เสน่ห์ของขมิ้นชัน นอกจากปรุงอาหารให้อร่อยแล้ว ยังใช้เป็นยาภายนอกและยาภายใน ขณะที่หญิงอินเดียใช้ทาผิวหนังเพื่อป้องกันขนงอก ทำให้ผิวผุดผ่อง
ขมิ้นชัน สมุนไพรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก เพราะมักจะพบในชีวิตประจำวัน โดยนิยมแต่งกลิ่นและรสในอาหารหลายชนิด อาทิ แกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ ไก่ทอดขมิ้น เป็นต้น จนกลายเป็นสมุนไพรที่ขาดไม่ได้ในรสอาหาร
นอกจากเสน่ห์ของขมิ้นชันที่ปรุงแต่งรสอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้นแล้ว ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในขมิ้นชัน คือ สารสำคัญ “เคอร์คิวมิน” ซึ่งพบในขมิ้นชัน โดยเฉพาะขมิ้นชันในภาคใต้ด้วยแล้ว ยิ่งมีสารเคอร์คิวมินและน้ำมันขมิ้นที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีการปลูกขมิ้นทั้งหมด
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า คนสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากขมิ้นในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ทั้งใช้เป็นยาภายนอกและยาภายใน ในส่วนของยาภายนอกนั้น คนโบราณเชื่อว่าขมิ้นชันช่วยสมานแผล ทำให้แผลไม่เป็นหนอง ดังนั้น เมื่อเวลานาคต้องปลงผมก่อนอุปสมบท จะทาหนังศีรษะด้วยขมิ้นภายหลังจากที่โกนผม เพื่อรักษาบาดแผลที่อาจจะเกิดจากใบมีดโกน
ในปัจจุบันพบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ลดการแพ้ การอักเสบของผิวหนัง ในต่างประเทศนำไปใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ผื่นแพ้ สะเก็ดเงิน หรือแม้แต่มะเร็ง ปัจจุบัน มีการจำหน่ายครีมขมิ้นชันที่มีส่วนประกอบของขมิ้นชันในปริมาณที่สูงให้แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยหลายรายใช้ได้ผลดี
นอกจากนี้ ยังนิยมใช้ขมิ้นเป็นเครื่องสำอาง คนในแถบตอนใต้ของเอเชียและแถบตะวันออกไกล ใช้ขมิ้นทาผิวหน้าทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผุดผ่อง นอกจากนั้นแล้วขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนังเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก
ส่วนการใช้เป็นยารับประทาน ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอี 80 เท่า ปัจจุบันจึงนำมาใช้ในโรคที่คาดว่าจะเกิดจากอนุมูลอิสระ อาทิ โรคมะเร็ง อัลไซเมอร์ และโรคหัวใจและหลอดเลือด
โดยเฉพาะโรคมะเร็งนั้น ในปัจจุบันมีการวิจัยในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประเทศอังกฤษ ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี โดยให้รับประทานขมิ้นชันในขนาดสูง เป็นเวลาติดต่อกัน 6 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยไม่มีอาการแย่ลง แต่ก็ไม่ดีขึ้น หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าทำให้อาการทรงตัว
ซึ่งในท้ายการวิจัยผู้วิจัยได้สรุปว่า หากนำขมิ้นชันมาใช้ร่วมกับการฉายรังสีหรือการใช้ยาเคมีบำบัดก็น่าจะให้ผลดีกว่าการการฉายรังสีหรือการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากจะมีงานวิจัยที่ช่วยยืนยันผลของขมิ้นชันในการต้านการเจริญเติบโตของมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปากมดลูก ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งหรืออาจจะเกิดขึ้นจากขั้นตอนการฉายรังสีด้วย
นอกจากการต้านอนุมูลอิสระแล้ว ขมิ้นชันยังมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งการรักษาแผลในกระเพาะอาหารผู้ป่วยต้องได้รับขมิ้นชันติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน โดยขมิ้นชันมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยลดแก๊สในทางเดินอาหาร ลดการหลั่งกรด เพิ่มการหลั่งของสารที่มาช่วยเคลือบทางเดินอาหาร ไม่ให้ถูกทำร้ายจากกรด มีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดี ซึ่งน้ำดีมีความจำเป็นในกระบวนการย่อยของไขมัน แต่ในผู้ป่วยที่มีท่อน้ำดีอุดตันนั้นไม่ควรรับประทานขมิ้นชัน เพราะอาจจะทำให้น้ำดีซึ่งหลั่งออกมามากจากการรับประทานขมิ้นแล้วตกตะกอนในถุงน้ำดี อาจทำให้อุดตันมากยิ่งขึ้น
ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ โรคที่เกิดจากการอักเสบหลายชนิด เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์จากการรับประทานขมิ้นชัน
ขมิ้นชันยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดปฏิกิริยาการแพ้ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือเป็นหวัดบ่อย ๆ ควรกินอาหารใต้ที่ใส่ขมิ้นทุกวัน หรือจะใช้ผงขมิ้นชันโรยในอาหารที่เรารับประทานทุก ๆ วันก็ได้ ถ้าจะกินขมิ้นชันควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพ คือ ต้องมีอายุอย่างน้อย 9 - 12 เดือน และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป จนน้ำมันหอมระเหยหมด ควรเก็บให้พ้นแสง เพราะแสงมีปฏิกิริยากับเคอร์คิวมินในขมิ้นชัน
ปัจจุบัน ขมิ้นชันแคปซูล เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงสามารถที่จะเบิกค่ายาจากระบบสุขภาพต่าง ๆ ได้ อีกทั้งปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ขมิ้นชันสามารถขึ้นทะเบียนเป็นยาสามัญประจำบ้านได้แล้ว ดังนั้นจึงสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป แต่หากใครไม่อยากเสียเงิน สามารถนำแง่งขมิ้นชันมาปลูก โดยรดน้ำพอชุ่มวันละ 1 - 2 ครั้ง
“ปัจจุบัน มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สกัดสารจากขมิ้นชันบรรจุในรูปแบบของแคปซูล เพื่อให้สะดวกในการรับประทาน ทั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ อยากส่งเสริมให้คนไทยรับประทานขมิ้นชันกันทุกวัน ทั้งจะปลูกเอง รับประทานจากอาหาร หรือในรูปแบบของแคปซูล เพื่อสุขภาพที่ดี และต้านโรคร้ายที่เกิดจากอนุมูลอิสระอย่างมะเร็งได้อีกด้วย” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กล่าว
ผู้ที่สนใจสามารถขอคำปรึกษาในเรื่องของการใช้สมุนไพร ได้ที่ Call Center โทร. 037 211 289 (วันธรรมดา), 037 211 316 (วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตกษ์)
Tags : โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร • ขมิ้นชัน • สมุนไพร
