัญหาความขัดแย้งด้วย
- สถานการณ์ไฟป่าในแต่ละภูมิภาคของโลกไม่เหมือนกัน?
ไม่เหมือนกัน สภาพป่าเขตร้อนอย่างบ้านเรากับป่าเมืองหนาวก็ไม่เหมือนกัน อย่างออสเตรเลียที่เราเห็นข่าวไฟป่าครั้งใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเป็นประเทศที่มีความแห้งแล้งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วคนในออสเตรเลียโดยทั่วไปยังผูกพันอยู่กับการทำเหมือง เพราะเขามีทรัพยากรแร่ค่อนข้างจะเยอะ การอนุรักษ์จริงๆ ก็มี แต่คนที่ไม่อนุรักษ์ยังมีอยู่มากโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นก็มีการทำลายป่าเยอะ สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไปเยอะ สภาพการตั้งบ้านเรือนชุมชนก็ต่างกัน เวลาเกิดไฟของเขาก็จะเสียหายรุนแรง มีคนตาย หรือในอเมริกาก็เหมือนกัน มีความรุนแรงมากขึ้น เพราะบางครั้งมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง บางแห่งนักท่องเที่ยวก็เข้าไปเยอะ
ปัญหาไฟป่ามันมีปัญหาอยู่สองอย่างที่ต้องทำความเข้าใจ อันที่หนึ่งคือ ระดับความรุนแรง Fire Hazard ส่วนมากมาจากเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ในป่า ซึ่งมันค่อนข้างจะมีมากกว่าเมื่อก่อน อันนี้สัมพันธ์กับการจัดการทรัพยากร คือพูดง่ายๆ ว่าภาครัฐเกือบทุกประเทศไม่ต้องการให้เกิดไฟไหม้เพราะฉะนั้นก็เกิดการทับถมของเชื้อเพลิง ฉะนั้นเวลาเกิดไฟระดับของความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นมากกว่าในอดีต
อันที่สองเขาเรียกว่าโอกาสในการเกิดไฟ หรือความเสี่ยงในการเกิดไฟ Fire Risk อันนี้ก็มีมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวเข้าไป มีคนตกงาน อย่างตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เกษตรกรน่าสงสาร พืชผลทางการเกษตรหลายอย่างขายไม่ได้ มีวัวสักสองสามตัวก็เลี้ยงตามพื้นที่สาธารณะ บางครั้งไม่มีเงินซื้ออาหารสัตว์ ช่วงปลายเดือนกุมภาเขาก็ต้องจุดไฟเผา แต่พอมีนาคมหญ้าก็ขึ้นแล้ว
- แสดงว่าไฟป่าจะรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับการจัดการด้วย?
ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาเราเน้นมากๆ ที่จะไม่ให้เกิดไฟป่าขึ้นมา แล้วการที่ไม่ให้เกิดไฟป่าในป่าบางประเภท โดยเฉพาะในระบบนิเวศน์ป่าแบบบ้านเรา ซึ่งพอถึงหน้าแล้งต้นไม้จะทิ้งใบ เชื้อเพลิงก็สะสมทับถม พอไม่มีการจัดการ ไฟที่เกิดขึ้นก็จะรุนแรง ปัจจุบันมีการริเริ่มของกลุ่มเกษตรกรโดยใช้การชิงเผา อย่างที่ดอยตุง เชียงราย ที่แม่ฮ่องสอน ที่เชียงใหม่ แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ไม่เห็นด้วย เพราะเขากลัวว่ามันจะลุกลามแล้วเป็นที่ตำหนิของสื่อ ของสาธารณชนได้
- จริงๆ แล้วการชิงเผาเป็นวิธีการจัดการไฟอย่างหนึ่ง?
การชิงเผา ภาษาอังกฤษมีอยู่สองคำ คือ Early Burning หมายความว่าเผาล่วงหน้า พอฝนหมดอย่างบ้านเราก็ประมาณเดือนพฤศจิกายน หรือปลายฝนต้นหนาว ดินยังชื้น ไม่แห้งมาก อากาศไม่ร้อนมาก ก็เผาใบไม้ที่มันเหี่ยวๆ ร่วงๆ ซะก่อน ก่อนที่จะเข้าหน้าแล้ง พอถึงหน้าแล้ง ไฟมันจะได้ไม่รุนแรง พูดง่ายๆ ว่าเราชิงเผามันซะก่อน เพื่อกำจัดพวกใบไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิง
อีกอันหนึ่งคือเผาโดยการควบคุม เรียกว่า Controlled Burning คือจะมีการกำหนดขอบเขตในการเผา เหมือนผมเก็บข้าวโพดเสร็จแล้ว ผมต้องการจะเผาไร่ ผมก็ทำแนวกันไฟล้อมรอบไร่ แล้วดูเวลาไม่ร้อนจัดนักก็เผาเสีย มีคนคอยดูไม่ให้มันออกไปนอกเขต วิธีการแบบนี้หลายชุมชนมีภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา
- ในต่างประเทศก็มีการชิงเผาด้วยเหมือนกัน?
ในอเมริกามีเครือข่ายการเรียนรู้เรื่องไฟ พยายามที่จะฟื้นวิธีการชิงเผาแบบเดิมๆ กลับมา ถ้าเรากลับไปดูสมัยโบราณไฟป่ามันมีมานานแล้ว ในชั่วชีวิตผมเห็นไฟตั้งแต่เข้าป่า เมื่อพ.ศ.2500-2510 แถววังน้ำเขียว สมัยก่อนพอถึงมกราคม-กุมภาพันธ์ มันก็มีไฟไหม้ในป่าเต็งรังทุกปีๆ แต่มันไหม้เป็นหย่อมๆ เพราะมันขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงสะสมในแต่ละจุดไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือมันไหม้มาทุกปีๆ เพราะฉะนั้นพวกใบไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิงก็สะสมไม่มาก ทำให้ต้นไม้ไม่ตาย แล้วสามารถที่จะผลิใบภายในไม่เกินหนึ่งเดือน ซึ่งการแตกใบใหม่ของต้นไม้ในบ้านเรามีก่อนฝนแรกจะตกเสียด้วยซ้ำไป พอถึงเมษายนมันเขียวทั้งป่าแล้ว
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าไฟที่มันไหม้แบบโบราณ ที่เขาเรียกว่า Traditional Burning พืชมีการปรับตัวมาตลอดระยะเวลาวิวัฒนาการของมันเหมือนกัน ซึ่งปรากฏการณ์อันนี้ถูกบันทึกไว้เป็นร้อยๆ ปีแล้ว ทีนี้พอคนเมืองเข้าไปในป่า ไม่เคยชินกลับสิ่งพวกนี้ก็รู้สึกว่าทำไมไฟมันรุนแรง ก็เลยมีความพยายามป้องกันไฟ แต่แน่นอนจะป้องกันไฟไม่ให้ไหม้เลยมันเป็นไปไม่ได้ วันดีคืนดีคนเข้าไปทิ้งก้นบุหรี่ หรือทำอะไรขึ้นมาซึ่งเราคุมไม่ได้ มันก็ไหม้ เวลาไหม้ก็รุนแรงเพราะเชื้อเพลิงมันทับถมกันมาก เพราะฉะนั้นก็กลับไปสู่วิธีการที่เรียกว่า ชิงเผา คือเผามันเสียก่อนเพื่อป้องกันไฟใหญ่
- แต่วิธีการแบบนี้ในบ้านเราไม่ค่อยได้รับการยอมรับ?
ผมเคยคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขาบอกว่าคนทั่วไปไม่เข้าใจ ถ้าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปเผาบางทีโดนชาวบ้านด่า หรือโดนสื่อด่า แต่ถ้าชาวบ้านเผา บางทีเจ้าหน้าที่ก็ไปจับเพื่อแสดงผลงานก็มี ถ้าเราไปดูวิถีชาวบ้านที่เขาอยู่ในป่าจริงๆ ที่เขาทำสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถ้าเขาจะเผาเพื่อหาอาหารหรืออะไร เขาจะทำตั้งแต่ปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมันก็จะช่วยไม่ให้เกิดไฟรุนแรง
- แล้วที่มักมีรายงานข่าวว่าไฟป่าเกิดจากชาวบ้านเผาหาเห็ด?
สื่อเองบางครั้งก็ไม่มีความรู้ อย่างบอกว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นเพราะชาวบ้านไปหาเห็ด เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบเนี่ยความจริงมันไม่เกิดเดือนนี้ มันเกิดโน่นเดือนพฤษภาคม เพราะเห็ดมันเป็นราที่อยู่ตรงรากต้นไม้ ราต้องอาศัยความชื้น ฝนจะตก อ้าว แล้วชื้น พอถึงเวลาก็โผล่ดอกขึ้นมาเป็นเห็ด ตอนนี้มันไม่มีเห็ดหรอก แต่พูดกันทุกปีเหมือนร้องเพลง ไฟป่าจริงๆ เท่าที่ผมติดตามอยู่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมมันจะไหม้ในป่าลึก เพราะว่าป่าเบญจพรรณหรือป่าเต็งรังหน้านี้มันจะทิ้งใบหมด แต่พอถึงสงกรานต์ใบก็เต็มหมด ถ้าผู้สื่อข่าวไปดูอีกทีจะได้รู้จักวงจรของป่า
- แต่ระยะหลังมันซ้ำเติมด้วยปัญหาหมอกควัน?
คือถ้าเราดูกันจริงๆ ควันไฟที่เกิดขึ้นมันมาจากหลายแหล่ง คนเมืองก็เผาขยะ คนที่อยู่ชานเมืองก็เผา หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯเองก็เผา ทั้งที่ในเมืองไม่ได้มีเหตุผลมากเหมือนในชนบท อย่างในอเมริกาเขาห้ามเผาขยะในเขตเทศบาลเด็ดขาด เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรเมื่อเทียบกับเกษตรกรที่ใช้ไฟเป็นเครื่องมือในการทำการเกษตร เพราะฉะนั้นต้องแยกแยะที่มาของไฟด้วย
- อย่าไปโยนบาปให้ชาวบ้าน?
ผมอยากชี้ให้เห็นอย่างนี้ สมมติว่าเราเผาหญ้าให้วัวกิน เผาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เสร็จแล้วมีควันโขมง แล้วเราก็บอกว่าโลกร้อน คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้มีรายงานว่าไฟที่ไหม้สองข้างทางหญ้าระบัดขึ้นมาแล้ว หมายความว่ามันไหม้ไปประมาณ 3 - 5 ตัน ต่อเฮกเตอร์ ภายในหนึ่งเดือนคาร์บอนไดออกไซด์ก็ถูกยึดไว้อย่างเดิม เพราะฉะนั้นคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศไม่ได้เพิ่มขึ้น แล้วก็ไม่ได้ลดลงด้วย ในป่าเต็งรังก็เหมือนกันใบไม้ร่วงลงมา 10 ตัน มันก็เผาไป 10 ตัน สักพักพอมันแตกใบใหม่มันก็ยึดกลับมา 10 ตันอีก
เพราะฉะนั้นปัญหาโลกร้อนถ้ามันมีจริงประเทศที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนบางทีก็ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ ประเทศไทยไม่ได้ทำมากมายขนาดนั้น เราไปกังวลอะไรกันนักกันหนา เลือกเวลาที่จะจุดไฟ ใช้ประโยชน์จากไฟ พูดง่ายๆ ว่าเราสร้างชาติด้วยอ้อยด้วยข้าวโพดเหมือนกัน แน่นอนเราต้องมีการจัดการเรื่องซากเหลือ จะทำอย่างไรต้องช่วยกันคิด ไม่ใช่โทษกันไปโทษกันมา
- ดูเหมือนสื่อจะสร้างภาพไฟป่าให้น่ากลัวเกินไป?
บางทีมากเกินไป มองด้านเดียว ไม่รู้ว่าบทบาทของไฟมันเป็นอย่างไร เราไม่พยายามทำความเข้าใจมัน ภาครัฐบางทีก็สร้างภาพเกินจริง สื่อด้วย ผมเคยดูในโทรทัศน์ไปเอาภาพไฟป่าเมืองหนาวมาแทรกเวลาออกข่าว ผมดูรู้เลยว่าไม่ใช่ต้นไม้เมืองไทย พูดง่ายๆ ว่าเอาไฟขนาดใหญ่มาสร้างภาพให้สาธารณชนดู
กลับไปเรื่องปัญหาไฟ เรื่องนี้ค่อนข้างจะซับซ้อน จากการศึกษาในหลายประเทศพบว่ามันสัมพันธ์กับความโปร่งใสเหมือนกัน ยิ่งไฟมาก งบประมาณก็ยิ่งมาก การมีส่วนร่วมของประชาชนบางทีก็ถูกมองข้าม เราต้องกลับไปทำความเข้าใจเรื่องไฟป่าใหม่
- แนวทางการจัดการไฟที่มีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร
วิธีการจัดการไฟที่ดีคือ หนึ่งมีความสามารถในการดับได้ ถ้าจำเป็น แล้วต้องรู้จักประเมินว่าที่ไหนควรจะรีบดับทันที และวิธีการดับไฟจะต้องเป็นวิธีที่(ค่าใช้จ่าย) ถูกที่สุดที่เราจะทำได้ ไม่ใช่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เว่อร์ไปหน่อย เอาเฮลิคอปเตอร์ไปขนน้ำอะไรอย่างนี้ ขณะที่กะเหรี่ยงเอาไม้ตบๆ ก็ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเสียเงินงบประมาณไปกับอะไรพวกนี้มากมาย นอกจากมันใกล้เมือง ใกล้โรงแรม ใกล้โปโลคลับอะไรแบบนี้ ก็โอ.เค.
ดับไฟให้เป็น รู้จักประโยชน์ของไฟป่า ส่วนไฟที่มันมาจากการเผาขยะในเขตเทศบาลหรือไฟที่เกิดจากหน่วยราชการก็ใช้วิธีอย่างอื่นเสีย ไม่ควรจะมาซ้ำเติม สำหรับไฟที่เกิดจากภาคการเกษตร เราต้องสร้างจิตสำนึกให้กับชาวบ้าน ส่งเสริมให้เขาทำแผนของชุมชน ทำแผนของหมู่บ้าน ทำแผนในตำบลของตัวเองว่าจะควบคุมกันอย่างไร ตอนนี้เรามีการกระจายอำนาจไปแล้ว วันข้างหน้า อบต.น่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องไฟ เพราะฉะนั้นการเสริมศักยภาพต้องมีอย่างจริงจัง
การให้ความรู้เรื่องไฟป่าไม่ใช่เรื่องที่มาสนใจกันตอนเกิดไฟเท่านั้น พอเข้าหน้าฝนก็ไปช่วยน้ำท่วม หน้าหนาวไปแจกผ้าห่ม ถึงหน้าแล้งก็มาพูดเรื่องไฟป่าอีก ต้องให้ความรู้กับสาธารณชน ไม่เฉพาะกับคนที่อยู่กับป่า แต่ต้องทำความเข้าใจกับคนในเมืองอย่างต่อเนื่องด้วย
ไม่เช่นนั้น...ถึงไฟไม่มา ป่าก็หมดได้เหมือนกัน
Tags : สมศักดิ์ สุขวงศ์


ความคิดเห็นที่ 1
AGV , 18 มีนาคม 2552 13:38
ให้เช่า Serviced Office ตึกพญาไทพลาซ่า ตรงสถานีบีทีเอสพญาไท มีหน้าต่างในห้อง และไม่มีหน้าต่างในห้อง
รายละเอียดเพิ่มเติม: พื้นที่สำนักงานให้เช่า ตึกพญาไทพลา ซ่า ขนาด 25 ตรม ติด BTS พญาไท
ราคาค่าเช่า (ผุ้เช่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มต่างหาก)
รวม อุปกรณ์สำนักงาน ใหม่ยกชุด โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บเอกสาร
อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 3 เม็ค 3สาย
โทรศัพท์สายตรง 2 สาย
ค่าน้ำดื่ม (น้ำร้อน น้ำเย็น)
ค่าแม่บ้านทำความสะอาด
สิ่ง แวดล้อม ออฟฟิศอยู่ริมถนนใหญ่ ติด รถไฟ ฟ้า BTS พญาไท และ แอร์พอร์ต ลิ้งค์ไปสุวรรณภูมิ มีิอาหารกินตลอดทั้งวัน ทั้งคืน เดินทางสะดวก รายล้อมไปด้วย คอนโด และโรงแรม
Serviced Office for Rent locate in the heart of city like Payathai
Window Rooms are Available
rental includes furniture
Hi-speed ADSL internet
2 direct telephone lines
all utilities for the room paid
office room cleaning, maintenance, and etc.
For more information please contact
Tel: 022146336, 0863346036, Fax: 022146337