กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : Life

วันที่ 20 มกราคม 2553 01:00

จับดีไซน์ใส่ถัง (ขยะ)

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทราบหรือไม่ว่า ทุกวันนี้ กรุงเทพมหานครต้องแบกรับภาระหนัก ในการจัดการขยะ โดยต้องจ่ายเงินมากถึง 2 พันล้านบาทต่อปี

  สิ้นเปลืองบุคลากรกว่า 1 หมื่นคน พร้อมรถเก็บขยะอีกกว่า 2 พันคัน เพื่อจัดเก็บเก็บขนและทำลายขยะที่เราๆ ท่านๆ ใช้และทิ้งกันวันละเกือบ 9 พันตัน

 ในความเป็นจริงแล้ว กองขยะที่เราไม่เห็นค่าเหล่านั้น ยังมีคุณค่าและสามารถนำกลับมา ใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง หากว่าได้รับการจัดการที่ถูกต้องตั้งแต่ "ต้นทาง" นั่นคือ บรรดา "นักใช้" ทั้งหลาย ที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนจิตสำนึก ในการเป็น "นักทิ้ง" ที่ดี

 ปัญหาที่พบกันโดยส่วนใหญ่ คือ คนเราถึงแม้ว่าจะได้รับรู้เรื่องราว ของปัญหาโลกร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในรูปของข่าวสาร การรณรงค์ จนกระทั่งคำว่า "โลกร้อน" กลายเป็นคำชินหูคำหนึ่ง คล้ายลมที่พัดมาแล้วก็ผ่านไป มองเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การช่วยโลกทำได้ง่ายๆ กระทั่งการทิ้งขยะให้ถูกที่ ก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรีไซเคิล ชุบชีวิตขยะ ให้กลับมามีประโยชน์ได้อีกครั้ง

 และเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนสามารถจัดการ คัดแยกขยะหลากหลายประเภท เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว เศษวัสดุอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการนำขยะแปรรูปเป็นสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ได้ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดโครงการประกวดการออกแบบถังขยะตามแนวคิด Eco Design “ฮอนด้า กรีน บิน ดีไซน์ คอนเทสต์" เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้กลั่นสมองซีกซ้าย ดีไซน์ถังขยะน่าใช้ ที่ทั้งเป็นประโยชน์ต่อโลก ทั้งยังง่ายต่อการใช้งานของคนทิ้ง

 โจทย์หลักของการประกวด คือ นักออกแบบซึ่งมีอายุระหว่าง 15 - 35 ปี ไม่ว่าจะมาเดี่ยว หรือ มาเป็นทีม (ทีมละไม่เกิน 3 คน) จะต้องออกแบบถังขยะเพื่อใช้ในบ้านหรือภายในองค์กร เน้นประโยชน์ใช้สอยในการแยกขยะ โดยไอเดียจะต้องสดใหม่ สร้างสรรค์ ไม่ลอกเลียนแบบใคร และที่สำคัญคือจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 "START" ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ซึ่ง เอกภูมิ เกียรติผดุงกุล เจ้าของผลงานอธิบายถึงแนวคิดว่าสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ชื่อผลงานแล้ว โดยมองว่าพฤติกรรมของคนไทยเกี่ยวกับการแยกขยะนั้น ต้องถือว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้น ดังนั้นตัวเขาจึงเลือกที่จะออกแบบถังขยะขนาดเล็กที่ติดตั้งและใช้งานง่าย

 เจ้าตัวเรียกผลงานของตัวเอง ว่า "ชุดแยกขยะขนาดเล็ก" ซึ่งเข้ากันดี เพราะผลงานชิ้นนี้ไม่เกี่ยวกับคำว่า "ถัง" แต่อย่างใด เนื่องจากตัวชิ้นงานหลักๆ คือ แผ่นสเตนเลสพับขึ้นรูป มีปากที่ง้างออกได้สำหรับคล้องถุงพลาสติกใช้เป็นที่รองรับขยะ และมียางเส้นยึดปากไว้เพื่อให้ดีดกลับอัตโนมัติ

 ความตั้งใจของเอกภูมิเน้นไปที่สินค้าจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งคนที่เข้าไปใช้บริการโดยมากจะซื้อหาของทานเล่น ขนม นม น้ำอัดลม ตลอดจนเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ซึ่งถุงพลาสติกที่ทางร้านใส่ของให้มานั้น โดยมากจะเป็นขนาด 6 หรือ 8 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดเล็กเหมาะแก่การใช้ใส่ขยะ เอกภูมิจึงออกแบบชุดแยกขยะ START ให้ใช้ได้กับถุงขนาดดังกล่าว โดยมีทั้งหมด 3 ช่อง สามารถแยกขยะได้ สามประเภท คือ กระดาษ พลาสติก และเศษอาหาร

 จุดเด่นของ START นอกจากจะมีขนาดกะทัดรัดแล้ว เอกภูมิยังเลือกใช้แผ่นสเตนเลสไดคัท และ พับขึ้นรูป ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกใช้วัสดุ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สิ้นเปลืองพลังงานน้อย แถมเจ้าตัวยังมองไกลไปถึงเรื่องโลจิสติกส์ ตั้งแต่เรื่องแพ็คเกจจิ้งที่ใช้กระดาษแข็งไดคัท และ พับ โดยไม่ต้องใช้กาวซึ่งเป็นสารเคมี นอกจากนี้ยังมีขนาดเล็กไม่กินพื้นที่ในการขนส่ง

 ในมุมมองของ ดร. สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์นักออกแบบหัวใจสีเขียว ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินการประกวดครั้งนี้ได้ให้ความเห็นถึงผลงานSTART ว่าส่วนตัวแล้วชอบในความกะทัดรัด อีกทั้งยังละเมียดละไมในการออกแบบ แต่สิ่งที่เป็นห่วงนั้น อยู่ตรงที่ว่า ถุงที่รองรับขยะนั้นถูกแขวนในลักษณะลอยขึ้นจากพื้น ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการรั่วซึมหากว่าขยะนั้นยังไม่ได้เทน้ำออกหมด หรือ หากว่าเป็นขยะเปียก ซึ่งในจุดนี้ เจ้าของผลงานถึงกับตอบตรง ไม่มีอ้อมค้อมเรียกเสียงฮาได้ทั้งงานว่า "ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น ไม่อย่างนั้นผลงานชิ้นนี้จะเรียกว่า สตาร์ทหรือครับ"

 ถัดจาก START มาสู่ผลงาน "FLOW" ออกแบบโดย ศรัณพร กาลิก และ เจษฎา อินทรภักดิ์ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 โดดเด่นที่แนวคิดเรื่องการปรับใช้ถังขยะให้เข้ากับสถานที่ต่างๆ ซึ่งนักออกแบบมองว่าแต่ละสถานก็มีประเภทและปริมาณของขยะที่แตกต่างกัน เช่น โรงพยาบาล,โรงอาหาร, สำนักงาน หรือ ที่พักอาศัย ซึ่งการวางถังขยะที่มีปริมาณไม่พอเพียงหรือไม่เหมาะสม มักทำให้เกิดปัญหาขยะล้นถัง ไปจนถึงการทิ้งขยะผิดประเภท
 FLOW จึงเป็นทางแก้ปัญหา โดยออกแบบให้ถังขยะแต่ละประเภทมีขนาดที่แตกต่างกัน สามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมถังขยะแต่ละประเภทได้ ตามความเหมาะสม

 ขณะที่ผลงานที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในชื่อผลงาน "ECO-TIE" ออกแบบโดย เมธา ศีตะจิตต์ มาในรูปลักษณ์เรียบง่าย แค่นำกระดาษมันสำปะหลังแปรรูปขนาดหนา มาทำเป็นแถบสีตามประเภทของขยะแต่ละชนิด วิธีใช้ก็แค่ขดเป็นวงใส่ถุงดำม้วนยึดไว้ตรงกลางก็จะได้ถังขยะอย่างง่ายๆ หนึ่งใบ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นปากถังขยะแล้ว เมื่อถังเต็ม ตัว ECO-TIE ก็ทำหน้าที่เป็นเชือกมัดปิดปากถุง ปรากฏให้เห็นแถบสีสากลที่แสดงประเภทของขยะที่ชัดเจน สะดวกแก่การคัดแยกในขั้นต่อไป

 นอกจาก ECO-TIE จะทำจากมันสำปะหลังแปรรูปซึ่งสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ตัวชิ้นงานยังมีขนาดเล็ก ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อย และใช้การขึ้นรูปชิ้นงานด้วยการปั๊ม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ราคาขายไม่แพง คนในหลายกลุ่มสามารถซื้อใช้ได้ก็จะทำให้วงจรในการคัดแยกขยะสมบูรณ์ และเป็นไปได้จริง

 ส่วนรางวัลรองชมเชยอีกสองรางวัล ที่มีไอเดียดีไซน์ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน สำหรับ "Box bin" ไอเดียดีไซน์โดย จิตรเลขา รามพงษา และ นุชนาถ เชื้ออินต๊ะ กับแนวคิดออกแบบถังขยะที่แยกขยะได้ในใบเดียว เพื่อประหยัดพื้นที่ ทั้งยังใช้กระดาษอัดรีไซเคิล(กรีนบอร์ด) เป็นวัสดุหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติทนน้ำ กันปลวก100%

 ความโดดเด่นของ Box bin อยู่ที่ช่องใส่ขยะ ซึ่งภายในถูกแบ่งไว้ 3 ช่องตามประเภทของขยะ ชนิดแก้ว, กระดาษ และ ขยะทั่วไป ซึ่งตัวกล่องก็จะถูกเจาะช่องไว้ 3 ช่องตามรูปทรงของขยะเพื่อให้เข้าใจง่ายเป็นสากล โดยขยะแก้ว ก็จะทิ้งลงในช่องกลมๆ ขณะที่ช่องแนวยาวตามขวางสำหรับทิ้งกระดาษ ส่วนช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับทิ้งขยะทั่วไป

 อีกหนึ่งรางวัลรองชมเชย ตกเป็นของ ณัฐ นามโสวรรณ์ กับผลงาน "ReCycle Hoop" ซึ่งออกแบบให้ถังขยะดูคล้ายกับแป้นบาสเก็ตบอล เพื่อดึงความสนใจ อีกทั้งที่ตัวแป้นยังมีการบอกประเภทของขยะ ไว้ให้ง่ายต่อการทิ้งให้ถูกถังอีกด้วย

 5 ไอเดียของนักออกแบบที่ว่ามาจะถูกใจใครหรือไม่นั้น คงจะไม่สำคัญเทียบเท่ากับว่า เมื่อไหร่จะมีการออกแบบ "คนทิ้ง" ให้ถูกวิธีกันเสียที

Tags : จับดีไซน์ใส่ถัง (ขยะ) รณรงค์คัดแยกขยะหลากหลายประเภท

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ขออนุญาติท่านผู้เขียนบทความ ในความเห็นของผม ไม่ใช่ภาระ ไม่ใช่ความสิ้นเปลือง ของรัฐฯโดยเฉพาะการบริหารของระดับท้องถิ่นเพราะกลไกบริการที่เข้าถึงประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษีโดยตรง
ทั้งนี้การรณรงค์เพื่อช่วยลดวิธีการทำงาน อันจะเป็นการลดการใช้ภาษีลงได้นั้น คงต้องเป็นการทำแบบบูรณการทั้งระบบ เนื่องจากประเทศไทยขาดระบบเรื่องข้อมูลที่ชัดเจนจึงไม่สามารถบรรจุเข้าไปในการให้การศึกษากับประชาชนตั้งแต่เด็กครับ การแก้ปัญหาปลายทางเป็นการแก้ที่ได้ผลในระดับหนึ่งซึ่งการแก้ปัญหาที่ละเรื่องเป็นการใช้ภาษีที่สิ้นเปลืองมากกว่าที่เราไปคิดว่ามีการสิ้นเปลืองทั้งระบบเสียด้วยซ้ำครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement

advertisement