กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style

วันที่ 6 มีนาคม 2552 01:00

ราคาของวงดุริยางค์ซิมโฟนี

ค่าใช้จ่าย 4 ล้านบาทต่อเดือน 40 กว่าล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้จากค่าตั๋วแสนต่ำ วงดุริยางค์ซิมโฟนีไทยๆ อยู่รอดอย่างไรในภาวะเช่นนี้?

ว่ากันว่า วง ซิมโฟนี ออร์เคสตรา เป็นเครื่องหมายของความเจริญในสังคม เป็นเรื่องของความเจริญทางจิตใจที่ถ่วงดุลกับความเจริญทางวัตถุทั้งหลาย แม้กระทั่งล่าสุดในยุคที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำสุดขีด เว็บไซต์ดังอย่าง youtube.com กลับสร้างความประหลาดใจไม่น้อยแก่ผู้คน ด้วยการก่อตั้งวงดนตรีซิมโฟนีของตัวเอง โดยรวบรวมนักดนตรีกว่า 90 ชีวิตจาก 30 ประเทศทั่วโลก มีกำหนดแสดงรอบปฐมทัศน์ออนไลน์ในวันที่ 15 เมษายน ที่จะถึงนี้

แม้วง ซิมโฟนี ออร์เคสตรา มีที่มาจากรากฐานวัฒนธรรมดนตรีตะวันตก แต่ด้วยโลกสมัยใหม่ที่เล็กลงทุกที เพราะความก้าวหน้าของการสื่อสารและเทคโนโลยี อีกทั้งมีการใช้ ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ในสื่อบันเทิงทุกแขนงทั้งในละคร ละครเพลง ภาพยนตร์ นาฏลีลา ฯลฯ รูปลักษณ์ของวงดนตรีแขนงนี้ จึงมิใช่สิ่งแปลกหน้าอีกต่อไป เพราะได้กลายมาเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมสากลที่สะท้อนถึงความเจริญงอกงามทางด้านรสนิยม จิตใจ และสติปัญญาของสังคมนั้นๆ 

หลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีวง ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในเงื่อนไขต่างๆ แตกต่างกันไป แต่ดูเหมือนการดำรงอยู่ของวงซิมโฟนีฯ โดยส่วนใหญ่ ยังห่างไกลจากวิถีชีวิตของผู้คน และมิได้แสดงบทบาททางวัฒนธรรมอย่างที่พึงเป็น ด้วยปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ซึ่งแม้กระทั่งผู้สันทัดกรณีหลายคนก็ยังไม่มีคำตอบว่าเหตุใด ทำวงมานานหลายสิบปี แต่ฐานคนฟังยังไม่ขยับเพิ่มไปจากเดิม 

ปัจจุบัน เรามีวงของกรมศิลปากร เป็นเสมือนวง ซิมโฟนี ออร์เคสตรา แห่งชาติ (National Symphony Orchestra) ทำหน้าที่ในงานพิธีกรรมเป็นส่วนใหญ่ เรามีวงซิมโฟนีในสังกัดของกองดุริยางค์ในหน่วยงานราชการทั้งหลาย ทว่า กิจกรรมดนตรีไม่น้อย เป็นไปเพื่อ “รับใช้นาย” เป็นสำคัญ ขณะที่วงดนตรีซิมโฟนีในสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดลฯ ต่างมีข้อจำกัดในบริบทที่แตกต่างกันไป

ในเวลาเดียวกัน สังคมไทยยังมีวงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่านักดนตรีที่มีใจรักในนามของภาคเอกชนอีกหลายวง ไม่ว่าจะเป็น โปร มิวสิกา ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากวง บางกอก ซิมโฟนี ออร์เคสตรา (บีเอสโอ) วงดนตรีอิบิคุส หรือล่าสุดที่มีการรวมตัวกันโดยเหล่านักดนตรีภาคเหนือว่า วงนอร์ทเธิร์น ซิมโฟนี เป็นต้น

แต่ถึงกระนั้น วงดนตรีซิมโฟนี ออร์เคสตรา ที่เรียกตัวเองอย่างเต็มปากว่าเป็นวงอาชีพ ที่สามารถคาดหวังในการดำรงอยู่ การพัฒนาผลงาน และสร้างเป้าหมายในระดับที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไปกลับมีความเป็นไปได้น้อยมาก

โมเดลหลักของซิมโฟนีฯ คือเงินบำรุง

อัจฉรา เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหาร วง ดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพฯ เผยว่า จากประสบการณ์ที่ร่วมอยู่กับวงดนตรีภาคเอกชนหนึ่งเดียววงนี้ตั้งแต่วันแรก จนถึงปีที่ 27 ในวันนี้ บอกได้ว่าคำเดียวว่า วงซิมโฟนี ออร์เคสตรา มีค่าใช้จ่ายที่สูง และยากแก่การดำรงอยู่ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่กิจกรรมดนตรีคลาสสิกยังอยู่ในแวดวงจำกัด

“โมเดลของบีเอสโอ เราทำภายใต้ร่มเงาของมูลนิธิฯ เรามีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าเราคือ Pioneer ไม่มีวงออร์เคสตราไหนในโลกที่จะอยู่ได้โดยไม่มี Subsidy (เงินบำรุง)”

ที่มาของเงินบำรุงในองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรอย่างมูลนิธิฯ นอกจากการบริจาคโดยผู้มองเห็นคุณค่าการดำรงอยู่ของวงซิมโฟนี ออร์เคสตรา แล้ว บีเอสโอ ยังเผชิญหน้ากับปัญหาว่าด้วยทัศนคติหลายๆ ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจผิดๆ ว่า ดนตรีคลาสสิกเป็นดนตรีที่ต้องปีนกะไดฟัง , ข้อจำกัดในเรื่องวัฒนธรรม ดนตรีคลาสสิกมิใช่วัฒนธรรมของคนในประเทศนี้ หรือแม้กระทั่งการบริจาคที่คนจำนวนไม่น้อย เลือกจะทำบุญกับวัดมากกว่าองค์กรทางวัฒนธรรม
 วันชัย ญาณอุบล ผู้จัดการทั่วไปของบีเอสโอ ตั้งข้อสังเกตว่า 

“คนที่จะบริจาคเงิน เพื่อเป็นการให้ทางวัฒนธรรมต้องเป็นคนมีสตางค์มาก เพราะสำหรับคนทั่วไป เขาไม่บริจาคในส่วนนี้ เพราะเขามีความเชื่อว่าทำบุญแล้วได้บุญ ก็จะเอาสตางค์ไปทำบุญ แต่การให้แบบนี้เหมือนการทำทาน เรายังแยกบุญกับทานออกจากกัน อันนี้คงยากที่จะให้มีคนมีสตางค์ชอบองค์กรไหน ก็ให้องค์กรนั้น อันนี้ยาก”

เช่นเดียวกันกับที่ อัจฉรา เสริมว่า ในสังคมไทยการให้เงินบริจาค ต้องเข้าหาแบบส่วนตัว ต้องมีสายสัมพันธ์หรือรู้จักกัน และบางครั้งยังเกี่ยวข้องกับหน้าตาของผู้บริจาคด้วย

ต้นทุนที่ (ไม่) มีใครมองเห็น

ความอลังการของวง ซิมโฟนี ออร์เคสตรา เป็นรูปธรรมที่ใครๆ สัมผัสได้ เมื่อนักดนตรีหลายสิบชีวิตอยู่บนเวทีเพื่อบรรเลงบทเพลงเดียวกัน แต่น้อยคนจะรับรู้ว่า กว่าจะเป็นวงออร์เคสตราที่มีมาตรฐานสูงนั้น มีราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อยเลยทีเดียว

รศ.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรี Thailand Philharmonic Orchestra (ทีพีโอ) เป็นผู้หนึ่งที่พยายามผลักดันให้วง ซิมโฟนี ออร์เคสตรา เป็นวงอาชีพ โดยมี ทีพีโอ เป็นวงแรกในรั้วสถาบันการศึกษา 

สุกรี เผยถึงตัวเลขค่าใช้จ่ายว่า ตั้งแต่ก่อตั้งทีพีโอมาร่วม 4 ปี ได้ใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วเกือบ 160 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 40 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้จากการจำหน่ายตั๋วเพียง 3-4 ล้านบาทเท่านั้น

“นักดนตรีในวงทีพีโอ คนหนึ่งเล่นครั้งหนึ่งได้ 1 หมื่นบาท เรามีโปรแกรมการแสดงที่แน่นอน เดือนหนึ่งเล่น 2 ครั้ง ก็ได้ 2 หมื่นบาท ถ้ามีบันทึกเสียง เขาได้อีก 1 หมื่นบาท เท่ากับ 3 หมื่น นี่ค่าเฉลี่ยนะ ส่วนพวกหัวหน้าเซ็คชั่น หัวหน้าวงได้มากกว่านี้  นี่คือรายได้ของเขา เมื่อเราจัดแสดงแน่นอน นี่คือเงินเดือน โดยเราจัดแสดงปีละ 40 ครั้ง

“ถ้านักดนตรี 80 คน ก็มีค่าใช้จ่ายเงินเดือนราว 2.4 ล้านบาทต่อเดือน ไหนจะค่าคอนดักเตอร์ โซโลอิสต์ รวมค่าน้ำไฟ ค่าเช่า ค่าบริหารจัดการ โซหุ้ยแล้วเดือนหนึ่ง 3.5 - 4 ล้านบาท เท่ากับต้องใช้เงินปีละ 48 ล้าน ปีหนึ่ง ผมทำ 10 เดือน ลบออก 8 ล้าน ก็ราว 40 ล้านต่อปี”

สุกรีกล่าวว่าทุกวันนี้ หากทางวิทยาลัยฯ มีนักเรียนนักศึกษาราว 1,200 คน จะมีรายได้จากการเก็บค่าเล่าเรียนราวปีละ 120 ล้านบาท ถ้าภาครัฐให้เงินสมทบอีกสัก 150 ล้านบาท เท่ากับเขามี 270 ล้านบาทที่ใช้ในการบริหาร

“เมื่อผมมีเงินก้อนนี้ ผมตัดไปทีพีโอ 40 ล้านยากมั้ย ตอบได้ว่าไม่ยาก ดังนั้น ตัวเลขไม่จำเป็นต้องบาลานซ์ แถมยังมีเงินบริจาคจากภาคเอกชนอีก เขาให้ด้วยระบบศรัทธา ทั้งสถาบันการศึกษา วัด โรงพยาบาล อยู่ได้เพราะศรัทธา ถามว่าศรัทธาเกิดจากอะไร เกิดจากผลงาน”

แม้รายจ่ายกับรายได้ไม่สมดุลกัน แต่สุกรีเห็นว่า เราต้องมองว่า เราทำอะไร เพื่ออะไร 

“ถามว่าการลงทุนเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง เราเป็นสถาบันการศึกษา เรามีหน้าที่สร้างจินตนาการ สร้างจิตวิญญาณ สร้างสติปัญญาให้เกิดขึ้นในสังคม สร้างความสวยความงาม ความไพเราะ ดังนั้น ต้นทุนที่เป็นเงิน เป็นการลงทุนหมด ถามว่ากำไรที่กลับมาของเรา ไม่ใช่เงินนะ เมื่อไหร่ที่คุณมองกำไรเป็นเงิน คุณเสร็จเลย”

กำไรของทีพีโอในมุมมองของนักการศึกษาดนตรีท่านนี้ คือ มีผู้ฟังเพลงมากขึ้น คนไทยมีรสนิยมมากขึ้น ขณะเดียวกัน วงทีพีโอ ซึ่งแม้จะเป็นวงในรูปแบบตะวันตก แต่ก็ทำหน้าที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยมากขึ้น ด้วยการหยิบเพลงไทยมาบรรเลงในสำเนียงร่วมสมัย

“ความพึงพอใจจากคนฟังก็วัดกันได้ คุณพอใจที่มาฟัง จะกี่คนก็แล้วแต่ ไม่ใช่จำนวนนะ คนที่มาฟังทุกคน ถ้าเขาไม่พอใจ เราควรจะเลิก เราทำแบบสอบถามทุกครั้ง หน้าที่ของทีพีโอคือห้องสมุด มหาวิทยาลัยคือห้องสมุด ถ้าคุณไปห้องสมุด แล้วไม่มีหนังสือเป็นความผิดมหาศาลของมหาวิทยาลัยนะ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยมีหนังสือเต็ม คนไม่มา เป็นความผิดของคน ทีพีโอทำหน้าที่ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ถ้าชาติไม่มีทีพีโอ ผมชาติเสียชาตินะ และอาจสิ้นชาติได้”

การดำรงอยู่ของ ทีพีโอ จึงแตกต่างจากวงซิมโฟนี ออร์เคสตรา วงอื่นๆ 

“คุณจะพึ่งใคร ถ้าไม่อยู่ในมหาวิทยาลัย คุณพึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้รึเปล่า จริงๆ แล้วควรเป็นหน้าที่เขา คุณไปบอกเขาได้มั้ยว่า หน้าที่คุณ ทำไมคุณไม่ทำ คุณไปบอกกรมศิลปากร ซึ่งเขามี National Symphony Orchestra ถามว่าเขามีมั้ย เขามี อยู่ที่ว่าเขาทำหรือไม่ทำ ทำแล้วควรเป็นเส้นทางที่จะเป็นหรือไม่เป็น หรือคุณมีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถามว่าคุณเป็นศูนย์วัฒนธรรมฯ หรือเป็นเศรษฐีบ้านเช่า ความเห็นผม คือเศรษฐีบ้านเช่า มีไว้ให้คนไปจัดงาน”
 
เหตุลที่ต้องเป็นวงอาชีพ

ที่ผ่านมา วงซิมโฟนี ออร์เคสตรา หลายวงดำรงอยู่ภายใต้ระบบราชการ มีวิถีทางการพัฒนาวงไปตามสภาพงานแบบราชการ ส่วนวงบีเอสโอเป็นการรวมตัวของนักดนตรีที่ต้องการนำเสนอผลงานดนตรี ภายใต้โครงสร้างการดำเนินงานแบบมูลนิธิ แต่ในกรณีของ ทีพีโอ สุกรีกลับเลือกจะสร้างความแตกต่าง

“กว่าจะมีออร์เคสตราสักวง ต้องตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่าทำไมถึงมี เพราะมหาวิทยาลัยไม่มีหน้าที่ทำวงออร์เคสตราอาชีพ แต่มีหน้าที่ทำวงออร์เคสตรานักเรียน แต่สาเหตุที่ผมต้องทำวงอาชีพ เพราะจากการวิเคราะห์ของผม จากความรู้ของผม พบว่าวงออร์เคสตราอาชีพของไทยไม่มี แต่คนทำหน้าที่เป็นนักดนตรีมีเยอะ ทำงานรับจ้าง แต่งานที่เป็นอาชีพไม่มี

“อาชีพแปลว่าอะไร แปลว่ามีเกียรติ เชื่อถือได้ เลี้ยงดูตัวเองได้ ถ้าเป็นอาชีพ หมายถึงสามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วยงานชิ้นนั้นชิ้นเดียว ถามว่านักดนตรีบ้านเรา มีใครบ้างที่มีรายได้แน่นอน คำตอบผมคือไม่มี เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว วิทยาลัยดนตรีที่สร้างขึ้น จะสร้างคนไปทำอะไร จะสร้างคนให้เป็นคนเร่ร่อนใช่มั้ย เป็นคนที่หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ อย่างนั้นใช่มั้ย โดยความเป็นจริงเป็นเช่นนั้น”

สุกรี เห็นว่าถ้าเราสร้างนักไวโอลินขึ้นมาสัก 100 คน คนเหล่านี้จะไปที่ไหน เช่นเดียวกันกับมุมมองของ วันชัย ผู้จัดการบีเอสโอ ที่เห็นว่า นักดนตรีบ้านเราสุดท้ายมักมีจุดลงเอยเหมือนกัน

“รัฐไม่ได้ส่งเสริมว่าคุณเรียนจบไปแล้ว จะทำงานตรงนี้ จะมี career path ที่ชัดเจน ก้าวหน้า ในวันนี้ที่บีเอสโอประสบปัญหานักดนตรีขาดบ้างเกินบ้าง แต่ในอนาคตเมื่อมีคนจบการศึกษาดนตรีมากๆ ทุกคนจะไปจบลงกับอาชีพสอนดนตรีตามบ้าน”

ด้วยเหตุนี้ การเกิดขึ้นของ ทีพีโอ จึงเป็นการเริ่มต้นแก้ปัญหาที่เกี่ยวพันกันตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าทุกปัญหาหนักหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหานักดนตรี ผู้นำ โปรแกรมการแสดง ผู้ชม และสปอนเซอร์ 

“เมื่อไม่มีวงดนตรีอาชีพ ก็ทำในโมเดลที่ว่า เป็นวงดนตรีอาชีพที่อยู่ในวิทยาลัยดนตรี” สุกรี กล่าว พร้อมขยายความว่า เขาเริ่มต้นจาก หนึ่ง -ให้นักดนตรีมีรายได้แน่นอน สอง-มีการซ้อมแน่นอน สาม-มีโปรแกรมการแสดงแน่นอน เพื่อคาดหวังว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น

“เมื่อ ทีพีโอ ตั้งขึ้น ผมก็ศึกษาวงดนตรีเก่าๆ ตั้งแต่ อิบิคุส โปรมิวสิกา บางกอกซิมโฟนี วงกรมศิลปากร วงดุริยางค์ทหารเรือฯ วงเหล่านั้นเป็นครูผมทั้งสิ้น ผมถือว่าเขามีความรู้มากมายมหาศาล เขาผ่านความสำเร็จ ความยากลำบากมา เมื่อเจอว่าเขามีปัญหาอะไร เช่น นักดนตรีไม่มีที่ซ้อม นักดนตรีไม่มีเครื่องมือ นักดนตรีไม่มีรายได้ไม่พอ โปรแกรมไม่พัฒนาวง เล่นทีไรก็เพลงเก่า ยังไม่ไปถึงไหน ... ถามว่าเราไปไกลมั้ย ตอบได้ว่า เราไปไม่ไกลเท่าไหร่”

ทัศนคติเปลี่ยน อนาคตเปลี่ยน

อัจฉรา ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่มีผู้คนให้ความสนใจไปชมการแสดงดนตรีเชิงพาณิชย์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น การแสดงของร็อคสตาร์อย่าง ร้อด สจ๊วร์ท แต่แวดวงดนตรีคลาสสิกไทยกลับไม่ขยายตัวไปกว่าที่เคยเป็นนัก

“ตั้งแต่เล็ก พ่อแม่ของประเทศเราไม่เคยพาลูกไปดูคอนเสิร์ตดีๆ  หรือไป museum ไม่มีกิจกรรมอะไรที่เป็น public นอกจากช้อปปิ้ง กับกินอาหาร ต่อให้ห้องสมุด จะมีสักกี่คนไปค้นคว้า มันไม่ใช่วัฒนธรรม

“เราไม่มีคนดู คุณคิดดู เราพัฒนามา 27 ปี คนดูที่ดูเราสม่ำเสมอมีไม่เกิน 500 คน ต่อให้คุณพัฒนาไปอีกแค่ไหนก็ตาม ในโลกของความเป็นจริง ต่อให้มีคอนเสิร์ตเล่นทุกวัน แต่คนดูก็กลุ่มแค่นี้... มันไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา ที่คนจะไปดูคอนเสิร์ต(คลาสสิก)เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสันทนาการ นี่คือบทสรุปง่าย ๆ”

วิทยา ตุมรสุนทร หนึ่งในกรรมการบริหาร บีเอสโอ ชี้ว่าการเปลี่ยนทัศนคติ หรือการสร้างคนฟัง (Audience Development) เป็นกุญแจสำคัญ แต่นั่นหมายถึงการใช้ระยะเวลาอีกยาวนานกว่าจะสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในคนรุ่นถัดไป 

“เหนืออื่นใด การนำเสนองานของบีเอสโอสู่สังคมไทยในวันนี้ คือการทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด”

ขณะที่ ทีพีโอ ซึ่งมีการแสดงเดือนละ 2 ครั้ง และมีสถานที่ตั้งอยู่ไกลถึงศาลายา นครปฐม แต่ผู้บริหารอย่างสุกรี สะท้อนความเชื่อมั่นเสมอว่า หากเป็นของดี ถึงอยู่ไกลก็ต้องมีคนมาดู

“วันก่อน มีฝรั่งเหมารถจากพัทยามาดู เราเคยคิดว่ามันไกล สิ่งเหล่านี้เป็นคำตอบ เป็นดัชนีบ่งชี้ว่า ประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น การมีวงซิมโฟนี ออร์เคสตรา มีวงดนตรีดี คนเขาเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของความเจริญ เป็นความอบอุ่น เป็นความภูมิใจ ยิ่งเราสามารถทำดนตรีของเราขึ้นมา เราไม่ได้เล่น บาค โมสาร์ท เบโธเฟนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน เราทำลาวดาวอังคาร ลาวดวงอาทิตย์ คือโลกของอนาคตให้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ต่างหากเป็นราคาที่คุ้มค่า” ผู้บริหารวงดนตรีอาชีพในรั้วสถาบันกล่าวปิดท้าย

  • ข้อมูลทั่วไปในการบริหารจัดการวงฯ

ขนาด : วงดุริยางค์ซิมโฟนี (Symphony Orchestra)

จำนวนสมาชิก : ประมาณ 80 คน

ความถี่ในการแสดง : 2 ครั้ง

ค่าตอบแทนนักดนตรีต่อการแสดงหนึ่งครั้ง : เฉลี่ย 1-3 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง

ค่าใช้จ่ายนักดนตรีต่อเดือน : 2.4 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน : 4 ล้านบาท

รายได้จากการขายตั๋ว : น้อยมาก

กำไร-ขาดทุน : มีกำไรด้านอื่น ที่ไม่สามารถแสดงเป็นตัวเลข เป็นเรื่องของคุณค่าทางจิตใจ

Tags : วงดุริยางค์ซิมโฟนี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

อยากโดนจั งง

-///-

ความคิดเห็นที่ 2

อยากมีธุรกิจส่วนตัวไหม ???
อดีต นักศึกษา ปี 1 ขอตังค์พ่อแม่ใช้
ปัจจุบัน นักศึกษา ปี 2 ร าย ได้ 3 หมื่น กว่า / เดือน
อดีต พนักงานบริษัทฯ ร า ยได้ หมื่นเศษ
ปัจจุบัน รายได้ 1.5 แสน / เดือน
อดีต นักศึกษา ปี 4
ปัจจุบัน 12 ปียังไม่จบ ร าย ได้ 5 แสน / เดือน
คุณหละอยากมีธุรกิจส่วนตัวไหม ???
สนใจดูที่ http://bestjob.321.cn/

http://slinq.net/2466

ความคิดเห็นที่ 1

อ่านแล้วรู้สึกเห็นใจกับผู้บริหารวงดนตรี และ นักดนตรี เพราะคำว่าอาชีพ อย่างที่คุณสุกรีกล่าวคือ ต้องเลี้ยงชีพได้ แต่เมืองไทยเรา ไม่เป็นอย่างงั้นอย่างที่บอกว่ามันไม่ใช่วัฒนธรรมเรา แต่ก็เอาใจช่วยคุณสุกรีที่พยามสร้างวงดนตรีอาชีพนี้ขึ้นมาแม้อยู่ในเงาของสถาบันการศึกษาก็ตาม
ตอนนี้ผมเรียนหนังสือในมหาลัยอยู่ที่เมืองซานต์ปีเตอร์บูร์ก ประเทศรัสเซีย ได้รับรู้ถึงความแตกต่างตรงนี้จริงๆ คือ ที่นี่ เขาจะมี มิวเซียม มีโรงละคร มีโรงแสดงดนตรี มากมาย มีทั้งเป็นของรัฐ มีทั้งเป็นของเอกชน มีทั้งอยู่ตามตึกแถว และมีนักเรียนต่างชาติมาเรียนไวโอลิน เปียนโน ศิลปะ มากมาย และเมืองนี้เป็นเมืองที่(นักเรียนต่างชาติคนหนึ่งบอกผม)เป็นที่หนึ่งทางด้านศิลปะและดนตรี เราจะพบเห็นป้ายโฆษณาการแสดงละคร หรือดนตรี เต็มทั่วทั้งเมืองไม่ว่าจะเป็นป้ายรถเมย์ รถใต้ดิน รถราง หรือแม้แต่ในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารอื่นๆ ซึ่งการแสดงจะมีทุกวัน ทุกเดือน ตลอดทั้งปี
ราคาค่าชมอยู่ที่ 300-3000 บาท แต่ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาราคาจะถูกมากเช่น 150 บาท และระยะเวลาแสดง จะประมาณ 2-3 ชั่วโมง และส่วนใหญ่จะมี 1 รอบต่อวัน เวลาประมาณ 19:00 แต่ถ้าเป็นเสาอาทิตย์ จะมีรอบ บ่ายสามโมงด้วย
การเสนอผลงานมีหลากลายทั้งที่เป็น โอเปร่า ละครคลาสสิค ละครตลก ละครแฟนตาซี ละครทางประวัติศาสตร์ บัลเล่ หรือ ดนตรีทั้งที่เป็นวงออเคสตร้า หรือ แสดงเดี่ยวเช่นเปียนโน หรือ วงไวโอลินก็มีมีการแสดงทุกวัน ส่วนวงดนตรีเชิงเพิงณิชย์สมัยใหม่ เช่นพวกเพลงปอป ร้อค ก็มีเช่นกันแต่จะไปแสดงที่สนามกีฬาซึ่งนานๆทีจะมาเปิดแสดง
เราจะพบเห็นคนหนุ่มสาว หรือคนทั่วทั้งแก่ทั้งหนุ่มเข้าไปชมกันเป็นเรื่องปกติ หรือ ครูจะถามผมว่าเธอไปดูละครเรื่องนี้หรือยัง เธอไปฟีลาโมเลีย(โรงแสดงดนตรี) ตรงนั้นหรือยัง หรือ เราจะได้ยินคนในรถใต้ดินรับโทรศัพท์มือถือว่า...."การแสดงเริ่มกี่โมงนะ เออ...ไปเจอกันตรงนั้น" หรือเห็นคนหนุ่มสาว แบกเป้ใบใหญ่(ซึ่งเป็นกระเป๋าบรรยุไวโอลิน หรือ เชลโล)บ่อยมาก
ทีแรกก็คิดเหมือนกันว่ามันไม่ใช่วัฒธรรมของเรา และ คนไทยเคยชินกับการไปดูคอนเสิร์ตเชิงพาณิชย์เสียมากกว่า เช่นพวก ลานเจดสีคอนเสิร์ต หรือ ตอนนี้ก้ต้องที่ เอมบีเคฮอล กับวงนักร้อง ที่ไม่ใช่นักดนตรี ไสตล์พิมพ์นิยม หน้าขาวๆซีดๆ ตาตี๋ๆเสียมากกว่า แต่พอมาอยุ่เมืองนี้บรรยากาศมันพาไปคือ ตึกสวย ถนนเป็นระเบียบ อากาศหนาวมาก(-20) และหน้าร้อนก็ไม่ร้อน ทำให้การเดินเล่นในเมืองมีความสุข และมิวเสียมก็เยอะและสวยเสียจน อดใจไม่ไหวจะต้องเข้าไปดู และไกล้ๆกันก็มีโรงแสดงดนตรี ราคาก็ไม่แพง ก็เลยต้องเข้าไปดูไปฟัง มันอิ่มเอมหัวใจ ออกมาแล้วแฮปปี้ รู้สึกว่าอยู่เมืองนี้น่าอยู่ขึ้น ทำให้การต่อสู้ดินรน(เรียนหนังสือที่นี่)ลดความโหดร้ายลง...และรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่บรรโลงจิตใจเราดีมาก มากกว่าเสาอาทิตย์ไปเดินห้างซึ่งไม่ได้ความรู้หรือการยกระดับจิตใจกลับมา มีแต่เสียเงินอย่างเดียว
เลยคิดว่าถ้ากลับไปเมืองไทยจะลองไปฟังของ บางกองซิมโฟนี กับ ทีพีโอดูเหมือนกัน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า