กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style

วันที่ 4 มีนาคม 2552 01:00

ตัวอ่อน : ลูกที่ถูกลืม?

ครอบครัวไทยมีลูกยาก แห่พึ่ง "เด็กหลอดแก้ว" ส่งผล "ตัวอ่อน" ล้นโรงพยาบาล คาดตัวเลขปัจจุบันเกินแสน ยังไร้ทางออก บริจาค-เข้าแล็บทดลอง-ทำลายทิ้ง

แม้อัตราความสำเร็จแสนต่ำ กับค่าใช้จ่ายเหยียบแสน และการเจ็บตัว แต่คู่สามีภรรยาไม่น้อย เลือกที่จะมีลูกโดยพึ่งเทคโนโลยี เด็กหลอดแก้ว

ดา (นามสมมติ) พนักงานสายการบินต่างชาติวัย 32 ปี แต่งงานมาแล้ว 6 ปี พยายามใช้วิธีธรรมชาติอยู่นานแต่ลูกรักก็ยังไม่มาให้เชยชมสักที จน 1 ปีที่ผ่านมา เธอตัดสินใจเดินเข้าโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีสำหรับผู้มีบุตรยากแห่งหนึ่ง 

"หมอบอกท่อนำไข่ตันทั้ง 2 ข้าง" ดาอธิบายภาษาคนไข้ว่า คือ ท่อที่เชื่อมโยงรังไข่มาถึงมดลูก เช่นนั้น ไข่ที่ตกทุกเดือนจะเดินทางมาถึงมดลูกไม่ได้ เชื้อจากฝ่ายชายเองก็ไปไม่ถึง เมื่อผสมกันโดยธรรมชาติไม่ได้ แพทย์จึงแนะนำวิธีเด็กหลอดแก้ว โดยการนำไข่กับเชื้ออสุจิมาผสมกันภายนอก จนเกิดเป็นตัวอ่อนแล้วค่อยฉีดกลับเข้าไป 

ขั้นตอนกว่าจะได้ตัวอ่อนมา มีรายละเอียดยุ่งยากและซับซ้อน เอาเป็นว่า เพื่อให้เกิดโอกาสตั้งท้องมากที่สุด จำเป็นต้องฉีดตัวอ่อนเข้าท้องไม่ต่ำกว่า 2-3 ตัวอ่อน บางคนอาจถึง 4 เช่นดา และยังต้องเหลือตัวอ่อนไว้อีก 1 ลอตใหญ่เผื่อฉีดเข้าไปใหม่ กรณีที่ครั้งแรกไม่ประสบผลสำเร็จ 

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าดาจะท้องหรือไม่ท้อง (เพราะเกริ่นไปแล้วว่าโอกาสอยู่ที่ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์) แต่เรื่องที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะแพทย์เจ้าของไข้กำลังกุมขมับอยู่ตอนนี้คือ

"จะทำอย่างไรดีกับตัวอ่อนที่ค้างสต็อก" 

หญิงสาวที่อยากเป็นคุณแม่อย่างดา ก็บอกว่า เธอเองยังเหลือตัวอ่อนที่ฝากไว้กับหมออีก 4 ตัว (จากทั้งหมด 8 ตัว) ซึ่งเธอก็ยังเทียวถามกับตัวเองอยู่ว่า จะทำอย่างไรกับลูกๆ แช่แข็งของเธอดี 

แล้วเมื่อฝากไว้ครบ 1 ปี ทางโรงพยาบาลก็จะโทรมาถามเธอว่า จะให้จัดการกับตัวอ่อนอย่างไร จะฝากต่อไปไหม...

แม้จะไปผ่าตัดท่อนำไข่จนดีขึ้น และตัดสินใจว่าจะฮึดใช้วิธีธรรมชาติอีกรอบ แต่ดาก็ยังตอบตัวเองไม่ได้อยู่ดี

พันผูก ลูกๆ แช่แข็ง  

กรณีอย่าง 'ดา' มีอยู่เยอะ แต่ก็ยังไม่เยอะเท่าคู่ที่ตัดสินใจว่าจะขอเก็บตัวอ่อนไว้โดยการฝากแช่แข็งไว้ที่โรงพยาบาล

ลองคิดดูว่า ในประเทศไทยมีสถานบริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ราว 25 แห่ง (ที่ลงทะเบียนไว้กับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย) เฉพาะปี 2550 มีตัวอ่อนที่ได้ 20,161 ตัวอ่อน แต่จำนวนตัวอ่อนที่ถูกใส่กลับเข้าไปในมดลูกมีเพียง 6,923 ตัวอ่อน

"ถ้ารวมสถานบริการที่ไม่ลงทะเบียน คงมี 40-50 แห่ง ซึ่งก็รวมถึงตัวอ่อนที่ไม่ได้ลงทะเบียน เมื่อหักลบกับตัวอ่อนที่ใส่กลับไปท้องแม่ อย่างต่ำน่าจะอยู่ที่ 14,000 แล้วลองคูณจำนวนปีที่คนไทยทำเด็กหลอดแก้ว ประมาณ 20 ปีได้ ตัวอ่อนน่าจะเป็นแสน" นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์ สูติ-นรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนเปิดประเด็น 

ตัวอ่อนที่ยังไม่ได้ใช้งาน จะถูกเก็บโดยการแช่แข็งในถังไนโตรเจนเหลว ซึ่งโดยส่วนใหญ่ แพทย์เจ้าของไข้พูดคุยกับคู่สามีภรรยาล่วงหน้าว่า อายุการเก็บตัวอ่อนจะอยู่ที่กี่ปี ถัดจากนั้นแล้วจะให้จัดการต่อไปอย่างไร 

ตามกฎของแพทยสภา มี 3 ทางเลือกคือ

1.บริจาคให้คู่สมรสที่มีปัญหาทั้งอสุจิและไข่

2.นำไปทดลองทางการแพทย์ หรือวิทยาศาสตร์การแพทย์

และ 3.ทำลายทิ้ง 

แต่คู่ส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บตัวอ่อนไว้ต่อไป ยอมเสียค่าใช้จ่ายรายปี เพราะหลายเหตุผลที่ปนๆ ไปกับความรู้สึก 

"ถ้าบริจาค บางคู่ ไม่อยากให้ลูกเขาไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ จะเลี้ยงดูลูกเขาได้ดีหรือเปล่า อีกกรณี ห่วงว่าถ้าบริจาคไป เด็กโต แล้วไปเจอกับลูก (พี่น้องกัน) เกิดชอบพอกัน จะทำอย่างไร ตรงนี้เขาอาจจะคิดมากไปหน่อย โอกาสเกิดมีน้อย แต่นั่นก็เป็นสิทธิของเขา เขาจึงเลือกแช่ต่อไปจนกว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จนกว่าจะทำใจได้มั้ง"

นพ.สมชาย บอกอีกว่า ก็มีบางคู่เลือกที่จะบริจาค เพราะเข้าใจความรู้สึกดีกว่า การมีลูกยากนั้น ทุกข์ขนาดไหน และเมื่อตัวเองสำเร็จไปแล้ว ก็อยากจะให้คู่อื่นสมหวังบ้าง 

ข้อบริจาค ตกไป มาถึงตัวเลือกสอง นำไปทดลองทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งข้อนี้ นพ.สมชายก็ส่ายหน้าอีก

เพราะอุปสรรคสำคัญอยู่ที่ 'จริยธรรม' โดยเฉพาะกับการทดลองตัวอ่อนของมนุษย์ ที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก ด้วยคาบเกี่ยวระหว่างจริยธรรมทางการแพทย์และจริยธรรมทางการทดลอง ซึ่งสถาบันส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ทดลองกับตัวอ่อนมนุษย์ ยกเว้นกรณีพิเศษที่สำคัญจริงๆ 

