กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 23 สิงหาคม 2555 04:00

ถึงเวลา... ปล่อยมือลูก

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

พ่อแม่สมัยนี้ ใส่ใจลูกมาก อยากให้เป็นคนสมบูรณ์แบบจนกลายเป็นดาบสองคมทำร้ายลูกเพราะลืมให้เขาเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง

พ่อแม่สมัยนี้ ใส่ใจลูกมาก อยากให้เป็นคนสมบูรณ์แบบจนกลายเป็นดาบสองคมทำร้ายลูกเพราะลืมให้เขาเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง


 จากประสบการณ์ของ มุก - อลิสรา วีระนพรัตน์ คุณแม่ของ ด.ญ. ชัญญา หรือ ชุณฬี่ (ชุน-ลี่)  เด็กชาย ภาคิน หรือ  จี้ภิ๋ง (จี้-ผิง) เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้  ด้วยความที่ลูกคนแรกคือน้องชุณฬี่ มีปัญหาข้อสะโพกหลุดมาตั้งแต่เด็ก เธอและสามีจึงเลี้ยงแบบประคบประหงมเต็มที่ จัดพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือตลอดเวลา เพราะกลัวว่า
เขาจะเป็นอันตราย  ทำไม่ได้ และเชื่อแบบนั้นมาตลอดว่านั่นคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับลูก

พ่อแม่ อย่ารังแกฉัน 

 แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อลูกสาวยิ่งโตและเริ่มทำอะไรไม่ได้อย่างที่เด็กวัยนั้นควรจะทำได้ โดยเฉพาะเรื่องของ ความรับผิดชอบต่อตัวเอง ทำให้เธอถึงกับ สติแตก กับพฤติกรรมของลูกสาววัย 7 ขวบ เมื่อเข้าเรียนชั้นประถม คุณแม่ยังสาว เริ่มสังเกตเห็นการละเลยต่อความรับผิดชอบ เช่น ใส่เสื้อผ้าไปผิด ลืมกระเป๋า  รองเท้า ทำกระติกน้ำ เครื่องเขียนหาย  และมักอ้างว่า หนูลืม  เพื่อนยืมไปมั้งคะ

 ยิ่งเมื่อคุณครูแจ้งถึงความประพฤติเช่นการลืมข้าวของ ไม่รับผิดชอบ ไม่จดจำในคำสั่งและขาดความใส่ใจ  2-3 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้อารมณ์ของแม่พลุ่งพล่านปะทุขึ้นทำให้เกรี้ยวกราดกับลูกลูกก็ร้องห่มร้องไห้ แต่เมื่อมีสติ กลับมานั่งคิด ย้อนกลับไปช่วงอนุบาล  เธอพบว่า  ความจริง ความผิดอยู่ที่ตนเอง ไม่ได้อยู่ที่ลูก เพราะว่า เด็กทุกคนที่เกิดมาไม่มีทางที่จะรู้หน้าที่ของเขา มันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องใส่ลงไปให้ และนี่คือสิ่งที่เธอพลาด

 “จำได้ว่าตอนอนุบาลสาม คุณครูเตือนมุกว่า คุณแม่ควรจะปล่อยให้น้องทำอะไรเองบ้าง เช่นจัดเสื้อผ้า เก็บที่นอน ดูแลข้าวของตัวเองให้มากกว่านี้ และให้ลดบทบาทของพี่เลี้ยงหรือแม่บ้านลงเพื่อฝึกเขาให้เป็นนิสัย ในตอนนั้นนึกแย้งในใจ ก็แค่เด็กอนุบาล จะเอาอะไรกับมันมากมายสุดท้ายสิ่งที่ได้เห็นก็คือ ผลเสียที่เกิดกับลูก”

เธอบอกว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือ เธอไม่ได้ให้ลูกโตเท่าที่ควรจะโตเท่าตามทักษะที่เขาทำได้  และคิดเอาเองว่า มันดีสำหรับเขาแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่  ชุณฬี่ไม่เคยดูแลรับผิดชอบอะไรเลยเพราะทุกอย่างมีคนทำให้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอเอง  แม่บ้าน พี่เลี้ยงที่ติดตัวเขาตลอดเวลา  ขณะที่ จี้ภิ๋ง ลูกชายคนเล็กสามารถทำอะไรได้และมีพัฒนาการที่ดี มีความกระตือรือร้นสูง มั่นใจในตัวเองมาก

จนเกิดความรู้สึกอยากจะท้าทายกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกห้ามโดยพ่อหรือแม่จนเหมือนจะเป็น เด็กดื้อ แต่แล้ววันหนึ่งคุณแม่มุก คิดจะปฏิวัตินิสัยของลูกทั้งสองคนใหม่ โดยมีความเชื่อว่า มันยังไม่สายเกินไปในการดัดนิสัยลูกๆ และมันก็ถึงเวลาแล้ว

ดัดนิสัยลูกรัก

หกเดือนก่อน เธอเรียกลูกสองคนมาพูดและบอกให้เขาได้รู้ว่า สิ่งดีๆ ในตัวของพวกเขาคืออะไร จากนั้นก็ถามว่า ปัญหาของเขาคืออะไร ปรากฏว่า  เขารู้ตัวเองดีว่าเขาด้อยอะไร ยังขาดอะไร แล้ว เธอก็ ย้อนถามว่า ควรจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป หรือเราควรจะหาทางแก้ไขกัน เด็กๆ เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไข

คุณแม่มุก บอกกับ ชุณฬี่ ว่า ต่อจากนี้จะไม่มีพี่เลี้ยงคอยให้ความช่วยเหลืออะไรกับข้าวของที่เขาต้องรับผิดชอบ เช่น ชุดนอนต้องจัดเตรียมเองทุกวันรวมทั้งกระเป๋านักเรียน กระติกน้ำ การบ้านที่ครูสั่ง อุปกรณ์ในการทำโครงงาน หรือเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนในชั่วโมงพิเศษ

 ถ้าลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม่จะไม่ย้อนกลับไปเอาให้จากที่บ้านไปโรงเรียน หรือที่โรงเรียนไปบ้าน แม่จะไม่ซื้อเครื่องเขียนอะไรให้หนูอีกตลอดทั้งปีนี้ เพราะที่ผ่านมาแม่ได้ซื้อให้เยอะมากจนเกินไปแล้ว หนูต้องไปตามเก็บเครื่องเขียนทุกอย่างของหนูกลับมาให้ได้ ที่สำคัญหนูต้องยอมรับสภาพและผลของการกระทำทุกอย่างของตัวเอง

 หกเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่แม่มุกเห็นได้ชัดขึ้นก็คือลูกสาวลืมน้อยลง รับผิดชอบมากขึ้น รู้ว่าวันนี้มีการบ้านหรือไม่มี หรือถ้าลืมอะไรก็จะรีบไปหากลับมาในวันรุ่งขึ้น แต่กว่าจะมาถึงพัฒนาการที่ดีขึ้นแบบนี้  เธอปล่อยให้ลูกไม่มีการบ้านไปส่งครู เพราะลืมไว้ที่บ้าน ปล่อยให้เดินตัวเปล่าเข้าโรงเรียนเพราะเขาลืมเอากระเป๋ามา ให้เรียนแบดมินตันด้วยเท้าเปล่า เพราะไม่ใส่รองเท้าแบดมาเอง เป็นต้น

ส่วน จี้ภิ๋ง แม้อายุจะเพิ่ง 4 ขวบก็ต้องเตรียมของทุกอย่างเองเช่นเดียวกัน  แต่เพราะเขาคือเด็กที่มั่นใจและคิดต่างจากพี่สาว เธอจึงเชื่อว่า ลูกชายต้องทำได้แน่  อลิสรา เริ่มต้นจากการเตือนลูกทุกวันว่าทันทีที่กลับมาจากโรงเรียน เขาควรจะสำรวจกระเป๋านักเรียนของเขาว่า มีอะไรที่ต้องเอาออกมา มีอะไรที่ต้องเอาใส่เข้าไป ภาษาง่ายๆ กับเด็กสี่ขวบกว่า เขาเข้าใจได้  ทุกวัน ลูกทั้ง 2 คนจะเอาเสื้อผ้าเก่าที่ใช้แล้ว ไปใส่ในตะกร้าผ้าสำหรับส่งซัก   เปลี่ยนตู้เสื้อผ้าใหม่ให้เขาสามารถหยิบถึงได้ เลือกเสื้อผ้าที่ต้องใส่ จดจำให้ได้ว่า วันไหนเรียนพละ วันไหนต้องใส่ชุดไทย  

“เราทำแบบนี้อยู่ประมาณ 2 สัปดาห์อาทิตย์เต็มๆ แล้วมันก็เห็นผล ชุณฬี่ จำได้ว่าเขามีการบ้าน มี โครงงาน โดยที่บางครั้งแม่ไม่ต้องถาม พอกลับมาบ้านเขาก็จะวางกระเป๋าดึงการบ้านออกมานั่งทำโดยที่เราไม่ต้องบอก ส่วนจี้ภิ๋งขึ้นไปข้างบน คุณพ่อมีหน้าที่ช่วยกระตุ้นบอกว่า ถึงเวลาอะไรแล้ว ปล่อยให้อาบน้ำเอง”

อลิสราบอกว่า จากประสบการณ์ตรงพ่อแม่มักเตรียมทุกอย่างให้ลูกนี่คือจุดที่มุกเป็นมาก่อนเพราะคิดว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด โดยที่เราไม่ได้มองว่านั่นคือสิ่งที่ลูกเราต้องการไหม  นั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับลูกเราจริงหรือ แต่เมื่อไรก็ตามที่เรายอมปล่อย ให้ลูกได้ลองทำเอง ด้วยทักษะ ความสามารถของเขา สิ่งที่เขาจะได้คือความภูมิใจ  ความมั่นใจในตนเอง แบบเด็กที่เริ่มโต "ไม่ใช่" เด็กเล็ก เพราะ สิ่งสำคัญที่เราจะให้ลูกในยุคนี้คือเสริมสร้างความมั่นใจให้เขาในทางที่ถูกให้รู้ว่า เขามีหน้าที่อะไร ต่อตัวเอง ต่อพ่อแม่และต่อสังคม ฝึกให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับและกล้าเผชิญกับสิ่งที่เขาจะต้องเจอ ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยในสายตาของเรา แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาเสมอ

“ให้เขาเรียนรู้ว่าปัญหาทุกปัญหา มีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ  กล้าที่แก้ไข กับกล้าที่จะยอมรับ  ถ้าเขาอยู่กับสองสิ่งนี้ได้เขาจะมีความสุข เวลา ที่มีความทุกข์มันสั้น สุดท้ายความสุขนั้นจะย้อนมาที่พ่อแม่

Tags : ความรับผิดชอบ พ่อแม่

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement