กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 10 สิงหาคม 2555 06:00

ดื่มเป็นสุข

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

น้ำ ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายไม่น้อยไปกว่าอาหาร ตามตำราสุขศึกษาบอกว่าให้ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว

          น้ำ ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายไม่น้อยไปกว่าอาหาร ตามตำราสุขศึกษาบอกว่าให้ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว น้ำเปล่าๆ ที่ไม่มีรส สี กลิ่น เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพื่อเอาไปใช้ทดแทนในกิจการต่างๆ เช่น การระบายความร้อน การไหลเวียน นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนไปถึงการนำของเสียทิ้งออกไปผ่านทางไตที่ขับน้ำออกมาเป็นปัสสาวะ

         ร่างกายเราต้องการสมดุลของน้ำให้หมุนเวียนไปมาเช่นนี้ หากเราขาดน้ำไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ในเวลาไม่นานหากเทียบกับขาดอาหาร (เพราะฉะนั้น หากจะประท้วงให้ได้ผล ควรจะตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะประท้วงสั้น หรือ ยาว หากจะประท้วงยาวก็ให้อดแต่อาหาร แต่ยังดื่มน้ำอยู่ ก็จะประท้วงได้หลายวัน)

         ทีนี้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวมันไม่ถึงใจ ก็เริ่มคิดหาทางใส่เครื่องปรุงเข้าไปในน้ำ จนกลายเป็นเครื่องดื่มที่ล้วนแต่สร้างรสชาติ กลิ่น ได้มากกว่าการดื่มน้ำเปล่าๆ เครื่องที่มาปรุงกับน้ำส่วนมากก็มาจากส่วนต่างๆ ของพืช ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรือ โกโก้

          หากติดตามบันทึกของชา ในประเทศจีน มีการบันทึกประวัติการดื่มชา มาประมาณ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเรื่องเล่านั้นเป็นการพบโดยบังเอิญจากการที่ใบชาตกลงไปในน้ำร้อน เมื่อฮ่องเต้ได้ดื่มก็รู้สึกว่า รสชาติดี และทำให้สดชื่น จึงมีการพัฒนาการผลิตชาในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การหมักบ่ม เพื่อให้ได้สีและรสเข้มข้น หรือ ไม่ได้ทำการหมักบ่ม แต่ทำให้แห้งจนเป็นกลุ่มพวกชาเขียวที่ให้สีอ่อนและคงความเป็นสีเขียวอยู่

          เมื่อชาแพร่หลายไปทั่วโลก ความนิยมดื่มชาจึงไม่ได้จำกัดแต่คนจีนเท่านั้น และชา กลายเป็นคำกลางๆ ที่หมายถึงการเอาใบไม้มาต้ม หรือใส่น้ำร้อนแล้วเป็นเครื่องดื่ม

          สารที่มีปริมาณมากที่สุดในใบชาทั่วไปที่เราบริโภคกันคือสารแทนนิน มีอยู่ 20-30% ของน้ำหนักใบชาแห้ง และถ้ายิ่งแช่ใบชาไว้นานสารนี้ก็จะออกมามาก สารแทนนิน มีรสฝาด ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนตัวของลำไส้ อาจทำให้ท้องอืด หรือ ใช้ในการรักษาท้องเสียก็ยังได้ โดยหากชงชาให้เข้มข้น ก็จะทำให้การเคลื่อนตัวของลำไส้ลดลง และสารนี้จะไปจับกับสารอาหารอื่นๆ ทำให้การดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเสียไป อีกทั้งมีสารออกซาเลต ที่อาจส่งผลให้เกิดผลึกตกตะกอนที่ไตและก่อให้เกิดนิ่วได้

          หลายคนเข้าใจว่า ชา ไม่มีกาเฟอีน อันที่จริงแล้วชามีกาเฟอีนผสมอยู่  2.5% โดยน้ำหนัก หรือเมื่อชงชาแล้ว ใน 1 แก้วจะมีกาเฟอีนอยู่ 10-50 มก. แล้วแต่การชง ซึ่งหากเทียบเคียงกับโคล่ากระป๋อง มีกาเฟอีน 31 มก. ต่อ 325 ม.ล. เครื่องดื่มชูกำลัง มี 50 มก. ต่อ 100 มล. ทำให้นอนไม่หลับ ตาสว่าง และปัสสาวะบ่อยได้ไม่น้อยกว่าการดื่มกาแฟแต่อย่างใด

          ส่วนสารที่บอกว่ามีประโยชน์ คือ สารเคทิชิน โพลีฟีนอล (Catechin Polyphenol) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร Epigallocatechin-3-Gallate (EGCG) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก (เชื่อว่าดีกว่าวิตามินอีถึง 20 เท่า) แต่จะหายไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่โดนน้ำร้อน เราจึงได้สารที่มีประโยชน์นี้น้อยมาก

          การดื่มชาสมุนไพรที่อ้างสรรพคุณช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้มากมายควรจะเลือกใช้อย่างระมัดระวัง และตรวจสอบยาที่เราทานอยู่ร่วมด้วย เช่น ชาสมุนไพรบางชนิดออกฤทธิ์ลดความดันด้วยการขับปัสสาวะ หากเราทานยาความดันที่เป็นยาขับปัสสาวะอยู่แล้ว อาจจะเสริมฤทธิ์กันจนปัสสาวะกันทั้งคืน ส่วนชาดอกคำฝอยที่บอกว่าลดน้ำตาลในเลือด อาจจะเสริมฤทธิ์กันกับยาเบาหวาน ทำให้น้ำตาลต่ำจนเป็นอันตรายได้

          ดื่มเป็นสุขจะเกิดได้จึงต้องเป็นการดื่มอย่างมีความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เชื่อเขาเล่าว่าแต่อย่างเดียว..

Tags : ชา ชาสมุนไพร

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement