อีที ชื่อเสียงของภาพยนตร์ระดับตำนานที่ไม่ได้แค่ให้ความบันเทิง แต่ยังกระตุ้นให้หลายคนแอบฝันจะได้จับมือกับผู้มาเยือนจากต่างดาวเข้าสักวัน
"อีทีมือยาวและคอยาว อีทีใจดี เพื่อนของเรา" คือ บางท่อนของเพลงอีทีที่ยังดังก้องอยู่ในหัวของผู้ชมชาวไทยหลายคน
ในโลกของจินตนาการ ผู้คนจำนวนไม่น้อยวาดภาพตัวเองลอยล่องไปกับจักรยานที่มีมนุษย์ต่างดาวหน้าตาแปลกประหลาดแต่นิสัยดีอย่างอีทีเคียงข้างท่ามกลางหมู่ดาวพราวระยิบบนผืนฟ้า
ในโลกของความเป็นจริง นักดาราศาสตร์อย่าง "จิลล์ ทาร์เตอร์" ใช้เวลานานเกือบ 3 ทศวรรษในการเฝ้ารอให้สิ่งมีชีวิตจากต่างดาวติดต่อมาและหาก "อีที" มีตัวตนอยู่จริงและเดินทางมายังโลกมนุษย์ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา เธอคือบุคคลที่น่าจะได้ล่วงรู้เป็นคนแรก
"มีอยู่ 3 ครั้งที่ฉันคิดว่าเราน่าจะเจอของจริงละ" ทาร์เตอร์ แย้มให้ฟังถึงประสบการณ์เข้มข้นราวนิยายวิทยาศาสตร์ของเธอ อันที่จริง ตัวละครหลักของภาพยนตร์เรื่อง "อุบัติการสัมผัสห้วงอวกาศ" (Contact) ก็มีเค้าโครงบางส่วนมาจากชีวิตของนักดาราศาสตร์วัย 68 ปีคนนี้นี่เอง
ทาร์เตอร์เล่าให้ฟังว่าองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ "นาซ่า" เริ่มเตรียมความพร้อมสำรวจดวงดาว 1,000 ดวงที่อยู่ใกล้โลกเมื่อราว 30 ปีก่อนโดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมีการส่งสัญญาณผ่านคลื่นวิทยุบ้างหรือไม่
ในขณะนั้น เธอทำงานอยู่ในหน่วยหนึ่งของนาซ่าอยู่แล้วและได้รับมอบหมายให้รับโครงการใหม่นี้ไปดูแล นับตั้งแน่นั้นมา เธอก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วในฐานะผู้บริหารของสถาบันเซติ (SETI ซึ่งย่อมาจาก “search for intelligent life in the universe” หรือการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาในจักรวาล)
แม้จะทำงานอย่างทุ่มเทตลอดช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่จิลล์ ทาร์เตอร์ยังไม่เคยมีโอกาสได้ป่าวประกาศบอกชาวโลกว่า "เรามิได้อยู่เพียงลำพัง" เสียที
เพราะจนแล้วจนรอด อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สถาบันเซติมีก็ยังมิเคยตรวจพบยวดยานพาหนะหรือสัญญาณใด ๆ ของมนุษย์ต่างดาว
ในขณะที่หลายคนคิดว่างานของเธอคงน่าตื่นเต้นมากเพราะได้รอลุ้นพบสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก แต่ทาร์เตอร์ก็แย้มให้ทราบว่าเธอต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้มั่นใจว่าสถาบันของเธอจะไม่ถูกหลอกมากกว่า
"เราต้องคอยระวังว่าอาจจะมีเด็ก ๆ โทรศัพท์มาเล่าเรื่องแต่ง หรืออุปกรณ์ของเราไปหลงคิดว่าดาวเทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาสำรวจสภาพอากาศหรือสอดแนมนั้นเป็นยูเอฟโอ" ทาร์เตอร์เปรย
เธอเล่าให้ฟังว่าทั้งเธอและทีมงานเคยนั่งเฝ้าวัตถุบินได้ลำหนึ่งถึง 3 วัน 3 คืนเพราะแอบสงสัยว่ามันอาจจะเป็นยานของมนุษย์ต่างดาว
"ตอนนั้น เรากำลังทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศส ฉันไม่ยอมหลับยอมนอนเพราะฉันกลัวเพื่อนร่วมทีมชาวฝรั่งเศสแอบเอาข่าวไปบอกหนังสือพิมพ์เลอ มงด์ (หนังสือพิมพ์ชื่อดังภาษาฝรั่งเศส)" ทาร์เตอร์เล่า
"ฉันต้องการให้แน่ใจก่อนว่าเราเจอของจริง ซึ่งฉันก็คิดถูกเพราะสิ่งที่เราพบไม่ใช่ยานของมนุษย์ต่างดาว"
ต่อมาอีกครั้ง เธอก็ได้ตรวจพบสัญญาณคลื่นหนึ่งในระหว่างทำงานอยู่ในเวสต์ เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกาและตื่นเต้นดีใจถึงความเป็นไปได้ว่าคลื่นนั้นอาจจะถูกส่งมาจากยูเอฟโอถึงขั้นโทรศัพท์ไปบอกเพื่อนร่วมงานในแคลิฟอร์เนียทีเดียว
"แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ตรวจพบว่าสัญญาณมาจากดาวเทียมดวงหนึ่งนั่นเอง" เธอเล่า
เธอบอกว่าตลอดระยะเวลาทำงานอันยาวนานของเธอ ยังไม่เคยมีอีทีโทรศัพท์มาหาเธอหรือหน่วยงานของเธอสักครั้ง งานของเธอจึงกลายเป็นเสมือนการจัดทำกระบวนการป้องกันการถูกหลอกเสียมากกว่า
"รายการข้อควรระวังการถูกหลอกยาวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ" เธอบอก
แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้พบและประกาศให้โลกทราบว่ามีมนุษย์ต่างดาวในจักรวาล แต่เธอบอกว่างานที่ผ่านมาหาใช่เรื่องน่าผิดหวัง เพราะเธอจะผิดหวังยิ่งกว่า หากว่ามนุษย์โลกไม่คิดริเริ่มหาทางตามหาเพื่อนบ้านบนดาวดวงอื่นเลย
ทาร์เตอร์เล่าให้ฟังว่า เธอหลงใหลแนวคิดที่ว่าเผ่าพันธ์มนุษย์ผู้เดียวดายอยู่ในจักรวาลอาจจะสามารถตามหาเพื่อนมนุษย์ต่างดาวได้ด้วยคลื่นวิทยุตั้งแต่เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งในขณะนั้น เธอยังเป็นเพียงนักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาดาราศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
สถาบันเซตินั้นเริ่มต้นมาจากโครงการวิจัยเซติขององค์การนาซ่า และทาร์เตอร์เองก็ได้เป็นหนึ่งในพนักงานรุ่นแรกของโครงการดังกล่าว
"ฉันถือว่าฉันโชคดีมากที่เติบโตในยุคที่ความเชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกมิใช่แนวคิดทางปรัชญาหรือศาสนาเพียงอย่างเดียว เรามีเทคโนโลยีที่จะทดสอบความเชื่อของเราได้ ฉันไม่จำเป็นต้องรอคำตอบจากนักบวชหรือนักปรัชญาเพียงอย่างเดียว" เธอกล่าว
การสำรวจดวงดาวที่นาซ่าสนับสนุนเปิดตัวอย่างงดงามและเป็นข่าวใหญ่โตในวันโคลัมบัส หรือ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2535 โดยการสำรวจครั้งนั้นเป็นไปตามโครงการที่ทาร์เตอร์ได้จัดเตรียมไว้
"นั่นถือเป็นจุดสูงสุดของชีวิตการทำงานของฉันเลยล่ะ ฉันภูมิใจมาก ๆ"
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวสิ้นสุดลงเพียงหนึ่งปีหลังจากนั้นเพราะสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการตามหามนุษย์ต่างดาว ทางสถาบันเซติจึงเปิดดำเนินการในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากเงินสนับสนุนของภาคเอกชนแทน
วันนี้ แม้ว่าทาร์เตอร์จะเกษียณออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยของสถาบันเซติแล้ว แต่เธอก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยหาเงินสนับสนุนให้แก่สถาบันต่อไป
นั่นก็เพราะเธอเชื่อว่า ถึงแม้การตรวจสอบจะยังไม่พบหลักฐานการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว โดยไม่ว่าการตรวจสอบดังกล่าวนี้จะต้องกินเวลานานหลายชั่วอายุคน แต่เธอก็ยังเอ่ยอย่างเชื่อมั่นว่า
"เรามีเหตุผลเพียงพอที่เราควรจะเริ่มลงมือตามหาด้วยอุปกรณ์ที่เรามีอยู่"
(ที่มา : นิวยอร์ก ไทมส์)
Tags : อีที


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น