กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style

วันที่ 5 มีนาคม 2552 00:10

ระวัง! ไม่มีแผ่นดินจะอยู่

ไม่ได้ขู่ แต่หายไปจริงๆ สำหรับแผ่นดินริมฝั่งทะเลอ่าวไทย จากปรากฏการณ์น้ำเซาะชายฝั่ง กลืนหาดหายนับสิบเมตรต่อปี

"ระวัง ไม่มีแผ่นดินจะอยู่" ฟังทีแรก อาจตกใจนึกว่าใคร (ขาใหญ่ๆ) มาขู่ 

แต่สำหรับคนริมฝั่งอ่าวไทยกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ผืนน้ำรุกคืบ ค่อยๆ กลืนชายฝั่งไปปีละ 10 เมตรนั้น ...พวกเขารู้ดีว่าไม่ได้มาแค่คำขู่ แต่จะสู้กับมันอย่างไรต่างหาก คือสิ่งที่ 'ชาวบ้านบ่อโชน' นอนก่ายหน้าผากคิดอยู่ทุกคืน 

"แต่ก่อน ผมเคยมาคอยพ่อกลับจากเลที่หน้าหาดแห่งนี้ทุกวัน เพื่อเตรียมขนกุ้ง หอย ปู ปลาที่หามาได้เต็มลำเรือก่อนแวะขายชาวบ้านที่ตลาด บางส่วนเอาไปฝากแม่ทำกับข้าวที่บ้าน แต่วันนี้ อย่าว่าแต่หาดสีขาวให้เด็กๆ วิ่งเล่นเลย จะเอาเรือขึ้นเทียบผืนทรายยังเป็นเรื่องยาก"น้ำเสียงผ่านสำเนียงเปื้อนทองแดงของ 'บังหมาน' หรือ ดลรอหมาน โต๊ะกาหวี ชาวเลรุ่นใหญ่วัย 38 แห่งบ้านบ่อโชน ผู้รั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.7 ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ย้อนภาพวันวานของหาดสะกอมให้ฟัง  

'หาดสะกอม' หลายจุดในพื้นที่ ม.7 ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เคยมีอดีตอันสวยงามเสียงตามเสียงร่ำลือของคนละแวกนี้ว่ายามตะวันสาดแสงโลมเล้า ผืนทรายแห่งนี้จะส่องประกายระยับแสงดุจมีอัญมณีวางเรียงรายวาวแสงอยู่เต็มไปทั่วผืนหาด

แต่ในห้วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา 'หาดสะกอม' ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกหรืออ่าวไทย เผชิญหน้ากับปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง 

แผ่นน้ำที่เคยใสดุจแผ่นกระจกกลับกลายเป็นสีขุ่นเข้มหลังจากเกลียวคลื่นบริเวณหาดสะกอมทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงหน้ามรสุมกองทัพคลื่นที่มากับความสูง 2-4 เมตรถาโถมเข้าใส่อย่างไม่มีปรานี  

วันนี้ผืนแผ่นดินบ้านบ่อโชน ม.7 ต.สะกอม รวม 2 ไร่ ถูกน้ำทะเลกัดเซาะไปอย่างรวดเร็วเพียงในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี ส่งผลให้ชาวบ้านนับร้อยหลังคาเรือนที่ยึดอาชีพประมง ได้รู้ซึ้งถึงฤทธิ์เดชของ 'ทะเลคลั่ง' เป็นอย่างดี และต้องพบอีกว่า สัตว์น้ำนานาชนิดที่เคยสมบูรณ์กลับหายไป จำต้องพาเรือคู่ชีพออกไปไกลจากทะเลที่คุ้นเคยเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง 

'หาดสะกอม' เป็นเพียงส่วนหนึ่งในภาพรวมของวิกฤตคลื่นกัดเซาะชายทะเลฝั่งตะวันออกที่เกิดขึ้นกับคนฝั่งอ่าวไทย เพราะนาทีนี้จะมีใครล่วงรู้บ้างว่ามหันตภัยเงียบที่มากับเกลียวคลื่นได้แอบกัดเซาะพื้นที่ชายทะเลฝั่งตะวันออกของไทย จนนักวิชาการบางคนมองว่าสถานการณ์เดินเข้าสู่ขั้น 'วิกฤต' แล้วถึง 3 จุด นั่นคือ 'อ่าวไทยตอนใน' ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี-จ.สมุทรปราการ 'อ่าวไทยตอนบน' ตั้งแต่นครศรีธรรมราช-ชุมพรและ 'อ่าวไทยตอนล่าง' ตั้งแต่นราธิวาส-สงขลา 

โดยเฉพาะฝั่ง 'อ่าวไทยตอนล่าง' ถือว่าเป็นจุดที่มีปัญหาการกัดเซาะรุนแรงมากที่สุด หลังมีการสำรวจพบว่า 'แหลมตะลุมพุก' ในบางจุดสามารถวัดระดับการกัดเซาะได้ถึง 10 เมตร/ปี เมื่อเทียบเคียงกับตัวเลขเดิมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)พบการกัดเซาะบริเวณเดียวกัน คือ 5 เมตรต่อปีเท่านั้น

หาดทรายที่หายไป 

ดลรอหมาน โต๊ะกาหวี ชี้ไปยังบริเวณชายหาดที่เต็มไปด้วยซากและเศษไม้ขนาดเขื่อง ระเกะระกะเต็มหาด แถมผืนทรายที่เคยคั่นกลางระหว่างทะเลกับแผ่นดิน ก็เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

"คลื่นที่นี่รุนแรงผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนโดยเฉพาะในช่วงหน้ามรสุม โหมใส่ฝั่งอย่างคนบ้าคลั่ง 4-5 ปีที่ผ่านมามันกัดเซาะชายฝั่งเข้าหาแผ่นดินมากขึ้นทุกทีจนในที่สุดศาลาริมหาด หมู่ 6 บ้านโคกสัก ก็ถูกคลื่นกลืนหายไปเมื่อไม่นานมานี้"บังหมาน คิดถึงอดีตแหล่งพักผ่อน  

ลูกน้ำเค็มแห่งทะเลสะกอม บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่าเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่ชาวบ้านและคนที่อาศัยริมฝั่ง มักคล้อยตามคำกล่าวอ้างว่าเป็นผลพวงหนึ่งของ 'โลกร้อน' 

แต่ 'บังหมาน' กลับมีมุมมองที่สวนทาง 

"โลกร้อนคงไม่ทำให้วิถีชายฝั่งสาหัสอย่างนี้หรอก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพของชายฝั่งด้วยวิธีต่างๆ เช่น เขื่อนกันคลื่น เขื่อนกันทรายและคลื่น และคันดักทราย สิ่งเหล่านี้อาจจะขัดขวางกระแสน้ำและการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสมดุลชายฝั่ง แต่นั่นเป็นเพียงความคิดของผม ต้นตอที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ผมก็ไม่รู้ แต่สำหรับผม รู้เพียงว่าเรากำลังจะเสียแผ่นดินไปหากไม่เร่งแก้ไข" ชายผิวคล้ำ ใบหน้ากร้านแดด เสนอมุมมอง  

บังหมาน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนคลายปมผ้าขาวม้าผืนเก่าที่คาดเอวพร้อมเอ่ยอย่างอ่อนเนือยว่า ผืนหาดกำลังจะไม่เหลือให้เห็น ผืนดินถูกกัดเซาะมากขึ้น แถมปู ปลา ก็หายากขึ้นทุกที ทุกวันต้องถ่อเรือออกไปไกล กว่าจะได้เงินก็เหนื่อยยาก 

"วันนี้จึงพูดได้เต็มปากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราลำบากทั้งเรื่องคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ เพราะแม้แต่จะจอดเรือริมหาดวันนี้ก็ยังยากเพราะเหลือแต่ตลิ่ง ผืนทรายให้เทียบฝั่งแทบไม่มีแล้ว"  

ด้าน สาลี มะประสิทธิ์ เฒ่าทะเล แห่งบ้านโคกสัก ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ ผู้เลี้ยงชีพจากการอาศัยเก็บ  'หอยเสียบ' และ 'รุนกุ้งเคย' ขาย ก็ผูกพันกับหาดสะกอมไม่แพ้บังหมาน  

"ชายหาดไม่ได้โอบอุ้มแค่ชีวิตผมเท่านั้น แต่เคยเลี้ยงดูปู่ ย่า ตา ยาย มาหลายชั่วอายุคน ไม่คิดว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น"  ร่องรอยบนฝ่ามือบ่งบอกประสบการณ์ของพรานทะเลวัยดึกได้เป็นอย่างดี แต่วันนี้เจ้าตัวจำต้องวางคันท้ายเรือ และเครื่องประมงลงชั่วคราว 

ดวงตาที่มีน้ำใสๆ เอ่ออยู่เต็มเบ้าของสาลี เหม่อมองออกไปยังผืนน้ำที่คลื่นบุกกระทบฝั่งอย่างไม่ขาดสาย...ก่อนริมฝีปากอันแห้งผากจะขยับอีกครั้ง  

"เดิมทีชายหาดสะกอมมีทรายละเอียด งดงาม สงบสุข อากาศดีตลอดทั้งปี และที่สำคัญเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน" สาลีปาดน้ำตา ก่อนจะยอมรับว่า ความเปลี่ยนแปลงคงไม่หยุดแค่นี้แน่ ถ้ายังไม่มีใครใส่ใจช่วยเหลืออย่างจริงจัง 

เฒ่าทะเลคนเดิม ชวนผู้มาเยือนเดินสืบเท้าไปตามขอบตลิ่งที่ถูกคลื่นกัดเซาะจนยับเยิน พลางเตือนให้ระวังผิวดินริมน้ำจะทรุดตัวลงเพราะเบื้องล่างแทบไม่มีชั้นดินรองรับน้ำหนักที่กดทับลงไปได้อีก เนื่องจากถูกกัดเซาะจนเป็นโพรงลึก

แหลมตะลุมพุก เจ็บหนัก 

จากข้อมูลงานวิจัยหัวข้อ "อิทธิพลของคลื่นและการเคลื่อนที่ตะกอนแนวชายฝั่งที่มีผลต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเลในอนาคต บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช" สะท้อนถึงวิกฤตชายฝั่งที่น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ หลังพบว่า ในอีก 50 ปีช้างหน้า ชายฝั่งทะเลปากพนัง และแหลมตะลุมพุก จะถูกน้ำทะเลกัดเซาะทำให้แผ่นดินหายไปประมาณ 16 กิโลเมตร 

ในช่วง พ.ศ. 2526- 2546 มีการเปลี่ยนทิศทางและความเร็วของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ กับ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อสำรวจความเร็วลมและทิศทางกระแสน้ำเปรียบเทียบระหว่างปี 2543 กับ 2546 พบว่าที่ปากพนัง ในปี 2543 มีความเร็วลม 0.006 เมตรต่อวินาที และทิศทางกระแสน้ำ 193 องศาจากทิศเหนือ แต่ในปี 2546 พบว่าความเร็วลมเพิ่มเป็น 0.025 เมตรต่อวินาที ขณะที่ทิศทางกระแสน้ำกลายเป็น 88 องศาจากทิศเหนือ ทำให้ปริมาณตะกอนพื้นท้องทะเลเคลื่อนที่อย่างรุนแรง 

สุนีย์ ทองแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต . แหลมตะลุมพุก อ . ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ยอมรับว่าตลอดชีวิต 68 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์พายุ 'แฮเรียต' ถล่มแหลมตะลุมพุก ในปี 2505 คือ 'ฝันร้าย' ที่สุดในชีวิตและมหันตภัยครั้งนั้นได้ฝากบาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไว้กับคนเมืองคอนจำนวนไม่น้อย 

ความสูญเสียครั้งนั้นแม้จะดูรุนแรงกวาดต้อนทุกอย่างจนราบคาบ เเต่อย่างน้อยแฮเรียตก็ยังปรานี เหลือแผ่นดินให้ผู้คนได้ก่อร่างสร้างตัวใหม่อีกครั้ง

"ผมเกิดและเติบโตและอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต เห็นชายหาดแหลมตะลุมพุกเหยียดยาวลงไปในทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา แต่วันนี้ผืนหาดที่หมู่บ้านผมเหลือเพียง 15 เมตรเมื่อวัดจากตลิ่งถึงทะเล ซึ่งหาดทรายตรงนี้หายไปจากพิษคลื่นกัดเซาะไม่น้อยกว่า 1,500 เมตร ดังนั้น ถ้าปัญหานี้ยังไม่มีการแก้ไขแหลมตะลุมพุกอาจหายไปจากแผนที่ในอีก 30 ปี คงไม่ใช่เรื่องที่พูดเกินจริง" น้ำเสียงเข้มของผู้ใหญ่สุนีย์ 

เขาฉายภาพความรุนแรงจากปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่เดือนว่า หน้ามรสุมชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 และหมู่ 3 ร่วม 200 ครัวเรือน ต้องอพยพหอบที่นอนหมอนมุ้งไปพำนักที่อื่นชั่วคราว เพราะน้ำทะเลบุกมาถึงประตูบ้าน แม้แต่ต้นมะพร้าวยังไม่ต้านไม่ไหว หักโค่นลงกันระเนระนาด ชาวประมงก็ต้องลากเรือไปจอดบนถนนคอนกรีต 

"หน้ามรสุมชาวบ้านต้องอพยพไปอาศัยกับญาติพี่น้องที่ปากพนัง ซึ่งไกลจากที่เดิมราว 20 กิโลเมตร รอจนกว่าคลื่นลมทะเลสงบ หรือหมดช่วงมรสุมเราก็จะกลับมาอีกครั้ง" สุนีย์ เล่าวัฏจักรชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมทิ้งปมชวนคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างจาก 'ธรรมชาติลงโทษ' เพราะเชื่อว่ามนุษย์ไปรังแกเขาก่อน

มนุษย์รุกล้ำทะเลก่อน 

ในมุมมอง ผศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซด์ 'เครือข่ายเฝ้าระวังรักษาชายหาด' หรือ Beach Watch Network (BWNTHAI) หลังจากติดตาม ศึกษาความเคลื่อนไหวมานานนับสิบปี เขาพบข้อมูลบางอย่างว่า 'น้ำมือมนุษย์' คือสาเหตุหลักของการกัดเซาะชายฝั่ง  โดยเฉพาะการพัฒนาเมือง ทั้งการสร้างถนนและสาธารณูปโภคล่วงล้ำแนวชายฝั่ง 

"ส่วนปัจจัยทางธรรมชาติเป็นเหตุผลรองลงไปเท่านั้น" ผศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบายต่อว่า "โครงสร้างชายฝั่งอาจแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ คือ โครงสร้างยื่นออกจากชายฝั่ง เช่น เขื่อนกันทราย กลุ่มที่สองโครงสร้างอยู่นอกชายฝั่ง เช่น เขื่อนกันคลื่น และสุดท้ายโครงสร้างริมฝั่ง เช่น กำแพงตลิ่ง โครงสร้างเหล่านี้ ทำให้ชายฝั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง จากการกัดเซาะของคลื่นได้เช่นเดียวกัน"  

เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพของชายฝั่งด้วยวิธีต่างๆ อาทิ เขื่อนกันคลื่น เขื่อนกันทรายและคลื่น และคันดักทราย หรือ 'รอ' อาจจะขัดขวางกระแสน้ำและการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสมดุลพลวัต ทำให้ชายฝั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างใหม่ที่ไม่พึงประสงค์ สิ่งก่อสร้างชายฝั่งทำให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการของชายฝั่ง คือเปลี่ยนแปลงพลังงานและทิศทางคลื่นที่เข้าสู่ฝั่ง ตลอดจนเปลี่ยนแปลงอัตราและกระบวนการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง 

นอกจากนี้การสร้างเขื่อนในแม่น้ำจะกีดขวางการไหลของตะกอนลงสู่ ทะเล ทำให้ชายฝั่งจะขาดแคลนตะกอนทราย ที่มาหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ความยาวชายฝั่งจึงค่อยๆ หดสั้นลง และในที่สุดคลื่นก็สามารถเข้าถึงฝั่งและกัดเซาะ

"มีพื้นที่ ที่เป็นที่ทำกินและแหล่งที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมทั้งระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนนได้รับความเสียหายมากมาย ถ้าประเมินมูลค่าความเสียที่เกิดขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท"

ธรรมชาติรักษาสมดุลตัวเองเสมอ 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์ บอกว่า ชายฝั่งจัดเป็นเขตน้ำตื้นที่คลื่นสามารถส่งผลกระทบต่อท้องทะเลได้ ทำให้ตะกอนพื้นทะเลฟุ้งกระจายและเคลื่อนย้าย กระแสน้ำที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของคลื่นและลมที่กระทำต่อชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชายฝั่งอยู่ในสภาวะ 'สมดุลพลวัต' (dynamic equilibrium) หมายถึงสมดุลบนความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในการพิจารณาเสถียรภาพของแนวชายฝั่งจึงต้องมองภาพโดยเฉลี่ย เช่น ต่อฤดูกาลหรือต่อปี เพื่อดูว่าแนวชายฝั่งยังคงเดิมหรือไม่ 

สำหรับส่วนประกอบที่สำคัญของชายฝั่ง คือ 'สันทรายริมหาด' ซึ่งไม่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากคลื่น ส่วน 'ชายหาด' ซึ่งเป็นบริเวณที่คลื่นไถลขึ้นไปถึง และส่วนที่เป็น 'ชายฝั่ง' ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นับจากคลื่นเริ่มแตก โดยอาจมีสันดอนทรายใต้น้ำทอดตัวขนานกับแนวชายฝั่งเป็นแนวยาว ในห้วงฤดูมรสุมคลื่นลมแรงจะกัดเซาะชายหาดออกไปเป็นแนวตรงดิ่ง ทรายจะถูกคลื่นหอบออกสู่ทะเลกลายเป็นสันดอนใต้น้ำ แต่เมื่อลมสงบคลื่นที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'เดิ่ง' จะพัดพาทรายกลับเข้าหาฝั่งอย่างช้าๆ และก่อตัวเป็นชายหาดดังเดิม 

การพังทลายของชายฝั่ง นับเป็นปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเผชิญอยู่ ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างของชายหาดอันไม่พึงประสงค์ จะต้องได้รับการศึกษาไว้ก่อนที่จะก่อสร้างโครงสร้างชายฝั่งใดๆ โดยเฉพาะชายฝั่งจังหวัดปัตตานี - สงขลา - นครศรีธรรมราช ที่มีหาดทรายชายฝั่งเป็นแนวยาวและตรง ซึ่งอ่อนไหวต่อการกระทำของมนุษย์ 

หนทางหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาบาดแผลริมฝั่งทะเลอ่าวไทยได้ในมุมมองและประสบการณ์ของ ผศ.ดร.สมบูรณ์ คือ เพิ่มเสถียรภาพให้ชายฝั่ง ด้วยการเพิ่มทรายในบริเวณที่มีปัญหา อาจเป็นการเติมทรายชายหาด และ การถ่ายเททราย จากบริเวณที่มีทรายสะสมไว้ 

"เหมือนกับการรักษาให้ถูกโรค ก่อนที่เราจะไม่เหลือชายหาดสวยๆ อีกต่อไป" ผศ.ดร.สมบูรณ์ ทิ้งไว้ให้คิด 

Tags : หาดสะกอม สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12

Asian Global Ventures (Thailand) Company Limited 128/148, 14th Floor, Payathai Plaza, Payathai Road, Kwang Thung-Payathai, Khet Rajthavee, Bangkok 10400 Telephone: ( 66)-2-214-6336 Fax: ( 66)-2-214-6337

ให้เช่า Serviced Office ตึกพญาไทพลาซ่า ตรงสถานีบีทีเอสพญาไท มีหน้าต่างในห้อง และไม่มีหน้าต่างในห้อง

รายละเอียดเพิ่มเติม: พื้นที่สำนักงานให้เช่า ตึกพญาไทพลา ซ่า ขนาด 25 ตรม ติด BTS พญาไท

ราคาค่าเช่า (ผุ้เช่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มต่างหาก)

รวม อุปกรณ์สำนักงาน ใหม่ยกชุด โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บเอกสาร

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 3 เม็ค 3สาย

โทรศัพท์สายตรง 2 สาย

ค่าน้ำดื่ม (น้ำร้อน น้ำเย็น)

ค่าแม่บ้านทำความสะอาด

สิ่ง แวดล้อม ออฟฟิศอยู่ริมถนนใหญ่ ติด รถไฟ ฟ้า BTS พญาไท และ แอร์พอร์ต ลิ้งค์ไปสุวรรณภูมิ มีิอาหารกินตลอดทั้งวัน ทั้งคืน เดินทางสะดวก รายล้อมไปด้วย คอนโด และโรงแรม


Serviced Office for Rent locate in the heart of city like Payathai

Window Rooms are Available

rental includes furniture

Hi-speed ADSL internet

2 direct telephone lines

all utilities for the room paid

office room cleaning, maintenance, and etc.
For more information please contact
Tel: 022146336, 0863346036, Fax: 022146337

ความคิดเห็นที่ 11

ระวังนะ มีคนออกมาเตือนแล้ว ถ้าไม่เชื่อฟังไม่ทำตาม ระวังจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ มีตัวอย่างให้เห็นมาหลายปีแล้ว เบื้องบนยิ่งใหญ่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์อันต่ำต้อยได้ ไม่ว่าคุณจะเป้นใคร ผิด-ถูก สามารถไม่มีแผ่นจะอยู่ได้ด้วย อย่าลืมบนบานศาลกล่าวเทวดาฟ้าดิน อย่าลบหลู่ประมาณนั้น ฮ่าฮ่าฮ่า

ความคิดเห็นที่ 10

คาร์ฟูของถูกกว่าโลตัสเยอะ ขนาดไปรอลูกที่ซีคอนยังไม่ลงไปเหยีบโลตัสเลยยอมขับรถย้อนมาซื้อของที่คาร์ฟูดีกว่า ใครไม่เชื่อไปเทียบราคาดูได้

ความคิดเห็นที่ 9

ห้างคาร์ฟูร์ นี่นอกจากจะเอาเปรียบผู้ค้า และลูกค้า จนไม่น่าคบหาด้วยแล้ว ต่างจาก Tesco Lotus
ที่ดีกับผู้ค้า และ ลูกค้า แล้วผู้บริหารคาร์ฟูร์ยังมีพฤติกรรมที่ไม่มีสมบัติผู้ดีอีก ไม่ทราบว่ารู้จักไหมสมบัติผู้ดี
ถ้าไม่รู้จัก จะได้ส่งหนังสือสมบัติผู้ดีไปให้ต้มกิน ยำกิน เปิดเพลงและโฆษณารบกวนลูกค้าตัวเอง ที่อยู่รอบๆห้างคาร์ฟูร์รัชดา
ทั้งกลางวันกลางคืนถึงห้าทุ่ม ช่วงไหนจัดงานบ้าบอ ยิ่งหนวกหูไปถึงตี 1 เอาเปรียบแม้กระทั่งลูกค้าที่ซื้อของตัวเอง
ไม่คิดว่าใครจะหนวกหูบ้าง รอบๆคาร์ฟูร์รัชดานี่ มีทั้งบ้าน อพาร์ทเมนท์ ชาวบ้านแถวนี่เค้าหนวกหูกันหมด
คนจะหลับจะนอน จะกลางวัน หรือ กลางคืน หนวกหูทุกเวลา ไม่ทราบว่า นายฝรั่งที่เป็นขี้ข้าไม่ได้สั่งสอนหรอ
ว่างๆจะส่งหนังสือสมบัติผู้ดีไปให้ นายฝรั่งของแกอ่านด้วย

ความคิดเห็นที่ 8

ถึง คห 7 อย่าไปคิดให้เสียอารมณ์เลย พวกเห่าและหอน ยังไงก็เห่าหอนไปวัน ๆ สาระหามีไม่ คุณจะไปถือสาอะไรกับพวกนี้ มันเห่ามาก ๆ สมองมันก็มีแต่เรื่องเห่า ๆ หอน ๆ เดี๋ยวสมองมันก็ฝ่อไปเอง อ่านไปก็สมเพชและสงสาร พวกเห่าหอนอ่ะนะ มันก็เป็นการประจานตัวมันเองทั้งสิ้น ว่า วุฒิทางปัญญามีมากหรือมีน้อย เอิ๊ก ๆ ๆ เอวังด้วยประการฉะนี้ จบข่าว./

