กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style

วันที่ 3 มีนาคม 2552 01:00

ทำไมถึงทำกับ ปาย ได้

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ท่องเที่ยวถล่ม ปาย ต้นเหตุน้ำมันหมดปั๊ม นักท่องเที่ยวตกค้าง ด่ายับ ราคาก๋วยเตี๋ยวพุ่งทะลุชามละ 70 ฯลฯ ลองมาฟังเสียงบ่นจากคนอยู่กันดูบ้าง

สองสามปีหลังมานี้ ใครชอบเที่ยวปายในช่วงวันหยุดยาว ต้องเจอเหตุการณ์นี้กันบ้าง...

'น้ำมันหมดปั๊ม' จนนักท่องเที่ยวตกค้างกลับบ้านไม่ได้

รถมอเตอร์ไซค์-จักรยานให้เช่าจนหมดเมือง 

ก๋วยเตี๋ยวราคาพุ่งไปชามละ 70 บาท จนร้องเรียนกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต 

คนล้นหลามจนแย่งกันกินแย่งกันใช้ แล้วพอคนขายหน้าบึ้งเพราะเหนื่อย ก็เอากลับไปบ่นต่อ ต่างๆ นานา ผ่านโลกออนไลน์

เสียงบ่นจากคนอยู่

รักปายท่วมท้นกันอย่างนี้ ลองไปฟังเอสเอ็มอีตัวเล็กๆ ที่ถูกชาวเน็ตบ่นถึงกันบ้างดีไหม

'ต้น' อิสรินทร์ แสงมณี เจ้าของเกสเฮาส์ละแวกแม่เย็น นามว่า 'ปายตะวา' อันแปลว่า 'ปายเมื่อวันวาน' อดีตนักข่าวค่ายมติชน ผู้กำหนดเป้าหมายเกษียณตัวเองที่อายุ 40 หอบเงินเก็บพร้อมกับอาชีพเสริม ขายซีดีทางอินเทอร์เน็ตขึ้นมาปักหลัก ณ เมืองปาย

'ต้น' เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า ตนเองนั้นได้พบกับปายครั้งแรก ก็ราวปี 2538 ซึ่งปายในความทรงจำครั้งแรก มีฐานะแค่ 'ทางผ่าน' ให้มาพักค้างคืนระหว่างทาง

และกลายเป็นรักแรกพบกับหญิงสาวนามว่า 'ปาย' จนต้องเทียวไปเทียวมากรุงเทพ-แม่ฮ่องสอน อยู่เนืองๆ และในที่สุด จึงตัดสินใจรีไทร์จากชีวิตมนุษย์เงินเดือน นำเงินเก็บที่มี มาตั้งรกรากอยู่ที่ อ.ปาย 

'แฟรงค์' สุรศักดิ์ จอมเม็ด และ 'วรรณ' หญิงสาวคนรัก กับกิจการเล็กๆ อย่างเกสต์เฮาส์แอบมองปายจากมุมสูง ในชื่อ 'เบิร์ด อาย วิว' อาศัยทำเลใกล้กับพระธาตุแม่เย็น จึงมีนักท่องเที่ยวแบกเป้ (หลง) มาพักไม่ขาดสาย แต่สำหรับคนไทยนั้นแทบไม่ค่อยมีมาพักเพราะอยู่ห่างออกมาจากตัวเมือง จะมีก็แต่คนรู้จัก บอกต่อๆ กันมาเท่านั้น

ก่อนจะมาเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ แห่งนี้ 'แฟรงค์' เล่าว่าตัวเขารู้จักกับปายครั้งแรก ก็สมัยที่มาเป็นทหารเกณฑ์ประจำที่แม่ฮ่องสอน จนเมื่อปลดประจำการ ก็ยังหนีไม่พ้นหุบเขาเมืองปาย เพราะตัดสินใจอยู่ช่วยอดีตผู้บังคับบัญชาที่เปิดบังกะโลให้ฝรั่งเช่า และ ทำร้านอาหารกึ่งผับเพื่อชีวิตไปพร้อมๆ กัน จนในที่สุดได้ตัดสินใจปักหลัก ทำเกสต์เฮาส์ของตัวเอง เมื่อราวปี 2542

นอกจากนี้ยังมี 'เหมียว' เจ้าของร้านอาหาร เหมียวฟู้ด อดีต 'แอนิเมเตอร์' ที่ต้องออกจากงานหลังบริษัทปิดตัวลง จึงโยกย้ายมาทำมาหากินที่เมืองปาย กับกิจการร้านอาหาร และ เกสต์เฮาส์ให้เช่าขนาดเล็ก

บรรยากาศของปายราวสิบปีที่แล้วนั้น แฟรงค์ ยืนยันว่ามีแต่ฝรั่งทั้งนั้น โดยสาเหตุที่ฝรั่งมาที่นี่กันเยอะ ก็เพราะธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ สวยงาม ทั้งยังมีค่าครองชีพที่ถูก 

“สมัยก่อนคนที่มาเที่ยวที่นี่ ส่วนมากมาเพราะรักความสงบ มาเพื่อแสวงหา มาสร้างงานศิลปะ ต้องการหนีสังคม หลบมาชาร์ตพลัง หรือไม่ก็มาเพราะอกหัก ซึ่งทั้งหมดเป็นพวกแบ็กแพ็ค ไม่มีเครื่องบิน ฝรั่งที่มาเป็นนักเดินทาง นักผจญภัย ส่วนคนไทยที่มาก็เป็นพวกรักความสงบ ไม่มีคุณหนู อาม่า อาซิ้มนี่ ตอนนั้นยังไม่มี” ต้นสำทับแบบขำๆ

เป้หายไป (ไหน?)   

แล้ว 'ต้น' ก็ลำดับภาพความเปลี่ยนแปลงของปายว่า นับจากอิทธิพลของภาพยนตร์เรื่อง 'รักจัง' ที่ใช้ อ.ปาย เป็นสถานที่ถ่ายทำนั้น หลังจากหนังออกฉายได้ไม่นาน ก็เริ่มมีกระแสพูดถึง เมืองปาย ในฐานะโลเคชันสุดโรแมนติก จนคนดูหนัง อยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง

แถมด้วยแรงบวกจาก ละครเรื่องอุบัติรักข้ามขอบฟ้า ซึ่งนักร้องขวัญใจวัยรุ่นอย่างกอล์ฟ-ไมค์ แสดงนำ ก็ใช้ร้านกาแฟคอฟฟี่อินเลิฟและบ้านปายฟ้าปายฝันเป็นสถานที่ถ่ายทำหลักของเรื่อง เช่นเดียวกับหนังเรื่องแฮปปี้เบิร์ดเดย์ที่แสดงนำโดย อนันดา เอเวอริ่งแฮม  และใช้โลเคชันงดงามด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างปายและปางอุ๋งเป็นสถานที่ถ่ายทำ  

อีกทั้งทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้โปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คือ ปางอุ๋ง ยิ่งทำให้ปายเป็นแหล่งพักค้างคืนของนักท่องเที่ยว โดยแพ็คเกจทัวร์ ปาย-ปางอุ๋ง-ห้วยน้ำดัง กลายเป็นแพ็คเกจพื้นๆ ที่ทัวร์ทุกเจ้าต้องมี

"เมื่อก่อนมีแต่แบ็กแพ็กมาเที่ยวปาย แต่วันนี้ มีกระทั่งลากกระเป๋าล้อลากเดินทางกลางถนน คุณหนูมาเลย ลงจากเครื่องมา จะไปไหนกันก็ไม่รู้ เป้หลังหายไป มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ แต่งตัวขนเฟอร์ ท่อนบนหนาวสุดๆ อย่างกับอยู่นอร์ธโพล แต่ท่อนล่างใส่ขาสั้นจู๋" ต้น พยายามอธิบายภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปาย

พร้อมกับฟันธงว่า ถัดจากนี้ 5 ปี ปายจะตายอย่างแน่นอน หากแต่เป็นการตายในภาษาท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวประเภทชะโงกทัวร์หันหลังให้กับเมืองนี้ แล้วเสาะแสวงหาสถานที่ใหม่ๆ ที่อินเทรนด์กว่า

ที่หลงเหลืออยู่ก็คือแบ็กแพ็กเกอร์ ผู้รักความสงบซึ่งยังคงไม่จากไปไหน แล้วปายก็จะค่อยๆ กลับสู่สภาพเดิม

เมื่อถามต่อถึงมุมมองว่าคิดอย่างไรกับการเติบโตแบบฉุดไม่อยู่ของปายนั้น ต้น ตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า "เป็นเรื่องธรรมดา" ซึ่งเจ้าตัวเองไม่ได้รู้สึกขัดแย้งกับความเจริญที่หลั่งไหลเข้ามา

"การท่องเที่ยวบูม ก็เป็นธรรมดาที่ความเจริญจะตามเข้ามา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด หรือ เสียหายอะไร ที่สำคัญคือชาวบ้านที่นี่ก็ต้องการความเจริญนักท่องเที่ยวต่างถิ่นจะมาบ่น หรือ เรียกร้องให้ปายกลับไปเป็นแบบเดิมคงจะไม่ได้ ต้องถามว่าเพื่ออะไร เพราะปายก็เป็นแค่สถานที่พักผ่อนของเขา นักท่องเที่ยวมาแล้วก็ไป คนท้องถิ่นต่างหากที่ต้องอยู่กับปายจริงๆ" ต้นอธิบายบนพื้นฐานของความเป็นจริง

ใครๆ ก็รีวิวทริป 

กระแสการท่องเที่ยวแบบล้นทะลัก ดังที่กล่าวมานั้น ไม่ใช่ภาพซึ่งคนอยู่ปาย ทำมาหากินที่ปาย จะดีใจไปด้วยเท่าไหร่นัก แม้ว่าจำนวนผู้คนที่ล้นหลาม จะหมายถึงเม็ดเงินมหาศาลรอให้ตักตวง แต่หากถามไถ่กับคนในท้องที่แล้ว การท่องเที่ยวแบบ "รักปายน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ" น่าจะดีกว่ามาก

ว่าแล้ว ต้นก็เริ่มเปิดประเด็น เกี่ยวกับวิธีการท่องเที่ยวของคนไทยวันนี้ว่า

"คนไทยชอบเที่ยวตามกระแส อ่านจากข้อมูล คำบอกเล่า แล้วก็คาดหวัง หวังไว้ก่อนที่ตัวเองจะมาพักอีก ใช้พฤติกรรมส่วนตัวมาตัดสินการท่องเที่ยว บางทีมาแล้วก็บอกไม่มีอะไรเลย ไม่เห็นสวยเลย เราไม่รู้ว่าเค้าวาดอะไรไว้ในใจ

"พวกนี้ไม่มีวิญญาณนักผจญภัย ไม่พร้อมที่จะรับประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ยอมรับในสิ่งที่มันเป็น บางคนมาแล้วก็เรียกร้องสิ่งอำนวยความสะดวก ติดสบาย ทีวีไม่มีดูเหรอ มาเที่ยวแต่ขอดูทีวีหน่อยเหอะ"

นอกจากนิสัยชอบคาดหวังของนักท่องเที่ยวไทยว่าจะเจอกับสิ่งที่คุ้นชินแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่จับความได้จากความเห็นของทั้ง 4 นั่นคือ อิทธิพลของ 'วิถีชีวิตแบบดิจิทัล' ที่มาพร้อมกับคำว่า 'ฉาบฉวย' ซึ่งกำลังบ่อนทำลายการท่องเที่ยวลงอย่างน่ากลัว

เริ่มตั้งแต่อิทธิพลของโลกไซเบอร์ ที่ทำให้ขีดข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารน้อยลง ต้องถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ทำให้ปายต้องประสบกับภาวะเช่นนี้

จากเดิม เมื่อเราไปเที่ยวมาแล้วประทับใจ อย่างมากก็บอกต่อแก่คนรอบตัวได้ไม่มาก แต่เดี๋ยวนี้ แค่เขียนรีวิวทริปสนุกๆ ลงรูปสวยๆ ไว้ตามเว็บไซต์ ก็สามารถกระจายข่าวและเชิญชวนให้คนนับร้อยนับพันอยากไปเที่ยวตามรอยได้ในทันที

นอกจากโลกไซเบอร์จะทำให้การบอกต่อทวีพลังขึ้นเป็นร้อยเท่าตัวแล้ว ชีวิตดิจิทัลก็ยังทำให้ผู้คนมีรูปแบบการเที่ยวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก จากการเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พบเจอสิ่งแปลกใหม่ กลับกลายเป็นการเที่ยว ที่วัดผลด้วยภาพถ่ายสวยๆ เอาไว้อวดตามเว็บบอร์ด หรือ เว็บบล็อกส่วนตัว ทุกๆ กิจกรรมที่ใช้ไประหว่างการเที่ยวจะต้องถูกบันทึกภาพไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน สำหรับอ้างอิงในการ 'รีวิวทริป' ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของหลายๆ คนที่ไปเที่ยวมาแล้วอยากบอกต่อ

แม้การ 'รีวิว ทริป' ตามเว็บไซต์ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องบลูแพลนเน็ท ในพันทิป, เทร็คกิ้งไทย, อีซี่ทริป ฯลฯ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับคนที่ต้องการหาข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยว ตั้งแต่ การเดินทาง ขึ้นรถลงเรือ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แนะนำร้านอาหาร ตลอดจนเสียงบ่นเมื่อไปพบเจอประสบการณ์ไม่ดีทั้งหลาย

แต่ในทางกลับกัน ปรากฏการณ์ 'ตามรอยเที่ยว' ก็เกิดขึ้นแบบที่ผู้ประกอบการไม่ทันตั้งรับ ได้แต่นั่งมองตากันปริบๆ กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยในวันนี้

"ร้านกาแฟ คนเยอะ ขายดี เจ้าของหน้าบึ้ง พูดจาไม่ดี ก็ไปเขียนด่ากันในเว็บ อย่างร้าน All About Coffee นี่โดนประจำ แต่ก็กลายเป็นว่า คนยิ่งต้องมานั่งกิน เพื่อจะมาดูว่าเจ้าของมันหน้าหงิกจริงหรือเปล่า

ผมนั่งขายซีดีอยู่ ก็มาถามว่าร้านมิตรไทยไปทางไหนคะ ผมแทบจะตอบไปว่า เลี้ยวซ้ายไปอีกสองกิโล ทั้งๆ ที่แค่เงยหน้าขึ้น ก็จะเห็นว่ามันอยู่ถัดไปแค่สิบเมตรเอง นี่คือ นิสัย ไม่ผจญภัย แล้วยังมีกฎเกณฑ์บ้าๆ บอๆ อย่าง 10สิ่งที่ต้องทำ เขียนโปสการ์ดร้านนี้, กินกาแฟร้านนี้, ถ่ายรูปที่นี่นะ ... แล้วคนก็ตามกันไป" ต้นเล่า

ปายสบายๆ (ไปหรือเปล่า) 

ความนิยมในการ 'รีวิวทริป' จึงเปรียบได้กับเหรียญที่มีสองด้าน แม้ว่าจะเปี่ยมด้วยประโยชน์ แต่ในทางกลับกัน ก็สร้างนิสัยเที่ยวตามรอยกันไปในแบบเดิมๆ กินข้าวร้านเหมือนๆ กัน ไปเที่ยวที่เดียวกัน แล้วยังต้องไปถ่ายรูปมุมเดียวๆ กันอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็น สะพานประวัติศาสตร์, ร้านกาแฟ คอฟฟี่อินเลิฟ บ้านปายฟ้าปายฝัน, แยกปายหนาว, ร้านมิตรไทย, ทุ่งนาเหลืองอร่าม, บรรยากาศริมน้ำปาย แม้แต่ภาพกำแพงที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์หลากสี จนถึงรถเมล์หวานเย็นที่วิ่งรับ-ส่งนักท่องเที่ยวระหว่างเชียงใหม่-ปาย ก็ยังถูกจัดอยู่ในลิสต์ 'มุมบังคับ' ที่จะต้องเก็บภาพกลับมา

... อาการบ้าถ่ายรูป จึงเกิดขึ้น

"คนไทยบ้าถ่ายรูปมากกกก (เน้นเสียง) แล้วก็ไม่มีมารยาทในการถ่ายภาพ ถ่ายมันทุกมุม จนเจ้าของร้านในเมืองปาย มีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสวนสัตว์ เดินเข้ามาในร้าน ของก็ไม่ซื้อ คุยก็ไม่คุย ถามซักคำมั้ยว่าถ่ายรูปได้หรือเปล่า ก็ไม่ถาม มาถึงถ่ายๆๆ บุกเข้ามาในร้าน ถ่ายตามมุมโน้นมุมนี้ เสร็จแล้วก็ไป

.... คนที่นั่งอยู่ข้างใน ก็รู้สึกว่าเฮ้ย นี่เราอยู่ในตู้ปลาหรือเปล่า" ต้นเล่าถึงเสียงบ่นจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ได้รับฟังมา

สิ่งที่ 'เหมียว' เจ้าของร้านอาหารเหมียวฟู้ดเจอก็แทบไม่ต่างกัน

เพียงแค่สาวๆ กลุ่มหนึ่งได้รู้ว่า พระเอกหนุ่มสุดฮ็อต 'อนันดา' เคยมานั่งทานอาหารที่ร้านนี้ ก็เฮโลกันมาถ่ายรูป กับ 'โต๊ะ' ตัวที่อนันดา 'เคยนั่ง' กันยกใหญ่ ...และเช่นเคย คือ เมื่อถ่ายภาพเสร็จ ก็เดินขบวนออกจากร้านไป ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ!

มุมสะท้อนของคนทำมาหากินที่แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ลองนึกภาพคนที่ต้องเจอกับสภาพเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย ครั้นจะติดป้ายห้ามถ่ายรูป ก็ดูจะเป็นการใจแคบ และ อาจทำให้เสียบรรยากาศ ความเป็นเมืองอันอบอุ่นของปายไป

... ตามมุมมองของคนทั้ง 4 คนนั้น 'ปริมาณ' ของนักท่องเที่ยวที่มหาศาลไม่ใช่ประเด็นปัญหา หากแต่ 'คุณภาพ' ของนักท่องเที่ยวต่างหาก ที่ถึงเวลาต้องถกกันอย่างจริงจังแล้วว่า วิถีการท่องเที่ยวแบบสไตล์ 'ไทยๆ' ที่ว่ากันว่า 'สบายๆ คือไทยแท้' นั้น กำลังมากเกินคำว่า 'สบาย' ไปแล้วหรือไม่

ตอบว่าอย่างไร ไม่ต้องใส่ซองติดแสตมป์ส่งไปถึงปาย แค่ตอบตัวเองให้ได้ก็พอ    

  • นายอำเภอขอบ่น

หากว่านึกภาพไม่ออก ว่าบรรยากาศ 'ปายแตก' ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไร นิเวศน์ พูลสวัสดิ์ นายอำเภอเมืองปาย มีข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่แห่กันมาเที่ยวเมืองเล็กๆ แห่งนี้มาฝาก

"จากปีก่อนหน้าโน้น เราเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ราว 2 หมื่นเศษ เราก็ว่ามาก แล้วก็เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ปีล่าสุด ปาเข้าไปถึงแสนกว่าคน ถ้าคำนวณแล้ว เท่ากับว่าจำนวนมันเพิ่มขึ้น 500 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ผ่านไปแค่ปีเดียว ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย"

ใครจะเชื่อว่าเมืองเล็กๆ อย่างปาย ซึ่งมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่เพียง 3 หมื่นคนนั้น ต้องรองรับนักท่องเที่ยวมหาศาลถึงกว่าแสนคน จนขนาดที่นายอำเภอท่านนี้ เปรียบเทียบแบบติดตลกว่าไม่ต่างอะไรกับการ 'ยกน้ำหนัก' 

"เวลานักท่องเที่ยวมาทีเยอะๆ มันเหมือนว่าเราเป็นนักยกน้ำหนักเลยนะ น้ำหนักตัวแค่ 40 กว่ากิโล แต่ต้องแบกน้ำหนักเป็นร้อยกิโล" นายอำเภอ เล่าแบบขำๆ

แต่นายอำเภอนิเวศน์ ก็แอบบ่นน้อยใจรัฐบาลด้วยว่า ทั้งๆ ที่เมืองเล็กจิ๋วแห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศหลายพันล้านบาท แต่งบประมาณที่ทางรัฐบาลจัดสรรลงมาให้กลับเล็กน้อยเสียจนไม่สามารถนำมาใช้จ่ายเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นได้

ปัญหา 2 เรื่องหลักๆ ที่นายอำเภอเป็นห่วง คือ เรื่องการจัดการขยะ และ น้ำ ซึ่งขณะนี้ส่วนท้องถิ่น บริหารจัดการเองไปตามประสาชาวบ้าน 

"วันนี้เราเจอปัญหาเรื่องการกำจัดขยะที่มากจนเกินกำลังที่เทศบาลจะจัดการเองได้ นอกจากนี้ ก็มีเรื่องซัพพลายน้ำ ซึ่งเราอยากให้การประปาส่วนภูมิภาค เข้ามาจัดการแทนเทศบาล เพราะตอนนี้ระบบประปาที่เทศบาลทำอยู่ ทั้งประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และงบประมาณ ยังไม่ดีพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้" นายอำเภอกล่าวฝากทิ้งท้ายไปถึงคนใหญ่คนโตในเมือง

Tags : ท่องเที่ยว ปาย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 48

------ ปายมีความหลากหลายในหลายมิติ------

------ ปายเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาจากความหลากหลาย -------

------- ปายไม่เหมือนที่ใด ๆ ในประเทศไทย --

------- ปายจะเป็นเมืองเลื่องชื่อด้านดีไปอีกนาน. ------

ความคิดเห็นที่ 47

อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยน คำว่า ปายได้หรอกค่ะ ปายก็คือปาย อย่างไร ความสวยความงาม ความดี ก็ยังคงที่อยู่ คนที่เห็นความสำคัญก็ยังคงสำคัญอยู่ คนที่ไม่เห็นก็คงต้องเปิดใจรับมัน เพราะอย่าวไรแล้ว ธรรมชาติ ก็คือธรรมชาติ เค้ามีสิทธิ์ ที่จะเจริญเติบโต และ มีสิทธิ์ที่จะแต่งเติมความงามให้กับตัวเอง ถึงแม้มันจะกลับมาที่เดิมความสวยก็ยังคงเหมือนเดิม

ความคิดเห็นที่ 46

คิดถึงปายจังเลย อยากกลับไปอีกครั้งนึงเราไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วยังไม่มีอะไรเลย แต่ตอนนี้มีมากจนไม่น่าเที่ยวเพราะว่าคนเยอะเราชอบแบบสงบสงบแต่ครั้งนึงในชีวิตเราก้อเคยไปแล้วไม่เสียชาติเกิด

ความคิดเห็นที่ 45

เราแค่อยากจะทราบว่า ถ้าราคาห้องพักจะให้ถูกกว่านี้คุณเจ้าของรีสอร์ททั้งหลายจะอยู่กันไม่ได้เลยหรือ คุณจะห่วงเพียงแค่เม็ดเงินที่จะสะพัดเข้าไปหาคุณเพียงเท่านั้นหรือ คุณไม่คิดบ้างเลยหรือว่า พวกคุณเองนั่นแหละที่เป็นคนที่รุกล้ำเข้าไปในเขตของธรรมชาติ ต่อไปถ้า เมืองปาย ไม่บูม แล้วใครกันล่ะในอนาคตที่เขาอยากจะไปพักห้องพักที่ราคาแพงขนาดนี้ ขอจงช่วยตรองดูบ้างนะ ขอบคุณทุกความเห็นที่ทำให้เราได้รับรู้มากขึ้น

ความคิดเห็นที่ 44

อยากให้ปายดูดีเหมือนวันก่อน คงจะน่าชมมิใช่น้อย แต่ ณ ตอนนี้ใครมาชวนไป ปาย ตอบได้คำเดียวว่า ไม่ ทำไมไม่กำหนดราคาห้องพักให้ได้มาตรฐานและสมควร ไม่ใช่ว่าคนเยอะคนมาก ก้อจะขึ้นเอา อย่างที่เราไปพัก ปกติไม่มีคนพัก ไม่มีแอร์ หลังน้อยๆ คืนละ 1500 แต่เพื่อนไปที่เดียวกัน เทศกาลหยุดยาว คิดเพื่อนเรา 4800 จะอะไรกันนักกันหนา เมืองปาย

ความคิดเห็นที่ 43

ตอนนี้ 27 เคยไปมาเมื่อ 17 กะป๊า+ม๊า น่าเที่ยวมาก อบอุ่น สบาย เงียบ แต่ตอนนี้ไปกะก๊วนเพื่อน บอกได้คำเดียวว่า เปลี่ยนไปมาก ไม่ได้ชวนให้อยากกลับไปอีกเลย เพราะที่พักแสนแพง ในขณะที่เทียบกันแล้วราคาไม่น่าจะโอเว่อร์ขนาดนั้น สงสารชาวบ้านพื้นที่มากกว่า น่าจะเป็นเหมือนเมื่อเรายัง 17 คงจะดีไม่น้อย

ความคิดเห็นที่ 42

เป็นคนอำเภอปาย ใครสงสัยถามเรา 0817651812

ความคิดเห็นที่ 41

เป็นคนอำเภอปาย ใครสงสัยถามเรา 0817651812

ความคิดเห็นที่ 40

แล้วไปกันทามมัย ไม่ไปนี่มันตายไหม ไปแล้วห้ามบ่น

ความคิดเห็นที่ 39

แล้วไปกันทามมัย ไม่ไปนี่มันตายไหม

ความคิดเห็นที่ 38

แล้วไปกันทามมัย ไม่ไปนี่มันตายไหม

ความคิดเห็นที่ 37

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ "ปาย" จากปากต่อปาก หลายต่อหลายคนไปมาแล้วเอามาเล่าให้ฟัง ปายอย่างงั้น ปายอย่างงี้ เห็นจากในหนัง ปายสวย บรรยากาศดี เงียบสงบ แต่แล้ว พอไปเจอเข้าจริงๆ ปายไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว เมื่อก่อน ปายเป็นเมืองที่สงบ เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ ทำให้เป็นเมืองหนาวตลอดปี สมกับคำว่า "ปาย เมืองสามหมอก" เมื่อก่อน ปายจะมีวัฒนธรรมที่เก่าๆ หลงเหลือ ซึ่ง คนที่ไปปายส่วนใหญ่ ตอนนี้ คิดว่าปายตอนนี้แหละ คือวัฒนธรรมเก่า ไม่ใช่เลย ปายสมัยนี้ ไม่มีความเก่าแก่หลงเหลือ ไม่มีความเงียบสงบหลงเหลือ มีแต่เสียง ผู้คน กับสิ่งแปลกปลอม ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวนั่นแหละ ที่นำพามันเข้าไปสู่ปาย ไม่น่าแปลก ที่ปายจะเปลี่ยนไป แต่ถ้ามันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ก็คงจะดี แต่นี่ เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง เสื่อมลงไป พร้อมๆ กันกับผู้คน ชาวปายเดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยจะอยู่ในเมืองแล้ว ผู้คนที่อาศัยในเมืองเป็นคนต่างถิ่นที่เข้าไปทำมาหากินที่ปาย ไปกอบโกยปาย โดยลืมไปว่า สิ่งที่คุณควรจะทำให้ปายคือการให้ปายเป็นเหมือนเมื่อก่อน เมืองที่เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย มีวัฒนธรรมเก่าแก่เป็นของตนเอง

ความคิดเห็นที่ 36

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ "ปาย" จากปากต่อปาก หลายต่อหลายคนไปมาแล้วเอามาเล่าให้ฟัง ปายอย่างงั้น ปายอย่างงี้ เห็นจากในหนัง ปายสวย บรรยากาศดี เงียบสงบ แต่แล้ว พอไปเจอเข้าจริงๆ ปายไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว เมื่อก่อน ปายเป็นเมืองที่สงบ เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ ทำให้เป็นเมืองหนาวตลอดปี สมกับคำว่า "ปาย เมืองสามหมอก" เมื่อก่อน ปายจะมีวัฒนธรรมที่เก่าๆ หลงเหลือ ซึ่ง คนที่ไปปายส่วนใหญ่ ตอนนี้ คิดว่าปายตอนนี้แหละ คือวัฒนธรรมเก่า ไม่ใช่เลย ปายสมัยนี้ ไม่มีความเก่าแก่หลงเหลือ ไม่มีความเงียบสงบหลงเหลือ มีแต่เสียง ผู้คน กับสิ่งแปลกปลอม ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวนั่นแหละ ที่นำพามันเข้าไปสู่ปาย ไม่น่าแปลก ที่ปายจะเปลี่ยนไป แต่ถ้ามันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ก็คงจะดี แต่นี่ เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง เสื่อมลงไป พร้อมๆ กันกับผู้คน ชาวปายเดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยจะอยู่ในเมืองแล้ว ผู้คนที่อาศัยในเมืองเป็นคนต่างถิ่นที่เข้าไปทำมาหากินที่ปาย ไปกอบโกยปาย โดยลืมไปว่า สิ่งที่คุณควรจะทำให้ปายคือการให้ปายเป็นเหมือนเมื่อก่อน เมืองที่เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย มีวัฒนธรรมเก่าแก่เป็นของตนเอง

ความคิดเห็นที่ 35

เห็นด้วยกับนิสัยคนไทย การบ้าถ่ายรูป การชอบตัดสิน ไม่ยอมรับ บางครั้งก็ไม่มีมารยาทจริงๆ ทำตัวเปป็นนักท่องเที่ยวเต็มร้อย ไม่ปรับพฤติกรรมไปตามสภาพแวดล้อม สงสารปายเหมือนกัน แต่ก้ไม่รู้จะทำไงดี เปลี่ยนคนอื่นยาก อาจต้องเปลี่ยนตัวเอง บางทีปายอาจต้องเปลี่ยนไป ต้องมีระบบการรองรับที่ดี คนดูแลที่นี่ต้องมีวิสัยทัศน์ และสร้างระบบจัดการที่ดีมากๆ เพื่อความอยู่รอดและพึงพอใจของทุกฝ่าย

ความคิดเห็นที่ 34

"ผมนั่งขายซีดีอยู่ ก็มาถามว่าร้านมิตรไทยไปทางไหนคะ ผมแทบจะตอบไปว่า เลี้ยวซ้ายไปอีกสองกิโล ทั้งๆ ที่แค่เงยหน้าขึ้น ก็จะเห็นว่ามันอยู่ถัดไปแค่สิบเมตรเอง นี่คือ นิสัย ไม่ผจญภัย แล้วยังมีกฎเกณฑ์บ้าๆ บอๆ อย่าง 10สิ่งที่ต้องทำ เขียนโปสการ์ดร้านนี้, กินกาแฟร้านนี้, ถ่ายรูปที่นี่นะ ... แล้วคนก็ตามกันไป" ต้นเล่า...
นี่คือวิืธีคิดของคนต่างถิ่นที่คิดจะไปอยู่แค่กอบโกยจากปาย ถ้าเป็นคนท้องถิ่นจริงๆจะมีจิตใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้มาเยือน คนเหนือจริงๆจิตใจอ่อนโยน แต่วิธีคิดและการแสดงออกอย่างคุณต้นนี่เองที่ทำให้เสน่ห์ของปายหายไป ด้วยฝีมือของ"คนต่างถิ่น" โดยเฉพาะจากเมืองหลวงที่เอาวิธีคิดถึงตัวเองเป็นใหญ่และเป็นมาตรฐานไปวัดคนอื่น

ความคิดเห็นที่ 33

ผมแค่คิดในใจนะ แต่ คห.12 ดันพูดซะเสียงดัง
เชียงใหม่คือตัวเลือกสุดท้ายของผม ถัดจาก 3 จังหวัดภาคใต้


แต่ผมก็เคยไปมาแล้วนะ 4 จังหวัดข้างบน

ความคิดเห็นที่ 32

เห็นด้วยกับคุณต้นต่ะ เพราะไปมาเมื่อต้นเดือนกพ.รู้สึกเหมือนเดินอยู่แถวถนนข้าวสาร พร้อมทั้งมีวัยรุ่นมายืนโพสต์ท่าถ่ายรูปเหมือนถ่ายแบบ มันจะเป็นการเที่ยวตามกระแสมากกว่า น่าเสียดายนะคะ อยากกลับไปอีกนะ แต่คงต้องให้กระแสซาลงก่อน จึงจะได้บรรยากาศของเมืองปายจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 31

ก่อนนี้ฝรั่งมาสูบกัญชากัน
คนไทยไปตามฟรั่ง
ธรรมชาติ วิถีชีวิตแบบนี้มีเยอแยะ เป็นแค่ส่วนประกอบ

ตอนนี้ฟรั่งไปวังเวียงแทนแล้วเพราะธรรมชาติเริ่มไม่เหลือ
คอนเซ็ปเดียวกันคือ กัญชาหาง่าย

ความคิดเห็นที่ 30

ปายเปลี่ยนไปมากจริงๆ คนแห่ไปจนไม่สงบเหมือนก่อน ไปคราวนี้เลยเลิกคิดจะไปอีก ปายกลับมาสงบมื่อใด เราคงได้พบกัน

ความคิดเห็นที่ 29

เห็นด้วยอย่างมาก แต่สงสารปายที่หลายคนที่ไปทำมาหากินที่ปาย ไม่ได้รักปายเลย ทำตัวไม่น่ารัก เลยทำให้เสน่ห์ของปายหายไปด้วย

อย่างเช่นร้าน All about coffee หลานอายุ 7 ขวบ ยังไม่กินเลย บอกว่าพี่เค้าพูดจาไม่ดึ

ร้านมิตรไทยก็พูดจาไม่น่ารัก

ความคิดเห็นที่ 28

อย่าว่าแต่คนไทยเลย ฝรั่งก็ไม่ต่างกัน เคยทำงานอยู่บนเกาะสวาทหาดสวรรค์แห่งหนึ่ง เจอมาเยอะนักท่องเที่ยวที่มาถึงก็ร้องหา TV รายการเคเบิล รถรับส่ง(บางทีไม่อยากนั่งเรือ ขอเครื่องบินเลย) บาร์ ทั้งๆที่ที่นี่คือเกาะสำหรับพักผ่อนจริงๆ พอเมาปลิ้นก็ทิ้งขยะเละเทะไว้ตามหาด เกาะนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของตำบลก็ไม่มีงบจัดการสิ่งแวดล้อม ทีนี้พอหาดสกปรกคนก็ย้ายไปทำลายที่อื่นต่อไป

ความคิดเห็นที่ 27

เท่าที่อ่านปัญหาอันนึงที่เจ้าถิ่นเค้ามองเห็นคือ นิสัยนักท่องเที่ยวไทย ที่ค่อนข้างขาดมารยาท ไม่ให้เกียรติเจ้าของสถานที่ คิดว่าเป้นนักท่องเที่ยว เอาเงินมาให้แล้วทำได้ทุกอย่าง มั้ง ก็อยากให้พวกเราชาวไทยรู้จักให้เกียรติเจ้าถิ่นให้เกียรติสถานที่ มีมารยาท มีระเบียบ รับรองว่าไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่มีปัญหา

ความคิดเห็นที่ 26

คนไม่เคารพคน ก็ยากที่จะเรียกว่าคน
คห 23 คงต้องส่องกระจกดูเงาคนว่าเห็นคนหรือเห็นโคลน

ความคิดเห็นที่ 25

ผมความเห็น 12 ไม่ได้สร้างความแตกแยกแต่พูดตรงความจริงมากไปหน่อยเลยรับไม่ได้ถามว่าอีสานเหนือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเท่าไหร่ให้กับประเทศไทยแต่ยังไม่คำนึงผลกระทบ ถ้านิสัยไม่ดีอาศัยบุกตะลุยไม่รู้ดีรู้ชอบผมหนีไปเที่ยวลาวสบายใจกว่าไม่มีสี มาระคายตา

ความคิดเห็นที่ 24

คุณความคิดเห็นที่ 12 ค่ะ เชียงใหม่ยังมีที่น่าเที่ยวอีกเยอะค่ะ เพียงแต่คุณไม่รู้เอง อย่ามองแต่เมืองเชียงใหม่สิค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23

แล้วไง คนทุกคนก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะไปเที่ยวปาย ฉิ่งฉับทัวร์ก็คน แบ็คแพ็กเกอร์ก็คน ลูกคุณหนูลากกระเป๋าลงเครื่องมาก็คน * อันที่สองมันวิเศษกว่าอันอื่นตรงไหน จะบ่นได้ยังไง ทุกคนก็อยากมาเที่ยวเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 22

... ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไปเที่ยวปายครั้งแรกเมื่อปี 2539 หลังจากนั้นผมพาเพื่อนๆ ไปทุกปี ติดต่อกันซัก 4-5 ปี เห็นจะได้ แล้วก็หยุดไปนาน ทุกคนรักและชื่นชอบสถานที่แห่งนี้กันทุกคย จนหลังสุดเมื่อช่วง 5-10/12/51 ที่ผ่านมา ...
... ได้แต่ยิ้มในใจครับ ว่ามีคนเห็นว่าปายเป็นสถานที่สวยงาม เหมือนที่ผมเคยคิด แต่ความคิดก็ขัดแย้งกันในใจว่า ไม่อยากให้เป็นแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลย ...
.... คุณค่าของการเดินทาง น้อยที่สุดก็คือ "ความทรงจำที่ดี" หวังอยากให้นักท่องเที่ยวสมัยนี้เข้าใจคุณค่าของการเดินทางมากกว่าคำว่า "..ไปมาแล้ว.."
อยากให้คุณภาพความคิดของคนไทย เป็นใหญ่เหนือการตลาดครับ อย่าตกเป็นทาสสื่อ จนลืมคุณค่าของการเดินทางไปเลยครับ
... พ่อผมเล่าให้ฟังเรื่อง ท่าตอน ที่ จ.เชียงราย ว่าย้อนไปซัก 30-40 ปีที่แล้ว เป็นสถานที่สวยงาม นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเยอะมาก ผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปพักที่ท่าตอนเมื่อ 5-10/12/51 ที่ผ่านมา เช่นกัน หลังจากออกมาจาก ปาย ภาพท่าตอน ทั้งจากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ และได้สัมผัสเอง คือ ไม่มีนักท่องเที่ยว เป็นเมื่องที่สงบ เงียบเหมือนไม่ใช่อำเภอท่องเที่ยว หรือเงียบกว่า เพราะไม่ใช่ทางผ่านอะไร...
...ในใจยังคิดว่าอยู่ว่าหรือนี่คืออนาคตของปาย...

ความคิดเห็นที่ 21

... ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไปเที่ยวปายครั้งแรกเมื่อปี 2539 หลังจากนั้นผมพาเพื่อนๆ ไปทุกปี ติดต่อกันซัก 4-5 ปี เห็นจะได้ แล้วก็หยุดไปนาน ทุกคนรักและชื่นชอบสถานที่แห่งนี้กันทุกคย จนหลังสุดเมื่อช่วง 5-10/12/51 ที่ผ่านมา ...
... ได้แต่ยิ้มในใจครับ ว่ามีคนเห็นว่าปายเป็นสถานที่สวยงาม เหมือนที่ผมเคยคิด แต่ความคิดก็ขัดแย้งกันในใจว่า ไม่อยากให้เป็นแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลย ...
.... คุณค่าของการเดินทาง น้อยที่สุดก็คือ "ความทรงจำที่ดี" หวังอยากให้นักท่องเที่ยวสมัยนี้เข้าใจคุณค่าของการเดินทางมากกว่าคำว่า "..ไปมาแล้ว.."
อยากให้คุณภาพความคิดของคนไทย เป็นใหญ่เหนือการตลาดครับ อย่าตกเป็นทาสสื่อ จนลืมคุณค่าของการเดินทางไปเลยครับ
... พ่อผมเล่าให้ฟังเรื่อง ท่าตอน ที่ จ.เชียงราย ว่าย้อนไปซัก 30-40 ปีที่แล้ว เป็นสถานที่สวยงาม นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเยอะมาก ผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปพักที่ท่าตอนเมื่อ 5-10/12/51 ที่ผ่านมา เช่นกัน หลังจากออกมาจาก ปาย ภาพท่าตอน ทั้งจากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ และได้สัมผัสเอง คือ ไม่มีนักท่องเที่ยว เป็นเมื่องที่สงบ เงียบเหมือนไม่ใช่อำเภอท่องเที่ยว หรือเงียบกว่า เพราะไม่ใช่ทางผ่านอะไร...
...ในใจยังคิดว่าอยู่ว่าหรือนี่คืออนาคตของปาย...

ความคิดเห็นที่ 20

แนะนำเชียงคานค่า ให้อารมณ์แบบปายช่วงก่อนบูม ไปก็สะดวกกว่า ใกล้ ทางไม่คดเคี้ยว แต่อากาศจะร้อนกว่า โดยรวมโอเคอ่ะ ดูบรรยากาศริมแม่น้ำโขง นั่งชิลล์ๆ ไปแก่งโตน(ชื่อนี้ป่าว) นอนลอยแพเล่นน้ำ

ความคิดเห็นที่ 19

นายอำเภอขา มีคนไปเที่ยวเยอะๆ ก็ดีมิใช่หรือคะ อย่าบ่นเลยค่ะ นายอำเภอมีหน้าที่จัดการอำนวยความสะดวก ก็บริหารจัดการไป ทำอย่างไรให้สะดวกและมีระเบียบ น่าจะเป้นความคิดของนายอำเภอมากกว่า เช่น ปรับแผนให้มีการจำกัดจำนวนคนรายวันดีไหม คิดว่าควรจะมีการห้ามนำรถยนต์ส่วนตัวเข้าเขตตัวเมืองหรือไม่ ควรปรับให้เป็นถนนคนเดินหรือจักรยาน สามล้อ มอไซค์ดีไหม ควรมีการตระเตรียมสิ่งจำเป็นไว้ให้มากกว่าเดิมในหน้าเทศกาลดีไหม จะจัดการอย่างไรเพื่อทำให้คนที่ไปเคารพความเรียบง่ายของปาย โจทย์พวกนี้ควรจะอยู่ในหัวของนายอำเภอมากกว่าจะมาบ่น อะไรก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ มีความเจริญก็มีความเสื่อม ถ้าไม่บริหารจัดการปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ปายก็จะเสื่อมไปเอง และตอนนั้นนายอำเภอก้อาจจะมาบ่นอีกแบบที่ตรงข้ามกัน

ความคิดเห็นที่ 18

คห12 * จะมาสร้างความแตกแยกทำไมเนี่ย....ชอบ คห16มาก ถ้าทุกคน
คิดได้อย่างนี้ ปายคงไม่เป็นแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 17

รู้สึกเหมือนคุณความเห็นที่ 16
อ่านแล้วเข้าถึงและสะเทือนใจจริงๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16

อยู่กับปายมาตั้งแต่เด็กๆ
ตลอดเส้นทางจากเชียงใหม่ แม่มาลัย ห้วยน้ำดัง ปาย แม่ฮ่องสอน ผาบ่อง ขุนยวม แม่ลาหลวง แม่ลาน้อย แม่สะเรียง อมก๋อย กองลอย สวนสนดอยแก้ว ออบหลวง ฮอด จอมทอง อินทนนท์ สันป่าตอง ยันเชียงใหม่
บรรยากาศของธรรมชาติ ที่เติบโตไปในทิศทางของตัวมันเอง
ไม่ได้รอให้เราไปสัมผัส เราเองตะหาก ที่เสาะแสวงหา เพื่อตอบสนองตัวเอง
ถ้าเราชัดเจนในตัวเอง ถ้าเราเคารพ และให้เกียรติตัวเราเอง
เราจะเคารพในวิถีของธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ ไม่ค่อยเกิดในคนกลุ่มหนึ่ง
ไม่เคยนั่งนิ่งๆดูสายน้ำ ไม่เคยเงี่ยหูฟังเสียงลมรอบกาย ไม่แม้แต่จะลดความดังของเสียงพูดตัวเองที่กำลังกลบเสียงธรรมชาติ
เคยเห็นแนวน้ำค้างบนยอดหญ้าริมทางระหว่างที่คุณกำลังเดินย่ำไปเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นกันไหม คุณรุ้ไหมว่ามันสวยเพียงใด
เคยได้ยินเสียงลมที่พัดผ่านแนวยอดสนในยามค่ำคืนกันบ้างหรือเปล่า ว่ามันไพเราะขนาดไหน
เคยได้ยินหัวใจของตัวเองไหม
หัวใจ ความคิด อารมณ์ ที่อยู่ท่ามกลางความต่างของสภาพแวดล้อมที่เคยชินกับธรรมชาติ เคยซึมซับกันบ้างไหม

ต่อให้ไปมาสุดหล้าฟ้าดิน มีรูปถ่ายเป็นหลักฐาน มีบันทึกการเดินทางชัดเจน

ถาม
ว่าคุณเคยไปแล้วจริงหรือ

ภูมิใจกันนักหรือ กับการเติบโตท่ามกลางความสูญเสีย

ความคิดเห็นที่ 15

คห.12 เขียนมาอย่างนี้
รังแต่จะสร้างความแตกแยกให้เกิดแก่คนในชาติ
น่าจะรู้จักกาลเทศะบ้างนะ
โตๆ กันแล้ว อย่าจับแพะชนแกะเลย
มันส่อสันดานคุณ

ความคิดเห็นที่ 14

เห็นด้วยกับความเห็นที่13จังเลย ถูกใจๆ

ความคิดเห็นที่ 13

พวกไร้มารยาทเที่ยวถ่ายรูปแล้วไม่อุดหนุนคือเสื้อเหลืองใช้มั้ย คห.12

ความคิดเห็นที่ 12

ก็เชียงใหม่ไม่น่าเที่ยวแล้วนิ
ไปปายดีกว่า คนนิสัยดีกว่า
ไม่มีเสื้อแดงให้กวนใจ

ความคิดเห็นที่ 11

พวกคุณๆ นักท่องเที่ยว แห่กันไปเที่ยวกระจุกตัวเฉพาะแหล่งที่คนแห่กันไปน่ะแหละ เลยประสพปัญหาแบบนี้ ทำไมไม่กระจายไปเที่ยวแหล่งอื่นๆ ในเมืองไทยที่ยังอันซีน

ความคิดเห็นที่ 10

ผมมีเพื่อน ไปมาตั้งแต่สามสี่ปีก่อน
เห็นมีไปกันทุกปี
แม้กระทั่งต้นปีที่ผ่านมาเพื่อนก็ไป

เพื่อนผมต่างก็บอกว่า น่าไป และชวนผมไป ส่วนตัวผมเองก็ยังไม่ได้ไปหรอกนะครับ เพราะคิดว่ามันเหนื่อย แต่ล่าสุดที่เพื่อนไปมา ก็อย่างที่หลายคนรู้ ๆ กัน

ถ้าถามผมว่า ตอนนี้อยากไปปายไหม คำตอบคือ ไม่แล้วหละครับ เพราะมันคงไม่น่าไปแล้ว ถ้าจะไป ก็คงรอให้เหมือนตอนแรก ๆ ที่เพื่อนผมไปดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 9

ไม่กำหนดนักท่องเที่ยวที่จะไปเลยครับ ว่า ปาย รับนักท่องเที่ยวได้ที่เท่าไร

ความคิดเห็นที่ 8

ไปมาค่ะตอนปีใหม่ บอกได้คำเดียวว่าจะไม่ไปช่วงวันหยุดอีกแล้ว และอยากให้บรรยากาศเหมือนสมัยก่อนๆที่ธรรมชาติยังสมบูรณ์ แบกเป้ไปเที่ยว จะน่าสงสารปายมากถ้าโดนมนุษย์ทำร้ายธรรมชาติและไม่มีนักท่องเที่ยวไปอีกเลย

ความคิดเห็นที่ 7

อีกไม่นานจะมีฉิ่งฉับทัวร์มาเยือนปาย แล้วนักท่องเที่ยวแบกเป้ก็จะหายไปตลอดกาล

ความคิดเห็นที่ 6

ชอบข้อความนี้มาก

"หากแต่ คุณภาพ ของนักท่องเที่ยวต่างหาก ที่ถึงเวลาต้องถกกันอย่างจริงจังแล้วว่า วิถีการท่องเที่ยวแบบสไตล์ ไทยๆ ที่ว่ากันว่า "สบายๆ คือไทยแท้" นั้น กำลังมากเกินคำว่า "สบาย" ไปแล้วหรือไม่"

คนไทยที่ไปท่องเที่ยวคงต้องถามตัวเองด้วยว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพหรือเปล่า บางคนไปสถานที่แบบธรรมชาติ มีที่พักแบบโฮมสเตย์ แต่กลับเรียกร้องขอผับเพราะอยากไปดริ้งค์กับนั่งฟังเพลง! คนไทย "ทำได้ดังใจคือไทยแท้" กันมานานเกินไปแล้ว จัดระเบียบ จัดความคิดใหม่ กันดีไหม

ทำไมประเทศอื่นเขาทำได้ ที่ที่อนุรักษ์ ให้มีกฏมีระเบียบต้องทำตามมากมาย ก็ยังมีคนไปเที่ยว และก็ยั่งยืน ไม่เหมือนบ้านเรา ทำจนเละเป็นที่ๆ พอเละก็หาที่ใหม่ทำให้เละกันต่อไป เฮ้อ

ความคิดเห็นที่ 5

ให้รัฐบาลจัดอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ ต้องให้นายทุนรายใหญ่จัดอาจจะมีโรงแรมสูงเสียดฟ้า ความสะดวกสบายทุกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยวและเทค แบบเดียวกับเชียงใหม่ พัทยา เมื่อกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวของโลก

ความคิดเห็นที่ 4

คนไทยชอบตามกระแส บรรยากาศตอนปีใหม่ราวกับแร้งลง อยากเห็นปายกลับมาเงียบสงบดังเดิม

ความคิดเห็นที่ 3

แต่เห็นด้วยนะ เละ เพราะหนึ่งคนไปเยอะมันจัดการไม่ได้

นักท่องเที่ยวเองก็ส่วนนึง

ปล่อยให้มันกลับไปอย่างเดิมก็ยากมาก

พวกถ่ายรูปไม่รู้กาละเทศะก็ใช่

แต่ร้านก็ติดป้ายไว้เลยห้ามถ่ายรูป จบ

สรุปไปที่อื่นดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 2

บางทีน่าจะจำกัด ยิปซีประเภทเร็กเก้ สกา ได้แล้ว ศิลปะใดๆไม่เคยทำร้าย แต่มนุษย์ที่มักขืนศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น มนุษย์นั้นคือ เร็กกา(เร็กเก้ สกา)มีเกลื่อนไปหมด เร็กกาไม่เหมาะกับทุกท้องถิ่น หยุดยัดเยียด เหยียดหยามให้ยอมรับ
หรือบางทีเห็น ปาย เป็นเพียงบรรยากาศสนองกำหนัดเส้นกัญชา

ความคิดเห็นที่ 1

เละจริงๆ ครับ จัดระเบียบได้แล้ว

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า