ทุกวันนี้คนทั่วโลกใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก แต่ทราบหรือไม่ว่า "ขยะอาหาร" ก็เป็นวัตถุดิบที่ทำให้เกิดพลังงานได้
นอกจากจะสะอาด ปลอดภัย ให้แสงสว่างได้เต็มที่แล้ว ยังช่วยโลกไม่ให้ร้อนขึ้นได้อีกด้วย
ขยะล้นโลก เป็นเรื่องจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหาขยะล้นเมือง เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว กอปรกับกระแสบริโภคนิยมที่ล้ำหน้ากว่าประเทศไหนๆ ทำให้ญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนเมืองที่สวยสะอาดให้กลายเป็นขุมขยะได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อขยะเยอะก็เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจเดาไม่ออกว่า ขยะท่วมท้นนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร ให้ลองนึกถึงภาพขยะที่สามารถนำมาถมจนกลายเป็นเกาะได้ และไม่ใช่แค่เกาะเดียว มากมายจนไม่มีใครกล้าถมขยะอีกต่อไปเพราะกลัวจะทำให้คลื่นและกระแสน้ำเปลี่ยน (อ่าวโตเกียวถมไปแล้ว 5 %) และเมื่อไม่มีที่ทิ้งที่ถมก็หันไปหาประเทศโลกที่ 3 โดยพยายามดันเรื่องการถมทิ้งขยะให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ (กรณีฟิลิปปินส์ที่ฟ้องว่า ญี่ปุ่นนำขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาลไปทิ้ง แทนที่จะเป็นขยะกระดาษอย่างที่ตกลงกันไว้)
นอกจากการกำจัดขยะในรูปแบบถาวรด้วยการถมแล้ว "เผา" เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการกำจัดขยะ ว่ากันว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเตาเผาขยะชุมชนมากที่สุดในโลก คือ เกือบ 2,000 แห่ง นั่นยังไม่รวมโรงงานและเตาเผาขยะอุตสาหกรรมที่มีมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่สร้างภาวะเรือนกระจกให้กับโลกเป็นอันดับต้นๆ ทว่า ญี่ปุ่นก็เรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว(นี่เป็นข้อดีที่ควรลอกเลียนแบบ) โดยพยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการแสวงหาพลังงานทดแทนที่แสนสะอาดจากสิ่งปฏิกูล ซึ่งนอกจากจะเป็นการกำจัดอย่างถูกวิธีแล้ว ยังเกิดพลังงานสะอาดที่สามารถช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อนได้ด้วย
.....................
ทราบกันอยู่แล้วว่าพลังงานปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกส่วนมากมาจากพลังงานฟอสซิล(ปิโตรเลียม ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ซึ่งเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถสรรหามาทดแทนได้ใหม่ นอกจากจะรอเวลาหมักหมมนานเป็นล้านๆ ปีเท่านั้น ทั่วโลกจึงพยายามสรรหาพลังงานทดแทนขึ้นมาใหม่ เป็นพลังงานที่ใช้ไม่หมด หรือที่เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล (แกลบ ชานอ้อย มูลสัตว์ ฯลฯ)
ญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน แต่นอกจากพลังงานทดแทนต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังเล็งเห็นว่า "ขยะ" เป็นวัตถุดิบอีกหนึ่งชนิดที่สามารถนำมาแปรสภาพให้เป็นพลังงานทดแทนได้ โดยเฉพาะขยะจากเศษอาหารที่ปีปีหนึ่งคนญี่ปุ่นผลิตขยะประเภทนี้ออกมามากราว 20 ล้านตันต่อปี เรียกว่า มากกว่ามหานครอังกฤษถึง 3 เท่า (อังกฤษมีขยะอาหาร 7 ล้านตันต่อปี)
เมื่อขยะอาหารมีปริมาณมาก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงออกกฎหมายรณรงค์ให้มีการรีไซเคิลขยะอาหารด้วยการแปรสภาพมาเป็นอาหารสัตว์และปุ๋ยสำหรับเกษตรกรทั่วญี่ปุ่น แต่สำหรับมหานครโตเกียว ซึ่งมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อยความต้องการปริมาณอาหารสัตว์และปุ๋ยจากขยะอาหารจึงไม่มากนัก BIOENERGY Corporation บริษัทผู้ผลิตพลังงานแห่งญี่ปุ่น จึงได้สร้างสรรค์กระบวนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากขยะอาหารขึ้นเพื่อใช้ภายในโรงงานและจำหน่ายให้กับบริษัทพันธมิตร
โทชิโอะ โมกิ (Toshio Mogi) ผู้อำนวยการ BIOENERGY Corporation เล่าว่า บริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2003 ด้วยเงินลงทุน 490 ล้านเยน พันธกิจคือ การกำจัดขยะอาหารด้วยการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยสามารถกำจัดขยะอาหารชนิดแข็ง (solid waste) ได้วันละ 110 ตัน และขยะอาหารชนิดเหลว (liquid waste) ได้วันละ 20 ตัน ในกระบวนการนี้จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้ามากถึง 24,000 กิโลวัตต์ต่อวัน คำนวณแล้วสามารถใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว
"เรานำขยะมาจากหลากหลายที่ ทั้งสถานประกอบการด้านธุรกิจอาหาร ครัวเรือน ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ซึ่งส่วนประกอบของขยะนอกจากอาหารเหลือหรืออาหารหมดอายุแล้วก็ยังมีทั้งทิชชู ไม้จิ้มฟัน ไม้เสียบอาหาร ตะเกียบที่ใช้แล้วทิ้ง ไฟแช็ก ฯลฯ เป็นขยะอาหารที่มีการปนเปื้อนเยอะมาก ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อาจเกิดปัญหา แต่ในกรณีของการผลิตกระแสไฟฟ้าสามารถย่อยสลายได้หมด" โทชิโอะ บอก
กระบวนการ คือ รถขยะจะไปรับขยะจากที่ต่างๆ มาที่ห้องรับขยะ ซึ่งมีลักษณะเป็นบ่อขนาดใหญ่ จากนั้นจะทำการบดอัดขยะเพื่อทำการแยกขยะแล้วเทน้ำผสมก่อนจะดูดขยะเข้าไปในแท็งก์เพื่อทำการปั่นและต้มให้ได้ความร้อนที่อุณหภูมิของน้ำขยะ 38 องศาเซลเซียส หมักไว้แบคทีเรียจะมากินขยะทำให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งกระบวนการที่จะทำให้เกิดก๊าซนี้ใช้เวลานาน 1 เดือน จากนั้นจะดูดก๊าซมีเทนไปเก็บไว้ในสต็อกเพื่อส่งเข้าถังผลิตแล้วนำเข้าสู่โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสถานที่ต่างๆ
"ไฟทุกดวง แอร์ทุกเครื่อง และไฟฟ้าทั้งหมดในโรงงานนี้มาจากขยะอาหาร เราใช้กระแสไฟฟ้า 60 % ที่โรงงาน แล้วส่งไปที่บริษัทไฟฟ้าโตเกียวอิเลคทริค ขายให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้าอื่นๆ ด้วย"
เรียกว่า ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะกระบวนการในการได้มาซึ่งขยะไม่จำเป็นต้องซื้อหา โทชิโอะ บอกว่า คนที่ทิ้งขยะจะต้องจ่ายสตางค์ให้กับคนเก็บขยะโดยอาจจะคิดราคาจากการชั่งน้ำหนักหรือเหมาราคาแล้วแต่กรณี ส่วนร้านอาหารจะต้องจ่ายค่าขยะถุงละ 200 เยน เมื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้าแล้วจำหน่ายไฟฟ้าออกไปก็มีรายได้เข้ามา ผู้อำนวยการคนเดิม บอกว่า แทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรนอกจากงบประมาณการลงทุน และการบริหารงานภายในเท่านั้น
ถามถึงกรณีชุมชน การสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นมีกระแสต่อต้านหรือไม่ โทชิโอะ บอกว่า
"ที่นี่เป็นเกาะขยะ เป็นเขตอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีการก่อตั้งชุมชน ทำให้กิจการนี้ดำเนินไปได้ หรือแม้แต่มีคนอาศัยอยู่ แต่ระบบการกำจัดมลพิษภายในโรงงานจะทำให้มั่นใจว่า พื้นที่บริเวณนี้ปลอดภัย"
และเนื่องจากญี่ปุ่นมีโรงงานเผาขยะจำนวนมาก ซึ่งจากการเผาขยะที่มีส่วนประกอบของคลอรีนจะทำให้เกิดสารไดออกซินที่เป็นสารเคมีพิษ (เป็นสารพิษที่ใช้ทำฝนเหลืองในสงครามอินโดจีน) รัฐบาลจึงพยายามสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆ อย่างขึ้นมาชดเชยให้ชาวบ้านรู้สึกว่าปลอดภัย หรือได้อะไรจากการสร้างโรงงานเผาขยะในพื้นที่บ้าง
หันมามองที่ประเทศไทย เป็นเรื่องดีที่ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการกำจัดขยะด้วยวิธีการฝังกลบแบบถูกสุขาภิบาลมากขึ้น แต่การจะนำก๊าซที่เกิดจากการหมักหมมของขยะมาแปรสภาพเป็นพลังงานนั้นยังไม่แพร่หลายนัก หลายบริษัท/หน่วยงาน/องค์กร จึงพยายามคิดโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะขึ้น ทั้งจากแกลบ กากอ้อย ใบอ้อย น้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงหมู ทลายปาล์ม ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อทดแทนพลังงานฟอสซิลที่นับวันมีแต่จะหมดไป ทว่า หลายโครงการก็ยังเป็นแค่ภาพฝัน เพราะพลังการต่อต้านจากประชาชนยังเป็นปัญหาอยู่
"ความเชื่อสำคัญมากสำหรับธุรกิจพลังงาน ถ้าไม่ดูแลกันตั้งแต่ต้นก็จะเกิดปัญหา อย่างกรณีแม่เมาะของไทยที่ทำมาดี แต่พอเจอเรื่องก็หมดกัน เรื่องความเชื่อมั่นศรัทธาจึงถือว่าสำคัญมาก อีกอย่างคือ ญี่ปุ่น educate คน ให้ความสำคัญกับการป้องกัน เขาป้องกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างแทบไม่เหลืออะไรออกมาเลย นั่นทำให้คนญี่ปุ่นมั่นใจ" วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป บอก
ในฐานะตัวแทนองค์กรผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย วุฒิชัย มองว่า โลกต้องบริโภคพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ญี่ปุ่นมีการกระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคมสูงเพราะประสบปัญหาหนักหน่วงมามาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากญี่ปุ่นจะเรียนรู้ว่าควรจะช่วยกันป้องกันสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงานธรรมชาติอย่างไร
"ความเข้าใจเทคโนโลยีเป็นเรื่องจำเป็นในการพัฒนาประเทศ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด แต่ก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพด้วย อาจจะไม่ต้องตามญี่ปุ่น แต่ประยุกต์ให้เกิดความคุ้มค่าและนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าบ้านเราทำจะสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันได้ด้วย"
วุฒิชัย เพิ่มเติมว่า เหตุที่ไทยไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะอาหารได้ อุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่งมาจากพฤติกรรมการทิ้งขยะที่ไม่ถูกต้องของคนไทยนั่นเอง
"เราทำได้ยากเพราะเรายังไม่มีการแยกขยะ หนึ่งคือแยกขยะ และสองผลประโยชน์ของบ่อขยะ คนไทยขาดวินัยและความจริงจัง ความต่อเนื่องไม่ค่อยมี ถ้าเราทำงานกับญี่ปุ่นแล้วจะเห็นว่าเขามีมายด์เซต ต้องทำให้ได้ ไทยทำในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีจุดหมาย" วุฒิชัย บอก
ในขณะที่ทรัพยากรมีจำนวนจำกัด แต่ปริมาณประชากรโลกกลับเพิ่มมากขึ้นทุกที หากไม่มีการปรับวิธีคิดเรื่องการใช้พลังงาน ขยะล้นโลกและภาวะเรือนกระจก ที่เป็นต้นเหตุของโลกร้อนก็จะยังคงเป็น "ปัญหา" อยู่ต่อไป
Tags : ขยะอาหาร • วัตถุดิบที่ทำให้เกิดพลังงาน • วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์



ความคิดเห็นที่ 2
numsai.com , 18 เมษายน 2553 23:56
เนื้อดีมากเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ENERGY FLOW , 3 กันยายน 2552 09:47
บ้านแต่ละหลังที่ญี่ปุ่นหลังคาติดsolar sellแล้วนำพลังงานที่ได้ไปขายต่อให้กับโรงงานไฟฟ้า โดยที่รัฐบาลเป็นฝ่ายอุดหนุนเงินลงทุนถ้าบ้านหลังไหนต้องการทำก็ไปขอรายละเอียดได้ทุกบ้าน น่าจะนำแนวคิดของเขามาใช้ในบ้านเราบ้าง ประเทศไทยมีทั้ง แดด ลม น้ำมาก ประชาชนจะได้อยู่ดีกินดีขึ้นพึ่งพาน้ำมันจากต่างชาติน้อยลง