โดโด้หายไปไหนมา? มีอะไรหายไปจากชีวิตบ้าง? คือคำถามยอดฮิตของสังคมที่มีต่ออดีตพระเอกละคร
โดโด้หายไปไหนมา? มีอะไรหายไปจากชีวิตบ้าง? คือคำถามยอดฮิตของสังคมที่มีต่ออดีตพระเอกละคร ยุทธพิชัย ชาญเลขา ในช่วงเวลาทองของพระเอกรุ่นน้องหลายคนโด่งดังเป็นพลุแตก แต่ชื่อของเขากลับหายเข้ากลีบเมฆ
หลายคนอยากรู้ว่าช่วงเวลาที่เขาอยู่หลังม่านมายานั้น โดโด้ต้องเผชิญกับสิ่งใด และพาอะไรกลับมาฝากวงการบันเทิงอีกครั้งในฐานะนักเขียนอัตชีวประวัติ และวิทยากรบรรยายธรรมในปัจจุบัน
วันหนึ่ง โอกาสเหมาะเคราะห์ดี ได้พบกับชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มกว้าง เต็มไปด้วยความร่าเริง สดใส เสียงหัวเราะดังกังวาน และพูดจาชัดถ้อยชัดคำ ที่ยังคงมีอยู่ในตัวผู้ชายสุขภาพดีคนนี้ไม่เปลี่ยนแปลง จนบางครั้งก็แวบคิดไปว่า เขายังเป็นพระเอกยอดนิยมของแฟนละครคนไทยอยู่เหมือนเดิม และไม่น่าจะเจอวิกฤติชีวิตมากมายนักหรอก
แต่เมื่อนึกย้อนไปห้าปีก่อน ข่าวค (ร) าวของผู้ชายคนนี้เรียกว่ามีแต่เรื่อง “ฉาวโฉ่ เสื่อมเสีย” จนหลายคนคิดว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้เขา “เงียบหาย” ไปจากวงการ
“คนส่วนใหญ่คิดว่าผมหนีไปบวช บางคนคิดว่าผมเพี้ยน เป็นบ้าไปแล้ว ก็นานาจิตตัง เพราะข่าวสารต่างๆ ที่ถูกนำเสนอออกไปก็ชวนให้คิดไปได้ต่างๆ นานา แต่ความจริงมีอยู่ว่า ผมบวชก่อนที่จะมีเรื่องราวอุบัติเหตุชีวิตและหายไปจากวงการบันเทิงและสังคม แต่ระยะเวลามันใกล้เคียงกันมาก จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น”
ตามความเป็นจริงแล้ว ในช่วงเวลาที่หายไป โดโด้ไปอยู่วัดหลายแห่งในฐานะผ้าขาว ธรรมะบริกร แต่วัดที่อยู่เป็นหลัก คือ วัดป่าสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี กับพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก แล้วท่านก็ได้แนะนำให้เขาเล่าเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตที่ได้เจอกับความทุกข์ต่างๆ ที่เคยผ่าน เพื่อประโยชน์ และชวนให้ทุกคนหันกลับมาทบทวนตัวเอง โดยโน้มนำธรรมะจากพระพุทธองค์มาเป็นยาวิเศษพลิกชีวิตตนเอง แล้วสร้างกรรมดีกันต่อไป
สุขที่สุด ได้จาก “ทุกข์ที่สุด”
จากความบริบูรณ์ในลาภยศ ชื่อเสียง ความนิยมชมชอบของแฟนคลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่โดโด้ว่า นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เขามีความสุขมากเมื่อย้อนความหลัง
“อดีตอันแสนสุขในชีวิตผม เพียบพร้อมไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งชื่อเสียงจากการเป็นพระเอก นักกีฬา แฟมิลี่แมน รักและดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นคนเจ้าชู้ แต่พอมีครอบครัว ก็ทำให้เรื่องนี้เพลาลงไป ทำให้แฟนๆ และประชาชนยังคงให้ความนิยมชื่นชอบอยู่”
แม้ว่าฉากหน้าจะปรากฏตัวตนแง่บวกให้ทุกๆ คนเห็น แต่โดโด้ก็เผยว่า เขายังซ่อนมารร้ายตัวน้อยๆ ไว้ในอุปนิสัย อย่าง มนุษย์ลูกโป่งแตก เอาไว้ด้วย
นิสัยที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูไม่ดีมากๆ ในสายตาคนอื่น คือความเป็นคนลูกโป่งแตกของเขา ซึ่งส่วนมากมาจากเรื่องงาน คนมักจะมองว่าเขาใจร้อน ขี้โมโห เอะอะโวยวาย พร้อมระเบิดอารมณ์ตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้ว เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนอดทนมาก ไม่ถือสา และเชื่อเสมอว่าเดี๋ยวมันจะดีขึ้นแล้วผ่านไป
พอเหตุการณ์เก่ากลับมาซ้ำรอยเดิมมากเข้าๆ โดยไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มันก็เปรียบเสมือนลมที่อัดเข้าไปในลูกโป่ง หลายครั้งเข้ามันก็ใหญ่ขึ้นๆ พอมีคนมาเป่าเพียงนิดเดียวก็แตกเลย แล้วก็กลับมาอยู่จุดเดิมใหม่ หลายคนจึงมองว่าเขาเป็นคนสองแบบ คือใจดีสุดขีด กับ ขี้วีนสุดขั้ว
ก่อนหน้านั้น โดโด้ บอกว่า ทุกข์ของคนบันเทิงคือ ทุกข์ในการรอคอยว่าเมื่อไรจะมีงานจ้าง ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพการงานที่รัก จึงต้องหางานสำรองที่พอจะมีความสามารถมากพอตัว อย่างทำธุรกิจโดโด้ยิม สอนเทควันโด้
จนกระทั่งมาถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง สูญเสียสิ่งต่างๆ ในชีวิต สิ่งที่รัก เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสียชื่อเสียง ถูกนินทา และทั้งหมดกลายเป็นความทุกข์แสนสาหัสในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาของผู้ชายคนนี้
เขาตระหนักดีว่า คนเรายังต้องการปัจจัยอีก ๕ ประการ ซึ่งสำคัญต่อเนื่องจากปัจจัย ๔ นั่นคือ หน้าที่การงาน ยังมีเรื่องเงิน ครอบครัว เพื่อนกับสังคม และสุดท้ายคือสุขภาพ ซึ่งเขาเคยเชื่อว่าที่ผ่านมา มีคนฆ่าตัวตาย เพราะเรื่องหน้าที่การงานก็มากอยู่ เรื่องเงินก็ไม่น้อย ไหนจะอกหักรักคุดอีก
“แต่สำหรับผมไม่เคยคิด ฆ่าตัวตาย เลยสักครั้ง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะผมเสียมันไปทั้งหมดเลยครับ แล้วพร้อมๆ กันด้วย เรียกว่าประเดประดังถาโถมเข้ามาทีเดียว มันจะมาสลับกันทีละเรื่องเข้ามาตลอดเวลา มันเลยไม่มีเวลามาคิดฆ่าตัวตายน่ะครับ (หัวเราะ) แต่ถ้าถามว่ารับกับเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร ผมตอบเลยว่ารับไม่ได้ แต่ผมต้องอยู่กับมันให้ได้ ไม่รู้ว่าจะเรียกโชคดีหรือไม่ เพราะผมมัวแต่อยู่กับความคิดสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ แล้วพยายามคิดหาสาเหตุของมัน หรืออาจเพราะผมมีวัคซีนธรรมะพอสมควร ผมจึงไม่คิดสั้น หาทางออกผิดๆ”
ศาสนาหรือธรรมะ เข้ามาหมุนเวียนอยู่ในชีวิตผู้ชายคนนี้นานมากแล้ว เพียงแต่เขาไม่สามารถสังเคราะห์ หรือรู้จักแก่นแท้ของธรรมะได้อย่างแท้จริง เขาสารภาพว่าดึงมาใช้ไม่เป็น แต่อย่างน้อยก็สอนให้เขาไม่กล้าทำชั่วมากเพราะรับรู้เรื่องศีล ๕ และปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะศีลข้อ ๒ อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ แต่มันมาแย่ก็ตรงศีลข้อ ๓ ซึ่งถ้าปฏิบัติตามได้ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง
“แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สาหัสสากรรจ์ ผมเชื่อว่าถ้ายังอยู่ในวงการนี้ เราจะไม่มีโอกาสได้เห็น ได้รู้ความจริงที่แท้ ฉะนั้นความสาหัสที่ถาโถมเข้ามาจึงเป็นคำตอบและชี้ทางให้ผมเห็น เป็นเจตนารมณ์ให้เราเข้าไปศึกษาและเรียนรู้มัน ความทุกข์ทั้งหลายเป็นเหมือนการอุดช่องทางรับภาระ ให้เหลือเพียงทางเดียว คืออุโมงค์แห่งการเรียนรู้ ให้ผมได้เรียนรู้ทีละเรื่องๆ และลิ้มรสความสุขที่สุดในชีวิต”
ครูที่แท้ คือ พระธรรมเดินได้
ขณะที่บวชเรียนเป็นภิกษุ โดโด้บอกว่าสิ่งที่ได้รับและประทับใจมากที่สุด คือกฎระเบียบในการเป็นพระ การใช้ชีวิตอยู่ในวัด ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นอย่างมาก จะเรียกว่าลอกเลียนแบบหรือคัดลอกจากสิ่งที่ปฏิบัติในสมัยพุทธกาลก็ว่าได้
แต่หลังจากใช้ชีวิตบรรพชิต ทิดยุทธพิชัย ได้มีโอกาสทำหน้าที่ขับรถให้พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จึงมีโอกาสได้ฟังธรรมะบนรถ หรือเวลาท่านเทศน์ให้กับคณะบุคคลต่างๆ ที่นั่งไปด้วยกัน
โดโด้ เล่าว่า พระอาจารย์ช่วยแก้ปัญหาให้ด้วยวิธีการที่ต่างกันออกไป สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเกิดปัญญาขึ้นมาบ้าง ได้เรียนรู้วิธีจัดการกับปัญหา แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือเขาได้ซึมซับธรรมะ “เมตตา” จากอิริยาบถของท่านอาจารย์มิตซูโอะ เข้าถึงจิตใจที่ดีในความปรารถนาที่ดี และทำให้เข้าใจลักษณะของคำว่าเมตตาอย่างแท้จริง
“เมื่อมาอยู่กับท่าน สิ่งที่ผมได้คือการรู้จักปฏิบัติกายและปฏิบัติใจ และรู้ว่าเมตตาคืออะไร โดยไม่ต้องนั่งฟังคำบรรยาย แต่เราเรียนรู้ได้จากการกระทำของท่าน อย่างตอนที่ไปช่วยเหลือชาวภาคใต้ที่ประสบเหตุสึนามิ พระอาจารย์ก็กระจายความช่วยเหลือไปสู่คนที่เดือดร้อน ทำโครงการสอนทำทอผ้าซาโอริ
หรือที่ชัดๆ อีกครั้ง ก็ตอนที่พระอาจารย์สนทนากับพระรูปหนึ่ง ซึ่งพระรูปนั้นต้องไปเป็นเจ้าอาวาส แต่ท่านไม่อยากรับตำแหน่ง อยากปลีกวิเวกมากกว่า ผมก็เห็นด้วย แต่พระอาจารย์ก็สอนผมว่า เราต้องช่วยผู้อื่นสิ ยังมีคนที่มีทุกข์อีกมากมาย ผมก็บอกไปว่า เราต้องแข็งแรงก่อนจึงจะไปช่วยคนอื่นได้ แต่พระอาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า ช่วยได้ต้องช่วยเลย ไม่ต้องรอ”
เหตุที่พระอาจารย์กล่าวเช่นนั้น โดโด้เผยว่า เพราะเราต้องมีเมตตากับตัวเองช่วยเหลือตนเองก่อนและมีเมตตาต่อคนอื่นด้วย เมตตาตัวเองให้ได้รับความสุขและเผื่อแผ่ไปยังคนอื่นได้ทันที
และกลายเป็นคำสอน หรือข้อธรรมให้เขานำมาปรับใช้ในชีวิต ด้วยการหมั่นตอกย้ำความคิดว่า ตัวเราเองนี่แหละน่ารักที่สุดในโลก คือต้องรักและเมตตาตัวเอง โดย ไม่น้อยใจ ไม่อิจฉา ต้องไม่ยินดียินร้าย และไม่โกรธ เพราะไม่มีเหตุสมควรโกรธในโลก รวมทั้งตามดูอารมณ์ของเราให้ทัน
ต่อด้วยการสลัดอารมณ์และความรู้สึกนั้นให้ได้ ซึ่งพระอาจารย์มักพูดเสมอว่า มนุษย์เรานี่มีแต่ขี้นะ ขี้งก ขี้เกียจ ขี้กลัว ขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้อิจฉา ขี้น้อยใจ อะไรก็ขี้ จึงต้องสร้างสุขาไว้ในจิตใจ ชำระล้างเอาขี้เหล่านี้เททิ้งออกไปให้หมด จิตใจจะได้สะอาด
อีกทั้ง ท่านยังบอกให้เราหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย ทำใจสบาย แล้วยิ้มน้อยๆ ในใจให้บ่อย
และเมื่อได้ศึกษาธรรมะจนเข้าใจกระจ่าง และเริ่มมีประสบการณ์ในการถ่ายทอด เขาก็ยึดตำแหน่งนักบรรยายธรรมให้กับทางสำนักสงฆ์และองค์กรศาสนา พร้อมกับย้อนทำความเข้าใจว่า เมื่อก่อนนั้น คนว่าเขาเพี้ยนไปแล้ว คงจะเพี้ยนจริงดังว่า เพราะเมื่อได้มาบรรยายธรรม ก็ทำให้หนุ่มคนนี้ตระหนักว่า ขณะที่เขาพยายามจะบอกคนอื่นๆ ว่าหลังจากปฏิบัติแล้ว ดีอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ได้ผลหรอก เพราะคนอื่นไม่มีโอกาสได้เห็นได้สัมผัสแบบเขา แล้วยิ่งได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ก็ยิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นไปอีก
“พระอาจารย์บอกว่า แม้เราจะมีเจตนาที่ดีที่อยากให้คนรอบตัวเรามีความสุขแบบที่เรามี แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า เขารับได้ไหม ถ้าไม่ใช่เหตุสมควรตอบ เราก็ไม่ต้องตอบ และผมก็ลองสังเกตจากตอนที่ท่านเทศน์ ทั้งๆ ที่พระอาจารย์ก็รู้เรื่องนี้ดีมาก แต่ท่านไม่ตอบแบบที่เราคุ้นเคย ท่านใช้คำพูดใหม่ เพราะท่านมองว่าคนที่มาฟังธรรมพื้นฐานการรับรู้ไม่เหมือนกัน ต้องทำให้เขาเข้าใจอย่างที่เขาควรเข้าใจ”
“Planking บนคาน” ของผู้ชายสองโลก
ณ ตอนนี้ ผู้ชายที่ชื่อยุทธพิชัย ชาญเลขาได้กลับคือสู่แสง สี เสียงอีกครั้ง เพราะเชื่อในหลักทางสายกลาง และมีเหตุผลบางอย่างให้เขาต้อง Planking อยู่บนคาน (คำเปรียบเทียบ) เพื่อให้ทำความเข้าใจกับโลกและธรรมมากขึ้น
“ถ้าเราไปอยู่ในวัด ที่ห้อมล้อมด้วยปัจจัยที่ดี มันไม่ยากที่จะเข้าถึงธรรม แต่แท้จริงแล้ว ธรรมะก็มีอยู่ทุกที่ เราจะทำอย่างไรให้ธรรมอยู่ในโลกที่เราจะต้องอยู่ มันเป็นสิ่งยาก ผมเลือกอยู่บนคานก็เพราะอยากจะเห็นทั้งฝั่งโลกและฝั่งธรรมให้ชัดขึ้น แต่ในอนาคต ผมมีเป้าหมายแล้วล่ะว่าจะเลือกหรือตัดสินใจอย่างไร มีระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่ไม่บอกใครเท่านั้นเอง”
และเมื่อถามถึงภารกิจทางโลก หลังจากห่างหายไปเสียนาน โดโด้ รีบแจงว่าแม้พระอาจารย์จะบอกว่าถ้าเขาบวชจะได้ประโยชน์มากกว่านี้ แต่ด้วยความที่ยังมีภาระเรื่องคดีความและบ้านค้างอยู่จึงยังไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสมณเพศได้
อดีตพระเอกยังหนุ่ม จึงเลือกไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และกลับมาแสดงละครอีกครั้ง พร้อมกับมุ่งมั่นทำรายการโทรทัศน์ในสไตล์ธรรมะออนเดอะโรด ตะลอนเที่ยวไป ชมนั่น แวะชิมนี่ แต่จุดมุ่งหมายคือการไปให้ถึงวัดใดวัดหนึ่งที่ตั้งใจไว้นั่นเอง
“ในฐานะที่เคยเป็นเด็กวัด เราก็อยากได้ทำวัตรด้วย ได้เงินด้วย (หัวเราะ) อย่างรายการท่องเที่ยวเชิงธรรมะ เคยได้ยินพี่ท็อป ดารณีนุช พูดกับลูกเขาว่า โชคดีที่สุดแล้วที่มีคนจ้างแม่ให้ทำในสิ่งที่แม่อยากทำ และผมก็เชื่อว่าสิ่งนั้นมันใช่ความสุขของผมจริงๆ ผมยังรักการออกกำลังกายอยู่มาก เพราะนิสัยนักกีฬาซึมอยู่ในกระแสเลือด ผมก็อยากให้มีคนมาจ้างไปออกกำลังกายนะ (หัวเราะ)”
ส่วนทางธรรมนั้น โดโด้กล่าวทิ้งท้ายถึงนิยามของธรรมะไว้ว่า ธรรมะคือความจริงที่สุดตามธรรมชาติ ถ้ามนุษย์รู้จักความจริงทางธรรม เราก็จะเข้าใจความจริงว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ส่วนพุทธศาสนาก็คือเครื่องมือที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้นั่นเอง
“จากการปฏิบัติธรรมและได้ศึกษาจากครูบาอาจารย์ ทำให้ผมเห็นชัดในอริยสัจ ๔ ว่า ทุกข์มีอยู่ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ และก็ได้รู้แล้วว่าทุกข์มีอยู่ทั้งหมดสิบเอ็ดกอง ส่วนสมุทัยคือ สาเหตุแห่งทุกข์ คือกิเลสตัณหา เป็นสิ่งที่ควรละเสีย และตอนนี้ก็ได้ละแล้วบางส่วน ต่อมาคือ นิโรธ การดับทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง และผมมีความตั้งใจทำอยู่ สุดท้ายคือมรรค ทางดำเนินสู่ความพ้นทุกข์ ๘ ประการ เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี และบัดนี้ก็ทำให้เกิดมีแล้วบางประการ”
Tags : โดโด้ • ยุทธพิชัย ชาญเลขา • พระอาจารย์มิตซูโอะ • วัดป่าสุนันทวนาราม

