ส่องกระแส Music Festival ผู้จัดปายเร็กเก้ชูความสำเร็จท่องเที่ยว วินิจชี้เสน่ห์อยู่ที่ความลำบาก บก.Happening หวั่นจัดตามกระแส คนแห่กินเบียร์
งานเชิงวัฒนธรรมของคนยุคปัจจุบัน ที่เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ทั้งในด้านดีและไม่ดี ทั้งสุขสันต์และหงุดหงิด จากปัญหารถติด ส้วมแตก และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครปฏิเสธ ว่าความสุขความทุกข์ที่ว่านี้มาจากจำนวนคนที่ทะลักทะลายไปยังปลายทางที่มีงาน ‘ดนตรีนอกสถานที่’ ซึ่งมองอย่างผิวเผิน มันคือการออกไปเสพดนตรีในสถานที่ใหม่ๆ นอกกรุง
ข่าวสารงาน ‘เทศกาลดนตรี’ ที่โผล่มาเป็นระยะและถูกพูดถึงเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเที่ยว ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ ‘จุดประกาย’ ได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งคนจัดงานและคนที่ผ่านประสบการณ์ร่วมงานมาบ้าง โดยยกกรณีตัวอย่าง งานใหญ่ๆ ของค่ายอาร์เอส เฟรชแอร์ บริหารงานโดย วินิจ เลิศรัตนชัย และงานที่กลายเป็นกระแสกระหึ่มอย่าง เทศกาลดนตรีเร็กเก้ ที่เมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน ปลายทางฮ็อตฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ในพอศอนี้ด้วย
ดนตรีนอกสถานที่
คอนเสิร์ตขนาดใหญ่มีหลายศิลปิน ที่ถูกเรียกเป็น Music Festival จัดในสถานที่นอกหอประชุม จนกระทั่งนอกกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และแนวคิดจัด ‘งานดนตรีแบบมีบรรยากาศ’ ก็มีคนจัดเรื่อยมา
ตัวอย่างประสบการณ์ตรงของ วินิจ เลิศรัตนชัย กับงานเทศกาลดนตรีฤดูหนาว Winter Festival ที่เขาใหญ่ โบนันซ่า ซึ่งเป็นงานใหญ่โตและมีแววจะโตไปอีก ซึ่งในงานแบบนี้ วินิจอธิบายว่า วิธีคิดจะเริ่มจาก การมองโลเกชั่น และมองแนวดนตรีให้เหมาะกับสถานที่ เนื่องจาก สถานที่ มีความสำคัญ และแบ็คกราวนด์ สวย อาทิ ป้อมริมแม่น้ำนั้นเอื้อต่อการสร้างอิมเมจประกอบการแสดงดนตรีต่างๆ ให้ดูสวยงามสนุกสนานขึ้น
งานใหญ่ในยุคปัจจุบันของวินิจ อาร์เอส เฟรชแอร์ มี Winter Festival ที่จัดมาสามครั้งแล้วที่เขาใหญ่ โบนันซ่า และ Summer Festival ที่เขาตะเกียบหัวหิน และมีแผนจะจัดให้ครบฤดูกาลกับ Rainy Festival ช่วงกลางปีนี้ ที่จะเริ่มครั้งแรกแต่สถานที่ยังไม่สรุป
"คำว่า เฟสติวัล มันมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่แค่คอนเทนท์ดนตรีดี ต้องมีเรื่องของ environment มีบรรยากาศโดยรวม การแชร์การแบ่งปัน การไปมีประสบการณ์ใหม่ร่วมกัน การไปลำบากด้วยกัน ทั้งกับคนในครอบครัว กลุ่มเพื่อนที่มีทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ที่จะไปเจอ และนั่นคือเสน่ห์ของเฟสติวัล นอกสถานที่ด้วย" วินิจกล่าว
สำหรับสถานที่หรือโลเกชั่นนั้น วินิจเผยว่า อาร์เอสเฟรชแอร์ได้พัฒนาพื้นที่ในหุบเขาให้เป็นลานคอนเสิร์ต ตอบโจทย์ทั้งหมดที่ว่าข้างต้น และชี้ว่าสถานที่นั้นมีศักยภาพโดดเด่นด้วย
"ผมมองว่าสถานที่ที่เขาใหญ่เป็นจุดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในเมืองไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ จากปัจจัย อากาศดี (เย็นตลอดปี) เป็นหุบเขาที่มี privacy สูง มีทางเข้า-ออก ที่สามารถควบคุมได้ เขาใหญ่ โบนันซ่า เป็นสถานที่เอกชนของ ไพวงษ์ เตชะณรงค์ ที่ผมเคารพนับถือมานาน จึงได้ร่วมกันพัฒนาลงทุนสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ หาแหล่งน้ำบาดาล
"ช่วงกลางปี 2549 ได้เริ่มต้นพัฒนาพื้นที่ เพื่อทำลานกิจกรรมกลางแจ้ง และเป็นพื้นที่จัดงานคอนเสิร์ต ปีแรก 2549 เริ่มจากจัดงานตอบโจทย์ลูกค้าของเคทีซี ซึ่งประสบความสำเร็จ และปีต่อมา (2550) ผู้ชมจำนวนมหาศาล เกินกว่าที่คาดไว้ จากคาดไว้ 2 หมื่นคน (เท่าตัวของปีแรก) แต่ไปจริงจำนวนคนเกินไปมาก ทำให้มีปัญหาการจราจร และห้องน้ำไม่พอเพียง ขลุกขลักพอสมควร"
คาราวานคน (กรุง) ออกไปดูคอนเสิร์ต
เมื่อความสำเร็จจากเขาใหญ่ ทำให้เกิดเทศกาลที่หัวหิน โดยลักษณะงานยังดึงดูดคนกรุงลงทุนขับรถไปจากกรุงเทพฯ ที่วินิจบอกว่า “ปีที่สามของ winter fest ที่เขาใหญ่ เราพบว่ามีคนจากสระบุรี จากต่างจังหวัดสัก 15-20 เปอร์เซ็นต์ เข้ามาบ้างแล้ว ส่วนซัมเมอร์เฟสฯ ที่หัวหิน 90 เปอร์เซ็นต์เป็นคนกรุงเทพฯ เพราะการรับข่าวสารจากส่วนกลาง (กรุงเทพฯ) มันมีพลังมากกว่า” ผู้บริหารอาร์เอส เฟรชแอร์เผย
"หัวหินดึงดูดคนส่วนหนึ่งอยู่แล้ว ในแง่เป็นเมืองคนดนตรี ความปลอดภัย ความสะดวกใจ แต่งานซัมเมอร์เฟสติวัล ที่หัวหิน มีงานจัดการที่ยากกว่าเขาใหญ่ เพราะพื้นที่ไม่มีเจ้าภาพเบ็ดเสร็จ ต่างจากพื้นที่ส่วนตัวที่เขาใหญ่"
ขึ้นเหนือไปที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน สามปีของการจัดเทศกาลดนตรีในอ้อมกอดหุบเขา ในชื่องาน ปายเร็กเก้ เฟสติวัล ที่คนดำเนินงานเป็น กลุ่มศิลปินลุ่มน้ำปาย (Pai Art Club) เริ่มแรกจากการมองเห็นการเติบโตในฐานะเมืองท่องเที่ยวของปาย และดนตรีที่เหมาะสมกับ ‘รสนิยม’ ของกลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเดิมคือ เหล่านักแบกเป้จากต่างแดน ที่เดินทางมาเสพความสุขสงบงดงามตามธรรมชาติ และดูเหมือนส่วนใหญ่เป็นสไตล์บุปผาชน ทำผมเดรดล็อก ประกาศตัวเป็นรัสตาแมน ฟังดนตรีเร็กเก้
แดง คาวบอย ผู้ประสานงานของกลุ่มศิลปินลุ่มน้ำปาย จึงได้นำเอาประสบการณ์จากที่เคยจัดเทศกาลดนตรีแนวบลูกราสส์ คันทรี่ขนาดเล็กในแถบปากช่อง เขาใหญ่ และมีสายสัมพันธ์กับคนในธุรกิจดนตรีบันเทิงอย่างมีเดียส์ออฟมีเดีย และรู้จักศิลปินเร็กเก้ชื่อดังเป็นการส่วนตัว มาจัดงานเทศกาลเร็กเก้ที่เมืองปายครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน และจัดต่อเนื่องมาได้จนปัจจุบัน พร้อมการเติบโตที่รวดเร็ว
