มือข้างขวาถือบีบี มือข้างซ้ายจับไอโฟน ในกระเป๋ายังมีกล้องดิจิทัล และโน้ตบุ๊คอีกตัวสำหรับ "พร้อมรบ" นอกสำนักงาน
ด้วยชีวิตที่ยุ่งเหยิงอยู่กับเทคโนโลยี จึงไม่แปลกหากเปิดกระเป๋าออกมาดูรายหัวแล้วพบว่า แต่ละท่านมีคอมพิวเตอร์พกพา กล้องดิจิทัลตัวเก่ง โทรศัพท์สมาร์ทโฟน และอีกสารพันแท่นชาร์จที่นอนรออยู่ก้นกระเป๋าทำงาน
มันไม่ใช่แค่ปัจจัยที่ 5 แต่ยังมีลำดับที่ 6, 7 และ 8 ตามมาเป็นอวัยวะเสริม ซึ่งนำอาการปวด เมื่อย ล้า และข้อเสื่อมให้ทุกข์ทรมานใจตามมาสมทบ
นพ.ชลัท วินมูน ศัลยแพทย์กระดูก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เตือนการที่แบกของหนักหรือสะพายกระเป๋าหนักเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะสะพายข้างเดียวหรือสะพายสองข้างล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคข้อเสื่อม หรือปวดกล้ามเนื้อได้ในระยะยาว โดยเฉพาะในคนวัยทำงานที่กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าวัยรุ่น
“การสะพายกระเป๋าข้างเดียวเป็นประจำทำให้กล้ามเนื้อเสียความสมดุลได้ทั้งสองข้าง และเกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อตามมา ต่อให้สะพายสลับสองข้างเพื่อรักษาสมดุลก็เถอะ ก็ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการล้าจนเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ อ่อนล้าที่กล้ามเนื้อได้เหมือนกัน” ศัลยแพทย์กระดูก กล่าว
การเพิ่มน้ำหนักไปที่ส่วนบนของร่างกาย น้ำหนักจะกดลงไปที่กระดูกสันหลัง ยิ่งเวลาสะพายกระเป๋าแล้วลุกเดินน้ำหนักก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าโดยกดไปที่ข้อต่างๆ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า รวมพลังกันทั้งน้ำหนักร่างกายและน้ำหนักกระเป๋า
น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้หมอนรองกระดูกสันหลัง หรือตัวข้อต่อทั้งข้อเท้าและข้อเข่า เกิดการสึกหรือเสื่อมได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการแบกกระเป๋าที่น้ำหนักมากต่อเนื่องทุกวัน หรือเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการบิดหมุนหรือก้มเงยบ่อยๆ
อาการปวดกล้ามเนื้อเป็นโรคที่พบมากขึ้นในปัจจุบันและรวมอยู่ในกลุ่มของออฟฟิศซินโดรม โดยผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ มีมากถึง 70-80% ของกลุ่มอาการที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง
ที่ผ่านมา คนไข้ในวัยทำงานมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อสะบักบริเวณหัวไหล่จากการสะพายกระเป๋าข้างเดียว รองลงมาเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากการสะพายสองข้าง
อาการเริ่มต้นที่สังเกตเองได้คือ นั่งทำงานแล้วเกิดอาการปวดสะบัก และเมื่อซักประวัติย้อนไป มีความสอดคล้องกันระหว่างการนั่งทำงานแล้วปวดเมื่อย เนื่องจากการแบกหิ้วกระเป๋าหนักต่อเนื่องมาแล้วช่วงหนึ่งประกอบกับการนั่งทำงานเป็นเวลานานอีกช่วงหนึ่งทำให้เกิดการปวดเมื่อยในระยะยาวตามมา
โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม เป็นอีกโรคที่เป็นอาการต่อเนื่องจากการปวดเมื่อยเนื่องจากแบกกระเป๋าหนัก มักพบบ่อยในวัยทำงาน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมหรือสึกหรอตามอายุ และการเพิ่มแรงกดไปที่หมอนรองกระดูกบ่อยๆ เช่น ก้มเงยบ่อย ยกของหนักบ่อย ตัวหมอนรองกระดูกก็มีโอกาสเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไปได้เช่นกัน
สิ่งที่ตามมาเมื่อเกิดอาการหมอนรองกระดูกเสื่อม คือ หมอนรองกระดูกอาจทับเส้นประสาท และเกิดอาการกระดูกทับเส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อย่างที่เห็นเป็นกันทั่วไป
“ไม่ว่าจะเป็นโรคข้อเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกเสื่อมที่มาจากการแบกของหนัก ไม่ทำให้โครงสร้างร่างกายคดหรือเอียง การกินแคลเซียมช่วยบำรุงให้กระดูกแข็งแรงขึ้นทำได้ แต่จะไม่มีผลต่อการซ่อมแซมโรคข้อเสื่อมเพราะคนละส่วนคนละโรคโดยสิ้นเชิง”น.พ.ชลัท แจกแจง
แม้อายุที่เพิ่มขึ้นเราอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หลีกเลี่ยงแรงกดที่บริเวณกระดูกสันหลังให้น้อยที่สุดได้ เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่ก้มเงยบ่อย หลีกเลี่ยงการบิดหมุนเอว และไม่เล่นกีฬาที่เกิดแรงกระแทกต่อร่างกายเยอะ อย่างเช่น การวิ่ง การกระโดด
วิธีการดูแลรักษาตัวเองสำหรับคนที่ปวดเมื่อยจากการแบกกระเป๋าหนักมี 3 ขั้นตอน เริ่มจากการแก้ที่สาเหตุ โดยการพยายามหลีกเลี่ยงการแบกของหนักด้วยการลดอุปกรณ์ภายในกระเป๋าให้เหลือน้ำหนักที่น้อยที่สุด เมื่อเกิดอาการปวดเมื่อยสามารถใช้น้ำอุ่นประคบเพื่อคลายความตึงของกล้ามเนื้อได้ แต่หากหลีกเลี่ยงการแบกของหนักต่อเนื่องทุกวันไม่ได้จริงๆ อาจสะพายสลับไปมาทั้งสองข้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนการรับน้ำหนักบ้าง
นอกจากนี้ สำหรับท่าในการทำงาน หากพบว่านั่งผิดท่า ก็ควรปรับท่านั่งให้ถูกต้องด้วยการยืดตัวตรง นั่งพิงพนัก และยืนหรือเดินเปลี่ยนอิริยาบถบ้างทุก 2-3 ชั่วโมง ในกรณีที่ต้องนั่งทั้งวัน ขั้นตอนต่อมาเป็นการทำกล้ามเนื้อของเราให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ด้วยการออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น
ขั้นตอนการรักษาสุดท้าย เป็นการรักษาด้วยยาโดยการวินิจฉัยของแพทย์ แต่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ หากผู้ป่วยไม่ยอมเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในระยะยาวอาการปวดเมื่อยดังกล่าวก็พร้อมที่กลับมาได้ทุกเมื่อ
Tags : ออฟฟิตซินโดร์ม • ปวดเมื่อย • นพ.ชลัท วินมูน • โรคกระดูก
