กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 29 กรกฎาคม 2555 23:22

บนเส้นทางแห่งสันติภาพ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

นักโฆษณาหลายคนล้วนทุ่มเทพลังกายและใจ เพื่อให้ผลงานของตนเป็นที่ประจักษ์กับสายตาประชาชน แต่ "จิตร์ ตัณฑเสถียร" คิดต่างออกไป

 การสื่อสารประเภทโฆษณาทางโทรทัศน์ นั้นเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ถ่ายทอดออกมาสู่คนดูหรือผู้รับสารให้เข้าใจ และดึงดูดใจคนรับสารให้เชื่อภายในเวลาที่สั้นมากๆ เพียง 30 วินาทีเท่านั้น ทำให้นักโฆษณาต้องศึกษาคู่แข่งในแบรนด์ต่างๆ หรือแบรนด์เดียวกัน ให้รู้เขา รู้เราในแวดวงการโฆษณา และต้องแข่งขันสร้างความสดใหม่ให้น่าดึงดูดใจยิ่งกว่า

ซึ่ง จิตร์ ตัณฑเสถียร  ดูแลในส่วนของงานที่ปรึกษาทางด้านกลยุทธ์การสื่อสารให้กับส่วนที่ดูแลการสื่อสารของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) สามารถสรรหาวิถีทางของตนอย่างชาญฉลาดด้วยสติและธรรม

Q:  เป็นนักโฆษณาที่ไม่ดูทีวี
A:  ถ้าถามว่าเป็นนักโฆษณาต้องรู้ต้องเห็นงานคนอื่นมั้ย ตอบว่าใช่ จะว่าไปทีวีก็ไม่ใช่สื่อเดียวที่เราจะดูโฆษณาได้ ก็ยังมีแหล่งอื่นอีก เรียนตามตรงว่าค่อนข้างเคารพเวลาตนเอง อยากจะใช้เวลาของตัวเองให้เป็นประโยชน์มากกว่า เพราะฉะนั้นจะค่อนข้างเลือกรับบริโภคสื่อ บางครั้งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เวลาออกไปข้างนอกมีทีวีให้ดูเต็มไปหมด
 อย่างที่พูดถึงนี่ยิ่งชัดเจนเลย ถ้าเราเปรียบเทียบทีวีกับการทานน้ำตาล ระหว่างวันเรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลอยู่แล้ว เราก็จะไม่กลับไปรับประทานน้ำตาลก้อนที่บ้านอีก เวลาออกไปข้างนอกเราเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้ว ผมเองเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เราก็ดูจบเดี๋ยวก็ลงแล้ว 10 นาที เราไม่ได้เสพแต่เรารับและสังเกต ค่อนข้างระวังคำว่ารับกับคำว่าเสพ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นผู้บริโภค นั่นหมายถึงเป็นผู้สังเกตสื่อไม่ใช่ผู้บริโภคสื่อ

Q: กรอบความคิดในนิยามของคุณโก๋
A: กรอบจริงๆ คือสิ่งที่เราสร้างเอง ถ้าจะถามว่างานสร้างสรรค์ถือว่าหลุดกรอบหมดหรือเปล่า ผมคิดว่าถ้ากรอบมันคือโจทย์ เราต้องทำให้อยู่ในโจทย์ แต่ความน่าสนใจต่างหากที่เราต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เป้าหมายนั้นถูกสื่อสารให้น่าสนใจและชัดเจนมากกว่า วิธีการคิดหลักๆ มี 2 อย่าง คือ คิดให้ตอบโจทย์ คือรู้ซึ้งถึงแก่นของเรื่อง หลักๆ แล้วศาสตร์ตัวนี้เป็นศาสตร์ของจิตวิทยาค่อนข้างมากหรือศาสตร์ของสังคมศาสตร์ ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงเกิดพฤติกรรมแบบนี้ จะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายทางด้านการสื่อสารด้วยความเข้าใจแบบนี้เราจะสื่อสารอย่างไร เพราะฉะนั้นอันที่หนึ่งคือความเข้าใจอันที่สองคือความสามารถในการสื่อสารอย่างน่าสนใจ ซึ่งมันเป็นความชำนาญ เมื่อเรารู้รอบมากขึ้น เหมือนกับเวลาที่เราเดินป่าซักป่าหนึ่ง คนที่หลงทางมากที่สุดก็จะรู้ทางมากที่สุด ตอนนี้ก็เริ่มมารับการสื่อสารทางด้านสังคม มันก็เหมือนเป็นป่าใหม่ของผม มันก็จะมีงกๆ เงิ่นๆ บ้างครับ

Q: มองว่าวงการโฆษณาตอนนี้ยังต้องการและขาดอะไร
A:  ถ้าเรียกว่าการโฆษณาอาจแคบไป ขอถอยมาสักนิด เป็นการสื่อสารมันก็จะดูกว้างขึ้น ปัจจุบันไทยเรามีการสื่อสารเพื่อการพาณิชย์อยู่มาก และผมคิดว่าความเฉลียวฉลาด ความน่าสนใจ เทคนิคต่างๆ ประเทศไทยไม่แพ้ใครครับ แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็น่าจะเป็นในเรื่องของความรับผิดชอบและจริยธรรมด้านการสื่อสารออกมาที่เราอาจจะต้องคิดและเพิ่มเติมมันเข้ามาให้มากขึ้นไม่ใช่เพื่อหวังผลทางการพาณิชย์เพียงอย่างเดียวครับ
 นั่นคือ การโฆษณามีเป้าหมายเพื่อให้คนปฏิบัติตาม หรือทำตาม คล้อยตาม เชื่อ ในสิ่งที่ผู้สื่ออยากจะทำ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการซื้อ ต้องดูว่าพฤติกรรมเป้าหมายที่เราต้องการ จะเกิดผลอย่างไรบ้างกับกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสาร เราใช้คำที่เกินความจริงมากเกินไปรึเปล่า ในการที่จะทำให้เขาสนใจในสิ่งที่เราสื่อสาร โดยที่เราอาจจะรับผิดชอบผลที่ตามมาในภายหลังไม่ได้ทั้งหมด เป็นต้น
 และเนื่องจากปัจจุบันมีโฆษณาชวนเชื่อเยอะ ทุกครั้งที่เราพูดอะไรผ่านหน้าจอทีวี เรากำลังรับผิดชอบทั้งหมดเท่ากับคนที่เห็น ไม่ว่าจะเป็น คุณแม่ คุณพ่อ ครอบครัว เจ้านาย องค์กร มันมีผลกระทบต่อคนมากมาย อันนี้แหละเป็นเรื่องของความรับผิดชอบที่นักการสื่อสารน่าจะมีการพูดถึงกันมากขึ้น  เราต้องมีสติในการสร้างสรรค์ผลงาน เพราะว่าสติสามารถทำให้เรารับผิดชอบได้ รับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารออกไป และไม่ใช่เป็นการสื่อสารแบบหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น มันเป็นการสื่อสารต่อมวลชน

Q:  เราสามารถสร้างสติให้กับตัวเราเองได้อย่างไร
A: ส่วนใหญ่แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเราอาจไม่รู้เท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจเรา  สร้างสติก็คือเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่  เรารู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจเรา หลักๆ คือเท่านั้น ผมศึกษาธรรมะ ซึ่งจุดเริ่มต้นจาก “พล” น้องชายผมไปบวชที่วัดราชโอรส แถวดาวคะนอง ผมก็ไปกับคุณแม่ไปเยี่ยมพระน้องชาย เวลาที่เราไปก็มักจะไปก่อนช่วงเวลาฉันเพลบ้าง หรืออยู่ต่อหลังช่วงฉันเช้า แล้วก็ฟังว่าพระพี่เลี้ยงท่านสอนอะไรพระน้องชาย  ฟังไปฟังมา รู้สึกว่าทำไมเราไม่เคยได้ยินเรื่องราวพวกนี้เลย เราอยากจะได้ยินเรื่องราวแบบนี้มากขึ้น ก็เลยไปอยู่ที่วัดบ้าง หลังจากนั้น  1 ปีจึงตัดสินใจบวชประมาณ 3 สัปดาห์  ต่อมาก็เริ่มฝึกปฏิบัติอยู่ที่วัด 7 วันบ้าง  10 วันบ้าง ก็หาเวลาไปเรื่อยๆ ครับ

Q:  ช่วงเวลานั้นปฏิบัติอย่างไรบ้าง
A: ตอนนั้นฝึกปฏิบัติก็ไม่ง่ายครับ พระอาจารย์ท่านสอนสติปัฏฐาน ๔ ก็เริ่มต้นแบบนั้น ก็คืออยู่กับลมหายใจ และสังเกตลมหายใจ หลังจากนั้นพอเรามีความมั่นคงขึ้นก็สังเกตสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้น สังเกตความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ถัดไปก็สังเกตธรรมชาติของร่างกาย สังเกตกระบวนการ ก็เป็นพื้นฐานของคนที่ปฏิบัติโดยทั่วไปครับ
 และสิ่งกระตุ้นให้ทำให้อยากไปปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะผมคิดว่าเวลาที่เรารู้ว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องศึกษาต่อ เราก็จะไปที่โรงเรียน เราก็เหมือนไปเรียนแล้วก็เอากลับมาฝึกในชีวิตประจำวัน จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อาจจะคล้ายกับวัฒนธรรมของชาวคริสเตียนที่ต้องเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ 
ตอนนี้ก็ฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาสัก 7-8 ปีได้แล้วครับ
 วัดที่ไปปฏิบัติบ่อยๆ ก็อยู่ที่ขอนแก่น ชื่อ วัดป่าธรรมอุทยานครับ ก็มีหลวงพ่อกล้วย ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่แนะนำให้ ท่านถือว่าเป็นคุณพ่อทางธรรมครับ

Q: ทราบมาว่าเป็นลูกศิษย์ของท่าน ติช นัท ฮันห์
A: ท่านติช นัท ฮันห์ ก็เป็นคุณปู่ทางธรรม คุณปู่อายุ 84 ปี คุณพ่ออายุ 54 ปี จะพบกับคุณปู่ก่อนผ่านทางตัวหนังสือ ย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่จุฬาฯ จะมีหนังสือเล่มหนึ่งเป็นคู่มือชีวิตของผมชื่อว่า สันติภาพทุกย่างก้าว ของท่าน ซึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นพระ รู้แต่ว่าท่านพำนักอยู่ทางตอนใต้ของปารีส แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะเจอด้วย นึกว่าท่านอาจจะเป็นพระเกจิในสมัยก่อนเพราะเห็นรูปพิมพ์เป็นรูปขาวดำ
 แล้วก็อยู่กับหนังสือเล่มนั้นมา  10 ปี ไปศึกษาต่อต่างประเทศก็จะพกแต่เล่มนี้เป็นเข็มทิศชีวิตของตนเอง ทำตามเล่มนั้นเกือบทุกอย่าง รู้สติตลอดเวลา โดยที่ ณ ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า สติเลย แค่ทำตามหลวงปู่บอก ให้ยิ้ม มีความสุข ไม่มีความสุขก็ให้กลับมาอยู่กับลมหายใจ จะไม่มีคำยากๆ แล้วก็ถ้ามีความสุขเราอาจจะยิ้มเผื่อดอกไม้ วันหนึ่งที่เราไม่สบายใจดอกไม้จะเก็บรอยยิ้มให้เราไว้
 มันเป็นสิ่งง่ายๆ ฝึกเหมือนเด็กอนุบาลอยู่ 10 ปี หลังจากนั้น เหตุปัจจัยพร้อม ปรากฏว่ามีพระภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัมมาจัดปฏิบัติภาวนา เราก็ได้รู้ว่าชุมชนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ก็เลยจูงมือกับพล ไปกัน 2 คนพี่น้องที่งานภาวนาของหมู่บ้านพลัมที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่
 ที่นั่นทำให้ค้นพบว่าเราเริ่มเข้าใจชุดการสื่อสาร อย่างคำว่า สติปัฏฐาน ๔ แปลว่า จิตใจแห่งรัก ซึ่งประกอบไปด้วย 4 เรื่อง เรื่องของความรัก เรื่องของความเห็นอกเห็นใจกัน เรื่องของความดีใจกับความสุขของคนอื่น เรื่องของความไม่แบ่งแยก
 และแก่นจริงๆ ของหลักธรรมที่ท่าน ติช นัท ฮันห์ ท่านสอนว่า ความสุขจากความว่างเป็นเป้าหมายปลายทาง หลวงปู่จะใช่คำว่าให้มีสติกับปัจจุบัน ในที่สุดแล้วเป้าหมายของหนทางคือสิ่งเดียวกัน

Q: การเจริญสติทำให้เราได้รับประโยชน์อะไร
A: สติสำคัญมาก เทียบไปสติก็เหมือนเป็นจุดๆๆ เวลาที่เราจุดไปต่อเนื่องก็จะเกิดเส้นขึ้นเอง ถ้าเรารักษาจุดเอาไว้ รักษาการใส่ใจกับอะไรสักอย่างก็จะเป็นธรรมชาติ สมาธิก็จะเกิดขึ้นเอง ในสมาธิเองอุปมาไป สมาธิก็เหมือนกระจกแว่นขยายใต้แสงแดด มันสามารถเผาความเข้าใจผิดต่างๆ แล้วเราก็จะเห็นชัดเจนขึ้น เหมือนแว่นขยายรวมแสงแดดแล้วก็เผาความเห็นผิดให้เป็นจุณ ก็จะเห็นถูกต้องขึ้น เห็นธรรมชาติมากขึ้น หรือเข้มแข็งพอเห็นธรรมชาติของสิ่งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม
 สติหลักๆ แล้ว ก็คือ ให้เรารู้ว่าเรากำลังคิด เรากำลังทำอะไรอยู่ มีนิยามสติอีกหนึ่งนิยามที่น่าสนใจ รู้ว่าทำไปแล้วจะเกิดอะไร เราก็จะสามารถรับผิดชอบตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถรับผิดชอบกับการกระทำ คำพูดและก็ความคิดตัวเองได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่เราอยู่กับคนมากกว่า 1 คน

Q: เมื่อต้องกระทบกระทั่งกับคน ควรรับมืออย่างไร
A: อันนี้สำคัญมากไม่ใช่แต่เฉพาะในงาน กับครอบครัว กับอะไรก็แล้วแต่ สำคัญหมด หรือแม้กระทั่งโดยสาร ขึ้นรถไฟฟ้าเราก็อยู่กับคนเยอะ สติจะช่วยให้เราอยู่กับคนได้ดี และการสื่อสารคือ การพูด การคุยกับคน ทักษะเดียวกัน เวลาที่เราอยู่กับคนได้ดี เราจะรู้ว่าเราควรคุยอะไรกับคนคนนั้น แค่นั้นเอง  ทุกคนปรารถนาให้สังคมสงบสุข สังคมมีความสุข คนเข้าใจกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเองก็ไม่ใช่พระเจ้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือทำให้ใจเราสงบสุข อย่างน้อยที่สุดเราไม่เติมฟืนเติมไฟให้สังคม ก็สามารถลดตัวสร้างปัญหาไป 1 คน คือเริ่มต้นที่ตัวเองดีที่สุด ยิ่งเราทำงานอยู่ในอาชีพสื่อสารมวลชน เวลาที่เราทำผิดผลกระทบมันเยอะมาก

Q: เคยทำสิ่งพลั้งพลาดผิดไปบ่อยครั้งแค่ไหนในอดีต
A: บ่อยครั้งไป ไม่ว่าสื่อสารคำพูดที่หลุดออกมาจากปาก งานที่หลุดออกไปผ่านจอทีวี ผ่านสื่อสาธารณะอะไรต่างๆ เชื่อว่าเราเองก็ทำผิดมาไม่น้อย เมื่อเราเลี่ยงไม่ได้ เราตระหนักรู้ว่าเราทำผิด เรียนรู้ว่าความผิดนั้นเกิดขึ้นจากอะไร เราก็เริ่มหัดแก้ไขจากตัวเองก่อน ความผิดจริงๆ แล้ว มีประโยชน์นะครับ
 ถ้าเราเรียนรู้จากความผิดแล้วแก้ไข ไม่ทำผิดซ้ำ เราจะสามารถให้อภัยตัวเองได้ พอเราให้อภัยตัวเองเราก็จะให้อภัยผู้อื่น มันเกิดขึ้นพร้อมกัน คือถ้าเราดูแลตัวเอง เรากำลังดูแลโลก หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ท่านมีคำพูดว่า  Peace in oneself, peace in the world ก็คือ สันติภาพในบุคคลที่อยู่ในใจเรา คือ สันติภาพของโลก
 ถึงตอนนี้เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ แรกสุดก่อนก็ต้องดูแลตนเองให้ดี อย่าเป็นภาระสังคม อันที่สองก็คือ เอาทักษะที่ตัวเองมีใช้ให้เต็มศักยภาพตอบแทนตั้งแต่คุณพ่อแม่ สังคม คนรอบตัว ทุกอย่าง ตอบแทนแผ่นดิน

Q: ความพอใจ ณ ปัจจุบันนี้ และความสุขที่ได้รับกลับมา
A: ผมเป็นมนุษย์พอเพียงมาก ก็เลยค่อนข้างจะพอใจเท่าที่มีก็ปลอดโปร่งโล่งสบายดีกว่า ความสุขไม่ได้สุขเหมือนกับกินของอร่อย ไม่สุขเหมือนกับการได้บ้านใหม่ แต่มีความสุขจากการพอใจ ทุกวันนี้ก็มีความสุขมาก มีความอิสระมากทีเดียว จึงไม่มีเป้าหมายในอนาคต ขออยู่กับปัจจุบันไปเรื่อยๆ ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและเป็นประโยชน์กับผู้อื่น

Q: ฝากถึงคนที่ยังไม่ค้นพบทางของตัวเอง
A: ความสุขมันอยู่ข้างหน้าเราอยู่แล้วครับ แค่เราอย่าปิดโอกาสในการรับรู้เท่านั้นเอง ความสุขอยู่ต่อหน้าเราแล้วจริงๆ  ให้ตรงเวลากับตัวเอง คืออย่าอยู่กับอดีต อย่าล้ำไปในอนาคต เวลาที่เราอยู่กับปัจจุบันเราจะค้นพบว่าชีวิตเราอยู่ตรงนี้ ความสุขเราอยู่ตรงนี้
 จริงๆ แล้วเราเองไม่ได้หายไปไหนไม่ต้องค้นหาตัวเองหรอก จริงๆ แค่อาจจะมีอะไรที่เคลือบความสะอาด บริสุทธิ์ของเราไว้  แค่ทำความสะอาดตัวเองก็พอแล้วเราจะพบตัวเอง ตัวเราอยู่ที่นี่อยู่แล้วเสมอ

Tags : จิตร์ ตัณฑเสถียร โฆษณา สสส.

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement