พ่อแม่สมัยนี้ ใส่ใจลูกมาก อยากให้เป็นคนสมบูรณ์แบบจนกลายเป็นดาบสองคมทำร้ายลูกเพราะลืมให้เขาเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง
พ่อแม่สมัยนี้ ใส่ใจลูกมาก อยากให้เป็นคนสมบูรณ์แบบจนกลายเป็นดาบสองคมทำร้ายลูกเพราะลืมให้เขาเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง
จากประสบการณ์ของ มุก - อลิสรา วีระนพรัตน์ คุณแม่ของ ด.ญ. ชัญญา หรือ ชุณฬี่ (ชุน-ลี่) เด็กชาย ภาคิน หรือ จี้ภิ๋ง (จี้-ผิง) เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้ ด้วยความที่ลูกคนแรกคือน้องชุณฬี่ มีปัญหาข้อสะโพกหลุดมาตั้งแต่เด็ก เธอและสามีจึงเลี้ยงแบบประคบประหงมเต็มที่ จัดพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือตลอดเวลา เพราะกลัวว่า
เขาจะเป็นอันตราย ทำไม่ได้ และเชื่อแบบนั้นมาตลอดว่านั่นคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับลูก
พ่อแม่ อย่ารังแกฉัน
แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อลูกสาวยิ่งโตและเริ่มทำอะไรไม่ได้อย่างที่เด็กวัยนั้นควรจะทำได้ โดยเฉพาะเรื่องของ ความรับผิดชอบต่อตัวเอง ทำให้เธอถึงกับ สติแตก กับพฤติกรรมของลูกสาววัย 7 ขวบ เมื่อเข้าเรียนชั้นประถม คุณแม่ยังสาว เริ่มสังเกตเห็นการละเลยต่อความรับผิดชอบ เช่น ใส่เสื้อผ้าไปผิด ลืมกระเป๋า รองเท้า ทำกระติกน้ำ เครื่องเขียนหาย และมักอ้างว่า หนูลืม เพื่อนยืมไปมั้งคะ
ยิ่งเมื่อคุณครูแจ้งถึงความประพฤติเช่นการลืมข้าวของ ไม่รับผิดชอบ ไม่จดจำในคำสั่งและขาดความใส่ใจ 2-3 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้อารมณ์ของแม่พลุ่งพล่านปะทุขึ้นทำให้เกรี้ยวกราดกับลูกลูกก็ร้องห่มร้องไห้ แต่เมื่อมีสติ กลับมานั่งคิด ย้อนกลับไปช่วงอนุบาล เธอพบว่า ความจริง ความผิดอยู่ที่ตนเอง ไม่ได้อยู่ที่ลูก เพราะว่า เด็กทุกคนที่เกิดมาไม่มีทางที่จะรู้หน้าที่ของเขา มันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องใส่ลงไปให้ และนี่คือสิ่งที่เธอพลาด
“จำได้ว่าตอนอนุบาลสาม คุณครูเตือนมุกว่า คุณแม่ควรจะปล่อยให้น้องทำอะไรเองบ้าง เช่นจัดเสื้อผ้า เก็บที่นอน ดูแลข้าวของตัวเองให้มากกว่านี้ และให้ลดบทบาทของพี่เลี้ยงหรือแม่บ้านลงเพื่อฝึกเขาให้เป็นนิสัย ในตอนนั้นนึกแย้งในใจ ก็แค่เด็กอนุบาล จะเอาอะไรกับมันมากมายสุดท้ายสิ่งที่ได้เห็นก็คือ ผลเสียที่เกิดกับลูก”
เธอบอกว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือ เธอไม่ได้ให้ลูกโตเท่าที่ควรจะโตเท่าตามทักษะที่เขาทำได้ และคิดเอาเองว่า มันดีสำหรับเขาแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ชุณฬี่ไม่เคยดูแลรับผิดชอบอะไรเลยเพราะทุกอย่างมีคนทำให้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอเอง แม่บ้าน พี่เลี้ยงที่ติดตัวเขาตลอดเวลา ขณะที่ จี้ภิ๋ง ลูกชายคนเล็กสามารถทำอะไรได้และมีพัฒนาการที่ดี มีความกระตือรือร้นสูง มั่นใจในตัวเองมาก
จนเกิดความรู้สึกอยากจะท้าทายกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกห้ามโดยพ่อหรือแม่จนเหมือนจะเป็น เด็กดื้อ แต่แล้ววันหนึ่งคุณแม่มุก คิดจะปฏิวัตินิสัยของลูกทั้งสองคนใหม่ โดยมีความเชื่อว่า มันยังไม่สายเกินไปในการดัดนิสัยลูกๆ และมันก็ถึงเวลาแล้ว
ดัดนิสัยลูกรัก
หกเดือนก่อน เธอเรียกลูกสองคนมาพูดและบอกให้เขาได้รู้ว่า สิ่งดีๆ ในตัวของพวกเขาคืออะไร จากนั้นก็ถามว่า ปัญหาของเขาคืออะไร ปรากฏว่า เขารู้ตัวเองดีว่าเขาด้อยอะไร ยังขาดอะไร แล้ว เธอก็ ย้อนถามว่า ควรจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป หรือเราควรจะหาทางแก้ไขกัน เด็กๆ เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไข
คุณแม่มุก บอกกับ ชุณฬี่ ว่า ต่อจากนี้จะไม่มีพี่เลี้ยงคอยให้ความช่วยเหลืออะไรกับข้าวของที่เขาต้องรับผิดชอบ เช่น ชุดนอนต้องจัดเตรียมเองทุกวันรวมทั้งกระเป๋านักเรียน กระติกน้ำ การบ้านที่ครูสั่ง อุปกรณ์ในการทำโครงงาน หรือเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนในชั่วโมงพิเศษ
ถ้าลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม่จะไม่ย้อนกลับไปเอาให้จากที่บ้านไปโรงเรียน หรือที่โรงเรียนไปบ้าน แม่จะไม่ซื้อเครื่องเขียนอะไรให้หนูอีกตลอดทั้งปีนี้ เพราะที่ผ่านมาแม่ได้ซื้อให้เยอะมากจนเกินไปแล้ว หนูต้องไปตามเก็บเครื่องเขียนทุกอย่างของหนูกลับมาให้ได้ ที่สำคัญหนูต้องยอมรับสภาพและผลของการกระทำทุกอย่างของตัวเอง
หกเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่แม่มุกเห็นได้ชัดขึ้นก็คือลูกสาวลืมน้อยลง รับผิดชอบมากขึ้น รู้ว่าวันนี้มีการบ้านหรือไม่มี หรือถ้าลืมอะไรก็จะรีบไปหากลับมาในวันรุ่งขึ้น แต่กว่าจะมาถึงพัฒนาการที่ดีขึ้นแบบนี้ เธอปล่อยให้ลูกไม่มีการบ้านไปส่งครู เพราะลืมไว้ที่บ้าน ปล่อยให้เดินตัวเปล่าเข้าโรงเรียนเพราะเขาลืมเอากระเป๋ามา ให้เรียนแบดมินตันด้วยเท้าเปล่า เพราะไม่ใส่รองเท้าแบดมาเอง เป็นต้น
ส่วน จี้ภิ๋ง แม้อายุจะเพิ่ง 4 ขวบก็ต้องเตรียมของทุกอย่างเองเช่นเดียวกัน แต่เพราะเขาคือเด็กที่มั่นใจและคิดต่างจากพี่สาว เธอจึงเชื่อว่า ลูกชายต้องทำได้แน่ อลิสรา เริ่มต้นจากการเตือนลูกทุกวันว่าทันทีที่กลับมาจากโรงเรียน เขาควรจะสำรวจกระเป๋านักเรียนของเขาว่า มีอะไรที่ต้องเอาออกมา มีอะไรที่ต้องเอาใส่เข้าไป ภาษาง่ายๆ กับเด็กสี่ขวบกว่า เขาเข้าใจได้ ทุกวัน ลูกทั้ง 2 คนจะเอาเสื้อผ้าเก่าที่ใช้แล้ว ไปใส่ในตะกร้าผ้าสำหรับส่งซัก เปลี่ยนตู้เสื้อผ้าใหม่ให้เขาสามารถหยิบถึงได้ เลือกเสื้อผ้าที่ต้องใส่ จดจำให้ได้ว่า วันไหนเรียนพละ วันไหนต้องใส่ชุดไทย
“เราทำแบบนี้อยู่ประมาณ 2 สัปดาห์อาทิตย์เต็มๆ แล้วมันก็เห็นผล ชุณฬี่ จำได้ว่าเขามีการบ้าน มี โครงงาน โดยที่บางครั้งแม่ไม่ต้องถาม พอกลับมาบ้านเขาก็จะวางกระเป๋าดึงการบ้านออกมานั่งทำโดยที่เราไม่ต้องบอก ส่วนจี้ภิ๋งขึ้นไปข้างบน คุณพ่อมีหน้าที่ช่วยกระตุ้นบอกว่า ถึงเวลาอะไรแล้ว ปล่อยให้อาบน้ำเอง”
อลิสราบอกว่า จากประสบการณ์ตรงพ่อแม่มักเตรียมทุกอย่างให้ลูกนี่คือจุดที่มุกเป็นมาก่อนเพราะคิดว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด โดยที่เราไม่ได้มองว่านั่นคือสิ่งที่ลูกเราต้องการไหม นั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับลูกเราจริงหรือ แต่เมื่อไรก็ตามที่เรายอมปล่อย ให้ลูกได้ลองทำเอง ด้วยทักษะ ความสามารถของเขา สิ่งที่เขาจะได้คือความภูมิใจ ความมั่นใจในตนเอง แบบเด็กที่เริ่มโต "ไม่ใช่" เด็กเล็ก เพราะ สิ่งสำคัญที่เราจะให้ลูกในยุคนี้คือเสริมสร้างความมั่นใจให้เขาในทางที่ถูกให้รู้ว่า เขามีหน้าที่อะไร ต่อตัวเอง ต่อพ่อแม่และต่อสังคม ฝึกให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับและกล้าเผชิญกับสิ่งที่เขาจะต้องเจอ ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยในสายตาของเรา แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาเสมอ
“ให้เขาเรียนรู้ว่าปัญหาทุกปัญหา มีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ กล้าที่แก้ไข กับกล้าที่จะยอมรับ ถ้าเขาอยู่กับสองสิ่งนี้ได้เขาจะมีความสุข เวลา ที่มีความทุกข์มันสั้น สุดท้ายความสุขนั้นจะย้อนมาที่พ่อแม่”
Tags : ความรับผิดชอบ • พ่อแม่