มาถึงข้อสุดท้าย ... ทำลาย

ดร.เจษฏ์ โทณวณิก นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย (สวทช.) เผยว่า ในแง่กฎหมาย ยังไม่มีการพิจารณาที่แน่ชัดว่า ตัวอ่อนอยู่ในสถานะใด ที่สำคัญ การจัดการตัวอ่อนเป็นเรื่องเปราะบางมาก ต้องพูดคุยกับหลายหน่วยงาน รวมถึง ผู้บริจาค ผู้รับ และผู้ได้รับผลกระทบต่างๆ 

"ทางกฎหมาย จะมีสถานะเป็นบุคคลได้ก็ต่อเมื่อเกิดมาแล้วมีชีวิตรอด แต่ในแง่ของวัฒนธรรม จริยธรรม บางศาสนา อาจถือว่า ตัวอ่อนเป็นชีวิตแล้วเพราะมีศักยภาพที่จะเติบโตเป็นเด็ก ถ้าเราไปทำลายล่ะ ทางกฎหมายไม่ผิด แต่ในเมื่อมันเป็นการมองคนละมุม เราในฐานะผู้ปฏิบัติจะทำอย่างไร ในเมื่อตัวอ่อนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ" 

ความลำบากใจจะเกิดต่อเมื่อ เวลาเก็บตัวอ่อนที่แพทย์ตกลงไว้กับคนไข้เดินมาจนครบกำหนด แต่แพทย์ไม่สามารถติดต่อคนไข้ได้ว่าจะให้ทำอย่างไร หรือถ้าทำลาย ตามเงื่อนไขที่คู่สามีภรรยาอาจเซ็นยินยอมไว้ตั้งแต่ต้น ก็จะมีปัญหาอีกว่าสัญญาฉบับนั้นจะเป็นโมฆียะในทางกฎหมายหรือไม่

"เพราะเราไม่มีกฎหมายรองรับในการทำลาย ถึงทำสัญญาไว้ล่วงหน้าแล้ว เราเองก็ไม่รู้ว่าสัญญานั้นใช้ได้ทางกฎหมายหรือไม่ เพราะตัวอ่อนไม่มีสถานะ หรือกรณีไม่ได้ทำสัญญาไว้ก่อน ครบกำหนดแล้วยังติดต่อไม่ได้ แล้วเราทำลายไป เกิดเจ้าของตัวอ่อนเขามาทวงถามทีหลัง พร้อมกับสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมผลิตตัวอ่อนอีกต่อไป เราจะทำยังไง"

ถึงท้ายที่สุดแล้ว นพ.สมชายมีใจเอนเอียงไปทางการทดลอง เพราะอาจจะนำไปสู่การรักษาโรคร้ายเช่น มะเร็ง ได้ในอนาคต ซึ่งบวกลบคูณหารแล้ว ดีกว่าทำลายทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์แน่ๆ 

"ถ้ายังเป็นแบบต่างคนต่างเก็บอย่างทุกวันนี้ เราจะปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ ตัวอ่อนมากขึ้นๆ สุดท้าย ผมว่าก็จะถูกนำไปทำลายหรือไม่ก็แอบเอาไปบริจาคให้คู่อื่น โดยเก็บเป็นความลับ ซึ่งมันไม่ดีอยู่แล้ว"

หรือต้องพึ่งชีวจริยธรรม

เหมือนจะมืดแปดด้านอย่างนี้ จึงมีคนยกประเด็น 'ชีวจริยธรรม' ขึ้นมาพูดถึง เผื่อปัญหาจะพอคลี่คลายได้บ้าง

ทั้งนี้ ชีวจริยธรรม (bioethics) หมายถึงการปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตอย่างมีคุณธรรม ไม่ทำร้าย หรือทำอันตรายต่อสัตว์หรือมนุษย์เพื่อการศึกษาหรือการวิจัย 