"ปีแรกจัดกันมีวงเร็กเก้ที่รู้จักกันอย่าง ที-โบน ปาล์มมี่ ส้ม-อมรา และจ็อบ บรรจบ พลอินทร์ มาช่วยเล่นแค่ 7-8 วงเอง คนก็สนใจเยอะ พอปีที่สองเราจัดโดยมีธีม combat global warming ไปด้วยก็เลยขยายวงได้อีก วงดนตรีที่มาก็เพิ่มเป็นสิบวง จนกระทั่งปีนี้ (มกราคมที่ผ่านมา) ธีมต่อเนื่องเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมก็ได้ความสนใจอีก คนเยอะมากๆ ศิลปินก็มีเพิ่มเป็น 20 วง"
แนวโน้มการเติบโตของเทศกาลนี้ เกิดพร้อมๆ กับความนิยมท่องเที่ยวเมืองปายของชาวไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ซึ่งถือเป็น High-season ของการท่องเที่ยว บวกกับการจัดงานบันเทิง ผลลัพธ์คือจำนวนผู้คนมหาศาลที่หลั่งไหลไปเมืองเล็กๆ แห่งนี้
"การมีงานไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีหรือเทศกาลหนัง (จัดที่เมืองปาย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา) มันก็มีส่วนให้คนไปเที่ยวมากขึ้นนั่นแหละ มีทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ มีทั้งเป็นกลุ่มแบบขับรถไปเอง และก็ไปทางรถตู้ รถขนส่งก็มี" ผู้ประกอบการธุรกิจเกสต์เฮ้าส์ขนาด 12 ห้องรายหนึ่ง (ไม่ประสงค์จะออกนาม) เล่าสถานการณ์ นับจากที่เขาเป็นทั้งผู้ไปเยือนเมืองปายและกลายเป็นเจ้าบ้าน ตั้งแต่เริ่มเปิดเกสต์เฮ้าส์เมื่อปลายปี 2546
"การจัดเทศกาลต่างๆ ผมว่าก็คงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้คนไปเที่ยวได้ทั้งปีนะ แต่ถ้าจัดตรงช่วงวันหยุดยาวคนก็ทะลัก ปกตินักเที่ยวคนไทยจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น ถ้าจากลูกค้าของผมจะมีจองมาบ้าง จะมาจากเชียงใหม่เป็นหลัก และมีจากกรุงเทพฯช่วงวันหยุดยาว" ผู้ประกอบการรายเดิมกล่าว
กับคำถามที่ว่า อะไรที่ทำให้คนมุ่งหน้าไปงานทั้งๆ ที่ต้องเบียดเสียดผู้คนและรถติด ?
"เสน่ห์ของดนตรี outdoor มันมีตัวอย่างจากต่างประเทศที่เขามี festival แบบนี้กันทั่วโลก และข่าวสารมันก็มาเร็วทางอินเตอร์เน็ต ผมคิดว่าพอคนรู้ก็เริ่มกระหายที่จะดูเฟสติวัลแบบนี้บ้าง" วินิจตอบ
สภาพการณ์แตกต่างจากเทศกาลดนตรีอื่นๆ ที่เคยมีมา อาทิ พัทยา มิวสิค เฟสติวัลหรือกระทั่ง หัวหิน แจ๊สเฟสติวัล ด้วยเหตุผลที่วินิจชี้ว่า “เราเลือกธรรมชาติเป็นหลัก ให้คนไปรีแล็กซ์ได้ ไปซึมซับบรรยากาศ โดยเฉพาะเทศกาลที่เป็นหน้าหนาว คนไทยกระหายที่จะไปอยู่ในบรรยากาศเย็นๆ เพราะเราร้อนกันมาตลอดปี เป็นองค์ประกอบหนึ่ง”
ขณะที่เสียงจากผู้บริโภคอย่าง ส่องหล้า วัฒนยา ผู้ทำงานในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง สังกัดกระทรวงกลาโหม ในกรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งในหลายคนวัยทำงานหนุ่มสาวที่ออกไปเสพดนตรีนอกเมือง เอ่ยถึงการขับรถไปเที่ยวเทศกาลดนตรีนอกกรุงเทพฯ ของเธอและเพื่อนว่า เป้าหมายการไปเมืองตากอากาศอย่าง หัวหิน ก็เพราะต้องการบรรยากาศและดนตรีที่ฟังสบายๆ อาจจะเป็นแจ๊ส ที่มีวงดนตรีต่างประเทศมาเล่นด้วย
"ปกติไปหัวหินบ่อย ไปงานสัมมนา แต่ไปเที่ยว ก็เคยไปดูแจ๊สออนเดอะบีช ไปกับเพื่อนสองคน ขับรถกันไปเอง พอดีมีที่พักรีสอร์ทที่เขาขายเป็นโปรโมชั่น ชอบฟังเพลงอยู่แล้ว ก็เหมือนทั้งได้เที่ยวและดูดนตรีก็โอเคนะ ชอบบรรยากาศแบบเฟสติวัล เพราะมันชิลล์ๆ ดี" ส่องหล้า เล่า และเธอบอกว่า ถ้ามีโอกาสเธอจะชวนเพื่อนที่ทำงานไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยนอกเหนือจากสถานที่ ดนตรีแล้ว ‘งบในกระเป๋า’ ก็สำคัญ
"อย่างเช่นถ้ามีเทศกาลดนตรีที่ปาย ก็อยากไปดูแต่ก็ต้องดูว่ามีงบไหม (หัวเราะ) เพราะถ้าไปคงต้องใช้เงินเยอะ มีค่าเครื่องบิน ต้องนั่งเครื่องไป เพราะเราทำงานประจำ มันต้องเซฟเวลาในการเดินทางด้วย" ส่องหล้า ให้ความเห็น
กระแสเทศกาลดนตรีกับการท่องเที่ยว
"เชื่อไหมว่ามีหน่วยงานจากต่างจังหวัดที่ชวนเราไปจัดงานรูปแบบนี้ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่มันต้องมีการจัดการ การจะไปแบบนั้น มันเหมือนต้องสร้างเมืองๆ หนึ่งรองรับคนจำนวนหนึ่ง มีสาธารณูปโภคจะจัดการอย่างไร ต้องใช้ประสบการณ์และความพยายามอยู่พอสมควร เราเคยผ่านแบบ เช่ารถห้องน้ำมาบริการ แต่ก็เจอความผิดพลาด ก็ต้องเรียนรู้แก้ไขกันไปครับ" วินิจกล่าว และเสริมว่า “การที่คนกรุงเทพฯขับรถออกไปเขาใหญ่ เชื่อว่ามันจะดึงให้เศรษฐกิจบริเวณใกล้เคียงได้คึกคักขึ้น ร้านอาหาร ที่พักมีคนล้นหลาม”
ในขณะที่ สถานการณ์การท่องเที่ยวจากมุมมองของผู้ประกอบการเกสต์เฮ้าส์ที่ปาย บอกว่า "ส่วนตัวมองว่า เทศกาลดนตรีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไปปาย แต่โดยธรรมชาติแล้วปายจะมีคนไทยเที่ยวเยอะในช่วงวันหยุดยาว แต่ช่วงอื่นๆ ก็จะมีต่างชาติที่อยู่นานๆ และคิดว่าคนที่ไปงานเทศกาลดนตรีเร็กเก้ก็มีเป็นกลุ่มเฉพาะ ส่วนหนึ่งครึ่งๆ กับคนที่มาเที่ยวอยู่แล้วและเจองานนี้ด้วย"
ส่วนผู้จัดงานเร็กเก้ที่ปายชี้ว่า เมื่อมีการดึงนักดนตรีจากหลายพื้นที่ อาทิ จ็อบ บรรจบ จากภาคใต้ และศิลปินชื่อดังจากภาคกลาง เป็นการดึงแฟนเพลงกลุ่มประจำของศิลปินเหล่านี้ไปสู่เมืองปายด้วย จากข้อมูลของไทยทิคเก็ตเมเจอร์พบว่าการซื้อบัตรออนไลน์ของผู้ชม มาจากหลายภาคไม่เฉพาะกรุงเทพฯหรือเชียงใหม่เท่านั้น และธงของเทศกาลดนตรีเร็กเก้ปีล่าสุด คือการใส่ใจเมืองปายให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ในฐานะเมืองท่องเที่ยว
แม้ว่า "พอจัดดนตรีมีคนมาเยอะมาก ชาวบ้านที่นี่บางคนก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่วัฒนธรรมของคนปาย แต่เรากลับคิดว่า เมืองปายมีศักยภาพ มีธรรมชาติสวยงาม ที่คนอยากมาสัมผัส และการใช้ดนตรีเป็นสื่อสากลที่ทุกคนเข้าใจ ก็น่าจะทำให้คนที่นี่สนุกสนาน บวกกับธีมรักษาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องขยะที่มาพร้อมกับนักท่องเที่ยว มันก็น่าจะช่วยได้ และปีล่าสุดเราพยายามจะทำบัตรเข้างานเร็กเก้ ให้หลังบัตรมีส่วนลดสำหรับการกลับมาเที่ยวปายในช่วงโลว์ซีซั่นที่เป็นหน้าฝน จะได้กระจายคนออกไป ไม่ต้องกระจุกเฉพาะหน้าหนาว เพราะช่วงหน้าฝน ปายก็สวยเหมือนกัน" แดง คาวบอยกล่าว โดยเสริมงานเร็กเก้ที่ปายรวมถึงกิจกรรมที่พยายามจะสร้างสีเขียวเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผนรณรงค์ปลูกกล้วยช่วยโลก หรือการรณรงค์กำจัดขยะ
เทศกาลดนตรียืนยาว
ขณะที่ผู้จัดยอมรับว่า ผู้ชมเทศกาลดนตรีในเมืองไทย ยัง ‘อิงกระแสเป็นหลัก’ แต่ความฝันที่จะทำให้ ‘เทศกาลดนตรี’ ยืนระยะยาว บรรจุในปฏิทินประจำปี และเป็นเทศกาลดนตรีที่ผู้คนมุ่งหน้ามาชมได้ แต่คำถามถึงโอกาสเติบโตเป็น เทศกาลดนตรี จริงจังระยะยาวนั้น มีต้องพัฒนาอีกหลายปัจจัย
วิภว์ บูรพะเดชะ บก.นิตยสาร Happening ให้ความเห็นต่อ การจัดเทศกาลดนตรีนอกเมืองว่า มันมีข้อดีในแง่ความน่าดู เพราะนอกจากดนตรีแล้วมันมีบรรยากาศด้วย มีโชว์ที่น่าสนใจด้วย แต่ก็มีจุดน่าเป็นห่วงในเรื่องการจัดงานที่ดีเยี่ยม แต่รับมือกับรถเป็นพันคันไม่ได้
“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ส่วนหนึ่งผมมองว่าเป็น ‘แฟชั่น’ พอมีคนจัดประสบความสำเร็จ ก็จะมีคนจัดตาม โดยในระยะยาว การสร้าง เทศกาลดนตรี ปักหลักจริงจัง คนทำอาจจะต้องมีความรู้มากขึ้น และต้องแก้โจทย์คนดูเริ่มเบื่อ เมื่อจุดขายมันเริ่มเฝือ
ถ้ามองว่าเมืองนอกเขาจัดได้นาน เพราะเขาแข็งแรงในแง่จุดหลักของงาน หัวใจของงานนั้นคืออะไร บ้านเราเทศกาลยังเป็นงานที่คนไปกินเบียร์ ไปกินบรรยากาศ ซึ่งก็คงอยู่ได้ไม่นาน แต่ในเชิงธุรกิจเราเข้าใจว่ามันมีความเสี่ยง มันก็เลยเป็นโจทย์ที่ยากด้วย
และคนไทยเคยชินกับคอนเสิร์ตฟรีกันเยอะ การจะลงทุนจ่ายเพื่อแลกกับคอนเทนท์ดนตรีก็น้อยอยู่ คำถามมันก็ขยายไปถึงเรื่องการเสพศิลปะดนตรี ว่าบ้านเรายังไม่ได้เห็นคุณค่ามันมากเท่าไร พอคนจัดจำเป็นต้องมีสปอนเซอร์เพื่อคัฟเวอร์ต้นทุนการจัด มันก็อาจจะมีปัญหาว่า สปอนเซอร์ต้องการเฉพาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าหลักของเขา พอเขาเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เวทีเทศกาลนั้นๆ ก็เลยเปลี่ยนไป หัวใจของงานดนตรีก็เลยเปลี่ยนไปด้วย ยกตัวอย่าง งานแจ๊สที่หัวหิน ที่เริ่มแผ่วๆ ก็น่าเสียดายนะ มันน่าจะยืนระยะต่อไปได้อีก”
วินิจแสดงความเห็นว่า บ้านเรา Music Appreciation อาจจะได้รับความสำคัญน้อยกว่าการเห่อตามกัน แต่ปัจจุบันเห็นแนวโน้มเปลี่ยนไป
“เจนเนอเรชั่นปัจจุบันอาจจะยังคาบลูกคาบดอก แต่เจนเนอเรชั่นต่อไป เขาจะชัดเจนขึ้น ถ้าเขาเสพดนตรีและเขา appreciate จริงๆ เขาจะซัพพอร์ต ให้มันเดินต่อไปได้”
Tags : แดง คาวบอย • วินิจ เลิศรัตนชัย • วิภว์ บูรพะเดชะ
