เคยได้ยินคนกล่าวว่า มีสองอย่างที่จะทำให้เด็กเติบโตได้ดี คือหนังสือและความรัก ทั้งสองอย่างนี้รวมกันอยู่ใน นิทาน
คำเตือน - โปรดรู้ไว้ว่า นิทานก่อนนอนไม่เหมาะเป็นหนังสือเลยสักนิด เพราะมันคือเวลาเตรียมเข้านอนของเด็ก หนังสือจะดึงความสนใจ ทำให้เด็กไม่ยอมหลับ แถมยังเห็นภาพไม่ชัดเจน พ่อแม่จึงเมื่อยแขนโดยเปล่าประโยชน์
ทางออก - ควรเปลี่ยนมาเป็นนิทานปากเปล่า เล่าโดยไม่ใช้หนังสือ ซึ่งเหมาะสมสำหรับเวลาก่อนนอนมากที่สุด เล่าง่าย สบาย และใช้อุปกรณ์น้อย แต่ให้ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิดที่สุด ทำให้เด็กได้ใช้จินตนาการ เห็นภาพที่แตกต่างไปเรื่อยๆ
มูมู่-ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิทานสำหรับเด็ก แนะว่า พ่อแม่หยิบเรื่องราวสมัยเด็กที่ประทับใจมาเล่าแทนนิทนาก็เหมาะ เพราะเป็นเรือ่งใกล้ตัว เรื่องที่เล่าอาจเป็นเรื่องธรรมชาติ ความจริงของชีวิต หรือเรื่องที่ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง เช่นนิทานพื้นบ้าน, เทพนิยาย, นิทานวีรบุรุษ, ตำนาน, บทร้อยกรองที่แสนน่ารักและจดจำง่าย, นิทานคลาสสิก หรือนิทานไม่รู้จบก็ได้
อ่านยังไม่พอ ต้องเพิ่มเสียงดนตรีด้วย หรือใช้เสียงของพ่อแม่นั่นแหละถ่ายทอดอารมณ์อย่างมีพลัง หรือหาเกมง่ายๆ มาเล่นประกอบ เป็นเทคนิคให้เด็กตั้งใจฟัง และแก้ความไม่คุ้นเคย หรือแก้อาการติดหนังสือก่อนหน้านี้
ข้อดีของนิทานปากเปล่า คือเล่าได้ทุกที่ทุกเวลา หรือจะให้ลูกเล่าแทนพ่อแม่ที่เหนื่อยล้าจากงาน ก็เก๋ไปอีกแบบ และไม่ว่าจะอยู่มุมไหนก็เคลื่อนย้ายได้ทุกที่ ไฟดับก็ไม่มีปัญหา ยิ่งปิดไฟ เด็กก็จะใช้จินตนาการเต็มที่ และพร้อมที่จะนอนได้ตลอดเวลาด้วย
ส่วนเวลาอื่น พ่อแม่ยังต้องให้ความสำคัญกับหนังสือเหมือนเดิม แต่ควรเปลี่ยนวิธีการอ่านหรือเล่านิทานเสียใหม่
มูมู่บอกว่า ท่าทางอ่านนิทานที่ดีที่สุด คือการอุ้มลูกนั่งตัก แล้วสื่อรักด้วยหนังสือ ท่านี้จะช่วยให้พ่อแม่และลูกมองหนังสือในมุมเดียวกันแล้ว ยังให้ความอบอุ่นจากการโอบกอดไปในตัวขั้นตอนต่อมา คือหาหนังสือที่เหมาะสมกับวัย และความสนใจของลูก นิทานทุกเล่มจะสอนเรื่องจริยธรรม และบางเล่มจะใส่ความละมุนละม่อมให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเลือกภาพสวย แค่สื่อสารให้รู้เรื่องก็พอแล้ว ซึ่งบางคนอาจนึกสนุกทำนิทานทำมือเอง หรือซื้อหนังสือที่มีอุปกรณ์ภายในเล่มไว้ติดบ้าน
จากนั้น ต้องออกเสียงขณะเล่านิทานไปด้วย เพื่อสื่ออารมณ์ และสอนภาษาไปในตัว อีกทั้งให้ความสำคัญกับเรื่องการผันวรรณยุกต์ อย่าง “กุ๋งกิ๋ง” บางคนจะอ่าน “กุ๊งกิ๊ง” รวมทั้งอย่าละเลยตัวควบกล้ำ ร ล เป็นอันขาด
ถ้าเป็นเด็กเล็กควรร้องเป็นทำนอง ใส่ลูกเล่น ให้เขาเล่นด้วย หรือเล่าพร้อมเกม รวมทั้งเปลี่ยนวิธีการเล่านิทานภาพ เป็นการปิดรูปแล้วเล่าก็ไม่ผิด
ส่วนเด็กโต พ่อแม่ควรให้ลูกเป็นคนเลือก เพราะจะทำให้เขารู้จักคิดวิเคราะห์ว่าจะเลือกเรื่องที่ดีที่สุดได้อย่างไร แล้วใช้วิธีอ่านและเล่าสลับกันไป ไม่ให้จำเจ หรือถ้าจะใส่ภาษาอื่นให้ลูก ก็ควรดูความพร้อม และต้องมีภาษาแม่ที่แข็งแรงก่อน จึงจะเรียนรู้ภาษาอื่นได้ดี
นอกจากมุ่งให้ความเพลิดเพลินแล้ว การเล่านิทานยังต้องใส่ใจ สังเกตปฏิกิริยาของลูก ร่วมหาคำตอบกับลูก และเรียนรู้ไปพร้อมกันด้วย
มูมู่ ยกตัวอย่างนิทานเรื่อง“เมล็ดแครอท”ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบรรพบุรุษนิทานภาพจากสหรัฐอเมริกา นิทานเรื่องนี้มีตัวละครไม่มากนัก ปล่อยพื้นที่ให้โล่ง ใช้สีสันไม่จัดจ้าน แต่เส้นสายชัดเจน และสีหน้าของตัวละครบ่งบอกอารมณ์และความรู้สึกได้ดี
เรื่องมีอยู่ว่า เด็กชายคนหนึ่งอยากปลูกแครอท เขาจึงเอาเมล็ดมาปลูกลงดิน เฝ้าดูแลรดน้ำ และฝันว่ามันจะโตเป็นต้นแครอท และผลแครอท ในขณะที่พ่อแม่และคนรอบข้างกลับพูดว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เขาก็ยังดูแลเมล็ดแครอทต่อไป แล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงเสียดื้อๆ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงมั่นใจในตัวลูก และเปิดโอกาสให้เขาทำ
ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้ลูกสงสัย และทำให้พ่อแม่ต้องฉุกคิดคำถามต่อไปว่า “แล้วเจ้าเมล็ดแครอทจะโตเป็นต้นไม้ และกลายเป็นผลแครอทไหมนะ” หรือ “เอ๊ะ...เขาปลูกแครอทด้วยเมล็ดหรือเปล่า” เป็นต้น
เมื่อเราตั้งข้อสังเกตหรือมีข้อสงสัย จากคำว่า “เอ๊ะ” ก็จะนำไปสู่กระบวนการค้นหาข้อมูล ตามด้วยคำเฉลยที่ตามหลังคำว่า “อ้าวหรอ”
เมื่อพ่อแม่อ่านและสั่งสมพฤติกรรมการอ่าน ลูกก็จะได้ต้นแบบที่ดี เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เป็นพี่สอนน้องอ่าน เพื่อนสอนเพื่อน แล้วพัฒนาเป็นนักเล่านิทานตัวน้อยได้ด้วย
เหมือนอย่างครอบครัว ใจดี ซึ่งเป็นครอบครัวนักเล่านิทานตัวจริง
หลังจากคุณตาใช้นิทานสอนใจมาเล่าแล้ว ก็สานต่อเจตนารมย์ เน้นใช้เสียงในนิทานเพื่อให้เกิดจินตนาการ แล้วขอยืมมือคุณพ่อเอ๋-อดิศักดิ์ มาเล่าสารคดี ทำให้ตอนนี้ลูกสาวคนพี่ น้องไอเดีย-ศวัสมนอายุ 10 ปีเล่านิทานชาดกได้แล้ว ส่วนคนน้องไอซี-วริศาวัย 8 ปีสนุกกับการอ่านหนังสือในห้องสมุด
แม่ใหญ่- ฑีฆะรัตน์ บอกว่าในบ้าน ควรหาคนที่เล่านิทานให้ได้มากกว่าหนึ่งคน เพื่อเป็นผู้เล่าและผู้ฟังพร้อมกัน อาจจะให้เล่าต่อกันเป็นประโยค ทำให้เป็นละคร เล่นกันในครอบครัว แล้วใช้คำถามปลายเปิด เพื่อให้เขาคิดเอง แต่อย่าถามคำถามชนิดทบทวนความจำ
นอกจากความสนุก การฝึกเล่านิทานยังทำให้เขาต้องสะสมคำศัพท์ให้มากพอและใช้ศิลปะในการมองภาพให้เป็น เพื่อจะถ่ายทอดออกมาเป็นนักเล่านิทานได้ดี
“เด็กจะมีพัฒนาการฟังที่ดี และจากผู้ฟังกลายเป็นผู้เล่า จากผู้เล่าเป็นผู้เขียนนิทานเสียเอง การอ่านจะทำให้เขาออกหาความรู้ด้วยตนเอง หากโตแล้ว เรายังสอนเขาด้วยนิทานได้ เขาก็ยังจะฟังอยู่ และรับรู้ความรู้สึกของเราได้ด้วย” นักเล่านิทานก่อนนอนกล่าว
Tags : ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ • นิทานสำหรับเด็ก