"ชีวจริยธรรม ชวนให้การแพทย์สมัยใหม่มี 'ท่าที' ต่อชีวิตที่เหมาะสม หลักการสำคัญๆ คือ เห็นประโยชน์สาธารณะมาก่อนประโยชน์ส่วนตน กับ ผู้มีอำนาจมากกว่า ความรู้สูงกว่า สถานะทางการเงินสูงกว่า ควรรู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรต่อผู้ด้อยกว่า ซึ่งการแพทย์ปัจจุบัน มีช่องว่างหลายเรื่องที่ไม่สามารถตัดสินได้ด้วยกฎระเบียบ มาตรฐาน จึงต้องมี จริยธรรม เข้ามาช่วยเติมเต็ม"  

เป็นคำอธิบายจาก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการโครงการชีวจริยธรรมและการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ที่ให้มุมมองเรื่อง สถานะตัวอ่อนว่า แม้ทางกฎหมายตัวอ่อนยังไม่มีสถานะชัดเจน แต่ก็ยังไม่อยากให้ทำอะไรผลีผลาม 

"ที่ควรทำคือ ชวนผู้คนในสังคมออกมาคุยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ผู้เชี่ยวชาญของศาสนาต่างๆ แพทย์ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง สังคมจะตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร แน่นอนว่าถ้าทำไปแล้วไม่ดี และสังคมยังสามารถพูดคุยไปได้เรื่อยๆ อะไรที่เคยทำไปก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ประเด็นคือเราต้องช่วยกันทำให้เกิดการพูดคุยให้ได้" 

กระนั้น นพ.ประเสริฐ ย้ำว่า ชีวจริยธรรมคงไม่อาจเข้ามาช่วยตัดสินผิดถูกได้ อย่างมากคงช่วยทำให้สังคมพูดคุยเรื่องนี้กันได้ง่ายขึ้น เช่น ทางการแพทย์ ชีวิตอาจจะเริ่มเมื่อฝังตัวในผนังมดลูก ถ้ายังไม่ฝัง ก็ไม่ต้องซีเรียสมาก เพราะถ้าออกจากแช่แข็งแล้วก็ไม่รอดอยู่ดี...อะไรทำนองนี้ 

"แต่อย่าลืมว่า คุยกันให้อิ่ม ให้พอ จะได้ตัดสินใจด้วยความเห็นชอบของทุกฝ่ายอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอย่าลืมนะครับว่า มันเปลี่ยนได้อีก"
 
ตัวอ่อนก็มีศักดิ์ศรี 

ในแง่ของผู้ฟูมฟักตัวอ่อนมากับมืออย่าง นพ.สมชาย ก็ยอมรับอย่างตรงๆ ว่า เขาเองก็ไม่อยากทำลายเหมือนกัน

"ถึงจะเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี ใส่ไปก็ไม่มีโอกาสตั้งท้องได้ แต่โดยวิชาชีพของเรา เราก็จะเลี้ยงเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาหยุดไปเอง เราไม่อยากว่าอยู่ดีๆ โยนเขาทิ้ง เขาก็มีศักดิ์ศรีของตัวอ่อนเหมือนกัน" 

คุณหมอสมชายจึงจุดประกายไอเดีย คิด 'ธนาคารตัวอ่อน' ขึ้นมา ด้วยเกรงว่า ถ้าสถานการณ์ต่างคนต่างเก็บยังคงดำเนินต่อไป ตัวอ่อนจะล้นแบบกระจัดกระจายไปเรื่อยๆ 

ถ้ามีธนาคารคอยเก็บรวบรวมตัวอ่อนจากทุกสถาบันที่เกินกำหนดและติดต่อเจ้าของไม่ได้ ศูนย์กลางเช่นนี้จะเข้ามาช่วยจัดระบบ เช่น ส่วนนี้นำไปทดลอง (ถ้าในอนาคตยอมรับมากขึ้น) หรือ บริจาคให้แก่คู่ที่ต้องการจริงๆ 

"เพราะถ้าต่างคนต่างเก็บไปเรื่อยๆ ไม่พ้นตัวอ่อนคงถูกทำลาย" 

'ดา' ที่ตอนนี้ยังมีตัวอ่อนแช่แข็งเหลืออีก 4 ตัวอ่อน พอได้ฟังความเห็นหลายด้าน แวบแรก เธอบอกว่า โดยส่วนตัวคงเลือกที่จะบริจาค เพราะเข้าใจหัวอกคนมีลูกยากเป็นอย่างดี แต่มีข้อแม้ว่า เธอต้องมีเจ้าตัวน้อยเป็นของตัวเองได้เสียก่อน

"ก็อยากให้คนที่เขามีปัญหามากกว่าเรา เหมือนการทำบุญนะ เผื่อผลบุญนั้นจะส่งกลับมาถึงเราบ้าง"

แต่ถ้าลูกยังไม่มาหาสักทีล่ะ เราถาม

"อยากเก็บไว้ก่อน ถ้าเรายังไม่มี ก็ขอให้มีทางเลือกเหลืออยู่บ้าง" 

พอถามความรู้สึกลึกๆ ว่าคิดอย่างไรกับตัวอ่อนที่เกิดจากไข่ของเธอกับเชื้อของสามี แม้จะไม่ได้มาด้วยวิธีธรรมชาติก็เถอะ

"คิดว่าเค้าเป็นลูกนะ บอกตรงๆ ก็เหมือนกับเรายังมีลูกฝากไว้กับหมออีก 4 คนนะ ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นตัวอ่อน" ตัวอ่อนลอตแรก 4 ตัวที่ฉีดกลับเข้าไปในมดลูกของดา หลุดไปเมื่ออายุได้เพียง 5 สัปดาห์ ดาบอกว่า เสียใจมากอยู่แล้ว เลยขอเก็บอีก 4 เอาไว้ให้อุ่นใจ

"นี่สมมติว่า ถ้าต่อครั้งมันเหลือแค่ 50,000 ก็จะทำทุกเดือนเลย เจ็บก็ยอม" ดาพูดติดตลก แต่เธอหมายความอย่างนั้นจริงๆ     

เพราะนอกจากเงินหลักแสนที่ดาต้องเสียไป ยังต้องเสียทั้งเงินและเวลากว่าจะได้ตัวอ่อนมา การเลือกที่จะเก็บไว้ เสียค่าดูแลรายปี (ปีละประมาณ 15,000 บาท) จึงมีน้ำหนักมากกว่าการทำลายทิ้ง 

อายุการเก็บตัวอ่อนแช่แข็ง นพ.สมชายบอกว่าได้เป็น 20-30 ปี แต่ส่วนใหญ่ แพทย์จะแนะนำไว้ที่ 5 ปี ดาเองก็ได้โจทย์มาอย่างนั้น และเดือนหน้านี้ ตัวอ่อนที่เหลือของเธอก็จะมีอายุครบปี ตอนนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลมาถามว่า "ครบปีแล้ว จะมาใส่ตัวอ่อนเมื่อไหร่ดีคะ" 

ดาได้คำตอบให้ตัวเองแล้วว่า คงเก็บต่อไปก่อน แต่สามีกลับคิดตรงกันข้ามว่า ถ้ามีพอมีกำลังทรัพย์ ตัดใจทำลายทิ้งดีกว่า แล้วทุ่มเวลาบำรุงร่างกาย เพื่อให้ตัวอ่อนรุ่นต่อไปแข็งแรงกว่านี้ 

"ครั้งแรกที่ได้มา 8 ตัวอ่อน หมอเลือก ดี 2 พอใช้ 2 ฉีดเข้าไป ก็จะเหลืออีก ดี 2 พอใช้ 2 แต่แช่แข็งไปแล้ว คุณภาพก็แย่ลงอีก" ดาเสริมว่า เพราะตัวอ่อนของเธอ ไม่มีเกรด 'ดีมาก' เลย คนข้างตัวเลยอยากให้ลองสร้างสรรค์ตัวอ่อนกันอีกสักตั้ง 

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ฝ่ายหญิงบอกว่า แม้ใจพร้อม ร่างกายพร้อม แต่ก็ขอดูอีกเรื่องหนึ่งก่อน

"เราไม่ได้มีเงินมากมาย ปีนึงมีโบนัสที เราก็ฮึดที แต่ปีไหนไม่มี (อาจจะปีนี้) ต้องขอคิดดูก่อน" ดายังอารมณ์ดีทิ้งท้าย 

  • ลูกไม่ยาก เราเองที่ยาก

ทำไมคนสมัยนี้ถึงมีลูกยากมากขึ้น? เป็นคำถามคลาสสิกที่นพ.สมชัยต้องตอบอยู่บ่อยๆ

"ปัจจัยหลายอย่าง ในอดีต เศรษฐกิจไม่ได้รัดตัวเท่าตอนนี้ คนสมัยก่อนแต่งงานอายุน้อย ไม่มีสื่อบันเทิงทันสมัย ค่ำมืดก็เข้านอน และการวางแผนครอบครัวก็ยังไม่ดีเท่าปัจจุบัน แต่คนสมัยนี้ กว่าจะเรียนจบป.ตรี 21-22 ต่อโท เอก ทำงาน แล้วค่อยหาคู่ 20 ปลายๆ พอแต่งเสร็จก็ต้องสร้างฐานะก่อน 30 กว่าๆ นั่นล่ะถึงค่อยคิดมีลูก ซึ่งโดยสภาพร่างกาย โอกาสมีลูกน้อยกว่าคนอายุ 20 แน่นอน" 

ปัจจัยใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาคือ โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง เช่น เนื้องอก ถุงน้ำ รังไข่ ชอกโกแลตซีสต์ ซึ่งพบบ่อยในผู้หญิงวัย 30 เศษ โรคเหล่านี้ เป็นตัวขัดขวางการตั้งครรภ์ 

"เป็นปัจจัยนอกร่างกายเสียส่วนใหญ่ ไม่ใช่ปัจจัยในร่างกายที่ผมมองว่ายังเหมือนเดิม"  

สรุปคือ ไม่ใช่โลกหรอก แต่เรานี่แหละ ทำตัวเอง  

เด็กหลอดแก้วคนแรกของไทย ชื่อ ปวรวิทย์ ศรีสหบดี ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อ 15 สิงหาคม 2530 โดยฝีมือ ศ.นพ.ประมวล วีรุตมเสน และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 


 
 
 
      

 

Tags : เด็กหลอดแก้ว

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

AGV office for rent รับสมัครงานด้วยนะคับ 022146336 ขอคนที่สื่อสารภาษาอังกฤศเป็น

ความคิดเห็นที่ 1

ให้เช่า Serviced Office ตึกพญาไทพลาซ่า ตรงสถานีบีทีเอสพญาไท มีหน้าต่างในห้อง และไม่มีหน้าต่างในห้อง

รายละเอียดเพิ่มเติม: พื้นที่สำนักงานให้เช่า ตึกพญาไทพลา ซ่า ขนาด 25 ตรม ติด BTS พญาไท

ราคาค่าเช่า (ผุ้เช่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มต่างหาก)

รวม อุปกรณ์สำนักงาน ใหม่ยกชุด โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บเอกสาร

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 3 เม็ค 3สาย

โทรศัพท์สายตรง 2 สาย

ค่าน้ำดื่ม (น้ำร้อน น้ำเย็น)

ค่าแม่บ้านทำความสะอาด

สิ่ง แวดล้อม ออฟฟิศอยู่ริมถนนใหญ่ ติด รถไฟ ฟ้า BTS พญาไท และ แอร์พอร์ต ลิ้งค์ไปสุวรรณภูมิ มีิอาหารกินตลอดทั้งวัน ทั้งคืน เดินทางสะดวก รายล้อมไปด้วย คอนโด และโรงแรม


Serviced Office for Rent locate in the heart of city like Payathai

Window Rooms are Available

rental includes furniture

Hi-speed ADSL internet

2 direct telephone lines

all utilities for the room paid

office room cleaning, maintenance, and etc.
For more information please contact
Tel: 022146336, 0863346036, Fax: 022146337

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า