กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 31 สิงหาคม 2553 04:00

มหัศจรรย์ขมิ้นชัน สมุนไพรต้านมะเร็ง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เสน่ห์ของขมิ้นชัน นอกจากปรุงอาหารให้อร่อยแล้ว ยังใช้เป็นยาภายนอกและยาภายใน ขณะที่หญิงอินเดียใช้ทาผิวหนังเพื่อป้องกันขนงอก ทำให้ผิวผุดผ่อง

ขมิ้นชัน สมุนไพรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก  เพราะมักจะพบในชีวิตประจำวัน  โดยนิยมแต่งกลิ่นและรสในอาหารหลายชนิด อาทิ  แกงเหลือง  แกงไตปลา  แกงกะหรี่  ไก่ทอดขมิ้น  เป็นต้น จนกลายเป็นสมุนไพรที่ขาดไม่ได้ในรสอาหาร

 นอกจากเสน่ห์ของขมิ้นชันที่ปรุงแต่งรสอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้นแล้ว ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในขมิ้นชัน คือ สารสำคัญ “เคอร์คิวมิน” ซึ่งพบในขมิ้นชัน โดยเฉพาะขมิ้นชันในภาคใต้ด้วยแล้ว ยิ่งมีสารเคอร์คิวมินและน้ำมันขมิ้นที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีการปลูกขมิ้นทั้งหมด

 ภญ.ดร.สุภาภรณ์  ปิติพร เภสัชกรจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า คนสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากขมิ้นในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ทั้งใช้เป็นยาภายนอกและยาภายใน  ในส่วนของยาภายนอกนั้น คนโบราณเชื่อว่าขมิ้นชันช่วยสมานแผล  ทำให้แผลไม่เป็นหนอง    ดังนั้น เมื่อเวลานาคต้องปลงผมก่อนอุปสมบท จะทาหนังศีรษะด้วยขมิ้นภายหลังจากที่โกนผม  เพื่อรักษาบาดแผลที่อาจจะเกิดจากใบมีดโกน

  ในปัจจุบันพบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ลดการแพ้  การอักเสบของผิวหนัง  ในต่างประเทศนำไปใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับผิวหนัง  เช่น  ผื่นแพ้  สะเก็ดเงิน  หรือแม้แต่มะเร็ง ปัจจุบัน มีการจำหน่ายครีมขมิ้นชันที่มีส่วนประกอบของขมิ้นชันในปริมาณที่สูงให้แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน  ซึ่งพบว่าผู้ป่วยหลายรายใช้ได้ผลดี 

 นอกจากนี้ ยังนิยมใช้ขมิ้นเป็นเครื่องสำอาง  คนในแถบตอนใต้ของเอเชียและแถบตะวันออกไกล  ใช้ขมิ้นทาผิวหน้าทำให้ผิวหน้านุ่มนวล  คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ  ทำให้ผิวผุดผ่อง  นอกจากนั้นแล้วขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน  ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนังเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก

 ส่วนการใช้เป็นยารับประทาน ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอี 80  เท่า  ปัจจุบันจึงนำมาใช้ในโรคที่คาดว่าจะเกิดจากอนุมูลอิสระ  อาทิ  โรคมะเร็ง  อัลไซเมอร์  และโรคหัวใจและหลอดเลือด 

 โดยเฉพาะโรคมะเร็งนั้น ในปัจจุบันมีการวิจัยในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประเทศอังกฤษ  ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี  โดยให้รับประทานขมิ้นชันในขนาดสูง  เป็นเวลาติดต่อกัน 6 สัปดาห์  พบว่าผู้ป่วยไม่มีอาการแย่ลง  แต่ก็ไม่ดีขึ้น  หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าทำให้อาการทรงตัว 

 ซึ่งในท้ายการวิจัยผู้วิจัยได้สรุปว่า  หากนำขมิ้นชันมาใช้ร่วมกับการฉายรังสีหรือการใช้ยาเคมีบำบัดก็น่าจะให้ผลดีกว่าการการฉายรังสีหรือการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว  เพราะนอกจากจะมีงานวิจัยที่ช่วยยืนยันผลของขมิ้นชันในการต้านการเจริญเติบโตของมะเร็งหลายชนิด  อาทิ  มะเร็งปอด  มะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งปากมดลูก  ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ  ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งหรืออาจจะเกิดขึ้นจากขั้นตอนการฉายรังสีด้วย

 นอกจากการต้านอนุมูลอิสระแล้ว  ขมิ้นชันยังมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ซึ่งการรักษาแผลในกระเพาะอาหารผู้ป่วยต้องได้รับขมิ้นชันติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์  เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน  โดยขมิ้นชันมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยลดแก๊สในทางเดินอาหาร  ลดการหลั่งกรด  เพิ่มการหลั่งของสารที่มาช่วยเคลือบทางเดินอาหาร ไม่ให้ถูกทำร้ายจากกรด มีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดี ซึ่งน้ำดีมีความจำเป็นในกระบวนการย่อยของไขมัน  แต่ในผู้ป่วยที่มีท่อน้ำดีอุดตันนั้นไม่ควรรับประทานขมิ้นชัน  เพราะอาจจะทำให้น้ำดีซึ่งหลั่งออกมามากจากการรับประทานขมิ้นแล้วตกตะกอนในถุงน้ำดี  อาจทำให้อุดตันมากยิ่งขึ้น  

 ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ  โรคที่เกิดจากการอักเสบหลายชนิด  เช่น  โรคข้อเข่าเสื่อม  โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์จากการรับประทานขมิ้นชัน 

 ขมิ้นชันยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดปฏิกิริยาการแพ้  คนที่เป็นโรคภูมิแพ้   หรือเป็นหวัดบ่อย ๆ ควรกินอาหารใต้ที่ใส่ขมิ้นทุกวัน  หรือจะใช้ผงขมิ้นชันโรยในอาหารที่เรารับประทานทุก ๆ วันก็ได้  ถ้าจะกินขมิ้นชันควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพ  คือ  ต้องมีอายุอย่างน้อย 9 - 12  เดือน  และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป จนน้ำมันหอมระเหยหมด  ควรเก็บให้พ้นแสง  เพราะแสงมีปฏิกิริยากับเคอร์คิวมินในขมิ้นชัน

 ปัจจุบัน ขมิ้นชันแคปซูล เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ  จึงสามารถที่จะเบิกค่ายาจากระบบสุขภาพต่าง ๆ ได้  อีกทั้งปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ขมิ้นชันสามารถขึ้นทะเบียนเป็นยาสามัญประจำบ้านได้แล้ว  ดังนั้นจึงสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป  แต่หากใครไม่อยากเสียเงิน สามารถนำแง่งขมิ้นชันมาปลูก โดยรดน้ำพอชุ่มวันละ  1 - 2  ครั้ง 

 “ปัจจุบัน มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สกัดสารจากขมิ้นชันบรรจุในรูปแบบของแคปซูล เพื่อให้สะดวกในการรับประทาน ทั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ อยากส่งเสริมให้คนไทยรับประทานขมิ้นชันกันทุกวัน ทั้งจะปลูกเอง รับประทานจากอาหาร หรือในรูปแบบของแคปซูล เพื่อสุขภาพที่ดี และต้านโรคร้ายที่เกิดจากอนุมูลอิสระอย่างมะเร็งได้อีกด้วย” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กล่าว

 ผู้ที่สนใจสามารถขอคำปรึกษาในเรื่องของการใช้สมุนไพร ได้ที่ Call Center โทร. 037 211 289 (วันธรรมดา), 037 211 316 (วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตกษ์)

Tags : โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ขมิ้นชัน สมุนไพร

advertisement

advertisement

advertisement