ความคิดเห็นที่ 7

พวกโง่เง่า มีอคติ เอะอะ เรื่องอะไรก้อเอาไปด่ารัฐบาล ที่ทะเลมันเซาะมาเรื่อย เป็นเรื่องธรรมชาติ เนื่องจากโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลก้อเพิ่มขึ้น อีกทั้งปรากฏการณ์เอลนินโญ่ และ ลานินญ่า ก้อมีผลทำให้อากาศแปรปรวนมาก อุณหภูมิก้อเปลี่ยนแปลงเร็ว เมื่อเกิดสองอย่างนี้ทำให้ความกดอากาศแปรปรวนตามไปด้วย ส่งผลให้ลมผิวทะเลมีความเร็วเพิ่มขึ้น คลื่นก้อแรงขึ้น เป็นเรื่องธรรมชาติ และธรรมดาครับ
ต่อให้รัฐบาลทุกประเทศในกลุ่ม G8 รวมกัน ก้อทำอะไรไม่ค่อยได้หรอกครับ
ไม่รู้จริงก้ออย่าไปว่าเขา เอาเวลาไปอ่านหนังสือหาความรู้เพิ่มเติมก่อนดีกว่ามั้ง

ความคิดเห็นที่ 6

ปัยหาแค่นี้ยังแก้ไม่ได้ แล้วเราจะมีรัฐบาลไปทำหอยอะไรครับ บ้านเรามีทะเลสวยๆหาดขาวๆ ก้อมีคนคิดทำโรงงาน แหมทำไปได้

ความคิดเห็นที่ 5

ถึงเวลาแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันอย่างเร่งด่วนมากๆ โลกร้อนเพราะฝีมืออนุษย์ที่เห็นแก่ตัว นายทุนตัดไม้ทำลายป่า ชาวบ้านเผาป่า หาของป่า นายทุนสร้างโรงงานไม่รับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมปล่อยแก๊สร้อนๆออกมา สุดท้ายก็โดนผลกระทบกันหมด แต่นายทุนมีเงินหนีไปก่อนได้ ชาวบ้าน....สถานเดียว

ความคิดเห็นที่ 4

พี่น้อง ชายเล สะกอม อำเภอจะนะ เตรียมใจไว้ได้เลย
ท่านยังจะต้องเจออะไรอีกมาก
ทั้งจากฝีมือมนุษย์ ทั้งจากธรรมชาติ
ท่อแก๊ส โรงไฟฟ้า ฯลฯ
ขอเอาใจช่วยและขอให้กำลังใจ
ต่อสู้และเอาชนะอุปสรรค
ให้สมชื่อ "จะนะ"

ความคิดเห็นที่ 3

ทำหาดเทียมได้นะ เห็นต่างประเทศทำกัน

ความคิดเห็นที่ 2

แผ่นดินนี้แถมให้ ถมทะเลทำแผ่นดิน บางที่แผ่นดินงอกแน่นอนบางที่ก็ต้องหดหาย จำได้ว่าแนวป่าโกงกางธรรมชาติช่วยรักษาแผ่นดินคงโดนตัดเกลี้ยง
ทำอาคารบ้านเรือนที่สู้น้ำกัดเซาะได้ไม่เท่า บางแห่งกลับมีผืนดินเกิดใหม่ให้เจ้าของ อีก บางที่เอาขยะถมทำสนามบิน เอาพลังคลื่นสร้างไฟฟ้าใช้งาน

ความคิดเห็นที่ 1

แผ่นดินทุกตารางเมตรมีเจ้าของ เอกชนหรือรัฐ ถ้าเป็นของเอกชน ก็ตัวใครตัวมัน อยุ่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้แผ่นดินหายไปเรื่อยๆ ไม่มีเงินทำเขื่อน ก็น่าจะขาย ไปหาที่ใหม่ จะรอให้รัฐมาช่วย ก็ต้องยกที่ให้เป็นที่สาธารณะก่อน รัฐจึงจะเข้าไปทำได้ จะยอมหรือไม่ ถ้ายอมก็รวมตัวกันไปทำเรื่อง ทำแผนให้ผญบ. กำนัน หรือผู้แทน(ส.ส.) หรือใครก็ได้ เป็นผู้ดำเนินการ คนนอกหรือมือที่สาม ก็ไ้ด้แต่เขียนให้เป็นเรื่อง เพื่อเอาไปทำมาหากินในอาชีพสื่อ หรือนักวิชาการ แต่ถ้ารักกันจริง ก็เป้นอาสาสมัคร ไปให้คำแนะนำหรือช่วยดำเนินการ มรรค ๘ก็ช่วยได้แค่นี้สำหรับคนสนใจตอบกระทู้

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า