กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 10 มิถุนายน 2555 04:00

เถ้าแก่ "น้อย" คิดการ "ใหญ่"

อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ชื่อเถ้าแก่น้อยกลายเป็นแบรนด์ติดตัว อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เด็กหนุ่มที่ประสบความสำเร็จบริหารธุรกิจระดับพันล้านตั้งแต่วัยยังไม่ย่าง 20 ปี

ชื่อเถ้าแก่น้อยกลายเป็นแบรนด์ติดตัว อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เด็กหนุ่มที่ประสบความสำเร็จบริหารธุรกิจระดับพันล้านตั้งแต่วัยยังไม่ย่าง 20 ปี


 เรื่องราวชีวิตของ อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ หรือต๊อบ ฟังดูเหมือนนิยาย แถมยังถูกนำเสนอเป็นภาพยนตร์ที่เรียกกันว่า based on the true story จากเด็กที่ไม่เอาถ่าน ติดเกม (แต่พบช่องทางทำเงินจากเกม) จนกลายมาเป็นนักธุรกิจบริหารกิจการระดับพันล้านที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งของไทย แม้จะไม่ได้จบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ หรือเอ็มบีเอจากสถาบันการศึกษาใด

 ๐ ทั้งหมดมาจากประสบการณ์ หรือ โชคช่วย?  
                 กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้ มันเกิดมาจากปัญหาทั้งสิ้น ผมเคยหาเงินได้จากการเล่นเกมออนไลน์ได้เดือนละเป็น 3-4 แสนบาท อยู่ดีๆ ทำไมผมถึงต้องไปขายเกาลัด ก็เพราะชีวิตผมมีปัญหา ที่บ้านผมล้มละลาย ติดหนี้สิน บวกกับช่วงนั้นเกมออนไลน์มันเสื่อมความนิยมลง ก็เลยคิดว่าเราจะทำยังไง จะหาช่องทางอื่นอย่างไร จึงไปทำธุรกิจแฟรนไชส์ขายเกาลัด ช่วงแรกก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกจนจับทางได้ รู้ว่าตรงไหนเป็นทำเลของเรา

 พอทำมาถึง 30 สาขามีเงินหมุนเวียนวันละ 2 ล้านบาท อยู่ดีๆ ก็ไปเจอปัญหาอีก เป็นปัญหาที่เกิดจากควันคั่วเกาลัด ทางห้างให้ย้ายบูธออกไปข้างนอก กว่าผมจะหาทำเลพวกนั้นได้ เลือดตาแทบกระเด็น  นั่นก็เป็นปัญหาที่ผมเกือบต้องปิดสาขาทั้งหมด

๐ จากเกาลัดแล้วมาเป็นสาหร่ายได้อย่างไร

 ผมไปรับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัย ก็ไปรับบ่อย วันหนึ่งพอเธอขึ้นรถมาก็กินขนมเลย ผมก็มองว่ามันคืออะไร ตอนนั้นหิวข้าวก็เลยขอกินบ้าง พอกินๆไป อืม..มันอร่อยดี เลยยึด แล้วเอามานั่งกินที่บ้าน คุณแม่เดินเข้ามาถามว่าผมกินอะไร ก็บอกไปว่า สาหร่ายอร่อยดี หลังจากนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าคุณแม่เอาไปให้อี๊ (น้าสาว) อี๊ก็เอามาฝากแม่ แม่ก็เอามาฝากผม ผมก็เอาไปฝากเพื่อนผู้หญิงคนนั้น ฝากไปฝากมาอยู่ประมาณเป็นสิบๆรอบ


 มีอยู่วันหนึ่งผมก็คิดได้ว่าคนชอบ ทำไมเราไม่เอามาขายที่ร้าน ก็เลยเริ่มนำสาหร่ายมาขายที่ร้าน ขายไปขายมาอยู่ประมาณ 3 เดือน สาหร่ายขายดีกว่าเกาลัด นั่นคือจุดที่ทำให้ผมเห็นโอกาส


๐ ตอนเริ่มทำธุรกิจสาหร่ายก็ไม่ได้ราบรื่น?

 ผมต้องตัดสินใจเปิดโรงงานเพื่อจะผลิตสาหร่ายให้กับร้านสะดวกซื้อ ปรากฏว่าจะต้องมี GMP ต้องมีระบบการตรวจสอบคุณภาพ ต้องลงทุนทำโรงงาน 7-8 ล้านบาท ตอนนั้นไม่มีเงินเลยต้องไปกู้ธนาคาร ธนาคารบอกแผนธุรกิจดูดี แต่อายุผู้กู้ 19 ยังทำธุรกิจไม่ได้


 ตอนนั้นฟังผ่านทางโทรศัพท์ ก็อยากจะร้องเพลงออกมาเป็น 19 มันผิดตรงไหน  โลกเรานอกจาก บิล เกตส์ ก็ยังไม่มีใครที่อายุน้อยๆ มาทำธุรกิจ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ก็ยังไม่ดัง ถ้าตอนนั้น มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ดัง ผมอาจจะกู้เงินผ่านก็ได้ใครจะรู้ ผมคิดว่าคนเราต้องผ่านปัญหามาถึงได้หาทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา


๐ อุปสรรคที่เจอ คือมารผจญ?

 ผมว่ามันเหมือนตัวสีขาวกับตัวสีดำ ดีกับชั่ว ให้ตัดสินใจ ตอนนั้นคิดจะออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะมาทำธุรกิจเกาลัด ตอนนั้นมี 5 สาขา แต่เราก็ต้องไปเรียน ต้องไปส่งสาขา ต้องไปเก็บเงิน มันทำอะไรไม่ทัน ไม่ดีสักอย่าง ก็เลยตัดสินใจจะเลิกเรียน พอตัดสินใจจะดรอปเรียน ไอ้ตัวชั่วก็โผล่มา "อย่าเลิกเรียนเลย เลิกเรียนก็ไปไหนไม่รอดหรอก ถ้าเจ๊งล่ะ จะทำยังไง ไม่มีความรู้แล้วจะไปทำธุรกิจยังไง" โชคดีที่มันมีตัวดีผุดมาว่า "เฮ้ย...มันต้องลองนะ ตอนที่นายอยู่มัธยมยังหาเงินได้เดือนละ 2-3 แสนบาท คนที่ทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งเสมอไปก็ได้ แต่ขอให้รักในสิ่งที่ทำและมีความมุ่งมั่น" สุดท้ายชีวิตผมก็เลือกตัวดี ตัวดีมันชนะตลอด ถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้


๐ มองการศึกษากับความสำเร็จในชีวิตอย่างไร

 การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เราอย่าไปมองว่ามันเป็นแค่ตำรา ผมได้อะไรจากการศึกษาในโรงเรียน จากมหาวิทยาลัยมากกว่าตำราด้วยซ้ำ ผมได้พบเพื่อน ได้พบอาจารย์ ได้พบรุ่นพี่ ได้พบเด็กเกเร ผมสามารถคบได้กับคนทุกรุ่นทุกแบบ จนสามารถปรับตัวเข้ากับคนได้ ผมทำธุรกิจเจอคนหลายแบบ มันทำให้ผมยอมเสียเปรียบได้ ทำให้ผมกล้าเผชิญหน้ากับคนหลายแบบ และบริหารจัดการคนเป็น แต่ผมก็ยังคงไม่ทิ้งการเรียนในตำรา โดยพยายามเรียนให้จบหลังดรอปเรียนไป ตอนนี้ผมกลับไปเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  สาเหตุที่เรียนบริหารธุรกิจเพราะอาจารย์คุยกับผมว่าจริงๆแล้ว เราเป็นอะไรกันแน่ ผมไม่ใช่มาร์เก็ตติ้งแมน แต่ผมมีวิญญาณการเป็นเจ้าของกิจการมากกว่า


๐ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ?

 ไม่ใช่แค่ธุรกิจ ชีวิตก็มีความเสี่ยง สมมุติผมลงจากตึกนี้ไปข้างนอก ก็อาจถูกรถชนได้ หนึ่งเลยที่เราต้องมี อย่างที่พระพุทธองค์ว่า เราต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท รู้จักคำว่าพอเพียง สองคือเราจะลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจได้อย่างไร เราต้องโฟกัส สังเกตคนญี่ปุ่นทำธุรกิจอะไรก็จะทำแล้วให้มันดีไปอย่างหนึ่งเลย ให้มันดีให้สุดจนเป็นเทพจริงๆ คือถ้าเราจะทำอะไรให้โฟกัสไปเลย จะช่วยลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง พอเรารักที่จะทำมัน เราก็จะศึกษา ความรู้ ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ พอเชี่ยวชาญเราก็ลดความเสี่ยงได้

๐ คิดหรือไม่ว่า ทำไมจึงประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น

 ผมมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จเร็วอย่างผม มีข้อหนึ่งที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ผมไม่ได้ฉลาดกว่า ไม่ได้เป็นอัจฉริยะกว่า ไม่ได้เป็นเทพ แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ ผมรู้ว่าต้องการอะไรตั้งแต่อายุ 18 ปี ได้ทำตามที่หัวใจตัวเองต้องการตั้งแต่ตอนนั้น ผมถึงประสบความสำเร็จได้เร็ว สตีฟ จ๊อบส์, บิล เกตส์ เอง เขาก็รู้ว่าอยากทำอะไรตั้งแต่เขาอายุยังน้อย


๐ ความสำเร็จจะต้องแลกกับอะไรบ้าง

 การที่เราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้สำเร็จ จะต้องลงทุน 2 อย่าง  หนึ่งคือลงทุนเงิน จะน้อยจะเยอะอะไรก็แล้วแต่ สองคือที่สำคัญยิ่งกว่า คือ เวลา คนที่จะทำธุรกิจให้สำเร็จต้องให้เวลากับมัน ลองดูว่าทำไมคนมีเงิน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ บางคนเอาเงินไปให้หุ้นส่วนทำ แต่ไม่เคยมีเวลาไปดูเลย มันเจ๊ง บางทีก็เพิ่งรู้ด้วยซ้ำ ต่างกับคนที่ลงทุนทั้งเงินและเวลาโดยเฉพาะคนที่ลงทุนเวลา เขาจะเรียนรู้ จะโฟกัสอยู่กับงาน ผมไม่ใช่คนแรกที่เข้ามาทำธุรกิจสาหร่าย แต่ว่าผมลงทุน และให้เวลากับมันเยอะจริงๆ ผมทำงานกับมันวันละ 12-13 ชั่วโมง บางทีก็ 14 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน


 ๐ เคยเจอหลุมพรางจากความคิดเร็วหรือไม่ 

 ผมเป็นคนตัดสินใจเร็วจริง เจอหลุมพรางมาเยอะ งานหลักของผมคือการตัดสินใจ เพราะผมเป็นซีอีโอ บางครั้งต้องตัดสินใจหลายอย่าง ก็มีผิดพลาดบ้าง อย่างวันหนึ่งตัดสินใจ 20 เรื่องมันต้องมีสักเรื่องที่ผิดพลาด เวลาที่เราตัดสินใจไม่ได้เรื่อง ผมก็กลับมาดูว่าทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น แล้วมันผิดพลาดอย่างนี้ ครั้งหน้าจะตัดสินใจอย่างไร หากเจอเหตุการณ์อย่างนั้นอีก ครั้งหน้าเราก็จะตัดสินใจไม่พลาดแล้ว คือทบทวนมันอีกครั้ง


๐ แล้วยอมรับกับผิดพลาดอย่างไร

ทุกครั้งที่ตัดสินใจผิดพลาดทุกครั้ง ผมมักจะปลอบใจตัวเองไว้เสมอว่า แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังเคยตัดสินใจผิดพลาดเลย เราเป็นปุถุชนมนุษย์คนหนึ่ง แล้วเราจะไม่ผิดพลาดเลยได้อย่างไร แต่การผิดพลาดมันสอนอะไร  ถ้าเราปล่อยให้ความผิดพลาดนั้นมันเกิดขึ้นซ้ำ หรือเราไม่ได้เรียนรู้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาด อันนี้แหละที่ถือว่าเกิดข้อผิดพลาดอย่างแท้จริง แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะแก้ไขจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด อันนี้จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่อีกครั้งไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก

๐ อายุน้อยแถมไม่จบปริญญาตรีอีก แล้วบริหารคนอย่างไร

 ช่วงแรกก็มีบ้างนะ ระยะหลังมีคนๆ หนึ่งสอนให้ผมรู้ว่า ควรจะบริหารคนอย่างไร คนนั้นคือ ลุงเทือง ท่านสอนให้ผมรู้ว่า คนเราไม่เหมือนกัน แม้ลุงเทืองจะจบแค่ ป.1  แต่ท่านก็มีจุดแข็งที่คนเรียนปริญญาตรีหรือ ปริญญาเอกไม่มี แม้ว่าผมเองจะจบแค่เพียง ม.6 ผมก็มีจุดแข็งที่คนที่เรียนจบโทอย่างลูกน้องผมเองไม่มีเหมือนกัน


 ลุงเทืองสอนให้ผมรวบรวมจุดแข็งของแต่ละคนมาปรับใช้กับตัวเราเอง มาปรับใช้กับงาน ว่าคนนี้เราควรจะใช้จุดแข็งของเขาให้เหมาะกับตรงจุดไหน ลุงเทืองแกเป็นคนสวนบ้านผม ตอนหลังท่านมาช่วยผมขายเกาลัด เป็นเจไดที่ฝึกสอน สตาร์วอร์ส แล้วก็เป็นคนสอนพนักงานคั่วเกาลัด เพราะท่านเป็นคนมีทักษะในการเข้าหาคน เป็นมิตร และก็มีความโอบอ้อมอารี คนที่ไปเรียนกับท่านก็จะเคารพ ชอบและไปกับท่านได้ คุณพ่อผมจากเมื่อก่อนเรียกไอ้เทืองมานี่ ตอนหลังพ่อเรียกว่า เฮ้ย...เทืองๆ มานี่ด้วยกันหน่อย คือพูดเพราะขึ้น ลุงเทืองก็ภูมิใจสิ การที่เราใช้จุดแข็งคนได้ถูก ไม่เพียงแต่เขาจะทำงานให้เราได้ดีนะ เขายังภูมิใจในสิ่งที่เขาทำอีกต่างหาก นี่ก็เป็นจุดหนึ่งที่นำมาปรับใช้ในองค์กรของเราด้วย

๐ เคยมองภาพวันที่ตัวเองล้มเหลวบ้างไหม


 มีหลายครั้งที่ผมคิดที่จะเลิกนะ อยากจะถอดใจ ถึงแม้ใจจะรักก็ตาม หนามมันทิ่มแทงผมจนเลือดมันจะหมดตัวอยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่คิดจะยอมแพ้ จะมีภาพหนึ่งปรากฏ คือภาพที่คุณแม่ร้องไห้ ในช่วงที่วิกฤติเศรษฐกิจขั้นรุนแรงมาก ตอนปี 2540 ที่คุณพ่อคุณแม่นั่งร้องไห้ เครียดกับธุรกิจ กับตอนนี้ที่ผมมาเป็นผู้นำครอบครัว กลายเป็นภาพที่ผมเห็นคุณแม่มีความสุขกับการดูละคร 


 ใจผมจะถามตัวเองตลอดว่าเราอยากเห็นภาพไหน ถ้าเรายอมแพ้ อาจต้องกลับไปเห็นภาพนั้น ภาพที่คุณแม่นั่งร้องไห้อีก  มันแย่ยิ่งกว่าหนามทิ่ม ผมเลยเลือกที่จะเดินสู้กับมัน เลือกที่จะเอาชนะ ผมมองความล้มเหลวว่ามันมีทางแก้ไข มองปัญหาคือโอกาส คิดอย่างเดียวคือไม่มีทางตันสำหรับการทำธุรกิจ ปัญหาทุกปัญหามีทางแก้ แต่อาจใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ก็ต้องพยายามแก้กันไป


๐ กำลังใจที่มีส่วนให้เราก้าวเดินต่อไป?

 ได้จากลูกค้าครับ จากสิ่งที่เราทำแล้วมีคนชอบในสิ่งที่เราทำ มีแฟนคลับซึ่งเขาชอบเรา ปลื้มเรา ปลื้มในสินค้าของเรา เราก็พยายามทำให้ดีขึ้น ทุกครั้งที่เจอปัญหาก็คิดว่ามีคนรอสินค้าอยู่เยอะ ยังมีคนที่เอาใจช่วยสินค้าเราอยู่ ส่วนครอบครัวก็เป็นกำลังใจหลัก ที่คอยกระตุ้นให้ฮึดสู้ ผมไม่อยากทำให้คุณพ่อผิดหวัง 


๐ มีอะไรที่คิดแล้วไม่ได้ทำอีกบ้าง

 หลายอย่างมาก เช่น การนำเถ้าแก่น้อยเข้าตลาดมหาชน ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงาน ผมอยากสร้างแบรนด์เถ้าแก่น้อยให้เป็นเหมือนกับแบรนด์แมคโดนัลเป็นโกลบอลแบรนด์ อีกสิบปีอยากให้ไปที่ไหนก็มีเถ้าแก่น้อยอยู่ทุกที่ ก็อยากเห็นเป็นอย่างนั้น แล้วในชีวิตก็มีความมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้ก็อยากทำให้พนักงานมีความมั่นคงบ้าง อยากให้ประสบความสำเร็จไปด้วยกันทั้งองค์กร ถ้าองค์กรสำเร็จ เถ้าแก่น้อยก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน


 ผมมีข้อนึงที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ผมไม่ได้ฉลาดกว่า ไม่ได้มีความอัจฉริยะกว่า ไม่ได้เป็นเทพ แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ ผมรู้ว่าผมต้องการอะไรตั้งแต่ผมอายุ 18

Tags : อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เถ้าแก่น้อย สาหร่าย

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement