ความสำเร็จของ Slumdog Millionaire บนเวทีออสการ์ ทำให้ทั่วโลกหันมามองอินเดียอีกครั้ง แต่จะแค่วาบเดียวหรือยืนยาว...ต้องติดตาม
หลังจาก ‘อนุกรมแห่งชีวิตขนาดใหญ่’ อย่างอินเดีย เคยประสบกับภาวะยุ่งเหยิงวุ่นวายในยุค 80's จนนักคิดนักเขียนและนักวิชาการพากันตั้งตัวเป็น ‘ผู้สังเกตการณ์’ ต่อประเทศที่มีความอัดแน่นทางวัฒนธรรมและโศกนาฏกรรม ตามคำพูดของ อ.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา นักวิจารณ์ภาพยนตร์อาวุโสของบ้านเราแล้ว
เกือบจะพูดได้ว่า นับจาก Gandhi (คานธี) ในปี 1982 มาจนถึง Salaam Bombay ในปี 1989 นั้น ความตื่นเต้น (กระทั่งเกิดเหตุ) ยังไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลยมาจนถึงปีนี้...กระทั่งเมื่อสายแก่ๆ ของวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง ที่ Slumdog Millionaire ปัดแข้งปัดขา เดินขึ้นไปรับรางวัลใหญ่อย่าง ‘หนังยอดเยี่ยม’ บนเวทีออสการ์ครั้งที่ 81 นั่นแหละ อะไรๆ ที่เกี่ยวกับอินเดีย จึงถูกพูดถึงอีกคราหนึ่ง
ทั้งยังจริงจังแบบ ริชาร์ด คอร์ลิส ในนิตยสาร Time (ที่ถึงขั้นวาดไดอะแกรม) และทั้งยังอารมณ์ดีในเว็บไซต์หลายแห่ง (ที่เอานักแสดงที่เข้าชิงมาแต่งตัว ด้วยชุดเดินพรมแดงต่างๆ นานา)
ถึงวันนี้ อาจเป็นเรื่องป่วยการที่ใครสักคนจะมาถึง ‘ความดี-ความไม่ดี’ ของหนัง แต่อาจเป็นเรื่องน่าสนใจกว่า ถ้าเราจะมาตั้งคำถามกันว่า หลังผ่านพ้นความสำเร็จของ (หนังเรียกติดปากว่า) ‘slumdog’ นั้น อินเดียจะได้อะไรบ้างในเชิงวัฒนธรรมป๊อป หรือเทรนด์ใหม่ๆ ในตลาดโลก
"เท่าที่คลุกคลีอยู่กับโฆษณา โดยส่วนตัวมองว่าสิ่งที่น่าจะเข้ามาแตะมากกว่าก็คือ ไลฟ์สไตล์ ผ่านสินค้าบางตัว เพราะว่าอินเดียมีความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาก" โศภา เงินสวัสดิ์ เจ้าของบริษัทพีอาร์เอเยนซีแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นกว้างๆ เธอมองว่า อินเดียมีวัฒนธรรมให้เล่นเยอะ โดยเฉพาะ ‘สีสัน’ สนุกๆ ในแบบที่สังคมไทยเองก็ชอบ
"เอกลักษณ์เลยที่อินเดียขายได้ก็คือ ผ้า อาหาร หรือแม้ไม่นานมานี้ ก็เคยมีโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่ง นำเสนอเกี่ยวกับความเป็นอินเดียออกมา ดังนั้นในอนาคต สิ่งที่น่าสนใจจะมองก็คือ ไลฟ์สไตล์ ที่นักการตลาดบางคนอาจจะจับมาเล่น"
เธอตอบได้ตรงคำถามและนั่นทำให้ ‘จุดประกาย’ ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า แล้ว หนังที่พูดถึงมิติอันเข้มข้นของโศกนาฏกรรมระดับต่างๆ อย่าง Slumdog (ที่แม้จะอ่อนด้อยกว่า Salaam Bombay) เมื่อโบยบินไปคว้ารางวัลใหญ่จากตุ๊กตาทองตัวที่แพงที่สุด ดังที่สุดนั้น มันจะสร้างอะไรต่อวงการหนังอินเดียบ้าง เช่น อนาคตจะมีที่ทางไหม ?
"ผมว่ายากนะ และคิดว่า Slumdog คงไม่ได้ทำให้เกิดกระแสอินเดียอะไรอย่างที่คนวงนอกคิด มันแทบจะเกิดไม่ได้เลย และคงจะเหมือนกระแสอะไรสักอย่าง ที่ถ้าจะฮิตก็จะฮิตแค่ช่วงหนึ่ง เหมือนอะไรล่ะ เหมือนกระแสชีวจิต ที่พักหนึ่งก็จะจางหายไป" สนธยา ทรัพย์เย็น ผู้ดูแลโครงการดวงกมล ฟิล์มเฮาส์ มามากกว่าหนึ่งทศวรรษ หล่นความเห็นกับ จุดประกาย
เขาฟันธงว่า มันอาจจะมีหนังจากที่ไหน เห่อเรื่องราวหรือพล็อตที่เกี่ยวกับอินเดียอยู่บ้าง แต่ในที่สุด หนังที่เกี่ยวกับอินเดียเรื่องนี้ ก็จะไม่สามารถสร้างเทรนด์ของหนังอินเดียต่อตลาดโลกได้ ซึ่งถ้าจับเอาคำพูดมุมนี้แล้ว บางที สิ่งที่อาจจะได้รับอานิสงส์มากกว่า จากความสำเร็จของ Slumdog ก็คือ ไลฟ์สไตล์ ที่จะขายสินค้าจากสีสันสนุกๆ ทางวัฒนธรรมในแบบอินเดียเอง
สนธยา ค่อยๆ แจกแจงว่า คนดูจะไปตัดสินว่า Slumdog คือหนังอินเดีย ก็คงไม่ใช่ และไม่น่าจะใช่
มุมนี้เอง มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์อธิบายได้ยกใหญ่ แถมน่าสนใจว่า Slumdog ไม่สามารถจะเรียกตัวเองว่าเป็นหนังอินเดียได้เลย เพราะมันถูกสร้างและมองด้วยสายตาของตะวันตกเต็มๆ
"ไม่ว่าจะเป็นทุนในการสร้างที่หามาจากหลายแหล่ง ผู้กำกับ คนเขียนบทและทีมงาน ที่เห็นจะเป็นอินเดีย ก็คือนักแสดงในหนัง ซึ่งรองรับสิ่งที่บทและผู้กำกับสั่ง สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า เราน่าจะมองอีกมุมก็คือ สไตล์การเล่าเรื่อง การใช้ภาพหรือวิธีการดำเนินเรื่องนั้น เหล่านี้ ไม่ใช่วัฒนธรรมแบบหนังอินเดียเลย" มโนธรรม ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของ คมชัดลึก อะวอร์ดส์ ปีล่าสุด พยายามจะขยายภาพให้ชัด
"หนังอินเดียจริงๆ คือ การใช้บทสนทนาที่ยืดยาว ไม่ใช่พูดคำตอบคำแบบ Slumdog หรือการเล่าเรื่องแต่ละซีนนั้น ก็กินเวลาพอสมควร ไม่ใช่ฉึบฉับตัดไวอย่าง Slumdog ที่ดูไปดูมา เราอาจจะคิดไปถึงหนังอย่าง City of God ของบราซิล"
สิ่งที่ มโนธรรม พยายามจะสื่อกับเราก็คือ มันไม่มีอะไรที่จะบอกได้เลยว่า นี่คือความภาคภูมิใจของคนอินเดีย เพราะมันคือหนังอินเดีย ‘แบบฝรั่ง’ มีแค่อย่างเดียวที่เป็นอินเดียคือนักแสดง
"แล้วเราจะไปคาดหวังอะไรว่า ความสำเร็จของมัน จะฉุดลากชักพา ให้อุตสาหกรรมหนังของอินเดียเคลื่อนไปข้างหน้า ผมยังคิดต่อไปด้วยว่า ประโยชน์อย่างเดียวที่หนังอินเดียหรืออย่างน้อยแวดวงอุตสาหกรรมคนทำหนังอินเดียจริงๆ จะได้รับประโยชน์จากความสำเร็จของ Slumdog ก็คือ ลีลาของหนัง สไตล์ใหม่ๆ ของหนัง ที่หนังอินเดีย คงจะต้องปรับตัวมาเล่าเรื่องแบบสมัยใหม่"
สนธยา เสริมว่า เขาเองก็ไม่คิดว่า Slumdog จะเอื้ออะไรให้อินเดีย โดยเฉพาะในความเป็นหนัง
"มันก็เหมือนตอนที่ แบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี่ ทำ The Last Emperor ซึ่งมองยังไง ดูยังไง มันก็คือหนังจีนที่เป็นตะวันตก เรายังไม่พบอะไรที่จะบอกว่า นี่คือหนังเกี่ยวกับจีนที่เป็นจีนแท้"
ต้องถอดเสื้อคลุมอเมริกัน?
ถึงตรงนี้ พอจะสรุปได้อย่างหนึ่งว่า ใครก็ตามที่คิดว่า รางวัล 8 สาขาของ Slumdog บนเวทีออสการ์นั้น จะสร้างคุณประโยชน์อะไรในเชิงการตลาดและศิลปะต่อวัฒนธรรมอินเดียนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ยาก
ผู้ดูแลโครงการดวงกมลฟิล์มเฮาส์ ถึงขนาดบ่นว่า ถ้าจะมีเทรนด์หรือกระแสอะไรเกี่ยวกับอินเดีย เขาก็ยังเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะฮิตขึ้นมาในเวลาสั้นๆ ไม่สามารถ ‘สร้างเนื้อสร้างตัว’ อะไรได้ ผิดกับ โศภา เงินสวัสดิ์ ที่มองฉีกไปยังการตลาดซึ่งสามารถเกาะกับไลฟ์สไตล์ได้ว่า อาหารอินเดีย เสื้อผ้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือ เหล้า ต่างหากที่จะสามารถขายเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอินเดียได้
จาก Gandhi ในปี 1982 และ แวะทักทาย A Passage to India ในกลางทศวรรษที่ 80 จนไปปิดสรุปอย่างงดงามกับ Salaam Bombay ในปี 1989 นั้น ดูเหมือนว่า เวทีโลกจะยังไม่ได้ให้อานิสงส์ใดๆ กับความเป็นอินเดีย "...ทั้งที่ อินเดีย คือ ชาติที่ใกล้ชิดกับตะวันตก อย่างเช่นอังกฤษ" อ.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา บอกไว้ในงานเขียนของเขา
ทำไมหนังอินเดีย และไยวัฒนธรรมอินเดีย ถึงใช้เวลานานในการก้าวข้ามไปสู่ความสมัยใหม่ของโลก หรือ เหตุอันใด หนังอินเดีย จึงไม่สามารถเติบใหญ่ในตลาดหนังโลกได้ด้วยตัวเอง ?
สนธยา บอกว่า ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ "..เพียงแต่เราต้องยอมรับว่า ถ้าหนังอินเดียจะมีอนาคต หรือจะสร้างที่ทางอะไรให้กับวงการหนังของเขา มันก็จะอยู่ในชุดคลุมของอเมริกันแบบนี้ อยู่ในชายคาของตะวันตก เพราะเรื่องที่ดังๆ ฝรั่งก็เป็นคนทำหลายเรื่อง หรืออีกทีก็คือ หนังอินเดียอาจจะต้องลดความเป็นตัวเองลง ด้วยการใช้สไตล์ใหม่ๆ นำเสนอ จะต้องเป็นหนังอินเดียในสไตล์ที่ทันสมัย แบบที่ เราเห็นใน Slumdog หรือ City of God ที่เราเห็นความเป็นบราซิลเลียนออกมา"
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย มโนธรรม ชี้ว่า เครื่องเคราของหนังอินเดีย หรือกำแพงบางอย่าง เช่นไวยากรณ์ก็ดี หรือวิธีการเล่าเรื่องก็ดี ถ้ายังคงสภาพแบบอินเดีย original ก็คงยากที่จะบูมในตลาดโลกได้ ต่อให้หนังที่เกี่ยวกับอินเดีย จะได้รับรางวัลอีกก็ตาม
นักวิจารณ์หนังอาวุโสอย่าง อ.บุญรักษ์ เคยเขียนไว้อย่างคมคายใน หนังสือ ‘ศิลปะแขนงที่เจ็ด’ ว่า สภาพของสังคมอินเดียนั้น ถือว่าเป็นอนุกรมชีวิตขนาดใหญ่ของคนรอบนอก ซึ่งแง่มุมนี้ เป็นความเข้มข้นในทางดราม่าที่เหมาะจะนำมาเสนอ เพียงแต่ว่า ใครล่ะจะหยิบเอามุมไหน และมาเล่าอย่างไร
ผู้กำกับคนหนึ่งที่เป็น ‘ของจริง’ และ อ.บุญรักษ์ กล่าวชื่นชมอย่างชัดเจนก็คือ มีร่า ไนเออร์ (ผู้กำกับ Salaam Bombay และ Monsoon Wedding) ที่เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารวิเคราะห์ขวัญใจนักวิจารณ์อย่าง sight & sound ว่า "สำหรับเรื่องราวของอินเดียแล้ว คนที่จะหยิบจับเอามันออกมาพูดได้อย่างตรงเป้า ก็เห็นจะเป็นคนอินเดียด้วยกันนี่แหละ"
นัยแห่งความหมายนั้น น่าจะก้องกังวานไปยัง แดนนี บอย์ล ผู้กำกับจากสกอตแลนด์ที่โดดเด่นเรื่องสไตล์ฉูดฉาดในการเล่าเรื่อง และขณะเดียวกันก็อาจจะตอบคำถามของใครต่อใครในช่วงบ่ายยันค่ำของวันจันทร์ว่า เพราะเหตุใดหนังอินเดียจึงควรถูกมองอย่างจริงจังกว่านี้ หรือเพราะเหตุใด อาจไม่มีใครได้อะไรจากออสการ์ 8 ตัวของ Slumdog
เท่ากับที่ Slumdog ได้มันจากออสการ์..
อย่างไรก็ดี เมื่อชายตามองบริบทต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมอินเดียในห้วงยามที่ผ่านมานั้น ใช่ว่าแรงกระเพื่อมหลายอย่าง จะสาดซัดขึ้นชายฝั่งและจางหายไป การเกิดชมรมของคนอินเดียในสังคมไทย ที่ปิดโรงหนังดูภาพยนตร์ในแบบของเขาที่ศูนย์การค้าเอ็มโพเรี่ยมก็ดี, การบูมขึ้นมาแทนที่อาหารเวียดนามของอาหารอินเดียก็ดี หรือการก่อเกิดซูเปอร์มาร์เก็ตย่านบางลำพู ตลอดจนการบุกเบิกสายการบินใหม่ๆ ของทุนนิยมอินเดีย ด้วยข่าวกว้านซื้อนักบินฝีมือดี (เมื่อปลายปีที่ผ่านมา)
ไล่ลามมาจนถึง การก้าวขึ้นไปประกาศศักดา (โดยผ่านปากของตะวันตก) กับ Slumdog ก็ดีนั้น
มิได้หมายความว่า ประกายระยิบระยับเหล่านี้ จะไม่ส่องแสงไปยังที่ใดๆ
คำถามจึงมีว่า...อะไรต่างหาก ที่จะเกื้อกูลต่อวัฒนธรรมอินเดีย ในโลกสมัยใหม่ที่จะมาถึง
นอกจาก ‘ความตื่นเต้น’ ที่ ‘กระดี๊กระด๊า’ จนเกินเหตุ สำหรับเวทีวัฒนธรรมป๊อปอย่างออสการ์ในปีนี้ อาหารหรือเสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์หรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์
เร็วๆ นี้ จะมีคำตอบ
Tags : Slumdog Millionaire • มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ • สนธยา ทรัพย์เย็น

ความคิดเห็นที่ 1
AGV office ให้เช่า 022146336 , 27 กุมภาพันธ์ 2552 14:33
ให้เช่า Serviced Office ตึกพญาไทพลาซ่า ตรงสถานีบีทีเอสพญาไท มีหน้าต่างในห้อง และ ไม่มีหน้าต่างในห้อง)รายละเอียดเพิ่มเติม: พื้นที่สำนักงานให้เช่า ตึกพญาไทพลาซ่า ขนาด 25 ตรม. ติด BTS พญาไท ตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ พร้อมอุปกรณ์สำนักงานใหม่ยกชุด (โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บเอกสาร) อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง พร้อม โทรศัพท์สายตรง พื้นหินอ่อนไฟแฮโลเจน วัสดุเกรดA เหมาะสำหรับบริษัทขนาดเล็ก ตั้งแต่ 1-7 คน เดินทางสะดวก ติด BTS สถานี พญาไท เหมาจ่ายรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (ยกเว้นค่าโทรศัพท์จ่ายตามการใช้งานจริง) ติดต่อ Tel: 022146336, 0863346036, Fax: 022146337 Email:aoagvth@gmail.com Serviced Office for Rent Window Non-Window Rooms Available Room rent includes furniture, Hi-speed ADSL internet, 2 direct telephone lines, all utilities for the room paid, office room cleaning, maintenance, and etc. Contact Tel: 022146336, 0863346036, Fax: 022146337 Email: aoagvth@gmail.com