กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 20 ตุลาคม 2554 04:00

สร้างสรรค์เด็ก เชิงบวก

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ถ้าอยากให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่ยุให้ทำแต่สิ่งใหม่ๆ ต้องให้เขาคิดหาทางออกหลากหลายบนวิถีคิดบวก

ถ้าอยากให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่ยุให้ทำแต่สิ่งใหม่ๆ ต้องให้เขาคิดหาทางออกหลากหลายบนวิถีคิดบวก
   
    รัศมี ธันยธร ผู้อำนวยการบริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ จำกัด เผยว่ามนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวกันทุกคน แต่ที่คิดออกมาแล้วเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันและคนอื่นๆ ด้วย นี่คือ นัยของความคิดสร้างสรรค์ของแท้ ซึ่งมันต้องเริ่มจากความคิดที่ดี แล้วส่งต่อที่การพูดและกระทำสิ่งที่ดีๆ ออกมาด้วยเป็นอัตโนมัติ
    เธอว่า การสร้างสรรค์แบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือนามธรรม จุดเริ่มต้นของความรู้สึกดีงาม เป็นสิ่งที่ทุกคนบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะชาติใดได้ฟังแล้วต้องรู้สึกดีตามไปด้วย ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องที่ถูกต้องตามที่ทุกคนยึดถือมานมนาน หรือเชื่อตามๆ กันมาเท่านั้น แต่มันต้องเป็นความรู้สึกดีแท้จริง จนสามารถพูดในใจได้ว่า "อืม ดีนะ จริงนะ"
    ตามด้วย รูปธรรม ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ นานา นั้น ต้องทำประโยชน์เพื่อตนและสังคมได้ ด้วยการเริ่มทำงานของตนให้ภารกิจลุล่วงและดียิ่งขึ้นไป สามารถดูแลตัวเอง ไม่เป็นภาระกับคนอื่น และยิ่งกว่านั้นคือต้องช่วยคนอื่น คิดถึงประโยชน์ของคนอื่น และใช้ประโยชน์ร่วมกัน ..มันคือคอนเซปต์แท้ๆ ของครีเอทีฟ

ทฤษฎีเลข 8
   กูรูด้านความคิดสร้างสรรค์ เล่าต่อว่า ถ้านึกย้อนกลับสมัยเด็กๆ เราจะเจอข้อสอบตัวเลือกแล้วให้ตัดสินใจตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว นี่คือความคิดแบบตรรกะ ซึ่งระบบการศึกษาของไทยบ่มเพาะพวกเรามาตลอด แต่สำหรับหลักของความคิดสร้างสรรค์ เราต้องมีคำตอบมากกว่าหนึ่งให้ได้
    "จำได้ไหม เวลาเราอยู่ในห้องเรียน คุณครูให้โจทย์มา 5+3 ได้เท่าไร ก็จะมีหัวกะทิของห้องยกมือ แล้วครูก็หยิบยื่นโอกาสให้ตอบว่า 8 จากนั้นก็เปลี่ยนโจทย์ไปถามเลขอื่นทันที จากนั้นไอ้เด็กคนเดิมก็ดันตอบได้ทุกครั้งไป นึกออกไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น เด็กอีกค่อนห้องก็คิดได้ แต่เขายกมือช้าไปหน่อย หรือคำตอบที่เขาคิดมันอาจไม่ใช่ 8 แต่เป็น 4+4 หรือ 10-2 แต่ครูไม่สนใจเพราะรีบเปลี่ยนโจทย์ไปแล้ว หรือถ้าเผลอไปตอบผิด โดนครูต่อว่าอีก สุดท้ายเขาก็ไม่อยากคิด คิดไปก็เท่านั้น อยู่เฉยๆ ดีกว่า แล้วความคิดสร้างสรรค์ก็จะหายต๋อมไปเลย"
     อาจารย์รัศมี เฉลยทางแก้ว่า เราก็เอาโจทย์เลข 5+3=8 นี่แหละมาสร้างเป็นทฤษฎี แต่เปลี่ยนมาให้คำตอบ เฉลยนำไปก่อน แล้วให้เด็กๆ ช่วยกันหาคำถาม เช่น ถ้าครูอยากได้คำตอบว่า 8 เด็กๆ คิดว่าทำอย่างไรเราจะได้โจทย์เลขนี้ แล้วเราจะประหลาดใจกับคำตอบที่หลากหลายเกินจินตนาการ แถมเด็กๆ ยังได้เรียนรู้ด้วยตัวเองจากคำตอบของเพื่อนๆ ว่า "คิดอย่างอื่นก็ได้คำตอบนี่นา"
     นอกจากนั้น ยังต้องหาเพื่อนสนิทที่ชื่อ คิดบวก มาอยู่ข้างกาย เพราะพลังแห่งการคิดบวกจะช่วยผลักดันเราออกไปทำในสิ่งที่คิดไว้อย่างเต็มความสามารถ ปราศจากความหวาดกลัว
 ไม่เจาะจงแค่เด็กๆ เท่านั้น แต่พ่อแม่อาจนำวิธีนี้มาปรับใช้ได้ด้วย เช่น กรณีที่ไม่อยากให้ลูกกินขนมขบเคี้ยว เราจะไม่พูดว่า "ห้ามกินนะ มันไม่ดี" เพราะจะเกิดความขัดแย้งและข้อสงสัยในใจลูก แต่ผู้ใหญ่ต้องคิดหาทางออกว่า เราจะบอกเขาด้วยเหตุผลใดได้บ้าง อาจพูดว่า "เราไปกินอย่างอื่นที่มันดีต่อร่างกายเราดีไหมลูก" หรือ "ลูกว่าเราจะกินอะไรที่ดีกว่าขนมชนิดนี้จ๊ะ" เป็นต้น
     ผลที่ได้นั้น มันจะช่วยทำให้เด็กทุกคนเจิดจรัสแสง ปั้นดาวให้เป็นดาว กระตุ้นให้พวกเขาสนุกกับการคิดสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์ มีความสามารถในการมองหาคำตอบหลายๆ ทาง ส่งผลถึงวัยผู้ใหญ่ เขาจะรู้ว่าหากเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น เขาจะหาคำตอบไหนมาใช้ มองเห็นโอกาสใหม่ๆ ทลายกำแพงความคิดที่ว่ามีเพียงคำตอบเดียวที่ดีที่สุด หรือเชื่อว่าวิธีแก้มีอยู่วิธีเดียว ก็จะช่วยปลดล็อกความอึดอัดใจ ชีวิตก็จะมีความทุกข์ได้ยากขึ้น
 
ติดแชทอย่างสร้างสรรค์
     นอกจากทฤษฎีเลข 8 แล้ว อาจารย์รัศมียังเผยกฎเลข 7 ที่อยากแนะพ่อแม่และน้องๆ นักท่องไซเบอร์ทั้งหลายนำมาปรับใช้ในยุคเทคโนโลยี เริ่มจากต้องเลือกคบคนในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และเลือกอ่านข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งกระทู้ หรือคอมเมนท์ต่างๆ หลีกเลี่ยงคนคิดแง่ลบ (Negative Thinking) หรือชอบสบถบนหน้าจอ ให้ลองเช็คดูลาดเลาหรือให้โอกาสเขาสัก 3 ครั้ง ถ้ายังมีพฤติกรรมไม่น่าสมาคม ก็ควรจะเลิกคบไปเสีย เป็นอันดับแรก
      ต่อมากฎข้อ 2 ทำตัวเป็นผู้รับสารที่ดี ต้องเลือกอ่านข้อมูลหรือความเห็นที่เป็นประโยชน์กับชีวิตเท่านั้น อย่าพยายามตามใจตัวเองหรือหลงไปกับกิเลส จึงส่งผลมาถึงข้อที่ 3 ต้องวางใจเป็นกลาง ไม่เอาสิ่งที่ปรากฏในเน็ตมาผูกพันกับการดำเนินชีวิต หรือคาดหวังกับการตอบกลับของผู้ที่อยู่ในโลกออนไลน์
     "เชื่อไหมว่าลึกๆ ในใจของเราชอบเรื่องไร้สาระมากกว่าเรื่องที่มีประโยชน์ มันท้าทาย สนุก ยิ่งเป็นเรื่องไม่ดีของคนอื่นเรายิ่งชอบ หรือแม้แต่ตอนนี้ บางคนมีพฤติกรรมติดเฟซบุ๊ค จะทำอะไรก็ต้องบอกให้คนอื่นรู้ ความเป็นส่วนตัวของเราหายไป แต่กลับเรียกร้องและรอคอยให้อีกฝ่ายสนใจความเป็นไปของเรา กดไลค์หรือตอบกลับ จนไม่เป็นอันทำอะไร นี่คือตัวอย่างของการเสพเทคโนโลยีอย่างไม่สร้างสรรค์"
     ขณะเดียวกันก็ต้องทำตัวเป็นผู้ส่งสารที่ดีด้วย โพสต์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เท่านั้น นี่เป็นหัวใจของกฎข้อที่ 4 ส่วนข้อ 5 เราต้องกำหนดเวลาให้ตัวเองทุกครั้งที่เปิดเครื่อง เช่นใช้เวลากับมันไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อครั้ง เป็นต้น
     นอกจากนั้น กฎข้อที่ 6 ให้ถือว่าช่องทางนี้จะเป็นเวทีฝึกให้เราตามฝันได้ ได้ฝึกหัดทำสิ่งที่เราอยากเป็นในอนาคต อาจารย์รัศมียกตัวอย่างว่า ถ้าเราชอบทำหนังสั้น ก็อาศัยพื้นที่ยูทูบหรือเว็บไซต์ต่างๆ โพสต์ผลงานของเรา และสุดท้ายกับข้อที่ 7 จงมีช่องทางออนไลน์ไว้เตือนสติ เช็คตัวเองว่าเรากำลังคิดและทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ตลอดเวลา

Tags : รัศมี ธันยธร ความคิดสร้างสรรค์

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement