กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : Life

วันที่ 2 กรกฎาคม 2552 01:00

ล่องแก่งเก็บขยะ ชุบชีวิตลำน้ำเข็ก

ภาพประกอบข่าว

เพราะความเสื่อมโทรมของลำน้ำเข็ก ที่เป็นเหมือน 'อู่ข้าวอู่น้ำ' ของคนในชุมชน ยิ่งนานวันปัญหายิ่งลุกลาม ภารกิจคืนชีวิตให้สายน้ำจึงเกิดขึ้น

 ด้วยความต้องการเห็นน้ำเข็กกลับไปอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

 "พายครับพาย ซ้ายพายขวาพาย" เสียงกระตุ้นจาก 'นายท้าย' ดังขึ้นเป็นระยะๆ ขณะเรือยางขนาด 10 คนนั่งกำลังลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชียว

 ระลอกคลื่นปะทะผิวเรือ เล่นเอาตัวคนนั่งกระดอนขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา อย่าว่าแต่ออกแรงพายเลย แค่ฝ่าเท้าที่สอดไว้ใต้เบาะยึดไม่ให้ตัวหลุดออกไปนอกเรือก็แทบแย่แล้ว

 "เก็บพายอยู่กับตัวดีๆ นะครับ เราจะลงแก่งแล้ว" เจ้าของเสียงเดิมร้องเตือน

 เรือไหลตามแรงคลื่นร่วงลงสู่ผิวน้ำด้านล่าง ก่อนลูกเรือจะร่วงตามลงไป เสียงคลื่นเสียงคนปนจนแยกไม่ออกว่าเสียงไหนจะดังกว่ากัน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึกใจเท่านั้น

 ความตื่นเต้นของบรรยากาศการล่องแก่งลำน้ำเข็ก 'ครึ่งแรก' ถูกแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานระหว่างมื้อเที่ยง พอๆ กับการเย้าล้อถึงปริมาณขยะที่เรือแต่ละลำสามารถ 'ฉก' ออกมาได้ระหว่างทาง ในกิจกรรม 'ล่องแก่งเก็บขยะลำน้ำเข็ก' ในโครงการอนุรักษ์ฟื้นคืนสภาพแม่น้ำลำคลอง ของชมรมคนรักษ์ลำน้ำเข็ก ภายใต้การสนับสนุนของแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม สำนักงานงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยได้กลุ่มอาสาสมัครจากกรุงเทพมหานครมาร่วม 'ลงแรง' กับกลุ่มอาสาสมัครชาวลุ่มน้ำเข็กในครั้งนี้ด้วย

น้ำเสื่อมแหล่งท่องเที่ยวโทรม

 หน้าฝน ฤดูน้ำหลาก บรรดาผู้มีใจรักการผจญภัยต่างพากันแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ ให้กับชีวิต กิจกรรมล่องแก่งจึงมักปรากฏอยู่ในลิสต์รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำอยู่เสมอ โดยเฉพาะ 'ลำน้ำเข็ก' แหล่งล่องแก่งอันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่ไม่เคยเว้นว่างจากนักท่องเที่ยวเลย

 น้ำเข็ก เป็นลำน้ำที่กำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขตอำเภอเขาค้อ แล้วไหลผ่านอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ด้วยเหตุที่ลำน้ำสายนี้ไหลลงมาจากพื้นที่ลาดชัน ทำให้เกิดน้ำตกหลายแห่ง เช่น น้ำตกศรีดิษฐ์ น้ำตกแก่งโสภา น้ำตกปอย น้ำตกแก่งซอง และน้ำตกวังนกแอ่น พอถึงฤดูฝน ปริมาณน้ำในลำน้ำมีมากขึ้น น้ำตกต่างๆ กลายเป็นแก่งขนาดใหญ่ กระแสน้ำเชี่ยวกรากด้วยความแรงตั้งแต่ระดับ 1 ไปจนถึงระดับ 5

 ในแต่ละปี ลำน้ำเข็ก ต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่าหลักหมื่น สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนหลายพันกลุ่ม แต่ขณะเดียวกันลำน้ำเข็กก็กลายเป็นที่รองรับขยะปริมาณมหาศาลที่เกิดจากการท่องเที่ยวด้วย

 ปัญหาขยะลำน้ำเข็กเรื้อรังมานาน สาเหตุอาจเนื่องมาจากเป็นพื้นที่ชายขอบของความรับผิดชอบ ครั้นจะหวังพึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็หวังได้ไม่เต็มที่ เพราะแต่ละแห่งดูแลเฉพาะเขตพื้นที่ของตนเท่านั้น หน่วยงานของรัฐก็ไม่ได้เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ปริมาณขยะจากนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน จึงขาดการดูแล ไม่มีการจัดเก็บขยะ ไม่มีถังขยะ ขยะที่อยู่ในถังก็ไม่มีผู้เอาไปทิ้ง 

 "มันเห็นได้ชัดว่าคุณภาพน้ำต่ำลงทุกปี" ณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์ ผู้จัดการเรนฟอร์เรสท์ รีสอร์ท หัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ของชมรมคนรักษ์ลำน้ำเข็กสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

 ภาพที่เขาพบบ่อย คือน้ำพัดซากขยะไปติดตามโขดหินหรือลอยไปตามลำน้ำ จนเกิดปัญหาน้ำขุ่น นักท่องเที่ยวที่ลงเล่นน้ำ มีปัญหาตาแดง เหยียบเศษแก้ว เมื่อล่องแก่งทัศนียภาพที่พบ ก็เต็มไปด้วยขยะ ติดตามต้นไม้และสองข้างทาง 

 "จากรายงานของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 3 ตัวเลขคุณภาพน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่มีการล่องแก่งผมก็เห็นพวก กระปุกน้ำยาฆ่าหญ้า น้ำยาล้างห้องน้ำ เปิดฝาอยู่และมีน้ำอยู่ข้างใน รีสอร์ท ร้านอาหาร ก็มีการปล่อยสิ่งปฏิกูลต่างๆ โดยไม่มีการกรอง ผมพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวน้ำตกก็โดนแก้วบาดเป็นประจำ แก้วใต้น้ำเยอะมาก เพราะคนมากินเหล้าแล้วก็โยนขวดทิ้ง มีแทบทุกที่ เพื่อนที่เป็นอนามัยเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเคยเย็บเท้าให้นักท่องเที่ยวเป็นแผลตั้งแต่นิ้วโป้งไปจนถึงส้นเท้า 40 เข็ม เพราะเขาเหยียบแก้วแล้วลื่นก็มี" ณัฐวัฒน์เล่า

 แม้หลายคนจะมองว่าปัญหาขยะกับแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านมา ก็มีปรากฏให้เห็นเป็นของคู่กันเสมอ แต่ผลกระทบที่เกิดจากการ 'ทิ้งคนละไม้คนละมือ' นั้น ไม่ได้มีแค่ขยะกองโตเท่านั้น

 กิติชัย รัตนะ ภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้คำอธิบายถึงผลกระทบคู่ขนานที่เกิดขึ้นจากการ 'มองข้าม' เรื่องดังกล่าวว่าผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมที่เกิดขึ้นก็จะหวนคืนไปหา 'เจ้าถิ่น' เอง

 "ทุกวันนี้เราพบสถานการณ์น้ำในแหล่งท่องเที่ยวที่มีปัญหาในหลายพื้นที่ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า คนไทยอิงกับน้ำมากไม่ว่าจะใช้อุปโภค บริโภค หรือกะทั่งการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้เห็นผลกระทบโดยตรง เมื่อสิ่งแวดล้อมเสื่อม ภาพลักษณ์เสีย จำนวนนักท่องเที่ยวก็จะลดลง อย่างลุ่มน้ำเข็ก จะเห็นว่ากิจกรรมจริงๆ ต้นน้ำจะอยู่ที่เขาค้อ เพชรบูรณ์ ไหลลงมาทางนครไทย ทางอ.วังทอง ออกพิษณุโลก เราจะเห็นว่าช่วงวังทองมีการล่องแก่ง น้ำที่ใช้ในการล่องแก่งใช้ได้ 4 เดือน คือปริมาณน้ำ ถ้าไม่มีการรักษาป่าต้นน้ำ เกิดวันหนึ่ง น้ำไหลน้อยลงฝนตกครั้งเดียว มา 2-3 เดือน การท่องเที่ยวหายแน่นอน เชิงคุณภาพ มีพื้นที่ใช้ประโยชน์ริมน้ำทั้งสิ้น

 "สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการจัดการเรื่องพฤติกรรมการให้บริการ และนักท่องเที่ยว การหาที่เก็บขยะ หรือบำบัด กับกำจัด หรือตัวสถานประกอบการ และชุมชนควรจะมีระบบบำบัดน้ำเสียขั้นต้น เช่น น้ำเสียจากการชะล้าง ที่มีไขมัน สารอินทรียต่างๆ ลงในน้ำมาก จะไปย่อยสลายในน้ำทำให้ออกซิเจนน้อยลงเรื่อยๆ แง่ของความเสี่ยมโทรมก็จะลดลงเรื่อยๆ การใช้ประโยชน์ก็จะหมดไปตามลำดับ"
 
คนละไม้คนละมือ  

 เมื่อมี ‘ผู้ใช้’ แต่ขาด ‘ผู้ดูแล’ ทำให้สภาพพื้นที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ปัญหาขยะตามแหล่งท่องเที่ยว เศษแก้วที่ฝังตัวอยู่ใต้สายน้ำอีกไม่รู้เท่าไหร่ และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกมากมายตามมาทำให้ ณัฐวัฒน์ เริ่มรู้สึกว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่างจนเป็นที่มาของการรวมตัวในกลุ่ม ‘ชมรมคนรักษ์ลำน้ำเข็ก’ ในที่สุด

 "ปกติก็มีกิจกรรมเก็บขยะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้จริงจัง จนเห็นปัญหาก็เริ่มคิดว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง ก็ลงมือทำดีกว่า 2-3 อาทิตย์ไปกันทีหนึ่ง ช่วงน้ำน้อยก็ลงไปเก็บเศษแก้ว ถ้าไม่มีใครมาเก็บมันก็จะอยู่ไปอย่างนั้นน่ะ ถ้าเขาไปโพสลงเวบไซต์ว่า แก่งซองอันตราย น้ำตกอันตรายมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งเหล่านี้มันถูกเผยแพร่ไป เราก็อะไรที่ทำได้ก็เข้ามาทำเถอะ ครั้งแรกๆ ที่เก็บกันนี่ได้ถุงดำ 20 ถุงใหญ่เลยนะ"

 กว่า 3 ปี ที่ล้มลุกคลุกคลานจนสามารถก่อตั้งเป็นชมรมขึ้น โดยมีเครือข่ายอันประกอบด้วย กลุ่มคนผู้ใช้ประโยชน์จากลำน้ำ ได้แก่ ผู้ประกอบการรีสอร์ท ให้เช่าเรือยาง ตลอดจนชาวบ้านที่ค้าขายบริเวณน้ำตกต่างๆ และผู้มีถิ่นพำนักที่อยู่ใกล้บริเวณลำน้ำ เกิดเครือข่ายอนุรักษ์น้ำเข็กจากหน่วยงาน และชุมชนต่างๆ

 ความเข้มแข็งของเจ้าบ้านย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของผู้มาเยือนด้วยเช่นกัน นพคุณ ดีจิตรวศิน และจารุวรรณ รัตนโสภณ อาสาสมัครที่มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ยอมรับว่านี่คือสิ่งที่ชุมชนทำให้เกิดผลอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นจิตสำนึกให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวได้รู้สึกเป็นอย่างดี

 "บางครั้งคนเราเวลามาเที่ยวก็ต้องการความสะดวกสบาย และความเห็นแก่ตัวจะพ่วงติดมาด้วยทุกครั้ง ทำยังไงเราจะคิดถึงว่าที่มาเที่ยว เรามาทำความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วย บางทีการสะกิดเตือนจากสถานที่ท่องเที่ยวก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราตั้งใจมาเที่ยวอยู่แล้วก็ไม่ค่อยได้คิดถึงอะไร ดังนั้นนอกจากตัวนักท่องเที่ยวแล้ว ชุมชนก็ต้องคอยสะกิดเตือนเขาว่าเขาสามารถให้ความสุขอะไร และเป็นจุดที่ว่าชุมชนกับนักท่องเที่ยวจะมาเจอกันได้ยังไง ชุมชนก็สามารถอนุรักษ์ให้กับนักท่องเที่ยวเกิดตระหนัก และรักษาแหล่งท่องเที่ยวไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ" นพคุณให้ความเห็น

  รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะยังคงดังอยู่ไม่ขาดสายระหว่างเจ้าบ้าน และผู้มาเยือน ขณะนั้น ถุงขยะชุดสุดท้ายค่อยๆ ถูกส่งต่อมา หลายเสียงพากันพูดถึง 'นัดหน้า' กันอยากสนุกปาก

 "นี่คือหม้อข้าวของเรา เราทำอะไรก็ได้ให้ชุมชนดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดี ชุมชนดี นักท่องเที่ยวก็อยากมาเที่ยว มาใช้บริการ" ณัฐวัฒน์บอกด้วยรอยยิ้ม.

Tags : ล่องแก่งเก็บขยะ ชุบชีวิตลำน้ำเข็ก

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement