กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style

วันที่ 15 มกราคม 2552 01:00

ปณิธาน วัฒนายากร..ก่อนไปทำเนียบ

ปณิธาน วัฒนายากร กับชุดสบายๆ (!!?!) ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

คุยกับ รองเลขาธิการนายกฯ และโฆษกรัฐบาล คนใหม่ ไม่กี่วันก่อนเก็บของจากจุฬาฯ ว่าด้วย ตัวตน การตัดสินใจ และชีวิตโสดในวัย 49 ปี

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ปณิธาน วัฒนายากร ย่อมไม่ใช่หน้าใหม่ เพราะรองศาสตร์จารย์ ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายนี้ มีบทบาทการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ต่อเหตุการณ์ทางการเมืองในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวซึ่งตกเป็นข่าวที่น่าจับตาล่าสุดของนักวิชาการหนุ่มใหญ่วัย 49 ปี คือการตัดสินใจรับตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงและปัญหาชายแดน กับหมวกอีกใบคือ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

ภายในไม่เกินหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้ ที่ทำงานของเขาย่อมเป็นที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่ห้องพักอาจารย์ ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวในชีวิตระหว่างช่วงรอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างวันนี้

"ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติ หนักกว่าทุกยุค สังคมแตกแยก ความเป็นกลางมีน้อย ความน่าเชื่อถือด้านข้อมูลจากแต่ละฝ่ายมีไม่มาก คนสับสน รวมทั้งปัญหาความน่าเชื่อถือของไทยในสายตาต่างชาติ ปัญหาความมั่นคง แล้วยังมีวิกฤติเศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในรุมเร้า"

ปณิธาน เปิดฉากให้เหตุผลถึงการตัดสินใจครั้งนี้ด้วยบริบทของสถานการณ์ ซึ่งมีส่วนให้เขาก้าวลงจาก "หอคอยงาช้าง" เพื่อลงมือทำงานในช่วงเวลาแห่ง "วิกฤติ" ซึ่งต่างจากการทำงานให้กับรัฐบาลด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านๆ มา แน่นอน นี่ย่อมไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิชาการมีชื่อเสียงระดับนี้จะถูกชักชวนจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง เพียงแต่ที่แล้วมา เขาไม่เคยจากสถาบัน ไม่เคยห่างนิสิต

"เมื่อมีนโยบายการเมืองลงมาจากผู้บริหาร เราเป็นข้าราชการต้องรับฟังและตอบสนอง ซึ่งผมก็ยินดีและเต็มใจ รวมทั้งการปรึกษาผู้บังคับบัญชาทุกระดับก็เห็นสอดคล้องกันว่าควรจะไปช่วย แต่ดูว่าจะช่วยแบบไหน และควรจะไปช่วยชั่วคราว เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็กลับมาสอนหนังสือเหมือนเดิม หวังว่าจะนำความรู้จากการทำงานมาสอนนิสิต ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเขาด้วย"

และแม้เป็นช่วงเวลา 'ยากที่สุด' แต่เขาก็เชื่อมั่นไม่น้อยกับกลไกการเมือง ณ วันนี้ 

"เข้าไปในเวลาที่ยากที่สุด และน่าหนักใจที่สุดช่วงหนึ่งของประเทศไทย แต่ก็มั่นใจระดับหนึ่งกับกลไกทางการเมือง ต้องยอมรับว่า 76 ปีที่ผ่านมา การเมืองของเราไม่สมบูรณ์ แต่ก็มาได้ไกล และตอนนี้เรียกว่าเข้มแข็งขึ้น และดีที่สุด เรามีรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีโอกาสลงคะแนนสนับสนุน และหลายฝ่ายบอกว่าสะท้อนจากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่หลายคนบอกว่าต้องปรับปรุง ก็ไปว่ากันในกระบวนการปฏิรูปการเมือง"

งานในตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงและปัญหาชายแดน นั้น เขามองว่ายังอยู่ในขอบเขตของการทำงานวิชาการ เพียงแต่ก้าวไปอีกขั้นโดยการผลักดันด้านนโยบาย ขณะที่หมวกอีกใบ เขายังแบ่งรับแบ่งสู้ ช่วยปฏิบัติหน้าที่แค่ชั่วคราว ด้วยพิจารณาว่างาน "โฆษกรัฐบาล" เหมาะกับจังหวะก้าวของ "นักการเมือง" ก่อนจะเติบโตในตำแหน่งสำคัญๆ ตามสายงานวิชาชีพในลำดับต่อไป ..นั่นจึงไม่ใช่หนทางที่ "ปณิธาน" เลือกเดิน เพราะเขาไม่ต้องการเป็น "นักการเมือง"

พลเรือนอยากรู้เรื่องทหาร

แม้ไม่ได้มีความมุ่งมั่นมาแต่แรกกับวิชาชีพนักวิชาการ แต่ตลอดมาในชีวิต ปณิธาน วัฒนายากร บอกว่า เขาไม่เคยทำสิ่งอื่นใด นอกจากเป็นอาจารย์ และทำงานวิชาการ

ในลำดับของการศึกษา เขาใช้เวลาเพียง 3 ปี เพื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐ จนคว้าปริญญามหาบัณฑิตมา 2 ใบ จากนั้นปริญญาเอกการเมืองเปรียบเทียบ วิชาโท รัฐประศาสนศาสตร์ วิชาเฉพาะด้าน นโยบายการป้องกันประเทศเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัย Nothern illinois รัฐอิลลินอยส์ เป็นความรู้ที่เขานำกลับมารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปี พ.ศ.2536

"ประวัติการเรียนผมค่อนข้างพลิกผัน อยู่เตรียมอุดมฯ เรียนวิทยาศาสตร์ คิดว่าจะเป็นหมอ วิศวะ แต่เรียนแล้วไม่ชอบ เราชอบวิเคราะห์วิจารณ์ สนใจบ้านเมือง แต่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ได้ เลยคิดว่าลองเรียนด้านบริหารจัดการของรัฐ น่าจะพอมีงานทำ ปรากฏว่าเรียนแล้วสนุก ได้คะแนนดีมาก รู้สึกว่ามาถูกทาง แต่คิดว่าความรู้ไม่พอ" จึงเป็นที่มาของการศึกษาต่ออย่างไม่หยุดยั้งในสาขาด้านสังคมศาสตร์ ที่สหรัฐอเมริกา

ปณิธาน ยอมรับว่าในช่วงที่กำลังศึกษาเล่าเรียน เขาไม่ชัดเจนนักว่าสิ่งที่ตัวเองสนใจและต้องการที่จะเรียนรู้จะนำเขาไปสู่วิชาชีพสาขาใด แต่ขณะใช้ชีวิตที่สหรัฐ ดีกรีด้านรัฐประศาสนศาสตร์ กับการได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงด้านบริหารรัฐกิจ โดยการฝึกงานกับหน่วยงานของมลรัฐอยู่หลายปี ทำให้เขามีความมั่นใจว่าคงเอาตัวรอดได้ไม่ยากจากความรู้ที่มี นั่นทำให้เขาตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาโท และเอก ในสาขาวิชาที่สนใจอย่างจริงจัง โดยพักจากโจทย์ที่ว่า "จะเรียนไปทำไม" เอาไว้ก่อน

"ตัดสินใจกลับมาเรียนด้านการทหาร การต่างประเทศ เพราะมั่นใจว่าถึงไม่มีงานทำ ก็ยังมีปริญญาโทใบแรกกับประสบการณ์ทำงาน ถ้าไม่สำเร็จในการเรียนด้านการทหารซึ่งยากมาก พลเรือนไม่ค่อยมาเรียนกัน เรียนเรื่องนโยบายป้องกันประเทศ ระบบสงคราม อาวุธยุโธปกรณ์ พอเรียนแล้วชอบมาก เรียนได้ดี ไปปรู๊ดปร๊าด อาจารย์แนะนำให้เรียนต่อเอก" และนั่นจึงเป็นความรู้อันมีค่าที่ผลักดันให้เขามายืนต่อหน้าสาธารณชนในวันนี้ ด้วยสถานะของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและความมั่นคง ซึ่งมีอยู่เพียงน้อยคนในประเทศไทย

ทำไม "ปณิธาน" จึงสนใจเรื่องการทหาร และความมั่นคงถึงขนาดนี้ ?

การเมืองในชีวิตประจำวัน 

วัยเด็ก "ปณิธาน" เกิดและเติบโตในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใน พ.ศ.นั้น พื้นที่ดังกล่าวถือว่าอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนของสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงไม่ปรานีใคร ญาติพี่น้องเพื่อนพ้องของเด็กชายปณิธานในวันนั้นล้วนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายที่มาเยือน และนั่นก็เป็นเหตุให้ครอบครัววัฒนายากรต้องสูญเสียสมาชิกคนสำคัญ "มงคล วัฒนายากร" ผู้เป็นคุณพ่อของปณิธาน ไปในเหตุร้ายที่ไม่คาดฝัน ครอบครัวเล็กๆ ที่ คุณแม่ ประณีต วัฒนายากร ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว พาลูกๆ อพยพมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และกรุงเทพฯ ตามลำดับ

"วัฒนายากร" เป็นสกุลเก่าแก่ ที่ขยายเป็นตระกูลใหญ่ในท้องที่ แม้ครอบครัวเล็กๆ ของปณิธานจะมาตั้งหลักปักฐานในเมืองกรุง แต่ครอบครัวใหญ่ญาติมิตรของเขายังคงพักอาศัยในพื้นที่ภาคใต้อยู่อีกจำนวนไม่น้อย หลายคนมีบทบาทสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของท้องถิ่น

"ครอบครัวโบราณเป็นครอบครัวใหญ่ เดิมเป็นพ่อค้า สมัยรัชกาลที่ 3 ทำประโยชน์ให้หัวเมืองจึงมีบรรดาศักดิ์ ต่อมาเริ่มเข้ารับราชการ บริหารงานท้องถิ่น บางคนก็เป็นพ่อค้า เมื่อเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ซึ่ง 70 เปอร์เซนต์เป็นคนไทยเชื้อสายมลายู คนไทยเชื้อสายอื่นๆ จะเกาะกลุ่มกัน" 

และนั่นเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความสนใจใคร่รู้ของเขาอยู่ลึกๆ มาตลอด

"อยู่ในพื้นที่มีปัญหาความมั่นคงสูง เกิดความสูญเสีย เราไม่เข้าใจ สงสัย ทำไมถึงเกิดความรุนแรง สาขารัฐศาสตร์ความมั่นคงมีคำถามตลอดเวลาว่า อะไรคือสาเหตุของความขัดแย้ง และสงคราม ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราสนใจ และพยายามหาคำตอบว่า อะไรคือเงื่อนไขของสันติภาพ"

ปณิธาน เล่าถึงบรรยากาศการเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐ ว่าที่นั่นนักวิชาการศึกษาเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มข้น อาจารย์หลายคนพูดภาษาไทยคล่องแคล่ว บางคนมาศึกษาข้อมูลในพื้นที่ภาคใต้เป็นเวลาหลายๆ ปี และผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งเดินทางมาเก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงถือว่าเขามีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนกับผู้ที่มีความรู้อย่างลึกซึ้ง

ตัวเขาเองมีความใกล้ชิดกับข้อมูลในหลายมิติ

"กลับมาสอนหนังสือที่จุฬาฯ ได้ทำวิจัยในพื้นที่มากขึ้น คงเพราะจบมาด้านนี้ซึ่งมีคนเรียนไม่มาก เลยมีโอกาสได้ทำงานให้กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ เช่นการประเมินโครงการตามแนวชายแดน ได้ไปเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้มีความเข้าใจและได้รู้จักข้าราชการทหารตั้งแต่ยังมียศนายพัน แล้วเปลี่ยนไปรับตำแหน่งต่างๆ จนเกษียณอายุ เราตามตลอด ก็ทำให้มีเครือข่าวและเข้าใจเรื่องเหล่านี้พอสมควร 

"เพื่อนและญาติๆ อยู่ในพื้นที่เยอะด้วย โทรศัพท์คุยกันอยู่ดีๆ เกิดระเบิดร้านน้ำชาที่นราธิวาส เพื่อนผมนั่งอยู่เงียบไปเลย โทรกลับมาอีกทีพูดไม่รู้เรื่อง หูไม่ได้ยิน ต้องรีบพากันไปหาหมอ" ปณิธาน เล่าถึงปัจจัยที่ทำให้เขาอยู่ในฐานะของนักวิชาการด้านความมั่นคง ที่คลุกคลีอยู่กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จนแทบแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ในสถานการณ์การเมืองร้อนๆ ของไทยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ดึงให้ปณิธานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างแยกไม่ได้ด้วยเช่นกัน

"การมีบทบาทในการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ ต้องติดตามสถานการณ์ทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รวดเร็ว เกิดความรุนแรง เกิดการเผชิญหน้า เรากลายเป็นส่วนหนึ่งในกลไกที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่งานของเราจริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้น" ปณิธาน พูดถึงชีวิตนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่น่าจะเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่สถานการณ์ร้อนแรงทางการเมืองย่อมส่งผลไม่น้อยต่อนักวิชาการที่ออกมาทำหน้าที่เช่นนี้นอกมหาวิทยาลัย

"ชีวิตเลยไม่น่าเบื่อ แต่บางครั้งก็ผกผันและถูกคาดหวังสูง ผมจำได้ 1 เดือนก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน คุณปกรณ์ พึ่งเนตร (ผู้สื่อข่าวสายการเมือง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ) มาสัมภาษณ์ คุยกันไปกันมา ผมบอกว่า 'ผมยังไม่เคยเห็นโอกาสของการปฏิวัติสูงอย่างนี้มาก่อน ดูตัวแปรหลายตัวแล้วน่าเป็นห่วงมาก สงสัยว่าจะวิกฤติ' วันรุ่งขึ้น กรุงเทพธุรกิจพาดหัวเลย มีการปฏิวัติแน่ ผมก็ตกใจ ถ้าไม่ปฏิวัติผมแย่แน่ แต่ถ้าปฏิวัติก็จะหาว่าผมมีส่วนอะไร รู้เรื่องภายในหรือเปล่า คือเราพูดจากการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เข้าใจว่าสำหรับงานข่าว นี่เป็นประเด็นพาดหัว ทำเอาผมพลอยตื่นเต้นไปด้วย" ปณิธาน เล่าขำๆ ถึงชีวิตที่พัวพันกับการบ้านการเมืองได้ถึงขนาดนี้
 
Wind Beneath My Wings

ปรับโหมดจากเรื่องวิชาการ หันมาดูชีวิต 'หนุ่มโสด' ที่หลายคนสนใจ (และสงสัย) คงเป็นด้วยวัยและความคุ้นชินต่อสื่อ อาการเขินเลยมีให้เห็นแค่นิดเดียว ตอนได้ยินคำถาม

"เป็นเรื่องที่เรากำหนดด้วยตัวเองไม่ได้ทั้งหมด ที่สำคัญคือขอให้มีคนที่รู้ใจ เข้าใจ มีคนที่เรารู้สึกดี เขารู้สึกดี ผมค่อนข้างโชคดีที่มีคนรู้ใจอย่างนี้เป็นระยะ แต่องค์ประกอบในการมีครอบครัวของเราไม่พร้อมเท่าคนอื่น ผมอาจไม่โชคดีเท่าคนอื่น ถ้าจะให้พูดถึงชีวิตด้านนี้ บอกได้เลยว่างานที่ยากมากๆ คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จแต่ละครั้งคือแฟน...

...อย่างตอนตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก สับสนว่ามีปริญญาโท 2 ใบ ควรเรียนอีกมั้ย เรียนแล้วทำอะไร โอเวอร์ควอลิไฟร์ไปหรือเปล่า จะมีงานทำหรือเปล่า จะเป็นอาจารย์กลับมาเมืองไทยก็เงินน้อย ถ้าจะทำงานอยู่เมืองนอกก็ไม่ต้องเรียน แล้วจะกลับหรือจะอยู่ แต่คนที่ให้กำลังใจ บอกว่าควรจะเรียน ก็คือแฟน เขาเป็นคนเก่ง ผมวิเคราะห์วิจัยอะไรยากๆ ต้องใช้ความรู้ความสามารถ เขาคอยให้คำปรึกษา วิทยานิพนธ์ของผมอุทิศให้เขาทั้งเล่ม ผมทำเองก็จริง แต่มันจะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่มีเขาคอยสนับสนุน แต่พอผมกลับไทย เขาไม่ได้กลับมาด้วย ก็เป็นคนที่นึกถึงอยู่เสมอ…

…พอกลับมาอยู่ที่นี่ สับสน หลงทิศหลงทาง ทั้งที่ศึกษามาเยอะ ก็ได้คนคอยช่วย เขารู้ระบบ เป็นอาจารย์อยู่ ก็ช่วยให้เราเปลี่ยนผ่าน กลับมาตั้งหลักที่เมืองไทยได้ แล้วเขาก็ไปเรียนต่ออังกฤษก็ห่างกันไปอีก"

ปณิธานเปรยว่า เขาไม่ค่อยชอบพูดเรื่องตัวเอง แต่ที่ต้องลำดับเหตุการณ์ให้ฟังกันถึงขนาดนี้ก็เพราะพอรู้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของใครๆ

"ด้วยความที่ยังครองตัวเป็นโสด คนก็จะสงสัยว่า เอ๊ะ ผมไม่ชอบที่จะมีครอบครัวหรือเปล่า ..หรือผมเป็นอะไรหรือเปล่า (หัวเราะ)"

ต่อประเด็นเดิมด้วยว่า "ตอนนี้กำลังจะเข้าสู่งานที่ยากมากอีกงาน ก็มีคนที่ให้กำลังใจให้ข้อคิด ทำให้รู้สึกมั่นใจ" ..ประโยคหลังสุดนี่ย่อมสื่อความถึงสาวหน้าใส ที่มาปรากฏตัวในช่วงท้ายของการสนทนา พร้อมรูปธรรมของน้ำใจเป็นขนมอร่อยชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้การสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ยุติลงแบบน่าประทับใจพอสมควร

ภาพ: นันทสิทธิ์ นิตย์เมธา

Tags : ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 62

ชื่อชมความรู้ความสามารถของอาจารย์แต่งานการเมืองดูยังไงก็ไม่เหมาะกันเพราะการเมืองนั้นเหมือนกับการแสดงละครที่ต้องเล่นได้ทุกตัวละครค่ะ

ความคิดเห็นที่ 61

ชอบในความนิ่ง นิ่งจนขรึม ชอบอาจารย์พูดฉลาด สุขุม เหมือนคุณมาร์คนั่นแหละ ต่างกันที่คุณมาร์คยังยิ้มมั่ง แต่อาจารย์ไม่เคยยิ้มเลย เท่านั้นแหละ

ความคิดเห็นที่ 60

หนูอยากพูดภาษาอังกฤษ แบบดุดันแฝงนุ่มนวล เหมือนฝักนุ่นเลยค่ะ ขบไม่แตกก็ไม่เจอความนุ่มภายใน วี้ดบึ้ม

ความคิดเห็นที่ 59

อาจารย์เท่ห์มากค่ะ ขอบคุณแทนประชาชนคนไทยที่อาจารย์มารับตำแหน่งนี้เพื่อช่วยบ้านเมือง ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ ดูเลสุขภาพนะคะ

ความคิดเห็นที่ 58

อยากอ่านเรื่องอื่นๆอีกค่ะ >_<


ฮากับประโยคนี้เลยทีเดียว

'ด้วยความที่ยังครองตัวเป็นโสด คนก็จะสงสัยว่า เอ๊ะ ผมไม่ชอบที่จะมีครอบครัวหรือเปล่า ..หรือผมเป็นอะไรหรือเปล่า (หัวเราะ)"


ชักอยากเรียนรัฐศาสตร์แล้วสิ :P

ความคิดเห็นที่ 57

เห็นหน้าอาจารย์ครั้งแรกตอนเป็นโฆษกรัฐบาล นึกสงสัยว่าทำไมอาจารย์หน้าเด็กจัง ทั้งที่อายุคงจะไม่ใช่ 30 ต้นๆ แล้ว แต่ตาของอาจารย์ดูดุนะค๊ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ทั้งเรื่องงานและเรื่องความรักค่ะ และไม่คิดว่าอาจารย์จะเป็นคนใต้นะค๊ะ หน้าตาไม่ให้เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 56

เอาใจช่วยอาจารย์ ขอให้ทำงานสุดกำลัง ช่วยให้ประเทศไทยไปรอดพ้นจากปัญหาต่างๆ ใครทำอะไรไว้ก็รู้อยู่แก่ใจตนเองค่ะ ผลกรรมมีจริง

ความคิดเห็นที่ 55

เคยได้รู้จักเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อเบียร์ หน้าเหมือนดร.ปณิธานมากๆแถมยังใส่แว่นเหมือนกันอีกเวลาเห็นดร.ในTVเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าเลย (ก็ขอเป็นกำลังใจให้ดร.ปณิธานอีกคนนะคะ)

ความคิดเห็นที่ 54

ท่านเป็นคนเก่ง ดี ชอบตอนที่ท่านพูดภาษาอังกฤษมากเลยคะถึงแม้จะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็รู้คะว่าท่านทำเพื่อชาติดีใจมากคะที่ท่านได้มาอยู่กับท่านนายกอภิสิทธิ ขอให้ท่านอยู่ช่วยรัฐบาลตลอดไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 53

ดร.หน้าตาเท่มาก

แถมยังอัจฉริยยะ[สะกดถูกหรือเปล่า]

พึ่งรุ้จัก ดร ก้ประมานช่วงที่มี ศอฉ นั้นแหละ

ตอนแรกรำคานนิดๆๆ

ตอนหลัง เริ่มเข้าจัย

พูดภาษาอังกฤษเก่งสุโค่ยเรย ดุแร้วอึ้ง

อืม อืม สรุปง่ายๆคือเก่งมาก

ยอมรัยเรย

โชคดีที่ประเทศไทยมีคุณร่วมงานด้วย

ที่สำคัญคุณยังเท่อีกด้วย

ความคิดเห็นที่ 52

ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์นะคะ ชื่นชมและชื่นชอบมานานแล้ว แต่อกหักนิดหน่อยค่ะที่มีคนรู้ใจแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ จะเป็นกำลังใจให้ต่อไป ช่วงที่ผ่านมาทำงานหนัก ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ เป็นห่วงมากๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 51

นึกว่าอายุประมาณ 35 ปี ...ชื่นชม ชื่นชอบและ ขอบคุณทุกอย่างที่อาจารย์เสียสละทำเพื่อประเทศไทย ...ขอให้สิ่งศักดิ์ในสากลโลกนี้ปกป้องคุ้มครองอาจารย์และครอบครัว ขอเป็นกำลังใจให้คนดี คนเก่ง ตลอดไปค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 50

ชื่นชมคุณมากเลยค่ะขอบคุณที่เสียสละเข้ามาช่วยประเทศชาติได้ใช้ความรู้ความสามารถเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบจริงๆขอคุณหนักแน่นฝ่าฟันปัญหาให้ลุล่วงนะค๊ะขอเป็นกำลังใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 49

ดร.เก่งมากมายทั้งสุขุม เยือกเย็น ขอให้ต่อสู้เพื่อประเทศไทยตลอดไปนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 48

ขอบคุณที่บนโลกใบนี้ยังมีคนดีๆอย่างอาจารย์ เป็นกำลังใจให้ท่านเสมอในหน้าที่การงาน และอื่น ๆ ในชีวิตของท่าน

ความคิดเห็นที่ 46

มีนักการเมืองหน้าตาดีๆ มากมาย

ที่ไม่พยายามจะบอกว่ามีคนรักแล้ว

ก็เหมือนดารานักแสดง กลัวเสียแฟนคลับ

ความคิดเห็นที่ 45

แรกๆแปลกใจมากค่ะ หน้าหล่อๆแบบนี้ควรอายุ30กว่า แต่ก็สุขุม เยือกเย็น เป็นกำลังใจให้ค่ะ
รัก ดร.มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(รับสมัครแฟนไหมคะ?)

ความคิดเห็นที่ 44

เป็นกำลังใจให้ครับ
อาจารย์ทำหน้าที่เป็นโฆษกรัฐบาลที่ดีที่สุด
ที่เคยมีมาของประเทศไทย

ความคิดเห็นที่ 43

ขอเป็นกำลังใจให้ ดร. กับการปฏิบัติหน้าที่ครั้งสำคัญที่สุดครั้งนี้คะ

ความคิดเห็นที่ 42

สำหรับผู้ที่เป็นคนดี นั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่หวั่นไหว เพราะเรายึดมั่นในความดีและความดีจะไม่แตกสลาย แม้ว่าร่ายกายเราอาจจะแตกสลายก็ตาม คิดว่าท่านเองก็คงเป็นดังนั้น ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองท่าน ให้แคล้วคลาดจากภยันตราย แต่แม้เราจะต้องเป็นอะไรเพื่อรักษาความดีและบ้านเมือง เราก็จะไม่หวั่นกลัว ใช่มั้ยคะ

ความคิดเห็นที่ 41

ขอสมัครได้ไหมคะ... ชอบอ่ะ

ความคิดเห็นที่ 40

ชื่นชมคุณปณิธานมาตั้งแต่ออกทีวีสมัยเหตุการณ์เมษาปี52แล้ว ชอบตรงที่ท่าทางสุขุมมาก หวังว่าจะได้คนรู้ใจมาอยู่ข้างกายจริงๆซะที

ความคิดเห็นที่ 39

หล่อมากมายอ่ะ

ความคิดเห็นที่ 38

เป็นกำลังใจให้คุณปณิธาน อย่าท้อแท้ ขอให้ท่านทำงานร่วมกับนายกอภิสิทธิ์ต่อไป ขอให้คุณพระคุณเจ้าปกป้องคนดี และขอให้ทำงานให้บ้านเมืองให้สำเร็จค่ะ

ความคิดเห็นที่ 37

เป็นกำลังใจค่ะ...ทำดีที่สุดแล้ว...สู้ต่อไปค่ะ

ความคิดเห็นที่ 36

ทำดีต่อไปค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ...คนชั่วต้องรับกรรม

ความคิดเห็นที่ 34

"เคยมีทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติ หนักกว่าทุกยุค สังคมแตกแยก ความเป็นกลางมีน้อย ความน่าเชื่อถือด้านข้อมูลจากแต่ละฝ่ายมีไม่มาก คนสับสน รวมทั้งปัญหาความน่าเชื่อถือของไทยในสายตาต่างชาติ ปัญหาความมั่นคง แล้วยังมีวิกฤติเศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในรุมเร้า" คุณทำได้ไมั้ยในสิ่งที่คุณ สุดท้ายคุณก็เข้าสู่วังวนของอำนาจ
ความเป็นกลางอยู่ตรงไหน รัฐบาลปิดหูปิดตาประชาชน ไม่มีความยุคิธรรม 2 มาตรฐาน คุณทนดูอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งท่คุรพูด รัฐบาลเป็นมันซะเอง กลับไปสอนหนังสือซะ ก่อนที่จะเสียมากกว่านี้ยฟาฟหระ

ความคิดเห็นที่ 33

อาจารย์เคยฝันแปลกๆหรือเปล่า เห็นหน้าอาจารย์ก็รู้ว่าเป็นคนดี สัมผัสได้ เป็นกำลังใจให้สำหรับคนดีอย่างคุณ

ความคิดเห็นที่ 32

ชื่นชมอาจารย์มากมากค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะคะ สำหรับการทำงานยากๆเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
สู้ สู้ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 31

เป็นกำลังใจให้อาจารย์ผ่านวิกฤติทางการเมืองไปให้ได้นะคะ ^^

ความคิดเห็นที่ 30

สุภาพ สุขุม ชื่นชมอาจารย์มากๆค่ะ

สู้ สู้ นะคะ

ความคิดเห็นที่ 29

ไม่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ปณิธาน แต่ชอบที่ท่านนิ่ง และสุภาพ เป็นกำลังใจให้อาจารย์

ความคิดเห็นที่ 28

อาจารย์เป็นอีกหนึ่งคนที่รวม 2 สถาบันไว้ด้วยกันทั้งรามทั้งจุฬา ผมภูมิใจอยากเป็นเหมือนอาจารย์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าประสบการณ์และความรู้ของท่าน คงจะเป็นประโยชน์กับประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ (อยากถามว่าเสื้อแดงตายเพื่อใครประชาธิปไตยหรือทักษิณ)

ความคิดเห็นที่ 27

มเสื้อแดงครับ คนดีดีก็น่าชมเชยครับ ทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองต่อไปครับ ให้กำลังใจ

ความคิดเห็นที่ 26

ผมชื่นชมอาจารย์มาตั้งแต่ต้น ก็หลายปีแล้ว ผมคิดว่า ความรู้ความสามารถที่ท่านได้ศึกษามาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับประเทศชาติของเรา และยังมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองจะไม่ทำให้ท่านต้องไขว้เขว ลูกพ่อขุนเหมือนกัน แต่ผมต่อโทได้แค่ธรรมศาสตร์ แต่ยังไงธรรมศาสตร์ก็สอนให้ฉันรักประชาชน เป็นกำลังใจให้ครับ My Idol

ความคิดเห็นที่ 25

ชื่นชมอาจารย์ที่เป็นนักวิชาการท่ีกล้าหาญมาก ไม่ใช่ดีแต่วิเคราะห์หรือวิจารณ์เท่านั้น แต่กลับนำเอาความรู้ความสามารถมาช่วยประเทศชาติได้เป็นอย่างดี ขอเป็นกำลังใจ

ความคิดเห็นที่ 23

ขอให้ความดีเป็นสิ่งที่คุ้มครองอาจารย์และครอบครัว ที่เสียสละทำงานเพื่อบ้านเมืองของเรา ขอให้อาจารย์ประสบความสำเร็จทุก ๆ เรื่อง เป็นกำลังใจให้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 22

ดีใจและภูมิใจ ที่ได้จบสถาบันเดียวกัน อาจารย์ ปณิธาน (ยกเว้นพ่อ * ปืด) และที่สำคัญหน้าตาของอาจารย์คล้ายแฟนหนูมาก ๆๆ

ความคิดเห็นที่ 21

ยินดีและดีใจที่เพิ่งทราบจากการหาข้อมูลของอาจารย์วันนี้ว่า ที่แท้จริงแล้ว อาจารย์ก็เป็นคนบ้านเกิดแดนใต้สุดสยามเมืองงามเบตงเขตชายแดนเดียวกัน รู้สึกภูมิใจ และอยากให้อาจารย์ช่วยกันจรรโลงสังคมของเราที่อยู่ใต้ฟ้าบนผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ให้น่าอยู่น่าอาศัยและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมากขึ้น โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน ช่วยพัฒนาถนน สาธารณูปโภคต่างๆ ให้ไทยเข้มแข็งอย่างทันตาเห็นกันซักที

ความคิดเห็นที่ 20

ชื่นชมในความมีเหตุผล และความสามารถของอาจารย์ปณิธาน ขอเป็นกำลังใจให้คนดีคนเก่งทำงานให้ส่วนรวมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19

ชื่นชอบอาจารย์ ช่วยงานท่านนายกฯ ต่อไปนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18

ผมชอบอาจารย์มากเพราะอาจารย์มีบุคลิกที่ดี เก่ง ที่สำคัญเป็นคนใต้คงจะรู้ปัญหาดี

ความคิดเห็นที่ 17

มาร์คไม่ปลื้ม

ตอนนี้อาจารย์คงรู้ฤทธิ์พรรคแมลงสาบแล้วละซินะ

ความคิดเห็นที่ 16

ชื่นชอบอาจารย์มาก อยากให้กำลังใจท่านในการทำงาน ขอเป็นกำลังใจให้

ความคิดเห็นที่ 15

ชื่นชอบ ท่านอาจารย์เป็นพิเศษ
ตั้งใจจะไปเรียนต่อไปที่ไต้หวัน
ในสาขาโลจิสติกส์ ที่กำลังเป็นความต้องการ
แต่พอได้อ่านบทความของอาจารย์ปุ้มแล้ว
ตัดสินใจว่าจะเดินทางสายเก่า

ความคิดเห็นที่ 14

ดีใจมากที่มีคนบ้านเดียวกัน เป็นรุ่นพี่สมัยเรียนประถมที่รร.ถนอมศรีศึกษา จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ บุคลิกของอาจารย์ก็นิ่ง ๆ พูดน้อย ซึ่งออกทีวีแต่ละครั้งก็ยังไม่เห็นอาจารย์เขายิ้มเลย แต่มีความสามารถระดับชาติ เราก็อดภูมิใจไม่ได้ ขอให้สมหวังทั้งทางด้านงานการเมืองและการมีคู่ครองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13

ลองมาดูกันสักตั้งว่าอาจารย์ แกจะมีกึ๋นอย่างที่คอยวิจาร์ณคนอื่นหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 12

นับถือครับ ยังไงฝากอาจารย์ช่วยกันสร้างมาตรฐานทางการเมืองให้สูงขึ้นกว่าเดิมด้วยครับ โดยเฉพาะในส่วนของการปฏบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล "นี่คือมาตรฐานใหม่ที่ประเทศไทยต้องมีครับ"

ความคิดเห็นที่ 11

ชอบสไตลส์การอธิบายและชี้แจง ไม่ใช่ตอบโต้และกล่าวหา หากเป็นนักการเมือง ก็น่าจะมีอนาคตไปได้ไกล

ความคิดเห็นที่ 10

อ.ปณิธาน วิจารณ์มานานแล้ว รองลงมาทำเองจะดีอย่างที่พูดหรือวิจารณ์ไว้หรือเปล่า ก็คอยดู อย่าให้คนผิดหวังนะครับ การเมืองไม่เหมือนหลักการทางวิชาการ ที่อาจเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องตรงไปตรงมา

ความคิดเห็นที่ 9

เท่าที่อ่าน อาจารเป็นคนเรียนเก่งอยู่แต่เดิม
เข้าเรียนที่ไหนก็ไม่ต่างกันมาก ยังไงก็เรียนดี เป็นเรื่องรู้ความสามารถของอาจารเอง

ความคิดเห็นที่ 8

เท่าที่อ่าน อาจารเป็นคนเรียนเก่งอยู่แต่เดิม
เข้าเรียนที่ไหนก็ไม่ต่างกันมาก ยังไงก็เรียนดี เป็นเรื่องรู้ความสามารถของอาจารเอง

ความคิดเห็นที่ 7

ดีใจมากครับที่คนเก่งและกล้าเข้ามาทำการเมืองให้สูงขึ้น กว่าการวิพากวิจารณ์ภายนอกครับ มาช่วยทำให้ประเทศชาติมีศักดิ์ศรีอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 6

ดีใจที่ลูกพ่อขุนได้เป็นใหญ่กับเขาอีกคนค่ะ แต่อยากให้อาจารย์พูดถึงรามคำแหงให้มากกว่านี้ ไม่ใช่พูดแต่เรื่องเรียนเมืองนอกอย่างเดียว

ความคิดเห็นที่ 5

ดีใจมากที่ อ. ยอมรับตำแหน่งเพื่อบ้านเมือง ตอนที่เป็นข่าวก็ได้แต่ภาวนาว่าให้อาจารย์ ยอมรับอย่างน้อยก็เพื่อประเทศ แต่ก็เสียดายที่เวลามีเหตุการณ์อะไรล่อแหลม อดเห็นอาจารย์มานั่งวิเคราะห์ แต่ก็ไม่เป็นไรประเทศชาติสำคัญกว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างเดียว สู้ให้อาจารย์ลงมือทำดีกว่า และเชื่อมั่นว่าอุดมการณ์ของอาจารย์ต้องไม่เปลี่ยนแปลงเหมือน จักรภพ

ความคิดเห็นที่ 4

คนเก่งไม่ได้มีแต่ที่จุฬาฯ หรือ ธรรมศาสตร์หรอก ผมยินดีกับอ. ปณิธานด้วยครับ ผมคนหนึ่งที่ดีใจและภูมิใจแทนรุ่นน้องๆและรุ่นพี่ ที่ราม ครับ คนรามเก่งๆมีอีกเยอะ

ความคิดเห็นที่ 3

รัฐบาลที่ดีเป็นของประชาชนต้องเลือกคนที่เก่งและดีแบบนี้ ไม่ใช่แบบ หมอพรมมินท์ หรือสามเกลอหัวขวด ประเทศถึงเสียหายมาทุกวันนี้

ความคิดเห็นที่ 2

ดีครับจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง ที่สำคัญเป็นคนในพื้นที่ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ผมอยากให้จบเร็ว ๆ คนไทยด้วยกัน ทีสำคัญผมเป็นคนในพื้นที่เหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสอย่างท่านอาจารย์ ขอให้ทำให้สำเร็จไว ๆ พี่น้อง 3 จังหวัดภาคใต้หรือพี่น้องของผมจะได้ตั้งหน้าทำมาหากินโดยสงบเสียทีครับ

ความคิดเห็นที่ 1

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ที่จุฬา แต่ได้ติดตามผลงานของอาจารย์ผ่านสื่อต่างๆ ประทับใจในความรู้ความสามารถของอาจารย์มากค่ะ..ถ้าประเทศไทยของเรามีผู้นำที่มีระดับการศึกษา สติปัญญา มีวุฒิภาวะ เหมือนอาจารย์สักหน่อย ประเทศไทยของเราคงไม่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้...ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ทำงานเพื่อประเทศไทยของเราต่อไปนะคะ _/\_

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า