คาชี ซามาดดาร์ ใช้เงินไปราว 20 ล้านบาทกับการเดินทางท่องเที่ยวไปยัง 194 ประเทศ จนได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊ค
ว่าเป็นบุคคลที่เดินทางไปประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลก โดยใช้เวลาสั้นที่สุดในโลกด้วย
นักธุรกิจชาวอินเดียวัย 55 ปี ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เริ่มต้นมหากาพย์แห่งการเดินทางครั้งนี้ที่ประเทศฮอลแลนด์ในปี 2545 และสิ้นสุดการเดินทางโดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้าย ที่โคโซโวเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 6 ปี 10 เดือน และ 7 วัน
คาชีมีแววของการเป็นพวกชีพจรลงเท้าตั้งแต่เด็ก เขาชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์มากที่สุด ฮีโร่ของเขาคือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เพราะสามารถยึดครองดินแดนมากมายมาเป็นอาณานิคมได้
หลายคนเปรียบเทียบคาชีกับมาร์โค โปโล นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่และลูกพ่อค้าชาวเมืองเวนิสที่ออกเดินทางทางบกจากเวนิสไปถึงประเทศจีนกับบิดา
จุดเริ่มต้นของมหากาพย์ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่คาชีต้องติดอยู่ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ 2 วัน เพราะมีปัญหาเรื่องวีซ่า เนื่องมาจากสัญชาติของเขา ในขณะที่เพื่อนวิศวกรชาวเกาหลีผ่านเข้าประเทศไปได้โดยง่ายดาย
“ผมเลยคิดได้ว่า มันเป็นเพราะพาสปอร์ตของผมที่ระบุว่าผมมาจากประเทศที่กำลังพัฒนานั่นเอง ทำให้ผมผ่านเข้าประเทศไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่าที่เท่าเทียมกัน ก็กลายมาเป็นภารกิจหลักของผม” คาชีกล่าว
เขาสัญญากับตัวเองว่า เขาจะเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกด้วยเงินที่เก็บออมมาตลอดชีวิต และเป็นเรื่องโชคดีที่คาชีมีภรรยาแสนดีอย่างบาร์นาลี่ที่เป็นเพื่อนเดินทางด้วยกว่า 70 ประเทศ
นักเดินทางรอบโลกคนนี้มุ่งมั่นที่จะเดินทางในทริปนี้โดยใช้พาสปอร์ตอินเดีย ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสที่จะได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองชาวออสเตรเลียและแคนาดา เพราะเขาต้องการพิสูจน์ว่าคนอินเดียสามารถเดินทางรอบโลกได้ เขายังต้องการเน้นให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความยากลำบากในการได้มาซึ่งวีซ่าของบางประเทศซึ่งเป็นปัญหาที่คาชีเจอมาตลอด
ประเทศที่ขอวีซ่ายากที่สุดคือ มอลโดวา ซึ่งอยู่ในยุโรปตะวันออก คาชีต้องใช้เวลาเกือบ 3 ปี และถูกปฏิเสธหลายต่อหลายครั้งกว่าจะได้มา
“ปัญหาของมอลโดวาไม่เหมือนกับประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือหลายประเทศในยุโรปที่ให้วีซ่ายาก เพราะมีหลายครั้งที่ประเทศเล็ก ๆ มักไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไรเมื่อมีคนมาขอวีซ่าเข้าประเทศ” คาชีกล่าว
ระหว่างการเดินทาง คาชีมีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีและผู้ว่าการท่องเที่ยวของหลายประเทศ ซึ่งเขาก็รณรงค์ให้มีการผ่อนปรนกฎการขอวีซ่าของชาวอินเดียและชาติอื่น ๆ ด้วย
เส้นทางการเดินทางของคาชีไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในหลายประเทศ และบางครั้งเกือบต้องเอาชีวิตไปทิ้ง อย่างเช่นตอนที่เดินทางไปประเทศอัฟกานิสถาน โรงแรมที่เขาเข้าพักในกรุงคาบูลถูกระเบิดถล่มหลังจากที่เขาเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเพียงชั่วโมงเดียว ตอนไปติมอร์ตะวันออก คาชีใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีอาหารตกถึงท้องเป็นเวลาถึง 3 วัน และต้องจ่ายคนท้องถิ่นหลายร้อยดอลลาร์เพื่อแลกกับกล้วยเพียงไม่กี่ลูก
ตอนเดินทางไปสาธารณรัฐเนารู เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ (เนารู เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในโลกซึ่งมีพื้นที่เพียง 21 ตารางกิโลเมตร) เที่ยวบินของคาชีถูกยกเลิก 8 ครั้ง เขาต้องติดเกาะอยู่ประมาณเดือนครึ่ง
“ผมเดินทางผ่านดงกระสุนปืนมาหลายประเทศ มันเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์มาก ๆ ที่ผมเอาชีวิตรอดกลับมาได้” คาชีกล่าว
สำหรับคาชีแล้ว บราซิลเป็นประเทศที่น่าไปเที่ยวมาก เพราะผู้คนน่ารักและมีอัธยาศัยดี นอกจากนี้ชายหาดโคปาคาบาน่าในกรุงริโอ เดอ จาเนโร บราซิล, หาดโกวาลอม ในอินเดีย, หาดโคโลเนีย ที่หมู่เกาะไมโครนีเซีย, เกาะมาการิตาที่เวเนซุเอลา,และ เกาะมาลา มาลา ที่นาดิ ฟิจิ ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดยอด
แม้จะได้รับการบันทึกสถิติโลกว่า เป็นผู้ที่เดินทางไปหลายประเทศมากที่สุดในโลก แต่คาชีเป็นนักท่องเที่ยวที่ถ่ายภาพได้แย่มาก ภาพถ่ายในประเทศที่เขาเดินทางไปส่วนใหญ่เป็นภาพที่ถ่ายในสถานที่ทำงานและล็อบบี้ของโรงแรมมากกว่าที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของประเทศนั้น ๆ
อย่างตอนที่เขาไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แทนที่จะถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง หอนาฬิกาบิ๊ก เบน, สะพานทาวเวอร์ บริดจ์ หรือพระราชวังบักกิ้งแฮมเอาไว้เป็นที่ระลึก กลับมีเพียงรูปถ่ายของเขากับเพื่อนในห้องทำงานเล็กๆ หรือรูปถ่ายตอนที่ไปหมู่เกาะคุก ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ก็เป็นรูปที่เขานั่งกับเพื่อนที่โต๊ะ แทนที่จะเป็นรูปถ่ายของหาดทรายขาวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของหมู่เกาะนี้
และที่พิลึกไปกว่านั้นก็คือ ตอนที่เขาเดินทางไปกรีนแลนด์ ดินแดนทางเหนือสุดของโลกที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกและเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก รูปถ่ายที่มีคือคาชียืนอยู่หน้าเคบิน และมีคนท้องถิ่นยืนยกกระป๋องเครื่องดื่มอยู่ด้านหลัง
ตามระเบียบของกินเนสส์บุ๊ค การเดินทางที่จะถูกบันทึกไว้ในสถิติโลก ต้องเป็นการเดินทางด้วยยานพาหนะที่เป็นระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถประจำทาง รถไฟและเรือเฟอร์รี่ในการเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ และนักเดินทางยังต้องเหยียบบนแผ่นดินของประเทศนั้น ๆ ด้วยถึงจะนับว่าได้เดินทางไปยังประเทศนั้น ๆ แล้ว แต่ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องพำนักอยู่ในประเทศนั้น ๆ เป็นเวลานานแค่ไหน นั่นอาจเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมคาชีถึงไม่มีรูปถ่ายที่เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมมาโชว์เลย ประมาณว่าเหยียบแผ่นดินประเทศนี้แล้วก็ออกเดินทางไปประเทศอื่นเลยเพื่อเป็นการประหยัดเวลา
แม้ว่าคาชีจะลางานไปเกือบ 4 ปีโดยไม่ได้รับเงินเดือนเพื่อไปปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ แต่ประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้ ถือเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต และเขาคิดที่จะนำเรื่องราวของการเดินทางมาขายในรูปแบบของหนังสือและวีดีโอ
หลังจากสิ้นสุดการเดินทางในทริปนี้ คาชีร่วมกับเพื่อนนักเดินทางอีกหลายคน ที่ผ่านการท่องโลกมามากกว่า 100 ประเทศก่อตั้งชมรม “Travel, Tourism and Peace Initiative” โดยคอยให้ข้อมูลและข้อแนะนำฟรี แก่นักเดินทางทั่วโลก โดยเฉพาะการขออนุญาตเดินทางเข้าประเทศที่เข้ายาก ๆ ใครที่สนใจลองเข้าไปดูได้ที่ www.ttpglobal.com
......................
หมายเหตุ : ข้อมูลจากเดลี่ เมล์, การ์เดียน, กัล์ฟนิวส์, และ www.worldrecordsacademy.org
Tags : 'มาร์โค โปโล' แห่งแดนภารตะ • คาชี ซามาดดาร์


ความคิดเห็นที่ 1
น้องนำ้ , 29 สิงหาคม 2553 11:27
ข้อมูลโดนมากเลยอะ