กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : Life

วันที่ 19 มิถุนายน 2552 01:00

บ้านหลังสุดท้ายของชีวิตที่ถูกลืม

ภาพประกอบข่าว

ประสบการณ์นักเรียนชั้นมัธยมปลาย ในการเรียนรู้จากการฝึกงานที่บ้านวาสนะเวศม์ เพื่อดูแลผู้สูงวัยไร้ที่พึ่งพิง ในช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา

  • เด็กคิดเด็กเขียน

รายงานชิ้นนี้ วินิทร เธียรวณิชพันธุ์ นักเรียนโรงเรียนปัญโญทัย เขตสายไหม กรุงเทพฯ เขียนขึ้นภายหลังจากการฝึกงาน ที่บ้านวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา

******

ก้าวเข้าสู่รั้วมัธยมปลาย นักเรียนส่วนใหญ่เลือกจะใช้เวลาไปกับ การเตรียมสอบอย่างเข้มข้น เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย  แต่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เต็มใจแบ่งเวลาในช่วงปิดเทอม ไปฝึกงานที่บ้านพักคนชรา เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า ชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นมานั้น มีคุณค่าแม้ในบั้นปลายของชีวิต 
 
พวกเขาต่างนั่งอยู่ในภวังค์ สายตาเหม่อลอย ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเงียบและอ้างว้าง ผมไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่  แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาโหยหามากที่สุดในยามนี้คือ 'ครอบครัว'

ใช่แล้ว พวกเขาคือผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งในบ้านวาสนะเวศม์ พวกเขาคือผู้สูงอายุที่มีอาการหลงหรือเลอะเลือน ภาพของพวกเขาเหล่านั้นยังติดตรึงใจผมจนทุกวันนี้

ผมยังจำได้ดีว่าทีแรกที่เมื่อผมตัดสินใจจะไปฝึกงานที่สถานสงเคราะห์คนชรา ความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้จากเพื่อนๆ บางคนคือความแปลกใจ ว่าทำไมผมถึงได้ตัดสินใจเช่นนั้น ลึกๆ ในใจแล้วผมเองก็รู้สึกงุนงงกับตัวเองอยู่เหมือนกันในตอนแรก ว่าทำไมต้องสถานสงเคราะห์คนชรา แต่ไม่ช้าผมก็มีคำตอบให้กับตัวเองว่า ผมต้องการที่จะเข้าใจจิตใจของผู้สูงอายุ และต้องการที่จะช่วยดูแลพวกเขา แม้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดี

อาบน้ำ กินข้าว: เรื่องง่ายที่กลายเป็นยาก

ตี 5 ท้องฟ้ายังมืด ผมค่อยๆ เดินตรงไปยังตึกซึ่งบรรดาพี่เลี้ยง ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ต่างเรียกขานว่า 'ตึกหลง'

ในเวลานั้น ตึกหลงเป็นตึกที่มีแสงสว่างมากที่สุด เมื่อเข้าไปถึง  สิ่งที่ผมเห็น คือผู้สูงอายุประมาณ 50 คน นั่งอยู่บนเตียง เตรียมพร้อมที่จะให้พี่เลี้ยงอาบน้ำให้  ผมจึงรีบตรงเข้าไปช่วยพี่เลี้ยงอาบน้ำให้ผู้สูงอายุทันที แรกสุด ผมสวมถุงมือ ช่วยผู้สูงอายุถอดเสื้อผ้า ก่อนที่จะอาบน้ำให้พวกเขา โดยมือซ้ายจับสายยาง มือขวาถือผ้าชุบน้ำสบู่ ค่อยๆ บรรจงราดน้ำให้ทั่วตัวผู้สูงอายุ และใช้ผ้าชุบน้ำสบู่ถูทำความสะอาดผิวที่ขาวซีดและเหี่ยวย่นอย่างช้าๆ เนื่องจากผมกลัวผิวของพวกเขาจะบอบช้ำ จากนั้นจึงให้เขาล้างหน้า บ้วนปาก เช็ดตัว และใส่เสื้อผ้ากับผ้าอ้อมให้เขา 

สำหรับพวกเขาแล้วการอาบน้ำไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอีกต่อไป พี่เลี้ยงเคยบอกผมไว้ว่า หากเราปล่อยให้พวกเขาอาบน้ำเอง บางคนจะอาบไม่สะอาด ไม่ฟอกสบู่ถูตัว หรือบางคนไม่สามารถที่จะอาบน้ำเองได้ ในระหว่างที่ผมอาบน้ำให้พวกเขาอยู่นั้น ผมรู้สึกทั้งเวทนาและสงสารพวกเขากับสภาพที่พวกเขาอยู่ สภาพตรงนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เลย กลิ่นปัสสาวะคลุ้งไปทั่วอาคาร อีกทั้งแสงในตึกที่ทำให้จิตใจดูห่อเหี่ยว

เมื่ออาบน้ำให้ผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว ผมก็ช่วยพี่เลี้ยงทำความสะอาดอาคาร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่พี่เลี้ยงทำอยู่ทุกๆ วัน โดยเราจะราดน้ำยาล้างห้องน้ำและน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปที่พื้นห้อง ที่เปียกชุ่มหลังจากการอาบน้ำ กวาดน้ำทั้งหมดลงไปที่รางน้ำและถูพื้นให้แห้ง

หลังจากทำความสะอาดตึกเสร็จไม่นาน ก็ได้เวลาอาหารเช้า ผมเดินไปที่ห้องครัวเพื่อเข็นอาหารไปยังตึกหลง ระหว่างทางที่เข็นอาหารไปนั้น ผมมักจะเจอเหล่าผู้สูงอายุตึก 1 ต่างพากันชะโงกหน้ามองมาดูอาหารในหม้อ เต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น  ผมส่งยิ้มให้กับพวกเขา ก่อนจะบอกไปว่าอาหารมื้อนั้นเป็นอะไร 

เมื่อได้ยิน พวกเขาต่างพากันวิจารณ์ถึงอาหารมื้อนั้น ภาพดังกล่าวไม่ต่างไปจากเด็กๆ ในโรงเรียนของผมเลย  สักพักหนึ่งพวกเขาก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไป เมื่อผมเข็นไปถึง 'ตึกหลง' แล้ว ก็ช่วยพี่เลี้ยงตักข้าวใส่จานถาดหลุม ก่อนจะยกจานเหล่านั้นไปให้ผู้สูงอายุ ในเวลาเดียวกันนั้น ผมเห็นผู้สูงอายุประมาณ 3-4 คนเดินมาที่ตึกหลง ผมมองไปด้วยความสงสัย แล้วก็เข้าใจเมื่อเห็นผู้สูงอายุใน 'ตึกหลง' ผู้สูงอายุประมาณเกือบ 10 คนไม่สามารถทานข้าวเองได้ บางคนไม่สามารถแม้แต่จะลุกขึ้นจากเตียงได้เองด้วยซ้ำ

ภาพนั้นทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของกลุ่มผู้สูงอายุที่มาช่วยพี่เลี้ยงเป็นอย่างมาก ผมรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าการป้อนข้าวให้ผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่งานที่ง่ายเลยเพราะต้องใช้ความอดทนอย่างมาก  ในครั้งแรกสุดที่ผมป้อนข้าวให้นั้น  ผมจำได้ว่าผมทำข้าวหกไปหลายเม็ดทีเดียว  และถึงแม้ว่าผมจะมีโอกาสช่วยป้อนข้าวทุกมื้อตลอดระยะเวลา 1 อาทิตย์ ก็ตามที แต่การป้อนข้าวก็ยังถือว่าไม่ใช่งานที่ง่ายสำหรับผมอยู่ดี     

ในการป้อนข้าวให้ผู้สูงอายุนั้น เราจะต้องคอยตักข้าวคำเล็กๆ ค่อยๆ เป่าข้าวให้เย็น ก่อนที่จะป้อนเข้าปาก โดยพยายามให้พวกเขาสามารถเอาข้าวทั้งหมดเข้าปาก ซึ่งผมต้องสังเกตจังหวะของผู้สูงอายุที่ต่างกันออกไป เพื่อจะทำให้พวกเขาสามารถทานข้าวได้อย่างถูกอกถูกใจและราบรื่นมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้  

สิ่งที่ทำให้งานนี้ยากขึ้นไปอีกได้แก่อุปสรรคทางการสื่อสาร ผู้สูงอายุที่ผมป้อนข้าวหลายคนไม่สามารถพูดได้ ผมจึงต้องรับรู้ความต้องการของพวกเขาผ่านภาษาใบ้ ภาษามือ การอ่านคำพูดผ่านริมฝีปาก และอารมณ์ที่แสดงออกมาทางสีหน้า เรียกได้ว่า กว่าผมจะป้อนข้าวเสร็จในแต่ละมื้อก็ใช้เวลาไปไม่น้อยทีเดียว   

นอกจากการอาบน้ำและป้อนข้าว 3 มื้อให้ผู้สูงอายุใน 'ตึกหลง' ซึ่งเป็นงานหลักแล้ว เวลาที่เหลือนั้น ผมก็ใช้มันไปกับการคลุกคลีกับผู้สูงอายุ พูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งเล่นดนตรีไทย เล่นเปตอง สวดมนต์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ผู้สูงอายุนิยมชมชอบ ทำให้ผมเข้าใจผู้สูงอายุนั้น ในแต่ละวันทำอะไรบ้าง

เรื่องเก่า เล่าซ้ำ: สุ้มเสียงที่ (ถูก) หลงลืม

หลังอาหารกลางวัน ผมมักจะออกมานั่งตรงเฉลียงของตึกหลงซึ่งแวดล้อมไปด้วยผู้สูงอายุประมาณ 10 คน นั่งบนเก้าอี้หินอ่อน บางส่วนก็นั่งพูดคุยทานขนมกัน แต่ส่วนใหญ่จะนั่งฟังวิทยุหรือทอดสายตามองออกไปยังโลกภายนอก ที่พวกเขาไม่สามารถก้าวออกไปได้ ผมนั่งลงข้างๆ คุณตาผู้หนึ่งที่ต่อมาผมทราบชื่อว่าคุณตา 'สมชาย'

ทันทีที่ผมหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ คุณตาสมชายก็เริ่มพูดคุยกับผม ถึงแม้ว่าผมจะพูดคุยกับคุณตาอยู่หลายครั้งก็ตาม แต่ผมจำได้อย่างแม่นยำว่าคุณตามักจะพูดอยู่เพียง 3-4 เรื่องเท่านั้น เช่นเรื่องหลานชายของคุณตาที่เป็นตำรวจ คุณตามักจะถามว่า

“ ...แล้วหลานชายฉันจะมารับฉันกลับเมื่อไหร่ เธอรู้จักหรือเปล่าหลานฉันที่เป็นตำรวจน่ะ...” หรือเรื่องกระรอก เนื่องจากมีกระรอกเผือกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม้ใกล้ๆ ตึกหลงคุณตาจะถามว่า “...แล้วที่บ้านเธอล่ะ มีกระรอกเผือกอย่างนี้หรือเปล่า ดูสิ มันสวยดีนะ”

โดยเฉพาะเวลาที่คุณตาพูดเกี่ยวกับกระรอกนั้น ใบหน้าจะดูมีความสุขมาก แต่ถ้าผมคุยคุณตาเกี่ยวกับข้างนอกเมื่อไหร่ คุณตาจะพูดขึ้นทันทีว่า “ฉันเคยเดินออกไปข้างออกนะ แต่ออกไปเดี๋ยวเดียวก็ถูกเขา (พี่เลี้ยง) พากลับมา ไอ้เราไม่ว่าหรอกหากว่าเขาพูดดีๆ...”

ช่วงเวลาพัก ผมเดินเข้าไปในห้องสมุดของวาสนะเวศม์เพื่อที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ หลังจากอ่านไปได้สักพักหนึ่ง ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา ผมจึงเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ เบื้องหน้าของผมคือคุณยาย 'สุมาลี' (คุณยายอยู่ที่ 'ตึก 1') คุณยายนั่งลงแล้วหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน ระหว่างนั้นก็พูดคุยกับผม คุณยายค่อยๆ เล่าเรื่องราวของตนให้ผมฟัง ตั้งแต่สมัยยังสาวที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งถึงชีวิตในสถานสงเคราะห์

คุณยายพูดไว้ว่า “อยู่ในนี้น่ะ ไม่สบายเหมือนอยู่บ้านหรอก อยู่ที่นี่ถ้าอาหารไม่ถูกปาก ก็ต้องซื้อข้างนอก แล้วยายยิ่งเป็นคนเลือกกิน ยายไม่ชอบทานผัก วันๆ แค่ค่ากับข้าวอย่างต่ำก็วันละ 100 บาท ยังไม่รวมค่าของใช้อื่นๆ อีก... ยายมีโรคตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งตา ฟัน ลำไส้ ยายต้องใช้ยาหยอดตาขวดละสามพันกว่าบาท คนอื่นๆ (ผู้สูงอายุคนอื่นที่อยู่ตึกเดียวกัน) ก็ว่าทำไมต้องใช้ยาหยอดตาแพงๆ คนในนี้น่ะไม่มีใครเข้าใจยายหรอก...” 

ผมรับฟังด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เมื่อผมเจอคุณยายอีกครั้งก่อนผมกลับ 1 วัน คุณยายบอกผมว่า “เสียดายที่ลูกจะกลับแล้ว ยายเลยไม่รู้จะคุยกับใคร”

...
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว ผมตระหนักว่าผมได้เรียนรู้ที่จะใจเย็นมากขึ้น และสำนึกได้ถึงความรู้สึกของผู้สูงอายุว่า สิ่งที่เป็นที่สุดแห่งความปราถนาของพวกเขาก็คือ การได้อาศัยอยู่กับครอบครัวของตนเอง สำหรับพวกเขาซึ่งก้าวมาถึงบั้นปลายแห่งชีวิตแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะสำคัญไปกว่านี้อีก 

“มันคงจะดีมากนะ หากว่าเราทุกคนสามารถดูแลพ่อแม่ในยามแก่เฒ่าได้” ผมรำพึงกับตนเอง

หมายเหตุ : บ้านวาสนะเวศม์  200/1 หมู่ที่ 2 ระหว่างกม. 77-78 ถ.บางปะอิน-นครสวรรค์  ต.บ่อโพง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา    

โทรศัพท์ (035) 359-277, (035) 360-377

Tags : บ้านหลังสุดท้ายของชีวิตที่ถูกลืม บ้านพักคนชรา

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5

อ่านแล้วประทับใจมาก และดีใจที่สมัยนี้ยังมีเด็กที่คิดดี และทำเรื่องดีๆ มีประโยชน์ต่อสังคมแบบนี้ อยากให้เอาเรื่องดีๆแบบนี้มาให้อ่านอีก

ความคิดเห็นที่ 4

สภาพสังคมตะวันออกที่ลูกหลานมีหน้าที่ในการดูแลบุพการีเริ่มที่จะเปลี่ยนไป ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งเสริมให้คำนึงถึงแต่ตัวตนและคนรอบข้าง โดยลืมถึงหน้าที่รับผิดชอบที่มีต่อผู้มีพระคุณ

ขอบคุณกรุงเทพธุรกิจที่นำข้อเขียนของเยาวชนที่มีความคิดมาเผยแพร่

อาจเป็นการวาบความคิดของเราให้นึกถึง "หน้าที่รับผิดชอบ" ที่มีต่อผู้มีพระคุณ

ความคิดเห็นที่ 3

สนับสนุนให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้ หาประสบการณ์แบบนี้มาก ๆ เพราะเด็ก ม.ปลายมุ่งหน้าแต่มหาวิทยาลัย จนลืมโลกที่เป็นจริง อยากให้เนชั่นลงเรื่องราวแบบนี้เยอะ ๆ โดยเฉพาะงานเขียนของเยาวชนที่เขียนจากประสบการณ์

ความคิดเห็นที่ 2

สนับสนุนงานเขียนนี้ครับ อดนึกไม่ได้ว่าในอนาคตจะมีบ้านพักคนชรามากมายขนาดไหน แล้วเราจะต้องอยู่ในนั้นหรือปล่าว

ความคิดเห็นที่ 1

เป็นงานเขียนที่ดีมาก เขียนจากประสบการณ์ และประสบการณ์นั้นก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ

เพราะเป็นเรื่องราวของความดีงาม โดยเฉพาะมุมมองจากวัยเยาว์

ขอบคุณผู้เขียนและกรุงเทพธุรกิจฯ ที่นำเสนอเรื่องราวดีๆ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement