อีกเรื่องราววัดคำประมง นอกจากรักษากายและใจด้วยธรรมชาติบำบัดและสมาธิบำบัด ยังเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีทางเลือกที่จะจากไปอย่างสงบ โดยมีธรรมะนำทาง
ถ้าคุณได้รับรู้ว่า ตัวเองกำลังเป็นมะเร็งตับ และจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน คุณจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร...
บางคนอาจรักษาใจอยู่กับครอบครัวที่รัก ควบคู่กับรักษาตามแนวทางการแพทย์ทางเลือก หรือเข้าโรงพยาบาลยอมทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเสียเงินมากเพียงใด
วัดคำประมง จ.สกลนคร น่าจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากรักษาด้วยแนวทางธรรมชาติบำบัด และคนๆ นั้นอยากใช้ชีวิตในห้วงสุดท้ายอย่างสงบ หากต้องจากโลกนี้ไป ก็จะเข้าใจว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เมื่อต้องตาย ก็ควรตายอย่างยิ้มได้...
หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง และผู้ก่อตั้งอโรคยศาล สถานอภิบาลพักฟื้นผู้ป่วยด้วยสมุนไพรตามธรรมชาติ กล่าวถึงเรื่องการพิจารณาทางเลือกการรักษาตัวของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และโรคอื่นๆ ว่า โดยธรรมชาติ คนมักจะนึกถึงการรักษาด้วยการแพทย์กระแสหลักก่อน หลังจากรักษาไม่หาย จึงค่อยนึกถึงการแพทย์ทางเลือก
การรักษาตามแนวทางอโรคยศาล จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะทางวัดไม่คิดค่ายาหรือค่ารักษา นอกจากนี้ยังมีที่พักให้ด้วย
หลวงตาบอกว่า ก่อนอื่นต้องทำใจยอมรับก่อนว่า การรักษามะเร็งใช้เวลานาน กว่าจะฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้เป็นปกติ แต่อย่างน้อยคนไข้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายรังสี ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมาก ส่วนทางด้านจิตใจ คนไข้ก็จะยอมรับได้ว่า “หายก็หาย ไม่หายก็ไม่หาย” หากคนเราคิดได้เช่นนี้ ก็พร้อมที่จะเผชิญกับความตายในวาระสุดท้ายของชีวิต
"ญาติพี่น้องไม่ต้องมีภาระเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะปัจจุบันการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกเป็นเชิงการค้ายิ่งกว่าการแพทย์กระแสหลักทั่วไป เพราะทุกแห่งมีค่าใช้จ่ายสูง"
หลักการของอโรคยศาล คือ ให้ธรรมชาติสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รักษาด้วยสมุนไพร ส่วนทางจิตวิญญาณใช้สมาธิบำบัด ควบคู่ไปกับการดูแล ด้วยอาหาร ดนตรีบำบัด ฯลฯ ซึ่งเป็นการรักษาแบบองค์รวม เพื่อฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างเซลส์ใหม่ที่แข็งแรงขึ้นมาเยียวยาตัวเอง เช่น ผู้ป่วยบางรายเป็นแผลจากมะเร็งที่แก้ม เนื้อบางส่วนหายไป เมื่อรักษาไประยะหนึ่ง เนื้อค่อยๆ กลับมา
นอกจากนี้แล้ว หลวงตายังเน้นเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม ท่านจัดที่พักให้ญาติที่มาดูแลผู้ป่วย ทำให้คนป่วยมีกำลังใจ
“สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องซื้อ แต่ต้องใช้หัวใจ” หลวงตาย้ำ
อย่างไรก็ดี อโรคยศาล ทำงานโดยไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนใดๆ หลวงตาจึงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่แสวงหากำไรหรือทำเป็นการค้าใดๆ
ท่านบอกว่า อโรคยศาลให้การรักษาแบบองค์รวม ดูแลผู้ป่วยด้วยจิตใจความเป็นมนุษย์ รักษาใจเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงต่อสู้กับโรคร้ายได้ ไม่มองคนเป็นหุ่นยนต์ที่จะผ่าตัดหรือฉายแสง นั่นเป็นแค่รักษาโรค แต่ไม่รักษาใจ
กระนั้นก็ตาม ท่านยอมรับว่า ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยด้วย ไม่มีการบังคับใดๆ ที่ผ่านมาผู้ป่วยส่วนใหญ่พอใจแนวทางนี้ ทำให้ผลการรักษาออกมาดี
“การรักษามะเร็งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน ต้องมองลึกลงไปในมิติของร่างกายและจิตใจ” หลวงตาสรุปประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมาแล้วกว่า 1,800 คน
“ทางกาย” คือ อาการของโรค ส่วน “ทางใจ” คือ จิตของคนไข้มีพลังที่จะสู้ต่อไปหรือไม่ หากร่างกายทรุด แต่จิตใจพร้อม ก็ยังมีโอกาส แม้จะมีแค่ 10 % ก็ยังดีกว่าไม่สู้
มะเร็งจึงไม่ใช่เพียงแค่โรคทางกาย แต่เป็นโรคทางจิตวิญญาณด้วย กำลังใจของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องกอบกู้ขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ทางไหน แต่ก็มีบางรายที่สู้จน “ตายคาเข็ม”
“คนมองว่าการเป็นมะเร็งเป็นเรื่องเลวร้าย แต่หลวงตามองว่า ทำให้ได้พัฒนาตัวเอง ไม่ประมาท สามารถใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณค่า คนที่ไม่เป็นโรคนี้ก็อาจจะมัวแต่เสพสุข แสวงหาความสุข แต่พอมาเป็นมะเร็ง ถึงจะรู้จักแสวงหาธรรมะ ความหลุดพ้น ซึ่งนี่เองเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ชีวิตยืนยาว บางคนได้เห็นคุณค่าของมะเร็ง เพราะทำให้เขาได้พบธรรมในวาระสุดท้ายของชีวิต” หลวงตา กล่าว
เมื่อเป็นมะเร็งแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท แต่พอหายแล้วกลับไปจมอยู่กับกิเลสอีกใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่นานโรคก็กลับมาอีก หลวงตา บอกว่า ถ้าหายแล้ว ทำตัวดี ก็จะมีชีวิตยืนยาว เมื่อพวกเขาปรับวิถีชีวิตสวดมนต์ภาวนา ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตหรือหักโหมเกินไป
อีกเรื่องที่สนใจในวัดคำประมงคือ หากคนไข้ที่อยู่ที่อโรคยศาลต้องการจากไปอย่างสงบ ก็จะบอกญาติและหลวงตาฯ ไว้ก่อน เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หลวงตาจะช่วยนำจิตของคนไข้ให้ค่อยๆ หลับไปอย่างสงบด้วยใจที่เป็นกุศล
ท่านบอกว่าเป็นการ “ตายอย่างยิ้มได้” เป็นการสิ้นใจที่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามนัยยะของคำว่า “ตายดี” ก็คงจะไม่ผิดนัก
“หากเรานำแนวทางนี้ไปพัฒนาในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไปใช้กับทุกคน ไม่ว่าเจ้านายหรือลูกน้องต้องดูแลกันด้วยความรักความเมตตา ไม่ใช่ตีค่ากันที่ฐานะ เพราะทุกคนมีค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน” หลวงตาแนะนำ
ด้านคนไข้ที่เลือกมารักษาด้วยแนวทางนี้ ด.ต. วิจักษ์ ภูริธร ป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดี รักษาตัวที่อโรคยศาลเกือบ 2 ปี ก่อนเดินทางมาวัดคำประมง เคยไปหาหมอในโรงพยาบาลหลายแห่ง ทุกแห่งบอกเหมือนกันหมดว่า ต้องผ่าตัดและจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี
ด.ต.วิจักษ์ จึงตัดสินใจรักษาด้วยสมุนไพรตามแนวทางของหลวงตา ประกอบกับการฝึกสมาธิควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท โดยเฉพาะเรื่องอาหารและการรักษาใจ ซึ่งปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทำให้อาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนช่วงหนึ่งสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่นั่นทำให้เกิดความเครียดและอาการแย่ลง จึงกลับมารับการรักษาและฟื้นฟูร่างกายอีกครั้ง
อีกคนหนึ่งคือ บุษบา จีนกำเนิด จากจังหวัดตราด เมื่อ 3 เดือนที่แล้วเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 ได้ปรึกษาแพทย์ในโรงพยาบาลหลายแห่ง และได้คำตอบว่า ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฉีดยา ฆ่าเชื้อมะเร็งทางเส้นเลือดใหญ่
เธอบอกว่า อยากรักษาด้วยแนวทางธรรมชาติบำบัด ได้อ่านหนังสือหลายเล่มจนได้ข้อสรุปว่า “โรคมะเร็งไม่มีทางรักษาให้หายขาด” โดยเฉพาะที่ตับ แต่หลายคนอาการดีขึ้น เพราะใช้การรักษาแบบผสมผสาน
“เมื่อได้มาอยู่ที่นี่ และได้เห็นแนวทางการรักษาของหลวงตาที่ใช้ ธรรมะร่วมกับยาสมุนไพร ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น และไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปรักษาแบบอื่น เพราะมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว”
ตอนที่คุยกัน เธอเข้ารับการรักษาที่วัดคำประมงเกือบหนึ่งเดือน บุษบาบอกว่า อาการทางกายดีขึ้น ทั้งระบบการขับถ่ายและการนอนหลับ การรักษาต้องใช้เวลา ที่สำคัญคือ ตอนนี้กำลังใจแข็งแกร่ง
เมื่อถามว่าหลวงตา มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง เธอบอกว่า ทุกวันหลวงตาจะมาให้โอวาทสั่งสอนว่า การเกิด แก่ และเจ็บป่วย เป็นของธรรมดา ไม่ควรยึดติดกับความเจ็บป่วย หลวงตาทำให้เข้าใจสัจธรรมชัดเจนขึ้น จนมั่นใจการรักษาตามแนวทางนี้
เหตุผลดังกล่าว ทำให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เลือกที่จะมาดูงานที่นี่เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีการประชุมหารือกันเรื่องแนวทางการออกกฎกระทรวง ตามมาตรา 12 ระบุว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ ในประเด็นที่ว่าใครจะเป็นคนตัดสินใจว่าเมื่อไรคือวาระสุดท้ายของชีวิตคนไข้ รวมถึงทางเลือกในการรักษาต่อไป หากคนไข้ไม่สามารถตัดสินใจเองได้
นายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ รองเลขาธิการ สช. บอกว่า สุขภาวะในการมีชีวิตหรือตาย ต้องคำนึงถึงความสมดุลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ทางการแพทย์จะพิจารณาจากระบบการหายใจ ระบบการทำงานของหัวใจ และการทำงานของสมอง ถึงแม้ทั้ง 3 ระบบในร่างกายยังคงทำงานได้ แต่คนไข้ก็มีสิทธิตัดสินใจเลือกที่จะจากไปอย่างสงบ ปฏิเสธการยืดชีวิตด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ โดยทำหนังสือแสดงเจตจำนงเอาไว้
"ต้องพิจารณาบริบททางสังคมด้วย หมายถึงควรมีทั้งแพทย์ บุคคลกรทางสาธารณสุข และญาติพิจารณาร่วมกัน ยกเว้นผู้ป่วยบอกได้เอง หรือประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนแล้ว" นายแพทย์ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ คุณหมอจิตอาสาวัดคำประมง ให้ความเห็น
นี่คือ ทางเลือกของการรักษาโรคร้าย และการใช้ชีวิตที่เหลือในช่วงสุดท้ายอย่างมีคุณค่า และสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด
Tags : หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม • วัดคำประมง
